สายลมตะวันออก บทที่ 28 : เส้นทางที่เลือกเดิน

สายลมตะวันออก บทที่ 28 : เส้นทางที่เลือกเดิน

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ศักราช. ๙๙๐ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จนฤพาน พระราชโอรสองค์ใหญ่ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติกรุงอโยธยาศรีรามเทพนครสืบมา

อาทิตย์ยามอัสดง ยังลอยตนงามสง่าบนขอบสายน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ลมพัดเบากว่าเคย ลู่กิ่งหมอกก๋อนน้อยนิด แต่ก็ปลิดปลิวใบแก่ให้ร่วงหล่น เสียงนกกางเขนร้องเรียกคู่อยู่ไม่ไกล ก่อนโผผินบินหายลับ

ชายหนุ่มจากดินแดนตะวันออกเห็นเรือกำปั่นใหญ่ของฮอลันดาผ่านไป ท่าเรือฝั่งตรงข้ามเรียงรายไปด้วยเรือใหญ่น้อย ผิวน้ำยังระยับยิบด้วยเกล็ดสีทองจากดวงกลมเบื้องบน ซึ่งเคลื่อนคล้อยหลบลงอย่างช้าๆ ท้องฟ้าใกล้เข้าราตรีกาลแล้ว กิจกรรมในสายน้ำและผืนแผ่นดินคงจะได้เข้าสู่การพักคอย ก่อนอีกไม่นาน แสงสุกสว่างจะกลับมาเจิดจ้า ปลุกชีวาของผู้คนและสรรพสิ่งให้ตื่นขึ้นอีกครา

หลังผลัดแผ่นดิน มีการแต่งตั้งขุนนางใหม่หลายตำแหน่ง ที่สำคัญ อย่างออกญาศรีวรวงศ์ขึ้นว่าการกลาโหม ส่วนยามาดะ นากามาสะ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าอวยยศเป็นพระไชยสุนทร ทำหน้าที่ดูแลกองอาสาญี่ปุ่น และการอันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับดินแดนตะวันออก

ยามาดะไม่เคยคิดว่าตนจะได้อยู่ในฐานะเช่นนี้ ยิ่งคิดว่าวันหนึ่งเคยเป็นเพียงโรนินเรือแตกเกือบกลายเป็นผีเฝ้าทะเลด้วยแล้ว การอันยศศักดิ์สูง เป็นที่นับถือจากขุนนางและผู้คนในดินแดนห่างไกลบ้านเกิดยิ่งแทบเกินฝัน ทางหนึ่งเป็นเรื่องดี จะได้อำนวยการดูแลพรรคพวกชนชาติเดียวกัน กระนั้นก็ยังแอบกังวล เพราะเขาละเลยคำเตือนของท่านคิอิ

แต่จะทำอย่างไรได้เล่า

หากตั้งตนโดดเดี่ยว ถึงสามารถทำได้ตามที่รับปาก แต่ย่อมเท่ากับว่าต้องสูญเสียสหาย กลายเป็นคนไร้คุณธรรม หาค่าใดในชีวิตไม่ได้

เพลานี้ความที่เคยตั้งใจจะกลับไปดำรงชีวิตบั้นปลายในแดนบ้านเกิดล้มลงแล้ว หลังคนรักจากไปสู่อ้อมแขนพระเป็นเจ้า

ดังนั้นยามาดะจึงเลือกยึดถือภาระตรงหน้าเป็นปฐม การมีฐานะอำนาจในบ้านเมืองนี้ เป็นสิ่งสำคัญหากต้องการคุ้มครองดูแลชาติเชื้อพงศ์พันธุ์เดียวกัน

ยามาดะจึงมุ่งสร้างกิจการการค้าให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพื่อนำรายได้มาดูแลอุปถัมภ์พรรคพวกทั้งหลายให้เป็นที่พอใจ การเป็นขุนนางเมืองสยาม มีกำลังไพร่พลในมือมากเท่าไร ย่อมเป็นที่เกรงใจจากผู้มีอำนาจทั้งปวง ไม่มีใครกล้าเอาเปรียบ

เขายังได้จัดหาเครื่องอาวุธ ทั้งเกราะ ปืน ดาบ ม้า ให้เพียงพอกับจำนวนไพร่พลในสังกัด ทั้งชาวญี่ปุ่นที่อยู่เดิมและที่อพยพมาใหม่ ทหารรับจ้างตะวันตก คนพื้นเมืองก็มีมาเข้าสังกัดมาก ในจำนวนนี้รวมถึงนายเรือง นายขาว นายแดง นายยอดด้วย

“โชคดีนักที่ได้ร่วมราชการงานเมืองด้วยกัน” นายขาวบอก “ท่านเจ้าคุณกลาโหมยอมให้เราย้ายสังกัดมาอยู่กับเจ้าได้ นับแต่นี้หากแม้มีศึกใด เราก็พร้อมตายร่วมกับเจ้า”

นอกจากเจ้าคุณกลาโหมยินดีให้พรรคพวกเดิมที่รักใคร่กันมาแต่เก่าก่อน ปรับเปลี่ยนโยกย้ายมาอยู่ร่วมในสังกัดเดียวกันแล้ว ยังชื่นชมที่ยามาดะตระเตรียมกำลังพลให้พรั่งพร้อมใช้งานเสมอ ไม่มีท่าทีหวาดระแวงการสร้างกองกำลังในสังกัดว่าจะเป็นไปทางร้าย

“คุณพระตระเตรียมกำลังพลเช่นนี้ น่านับถือนัก ศึกพม่ารามัญ และขบถหัวเมืองใหญ่น้อย เกิดขึ้นเสมอ หากบรรดาขุนนางอโยธยาทำเช่นท่าน ก็หาต้องกลัวเกรงข้าศึกศัตรูหน้าไหน”

เจ้าคุณกลาโหมมักหาโอกาสเชื้อเชิญยามาดะมาร่ำสุราสนทนากันเสมอ ยังให้ความเป็นกันเองไม่ต่างจากวันวาร ร่ำสุรากันทีไร ก็เป็นได้คุยกันสัพเพเหระ ทั้งเรื่องอดีต เรื่องส่วนตัว บางครายังมีขุนนางอาวุโสอย่างออกญากำแหงมาร่วมด้วย

“เพลานี้คุณพระเป็นที่รู้จัก ผู้คนอยากคบหามาเข้าด้วยท่าน ในเรือนก็มีไพร่ทาสจำนวนมาก แต่ไฉนจึงไม่คิดหานายหญิงมาครองคู่ช่วยดูแลบ่าวไพร่ทั้งหลายเล่า เพื่อท่านจะได้มีเวลาทำราชการได้เต็มที่ มิต้องห่วงหน้าพะวงหลัง” เจ้าคุณกำแหงถามทีเล่นทีจริงขึ้นมาในวงสุรา “ท่านยังรูปงาม หากต้องการหาใหม่ จะสอง หรือสามคน ก็เห็นจะไม่ยาก” แล้วหัวเราะอารมณ์ดี

ยามาดะยิ้มๆ “ตั้งแต่ภรรยากระผมจากไป กระผมก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย”

“หล่อนไปดีแล้ว หล่อนเป็นคนดี รักท่านมาก ไม่อยากให้ท่านต้องอยู่แต่เดียวดายดอก” เจ้าคุณสูงวัยยังยืนยันรบเร้า

เขานึกซาบซึ้งความหวังดีของเจ้าคุณกำแหง กระนั้นตั้งแต่แม่อินจากไป เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องมองหาหญิงอื่นมาแทนเลย ทุกวันคืนยังระลึกถึงหล่อนราวกับหล่อนไม่ได้จากไปไหน

ยามาดะนำความนี้ไปพูดจากับคนรักที่นิทราสงบในโลงหิน ยามไปเก็บกวาดสถานพำนักนิรันดร์ของหล่อน

“เจ้ารู้ไหม เจ้าคุณกำแหงบอกให้ข้าหาเมียใหม่ จะได้เอาไว้คอยดูแลบ่าวไพร่ในเรือน ท่านเจ้าคุณมีหลวงมีน้อยหลายคน ไม่ต่างจากขุนนางใหญ่ที่นี่ บางคนโชคดีก็อยู่กันดี แต่ไม่น้อยเมียเอกเมียน้อยต่างคอยหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ที่จะได้ช่วยเหลือดูแลเรือน ปกครองบ่าวไพร่เห็นจะน้อยนัก ข้าเองมีเพื่อนคอยเกื้อหนุนกันอยู่ จึงมิจำต้องมีใครคอยปกครองดูแลคนในเรือน อีกอย่าง ใจข้ายังรู้สึกว่าเจ้าไม่ได้จากไปไหน จะให้หาใครมาแทนที่ เห็นจะไม่ได้”

เขาวางดอกซากุระไม้แกะสลักด้วยฝีมือตนเอง ลงบนแผ่นหินหน้าหลุมศพ

“รอข้าก่อนเถิด สักวัน ข้าคงได้พาเจ้าชมสวนดอกซากุระด้วยกัน”

หลังไปหาคนรักที่สุสาน นานๆ ครั้ง ยามาดะมักถือโอกาสเดินเลยไปถึงวัดพุทไธศวรรย์ อันเป็นสถานที่ครูเทียนถูกเชิญจากท่านสมภารวัด ให้ช่วยมาฝึกฝนวิชามวย วิชาดาบ ไปทีไรก็มีข้าวของไปฝากพ่อครู ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย แกอายุมาก ร่างกายทรุดโทรมไปตามกาล เดินเหินไม่คล่องเช่นก่อน ต้องใช้ไม้เท้าคอยพยุง แต่ที่เหมือนเดิมคือยังอารมณ์ดีไม่เปลี่ยน ลูกศิษย์ลูกหายังรักเคารพเสมอ

“มีลูกศิษย์มากขึ้นทุกวันนะจ๊ะพ่อครู” ยามาดะพูดพลางมองไปตามลานวัด บรรดานักมวยต่างขมีขมันฝึกซ้อม

“ลูกศิษย์ลูกหามีมากขึ้น พื้นที่บ้าน เริ่มคับแคบ ได้ท่านสมภารว่าให้มาใช้ลานวัดนี้ ด้วยลูกศิษย์ท่านก็มีที่อยากฝึกฝนวิชาการต่อสู้เพิ่มเติมจากที่ร่ำเรียนกันอยู่ ข้าก็เห็นดี จึงเริ่มขยับขยายมาที่นี่ มีลูกศิษย์เก่าคอยเป็นลูกมือช่วยสอน ก็เบาแรงข้าไปได้เยอะ” ครูเทียนบอก

“เท่าที่ดู พวกนี้หน่วยก้านดี เป็นกำลังอโยธยาได้”

“ที่ดีก็มี ที่ไม่ได้เรื่องก็มาก แต่ถ้าดี ก็หวังจะให้มันทำราชการเติบโตต่อไป เอ็งลองดู ใครมีแววก็เอาไปช่วยงานเอ็งซี”

“ข้าเองก็คิดอยู่ หากใครมีแวว ขอพ่อครูช่วยแนะนำข้าด้วยเถิด”

“ก็มีอยู่ ไอ้เปี๊ยก ไอ้บุญมาก็ดี” พ่อครูชี้ไปทางชายร่างสันทัด ล่ำสันคนหนึ่ง และคนตัวสูงใหญ่อีกคนหนึ่ง “แต่หากให้ดี นอกจากเก่งอาวุธแล้ว ต้องฉลาด มีคุณธรรมด้วย”

“ของอย่างนี้ต้องใช้เวลา กว่าจะรู้จักนิสัยใจคอแต่ละคน ข้าก็ต้องวานพ่อครูอีกแล้วละ”

“เรื่องดูคน ดูความรู้ทางตำรับตำรานี้ ข้าไม่ชำนาญดอก แต่ก็พอแนะนำคนที่จะให้เอ็งปรึกษาได้”

“ใครกันจ๊ะ?”

พ่อครูบุ้ยปากไปทางส่วนกุฏิที่พำนักสงฆ์ ห่างออกไปทางตะวันตกของลานสักสี่สิบวา ทีแรกเห็นแต่กุฏิไม้หลังเล็กๆ หลายหลัง ใต้ร่มไม้ใหญ่ร่มรื่นย์ มีภิกษุบ้างอยู่บนกุฏิ บ้างนั่งบนม้านั่งใต้ต้นไม้ ทีแรกไม่คิดว่ามีอะไรให้เป็นคำตอบได้ แต่เมื่อมองดีๆ จึงพบว่าโยมสงฆ์ที่นั่งสนทนากับภิกษุใต้ร่มไม้ใหญ่ คือ สหายที่ยามาดะไม่ได้พบหน้ามานาน

“ออกพระจุฬา”

“เห็นว่าตั้งแต่ท่านออกจากราชการ ก็มาทำตัวเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าประคุณวัดนี้”  พ่อครูบอก

“เธอมาบ่อยหรือจ๊ะ?” เขาถาม ตายังจับจ้องสหายเก่า

“ก็บ่อยอยู่ มาคอยรับใช้ท่านเจ้าประคุณ และก็มาสนทนาธรรมกับมหาอุปราชในผ้าเหลืองน่ะ”

ได้ยินอย่างนี้ชายหนุ่มเริ่มวิตก ภาวนาให้เป็นเพียงการสนทนาธรรมตามกาลเท่านั้น

“ข้าไม่ได้พบเธอมานาน เห็นเป็นโอกาสจะได้สนทนากันตามประสาเพื่อนเก่าบ้าง”

“เชิญตามสะดวกเถิดพ่อ” ครูเทียนว่า แล้วอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่

การสนทนาระหว่างผู้อยู่ในสมณเพศกับออกพระจุฬาเสร็จสิ้นลงพอดี ตอนที่ยามาดะเดินไปหา ภิกษุกลับขึ้นไปบนกุฏิ ส่วนเพื่อนขุนนางยังยืนส่งที่เดิม

“ยังเป็นชาวพุทธที่ดีเสมอนะ คุณพระ” ยามาดะทัก

เพื่อนเก่าของเขา แลดูมีอายุมากขึ้นกว่าที่คาดไว้ ปรากฏริ้วรอยบนหน้าผากและหางตา ผอมลงกว่าก่อน ผมสีดอกเลาแซมบนศีรษะ ทั้งที่อายุยังไม่น่าจะมี

ออกพระจุฬายินดีที่พบเพื่อนเก่า พูดจาทักทายกันเล็กน้อย จากนั้นพากันเดินไปคุยไป

“ข้าโชคดี ได้โอกาสอยู่อย่างสงบ สันโดษ ไม่ต้องวุ่นวายกับงานราชการหนักหนาอย่างท่าน” ออกพระจุฬานอกราชการพูดอย่างอารมณ์ดี

ยามาดะเข้าใจคำหยอกเย้า “เอ…พูดอย่างนี้ทำให้ข้าเริ่มนึกอิจฉาท่านขึ้นมาแล้วซี”

อดีตขุนนางอโยธยาหัวเราะ “อย่าถึงกับอิจฉาเลย เพลานี้ท่านเป็นที่เคารพนับถือจากขุนนางใหญ่น้อย มีกำลังไพร่พลมาก อีกทั้งกิจการการค้าก็ยังรุ่งเรือง แค่เรื่องอยู่สุขสงบ หาใช่เรื่องที่ท่านจะนำมาเป็นข้ออิจฉาข้าดอก”

“ถึงมีคนเคารพ มาเข้าด้วยมาก แต่จะให้หาสหายรู้ใจเช่นท่านนั้น ยากนัก”

“ท่านพูดเช่นนี้ทำให้ข้านึกไปถึงคราเราร่วมรบศึกล้านช้าง”

“ข้าไม่มีวันลืม” หนุ่มญี่ปุ่นนึกย้อนยังวันแรกที่รู้จัก คบหากันเป็นสหาย ที่จริงเพื่อนน่าจะมียศตำแหน่งสูงได้ แต่ชะตาทำให้กลายเป็นชนสามัญ ไร้หน้าที่ราชการ กลับกัน คนจรจากแดนไกลอันสายลมตะวันออกพัดพามา กลับมียศตำแหน่งสูงเกินกว่าคาด “คิดแล้วเหมือนเพิ่งเกิดไม่นานมานี้เอง”

อดีตขุนนางยิ้มให้น้อยๆ “เช่นนั้นเชิญท่านไปร่วมระลึกความหลังกันไป ร่ำสุรากันไปที่เรือนข้า เห็นจะเหมาะนัก”

“หากสหายเช่นท่านออกปาก ข้ารึจะปฏิเสธ”

 

เรือนของออกพระจุฬาเป็นเรือนสามหลังเชื่อมกันด้วยชาน ด้านหน้าเป็นลานโล่ง ไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ใบไม้กิ่งไม้หล่นระเกะระกะอยู่บ้าง แม้ไม่ถึงกับรก แต่ก็ไม่สะอาดเอี่ยม บริเวณโดยรอบค่อนข้างเงียบ ไม่มีบ่าวไพร่นั่งทำงานใต้ถุน สานตะกร้า หรือแบกข้าวของผ่านไปมา ศาลาท่าน้ำเก่า แลเห็นแผ่นไม้เริ่มผุพัง ส่วนบนเรือน มีกรงนกว่างเปล่าแขวนบนชายคา ไม่มีเสียงร้องแว่วหวานขันกรู กระถางดินเผาเก่าเริ่มมีรอยแตกร้าว ภายในไร้พืชใดถูกเลี้ยงดู

“เรือนสงบเงียบดีนัก” ยามาดะไม่อยากเอ่ยตรงๆ

แต่สหายสนิทอย่างออกพระจุฬาทราบดีถึงนัยยะ ตอบว่า

“หลังสิ้นคุณพระสุนทร คุณหญิงท่านก็ชรามาก จึงย้ายมาอยู่ด้วยกันที่เรือนนี้ มีบ่าวไพร่ติดตามมา

ด้วยบ้าง แต่หลังจากข้าออกจากราชการ พวกบ่าวไพร่หนุ่มสาวต่างแยกย้ายกัน ยังดีข้ากับแม่จวงพอมีทรัพย์สินเก็บหอมรอมริบไว้ รวมกับมรดกของผู้ใหญ่ จึงพออาศัยใช้เป็นสมบัติตั้งตัว ทำกินเล็กๆ น้อยๆ ได้ มีอัฐเบี้ยคอยดูแลคนที่เหลือ”

ยามาดะนึกเห็นใจ แต่ไม่ได้พูด

กระนั้น ไม่แน่ใจว่าอดีตขุนนางอ่านสีหน้าออกหรือเปล่า จึงพูดต่อมา

“แต่ก็ไม่ได้ลำบากดอก อยู่กันได้ตามอัตภาพ ไม่ทุกข์ร้อน”

ภรรยาเจ้าของบ้านพร้อมบ่าวชราคนหนึ่งถือน้ำท่า ของว่างมาต้อนรับ ใบหน้าแม่จวงแม้เริ่มปรากฏริ้วรอย แต่ก็ยังงาม สีหน้าแววตาดูเป็นสุข อย่างน้อยก็มากกว่าคราหล่อนไปหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ

หล่อนนั่งลงข้างสามี

“เชิญรับน้ำ ของว่างก่อนเถิดเจ้าค่ะ ยินดีที่มาเยี่ยม นี่ไปพบกันที่ไหน จึงพากันมาได้”

ยามาดะใช้เวลาระหว่างเกลอเก่าตอบคำถามภรรยา ยกขันน้ำลอยดอกมะลิดื่ม ของว่างเป็นขนมทับทิมกรอบ หอมหวานต้องลิ้นหนักหนา

“รสชาติยังเป็นเลิศนัก” ผู้มาเยือนชม

“รสมือแม่จวงต้องใจข้า หากเป็นคนอื่น ทำอย่างไรก็ไม่เหมือน” เจ้าของบ้านยิ้มให้ภรรยาตน

ยามาดะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นสาวน้อยที่เคยช่วยขึ้นจากน้ำเลย

“จำได้ว่าท่านมีบุตรสาวคนหนึ่ง มาวันนี้ยังไม่เห็น”

เจ้าของบ้านวางขันน้ำลง แล้วบอกด้วยอารมณ์ดี

“ก่อนนี้แม่จวงเอาไปถวายตัวต่อเจ้านายเก่าแม่ข้า ให้เสด็จท่านช่วยขัดเกลาหล่อน ไม่อย่างนั้นเห็นจะได้เป็นลิงเป็นค่างอยู่นี่” พูดแล้วหัวเราะ พาให้ผู้มาเยือนหัวเราะตามไปด้วย แอบคิดเล่นๆ ว่าเห็นจะเป็นจริงตามนั้น

คนเป็นแม่เด็กพูดบ้างว่า “ถึงแม่ปิ่นจะซุกซน แต่หล่อนก็ยังระลึกถึงพระคุณของพี่ท่านเสมอนะเจ้าคะ ที่เคยช่วยไว้แต่ครั้งกระโน้น”

“เรื่องเล็กน้อย ไม่จำต้องเอามาใส่ใจ”

ภรรยาเจ้าของเรือนอยู่คุยต่ออีกเพียงครู่ก็ลุกขึ้น บอกว่าจะไปดูในครัวสักหน่อย แล้วจะได้เตรียมเหล้ายากับแกล้มมาเพิ่มให้

ออกพระจุฬาและยามาดะต่างยกน้ำดื่มล้างปากจากของหวาน ไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน บางทีออกพระจุฬาคาดไว้ว่ายามาดะมีเรื่องต้องการสนทนาอยู่แล้ว แต่รั้งรออยู่เพราะไม่อยากพูดต่อหน้าคนอื่น

เมื่ออยู่กันลำพัง ยามาดะเริ่มต้น

“ท่านไปพบท่านอุปราชที่วัดบ่อยหรือ?”

เจ้าของบ้านขยับตัวอิงหมอนขวาน ท่าทีสบายๆ ไม่มีพิธีรีตอง สมกับเป็นการสนทนาระหว่างเพื่อนรัก แม้เรื่องที่ยามาดะยกมา ไม่ใช่เรื่องน่าสรวลเส

“ข้าไปกราบท่านสมภารเป็นนิตย์อยู่แล้ว จึงถือโอกาสไปกราบท่านอุปราชด้วย” แล้วจ้องมองเพื่อน “ท่านระแวงข้ารึ?”

ยามาดะไม่มั่นใจว่าเป็นคำถามหยอกเย้า หรือประสงค์คำตอบแท้จริงกันแน่ แต่ก็รีบโบกมือ “เปล่าหรอก ไฉนข้าต้องระแวงเล่า”

“ก็บางทีเจ้าคุณกลาโหมอาจสงสัยว่าข้ายังภักดีต่อพระมหาอุปราชา ที่ไปพบก็ด้วยประสงค์หารือเรื่องคิดการขบถเช่นที่เจ้าคุณชอบคิดอย่างไรล่ะ ท่านใกล้ชิดเจ้าคุณกลาโหม อาจนึกสงสัยแทนไปด้วย”

“ข้าหารู้ไม่ว่าท่านเจ้าคุณคิดเห็นอย่างไร แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ ข้าหาได้คิดเช่นว่านั้น อีกอย่างข้าเองก็ไม่ใช่คนที่ได้ยินอะไรมา ก็มักพูดต่อไปเรื่อยเปื่อย ข้ายืนยันได้ว่า ที่ถามนี้ ก็ด้วยคิดแต่เพียงสนทนาไถ่ถามชีวิตความเป็นอยู่กันตามวิสัยสหายรักเท่านั้น”

ริมฝีปากเจ้าของบ้านพอปรากฏรอยแย้มยิ้มได้ เสมือนว่าเชื่อมั่นคำของสหาย

“ข้าเชื่อคำท่าน” เจ้าของบ้านหยิบหมากใส่ปากชิ้นหนึ่ง “ตั้งแต่หลังเกิดเรื่อง พระมหาอุปราชาต้องใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องคุ้มภัย แต่หวังสักวัน แผ่นดินอโยธยาจะกลับมาเป็นแผ่นดินธรรมอีกครั้ง”

ประโยคหลังยามาดะยังลังเลว่าเป็นสิ่งที่เพื่อนคาดหวัง หรือเป็นการอันมหาอุปราชวางแผนเตรียมการกันแน่

“ท่านอุปราชยังประสงค์จะหวนคืน เพื่อสิทธิ์ในราชบัลลังก์อยู่หรือ?”

“เรื่องนั้นข้าหาทราบไม่” ออกพระจุฬาปฏิเสธไม่รับรู้ “แต่ถึงเป็นอย่างนั้น ก็ถือเป็นสิทธิ์ของพระองค์ท่านโดยชอบธรรมมิใช่หรือ?”

ยามาดะพยักหน้าช้าๆ ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า เป็นการยอมรับความที่อีกฝ่ายพูด หรือเป็นเพียงใช้เวลาคิดตรึกตรองคำที่จะพูดต่อมา

“เช่นนี้ เยาวกษัตริย์และขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลาย เห็นจะได้เกิดความระแวงแคลงใจ สุ่มเสี่ยงเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นอีก คราก่อนมีขุนนางถูกจับต้องทัณฑ์ไปไม่น้อย ทั้งขุนนางใหญ่อย่างเสนาบดีกลาโหมคนก่อน พระยาเกียน พระยาท้ายน้ำ พระศรีเสาวราช แม้แต่ท่านเอง ยังดีที่ได้รับพระเมตตาเว้นโทษตาย แต่หากผิดซ้ำ คงยากจะละไว้ได้อีก”

“เรื่องนั้นก็เกินกว่าข้ารู้ได้ ด้วยมิได้พบยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดอีก การณ์จะเป็นอย่างไร คงแล้วแต่บุญกรรมบารมีของแต่ละผู้แต่ละคนแล้วละ”

ยามาดะเบาใจลงได้บ้าง

ออกพระจุฬายังยืนยันอีกครั้ง “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าหาได้รับรู้หากมีใครคิดการที่ท่านกังวลจริง แต่จะละเลยไม่ไปกราบ สนทนาธรรมกับท่านผู้อยู่ในสมณเพศไม่เห็นสม หวังเจ้าคุณกลาโหมคงไม่ใจร้าย หาว่าการสนทนาธรรม จะเป็นการคิดวางแผนขบถดอกนะ”

ยามาดะไม่อยากมองว่าเป็นคำประชดประชัน

คนเคยเป็นขบถพูดต่อ “ข้าไม่คิดจะเข้าไปยุ่งราชการงานเมืองอีกแล้ว ด้วยที่ผ่านมาก็ทำการมามากมาย เหน็ดเหนื่อยหนักหนาแล้ว”

ตอนนั้นภรรยาเจ้าของบ้านเดินนำเหล้ายาของว่างมาเพิ่มเติม อดีตขุนนางอโยธยาเห็นคนรักของตน จึงพูดขึ้นว่า

“ข้าเห็นควรใช้เวลาที่เหลือ อยู่กับแม่จวงและครอบครัวอย่างสงบ ความสุขใด จะมีเหนือกว่าได้อยู่กับคนที่รักเล่า จริงไหม?”

ยามาดะยิ้มกว้าง “ใช่ หามีไม่ ท่านมีโอกาส ขอรักษาโอกาสนั้นไว้อย่างดีเถิด อันตัวข้า หามีโอกาสที่ว่าแล้ว”

“กำลังคุยอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ เกี่ยวกับข้าด้วยหรือเปล่า?” หล่อนจัดวางเหล้ายาของว่าง แล้วนั่งลงข้างสามี ถามด้วยความสงสัย คงรู้สึกจากสายตาท่าทางของคู่สนทนา ที่ลอบมองหล่อน

“ก็ไม่เชิง ข้าว่านับแต่นี้จะใช้เวลาอยู่กับเจ้าให้มาก คุณพระไชยฯ เองเพลานี้อยู่เพียงเดียวดาย ข้าเองยังคิดหวังให้ท่านหาหญิงงามสักคนมาเป็นแม่เรือน”

แม่จวงพยักหน้าเห็นด้วย เสริมว่า “ข้าก็เห็นต้องด้วยคุณพี่ แม่อินจากไปนานแล้ว ไฉนพี่ท่านจึงปล่อยตนให้อยู่แต่เดียวดายเล่า หากมีหญิงใดดีงามพร้อม ก็เหมาะควรจะมาร่วมครองคู่ ดูแลการในเรือนทั้งหลาย”

ยามาดะยิ้มรับความหวังดี “บอกตามตรง ข้าหาเคยคิดมีผู้ใดจะมาร่วมครองเรือนอีก จึงขอปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นลิขิตแห่งพระเป็นเจ้า หากแม้พระองค์หวังให้ข้ามีคู่คิดอีกครา พระองค์คงประทานมาให้เอง”

 

ยามาดะกลับถึงบ้านเวลาบ่ายแก่ เซกิบอกว่า มีคนจากเรือนออกญากลาโหมมาแจ้งข่าวว่าคืนนี้ ขอเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยง และหารือข้อราชการ

“มีเรื่องใดกันรึ?” ยามาดะสงสัย

“ข้าก็ไม่รู้ คนที่มาส่งข่าวก็ไม่ได้บอก”

เขากังวลบอกไม่ถูก รู้สึกว่าเป็นคำเชิญที่ไม่ปกตินัก

“เจ้าจะไปไหม?” เซกิถาม

“เจ้าคุณกลาโหมเชิญมา อย่างไรเสียก็ต้องไป”

เจ้าคุณกลาโหมจัดเรือนริมน้ำเป็นที่ประชุมหารือ กินอาหารร่ำเมรัยไปพร้อมกัน มีขุนนางใกล้ชิดท่านหลายคนถูกเชิญมา อย่างออกญากำแหง รวมถึงขุนนางฝ่ายทหารหัวเมืองอีกสามสี่คน นอกจากนี้ยังมี พระรามเดชะ ที่เดิมเคยภักดีพระมหาอุปราชาและเจ้าคุณกลาโหมคนเก่า มาร่วมประชุมหารือด้วย ได้ข่าวแว่วมาแต่ครั้งหลังปราบขบถเจ้าคุณกลาโหมคนเก่าว่า ที่ขุนนางรายนี้ไม่ต้องโทษทัณฑ์ใด ทั้งหนักเบา ก็เนื่องจากได้เปลี่ยนข้างย้ายค่าย มาร่วมอยู่กับฝ่ายเจ้าคุณกลาโหมคนปัจจุบัน ด้วยกำลังไพร่พล และทรัพย์สินทั้งของตนและของเจ้าคุณโชดึกราชเศรษฐีผู้บิดา เจ้าคุณกลาโหมคงเห็นประโยชน์จะใช้การได้ จึงได้ยอมให้มาเข้าด้วยเป็นพรรคพวกเดียวกัน ยามาดะเริ่มเข้าใจแล้วว่า การอันเจ้าคุณกลาโหมลดโทษให้ขบถครานั้น ก็ด้วยต้องการบางคนมาเป็นพวก ใช้การนี้ให้ประโยชน์ สั่งสมผู้คนสรรพกำลัง เป็นการเสริมเพิ่มบารมี ทั้งฉากหลังและเบื้องหน้า

“ที่ให้มากันวันนี้ เพราะมีเรื่องอยากหารือ” เจ้าของบ้านพูดขึ้นเมื่อเริ่มกินอาหารไปได้สักครู่หนึ่ง “เพลานี้พระเจ้าอยู่หัวทรงกังวลยิ่งนัก เรื่องที่ว่าพระมหาอุปราชาและขุนนางเก่าจำนวนหนึ่งคิดการซ่องสุมกำลัง หมายแย่งชิงราชสมบัติ แม้พระมหาอุปราชาทรงผนวชอยู่ในเพศบรรพชิต แต่แทนที่จะปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม เป็นผู้ชี้ทางให้คนมุ่งสู่พระศาสนา แต่กลับคิดการทางฆราวาส อันอาจก่อความวุ่นวาย ให้อาณาประชาราษฎร์ได้ยาก คราก่อนเคยถูกสงสัยคิดการขบถ แต่ด้วยไม่มีหลักฐานชัดแจ้ง จึงปล่อยให้ได้อยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์ เป็นศิษย์แห่งตถาคตเพื่อมุ่งสู่นิพพานอันประเสริฐ มิคิดติดใจเอาความ แต่แทนที่จะทำองค์สมผู้อยู่ในสมณเพศ กลับใช้ผ้าเหลืองปิดบังการกระทำอันทุรยศ จึงมิควรละไว้ให้เป็นภัยต่อแผ่นดินและแปดเปื้อนพระพุทธศาสนา”

“เรื่องนี้ท่านสืบความได้แจ้งชัดมากน้อยเพียงไรแล้ว” ขุนนางคนหนึ่งถาม

“เท่าที่ได้รับแจ้งมา พระมหาอุปราชามีคนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ขุนนางเก่า ขุนนางตามหัวเมืองที่เคยใกล้ชิด เริ่มมีความเคลื่อนไหวให้เห็นบ้าง ซึ่งย่อมไม่มีเหตุอื่นใด นอกจากเตรียมก่อการขบถ”

พระรามเดชะเสริมว่า “กระผมทราบมาด้วยว่ามีขุนนางนอกราชการหลายคนที่เคยถูกปลดจากเหตุขบถคราก่อนเข้าร่วมด้วยหลายคน คนหนึ่งก็ออกพระจุฬา ข้าสืบทราบมาว่าเคยลอบไปพบพระมหาอุปราชาอยู่บ่อยครั้ง” พูดแล้วยังชำเลืองมาทางยามาดะ

ขุนนางญี่ปุ่นในอโยธยารู้ว่า อีกฝ่ายระแวงเขาในฐานะที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับออกพระจุฬา และคงจะได้สร้างความแคลงใจให้กับขุนนางอื่นในที่นี้ด้วย จึงรีบกล่าวแก้

“ข้ารู้จัก เคยร่วมศึกกับออกพระจุฬามาก็จริง แต่เพลานี้ออกพระจุฬาไร้ยศ ปราศจากกำลังไพร่พลร่วมก่อการใดๆ อีก เชื่อว่าการไปพบพระมหาอุปราชา เป็นไปในฐานะโยมสงฆ์เพื่ออุปถัมภ์ภิกษุผู้สืบสานพระศาสนาเท่านั้น”

“ท่านกล่าวเช่นนี้ เห็นจะเพราะต้องการช่วยสหายเก่ากระมัง ดีร้ายท่านจะได้ร่วมกับออกพระจุฬา ที่มาวันนี้คงแสร้งมาเพื่อล้วงความนำไปบอกองค์อุปราช” ขุนนางคู่แค้นเก่ากล่าวหา

“ข้าหาได้เป็นเช่นคุณพระว่า”

“คุณพระไชยสุนทรเป็นคนสัตย์ซื่อ ข้ารู้จักคบหามานาน รับรองให้ได้” ออกญากำแหงออกตัวยืนยัน

“ข้าก็เชื่อเช่นเจ้าคุณกำแหง” ออกญากลาโหมช่วยรับรอง “และเชื่อว่าคุณพระไชยสุนทรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว พร้อมปกป้องเมื่อมีราชภัย พร้อมทุ่มเทกำลังแรงกายใจโดยไม่อาลัยชีวิต… ใช่หรือไม่?” คำท้ายมองมาทางชายญี่ปุ่น

“ข้าภักดี พร้อมถวายงานองค์เจ้ากรุงอโยธยาด้วยชีวิต”

พระรามเดชะขยับยิ้มมุมปาก แล้วเสนอ “เช่นนั้น เห็นจะเหมาะ หากให้คุณพระนำอาสาญี่ปุ่นเข้ากุมตัวจับขบถมาลงทัณฑ์ เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสัตย์ซื่อ”

ยามาดะเงียบ อึดอัดใจขึ้นมา เหลือบมองเจ้าคุณกลาโหมในฐานะขุนนางผู้ใหญ่

ดูเหมือนหัวเรือใหญ่การหารือครั้งนี้เข้าใจความไม่สบายใจของยามาดะ จึงช่วยแก้ว่า

“คุณพระไชยฯ เคยรู้จักพระมหาอุปราชา ได้รับการเกื้อหนุนมาแต่ศึกล้านช้างครั้งกระโน้น หากแม้จะหักหาญน้ำใจให้เป็นผู้นำพลเข้าประหัตประหารจับกุมองค์ ไม่เหมาะควร คนจะมองได้ว่าเป็นผู้อกตัญญู”

ภายใต้สีหน้านิ่งสงบ ยามาดะโล่งใจ

เจ้าคุณกลาโหมยังว่าต่อ “อีกทั้งเพลานี้พระมหาอุปราชามีร่มกาสาวพัตร์เป็นเครื่องคุ้มภัย เราจึงไม่อาจหักหาญนำองค์มาลงทัณฑ์เสียโดยง่าย มิฉะนั้นคนไม่แจ้งในความ จะได้คลายความนับถือ ด้วยเห็นว่าเราสังหารได้แม้ภิกษุ ยิ่งคุณพระเป็นคนต่างแดน ต่างศาสนา เกรงจะถูกชาวพุทธระแวงว่าการพิฆาตครานี้มีความปรารถนาทำลายพุทธศาสนาเป็นปฐมเหตุ”

“เช่นนั้นเจ้าคุณจะทำอย่างไร?” ขุนนางผู้ใหญ่อีกคนถาม

เจ้าคุณกลาโหมยกจอกเหล้าดื่ม เมื่อวางลงแล้ว จึงพูดกับยามาดะ

“แต่ก็ด้วยที่คุณพระเป็นที่รู้จักของพระมหาอุปราชา ทั้งยังเป็นผู้สัตย์ซื่อนี้เอง จึงย่อมเป็นที่ไว้วางใจ ข้าจึงอยากให้คุณพระไปพบพระองค์ แสร้งว่าจะนำพลเข้าร่วมหนุนให้ทรงกลับมาขึ้นสู่ราชบัลลังก์ตามศักดิ์และสิทธิ์ และลวงว่าในพระราชวังมีไพร่พลอีกมากประมาณพร้อมลุกฮือ เพียงขอให้องค์อุปราชปลงซึ่งผ้าจีวร และเสด็จเข้าวังเพื่อให้ไพร่พลทั้งหลายแน่ใจว่าจะทรงเป็นผู้นำการครั้งนี้จริง”

ยามาดะนิ่งไป บางทีเจ้าคุณกลาโหมยังแคลงใจเขาอยู่เช่นกัน จึงเลือกให้ทำการดังกล่าวนี้ แม้ไม่ได้ให้ลงมือจับกุมเอง แต่ก็แทบไม่ต่างกัน

เสนาบดีกลาโหมลอบสังเกตท่าทีของยามาดะ เมื่อเห็นอาการลังเล จึงช่วยคลายความกังวล

“ข้าไม่ประสงค์ให้คุณพระลงมือ เพียงหวังให้ช่วยปลดปลงผ้าจีวรอันบริสุทธิ์ ก่อนพระองค์เข้ามาถึงในพระราชวัง แล้วต่อไปจะเป็นหน้าที่ของเจ้าคุณกำแหงและคุณพระรามเดชะ”

“แผนดี หากทุกอย่างเป็นไปตามนั้น งานครานี้ย่อมสัมฤทธิ์ผลไม่ยาก” ออกญากำแหงว่า

“หากว่าพระมหาอุปราชาไม่หลงในอุบายนี้ละขอรับ จะทำอย่างไร?” ยามาดะถามขึ้น

“ข่าวแจ้งว่ามีขุนนางบางกลุ่มเตรียมการไว้แล้ว หากแม้ได้รู้ว่าคุณพระจะร่วมด้วย เห็นจะยินดีราวปลาได้น้ำ รีบทำการโดยเร็วเป็นแน่”

“เช่นนั้นแล้ว พวกนั้นคงพร้อมยกพลเข้าวัง เห็นจะได้ต่อตีกันหลั่งเลือด ยากบอกว่าใครจะมีชัย” หนุ่มญี่ปุ่นกล่าวอย่างห่วงใย

“ไม่ต้องห่วง ข้าให้คนเตรียมกำลังระแวดระวังบรรดาขุนนางที่ว่าแล้ว หากมีใครหาญนำพลออกมา ไม่พ้นจะต้องลูกกระสุนปืนคนของข้าตายตกไปก่อนพ้นเรือน” เจ้าคุณกลาโหมตอบ

ยามาดะยังมีข้อห่วง “แต่หากพระมหาอุปราชาไม่ละทิ้งจีวรเพื่อมาประทับบนบัลลังก์ใต้เศวตฉัตรเล่าขอรับ จะให้โน้มน้าวเกลี้ยกล่อมให้ละทิ้งไม่เห็นสม”

“มีเหตุเดียวที่จะไม่เป็นเช่นว่านั้น คือองค์อุปราชไม่คิดยุ่งทางโลก ไม่หวังขึ้นครองราชย์สมบัติต่อไปอีก หากการณ์เป็นดังนั้น ข้าก็จะขออนุโมทนา เคารพนับถือท่านเป็นพุทธสาวกสืบสานพระศาสนา มิคิดติดใจเอาความอีก แต่หากการณ์เป็นดังอุบายข้า ก็เท่ากับมหาอุปราชาใช้ร่มกาสาวพัตร์เป็นเกราะเพื่อรอการทุรยศ เป็นบาปมหันต์ มิควรให้ดำรงอยู่ทั้งในฐานะองค์อุปราชและพุทธสาวก ด้วยเท่ากับเป็นมารศาสนาก็ไม่ปาน”

ยามาดะจนคำพูด

เจ้าคุณกลาโหมรู้ว่าใต้ใบหน้าสงบ ขุนนางชาวญี่ปุ่นยังไตร่ตรอง ไม่สู้เต็มใจทำตามการที่ว่านัก จึงรีบพูดขึ้นมา

“พระราชประสงค์แห่งองค์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมผู้ทรงทศพิธ ผู้ซึ่งท่านเคารพนพนอบถวายงานรับใช้มาหลายขวบปี หวังให้พระราชโอรสสานพระราชภารกิจแห่งธรรม หากแม้ผู้ใดคิดหาญแย่งชิง เราขุนนางผู้ถือน้ำพิพัฒสัตยา ประกาศตนว่าจะถวายงานรับใช้ ย่อมไม่อาจอยู่เฉย ท่านเองภักดีพระเจ้าทรงธรรมตลอดมา ไม่หวังให้พระราชประสงค์แห่งพระองค์ถูกทำลายลงดอกกระมัง”

ยามาดะรู้ว่าไร้ทางเลือก หากแม้ไม่ยอม ก็จะถูกกล่าวหาว่าหมายใจเข้าด้วยฝ่ายขบถ ดังนั้นหากแม้มหาอุปราชในผ้าเหลืองไม่คิดหวังในบัลลังก์ ยังดำรงอยู่ในสมณเพศ เป็นพุทธสาวก ไม่ละทิ้งผ้าจีวรเข้าพระราชวังแล้วไซร้ เขาก็จะไม่ดึงดันทำตามอุบายเจ้าคุณกลาโหม

แต่หากมหาอุปราชคิดหวังในลาภยศ หวังสวมมงกุฎขึ้นเถลิงบัลลังก์ทอง ก็ถือเป็นบาปที่มหาอุปราชต้องยอมรับไปโดยดุษฎี

อีกประการหนึ่ง หากทำการครานี้สำเร็จ คงจะได้เป็นที่วางใจของเจ้าคุณกลาโหม เป็นที่นับหน้าถือตา มีอำนาจ เป็นที่กริ่งเกรงเกินกว่าใครจะหมายคิดร้ายเอาเปรียบทั้งตนและเหล่าชนญี่ปุ่น เป็นการทำหน้าที่ที่รับปากไว้กับท่านคิอิ

เขาสูดหายใจลึก แล้วผ่อนออกมาช้าๆ ก่อนประกาศกลางวงหารือ

“กระผมจะทำการตามอุบายท่านเจ้าคุณขอรับ”



Don`t copy text!