สายลมตะวันออก บทที่ 29 : ชะตากรรมเดียวกัน?

สายลมตะวันออก บทที่ 29 : ชะตากรรมเดียวกัน?

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ในวิหารเก่าเงียบไปชั่วขณะ จนเมื่อสายลมพัดกระดิ่งชายคาส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งอีกครา ผมอ้าปากถาม

“ด็อกเตอร์ขอโทษผมเรื่องอะไรกันแน่?”

คนกล่าวขอโทษทำท่าคล้ายกำลังพยายามหาประโยคที่เหมาะสม แต่ดูเหมือนยากลำบาก

“แน่นอน เราทดลองในมนุษย์ ได้ผลดีเกินคาดในแง่การวิจัย จนไม่นานมานี้ จากการติดตามกลุ่มตัวอย่าง ทำให้เริ่มเห็นความผิดปกติ เราใช้เวลาสอบทาน ค้นหาสาเหตุที่มา และกระบวนการของปัญหาอยู่นานทีเดียว”

“ปัญหาอะไรครับ?”

“เราพบว่าในกระบวนการดาวน์โหลด และอ่านไฟล์อดีต ก่อให้เกิดผลข้างเคียง”

ผมชักใจไม่ดี “ผลข้างเคียง? ยังไงครับ?”

ด็อกเตอร์ทำท่านึก น่าจะกำลังหาคำอธิบายให้ผมเข้าใจง่ายๆ

“ต้องบอกว่า การทำงานของเดอะคีย์ ทำให้เกิดรูปแบบกระบวนการชีวภาพทางสมองใหม่ พูดให้ตรงคือรูปแบบที่ไม่เคยพบ เพิ่มเติมขึ้นมาในกระบวนการทำงานของสมอง รูปแบบที่ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างเดียวกับระบบสมองอื่น ใช้ประจุไฟฟ้าจากเคมีในการทำงานเหมือนกัน เราคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรจนกระทั่งพบผลกระทบที่ไม่ได้คาดไว้ คือประจุไฟฟ้าในสมองเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติ”

ผมก็ยังไม่เข้าใจนัก “ยังไงครับ?”

“ในกระบวนการเพื่อดาวน์โหลด และอ่านไฟล์อดีต จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อสมองส่วนอื่นทำงานน้อยลง หรือพูดง่ายๆ เมื่อจิตสำนึกของคนเราทำงานน้อยหรือไม่ทำงาน ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลงด้วย ขณะเดียวกัน เดอะคีย์ ไม่มีพลังงานของตัวเอง เราสร้างขึ้นให้มันดึงประจุไฟฟ้าจากที่ใช้งานในสมองเองเพื่อกระตุ้นการทำงาน เราคิดว่าประจุไฟที่ต้องการน้อยนิด ไม่มีผลใดๆ แต่เราคิดผิด เมื่อสองเหตุผลมาบวกกัน ผลคือสมองส่วนที่ประจุไฟฟ้าถูกดึงไป เริ่มทำงานน้อยลง ประสิทธิภาพลดลงทีละน้อย จนยุติการทำงาน ประมาณว่าอาคารสิบแผนกใช้ไฟฟ้าสิบหน่วย เมื่อวันหนึ่งเพิ่มขึ้นมาอีกแผนกหนึ่ง ซึ่งจำต้องใช้ไฟฟ้ามาก แต่อาคารไม่ได้เพิ่มกำลังไฟ ยังคงใช้สิบหน่วยเหมือนเดิม”

“ไฟตก?”

“ประมาณนั้น

“แต่ผมยังรู้สึกปกติ”

“ในกระบวนการดาวน์โหลดและอ่านไฟล์อดีตใช้เวลา มีกระบวนการเป็นลำดับ เราพบว่าเวลาที่ผ่านไป การใช้กำลังไฟฟ้าจากกระบวนการนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็เกิดอาการเหมือนไฟตก สมองส่วนอื่นจะเริ่มด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ตามแต่กรณีว่าสมองส่วนไหนถูกดึงประจุไฟไปก่อน บ้างเป็นสมองส่วนการมองเห็น การฟัง ก่อให้เกิดอาการตาบอด ตาพร่า หูไม่ได้ยิน หากเป็นสมองส่วนความคิด อาจทำให้แปลความไม่เข้าใจ หรือเป็นไปได้ว่า จะนำไปสู่ปัญหาด้านความจำ”

ผมนึกย้อนไปถึงข่าวเรื่องผู้เสียชีวิตจากเจ้าดีเอสไอคนนั้น

“เคยมีอาสาสมัครร่วมทดลองเกิดอาการเหล่านี้มาแล้วใช่ไหมครับ?” ผมจ้องเขม็ง

แกจ้องผมกลับเช่นกัน หัวคิ้วขมวด เหมือนยังสงสัยว่ารู้มาได้อย่างไร แต่แกไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงตอบสั้นๆ เสียงอ้อมแอ้ม “ก็ใช่”

“อย่างนั้นคุณควรระวัง หรือยกเลิกงานนี้ก่อนที่จะไปทำกับคนอื่นๆ” ผมได้ยินเสียงตัวเองกร้าวขึ้นกว่าปกติ

“อย่างที่บอก เราไม่รู้ในทีแรกว่าผลนั้นเกิดจากการทดลองของเรา การตรวจสอบนั้นยากมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง”

“เจ้าเด็กหนุ่มคนแรกที่ใช้ค้นหาขุมสมบัติทหารญี่ปุ่นล่ะ คุณพบอาการเขาเป็นอย่างไร? ดูแลเขาอย่างไร? และระวังเพิ่มขึ้นไหมในการทดสอบกับคนอื่นๆ?”

“นั่นละเราถึงบอกว่ายากด้วยปัจจัยหลายอย่าง”

“ยังไงครับ?”

“เขาตายก่อนตรวจพบอาการ”

ผมตกใจแทบช็อค “ตาย? เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”

“เปล่า เจ้านั่นพออายุสิบห้า กลายเป็นเด็กแว้น รวมกลุ่ม แข่งบนถนน ในกลุ่มมีลูกนายตำรวจ เลยไม่มีใครกล้าจับ ชาวบ้านรำคาญทนไม่ไหว คืนหนึ่งมีคนลอบขึงลวดกลางถนน เจ้าหนุ่มของเราห้าวจัด ขี่นำ พวกอีกเกือบสิบ สุดท้ายตายระนาว รวมถึงเจ้าหนุ่มน้อยของเราด้วย”

ผมเงียบไปหลายอึดใจ ไม่กล้าพูดออกมาว่าโล่งใจ

“ผู้ทดสอบหลายคนที่ตายก่อนหน้านี้ มาจากผลข้างเคียงที่ว่าใช่ไหม?” ผมอยากได้ข้อสรุป

“ก็ไม่ถึงกับทุกคน บางคนยังมีชีวิต แต่ยอมรับว่ามีผลต่อร่างกาย การมองเห็น การฟัง ระบบประสาท แต่บ้างก็ตาย สมองส่วนควบคุมอวัยวะภายในยุติการทำงาน”

“แต่ด็อกเตอร์ก็ยังทำงานนี้ต่อ ไม่ใส่ใจชีวิตคน”

“อย่างที่บอก ทีแรกเราไม่รู้สาเหตุ ตรวจร่างกายปกติ หรือแม้แต่การชันสูตรศพก็ปกติ ไม่สามารถรู้ได้เลย เหมือนโทรทัศน์ ไม่มีปัญหาเรื่องวงจร หลอดภาพ หรืออื่นใด แต่แค่ปลั๊กหลุด ไม่มีไฟเข้า จึงไม่มีทางตรวจพบความผิดปกติ เวลาผ่านมาพอสมควร เราจึงเริ่มสงสัย เมื่อเราพบ ก็พยายามหาทางแก้ ศึกษาให้เข้าใจการเกิดผลข้างเคียง แต่ไม่ง่าย”

ผมขยับตัว เปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิซ้ายทับขวา มาเป็นขวาทับซ้าย ก่อนที่เหน็บชาจะกิน เงยมองพักตร์พระพุทธรูปใต้เทียนที่พลิ้วไหว แลมีชีวิตจริง

“ด็อกเตอร์ทราบเรื่องผลข้างเคียงมาก่อนจะเริ่มทดลองกับผมหรือเปล่าครับ?” ผมถาม พยายามไม่ให้อารมณ์โกรธเจืออยู่ในน้ำเสียง

“ก็..พอจะรู้อยู่”

“แต่ก็ยังทำต่อ กับผม” ผมกัดฟัน

“ตอนนั้นเรายังไม่แน่ใจนักค่ะ คิดว่าบางทีอาจมาจากปัจจัยส่วนตัวของผู้ร่วมทดสอบ เราจึงดำเนินการต่อ” คุณรินทร์ช่วยตอบแทนด็อกเตอร์

คำกล่าวแก้ของเธอไม่ช่วยให้ผมรู้สึกดีนัก “หรือที่จริงด็อกเตอร์สนแต่ความสำเร็จของตัวเอง อยากให้ผลออกมาอย่างที่ต้องการ ไม่ใส่ใจชีวิตคนอื่น ใช้ชีวิตคนอื่นเป็นหนูทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเอง”

“เปล่าหรอกค่ะ ด็อกเตอร์ไม่ได้คิดอย่างนั้น” หญิงสาวพยายามช่วยเจ้านาย

“ก็ไม่เชิง” ด็อกเตอร์ตอบแทรกมาเชิงยอมรับ ก้มหน้า “บางทีในใจฉันอาจมีความคิดแบบนั้นจริงก็ได้ อยากจะทำให้สำเร็จ พยายามเชื่อว่า ผลข้างเคียงไม่ใช่จากทฤษฎีของฉัน” แกเงยมองผม “โดยเฉพาะกรณีของเธอ”

“ทำไมต้องเฉพาะกรณีผม?”

“ตลอดเวลาที่เราทำการทดลองกับเธอเรื่อยมา เธอให้ภาพฝันที่ชัดเจน เป็นลำดับ เรียงร้อยกันได้ค่อนข้างดี เกินว่าพบจากใคร ที่สำคัญเราไม่พบสิ่งบ่งเหตุจากเธอเลยหากเทียบกับระยะเวลาที่คนอื่นแสดงอาการ นั่นทำให้ฉันมีหวังสำหรับแนวคิดว่าผลข้างเคียงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หรือเกิดผลเนื่องมาจากสภาพปัจจัยภายนอกอื่น ไม่ใช่จากเครื่องมือหรือการทดลองแต่เพียงอย่างเดียว” แกแว่บสายตามองทางผู้ช่วยสาวแล้วพูดต่อ “หรือไม่เธอก็อาจเป็นคนพิเศษ มีสภาวะทางร่างกายและสมองที่สอดรับกับชีวกรรมใหม่โดยไม่ก่อผลร้ายกับตัวเอง”

ผมได้แต่นิ่ง พูดอะไรไม่ออก

“เวลานั้นบริษัทยินดีมากค่ะ พอใจข้อมูลจากคุณ คุณจึงเป็นความหวังทั้งในแง่เป้าหมายและโอกาสแก้ไขผลข้างเคียง นี่เป็นเหตุผลให้บริษัทต้องการเก็บคุณ ส่งคนไปกล่อมคุณอย่างที่คุณเล่ามา” คุณรินทร์เสริม

ใจผมพองขึ้นมา แต่ก็ยังรอฟังเพราะรู้สึกว่าทั้งสองยังพูดไม่จบกระบวนความที่ต้องการบอก

และก็จริงตามนั้น ด็อกเตอร์เอ่ยต่อมา

“แต่สุดท้าย เธอก็ไม่พ้นผลข้างเคียงอย่างคนอื่นๆ”

ใจผมกลับห่อเหี่ยวลงอีกครั้ง

“เราเสียดายมาก พยายามเก็บข้อมูล ให้คุณมาเข้าทดสอบคลื่นสมองให้บ่อยขึ้นกว่าปกติ อย่างที่เรานัดมานอกเหนือกำหนดการ” คุณรินทร์บอก

ด็อกเตอร์ผู้เฒ่าอธิบายต่อ “เราอยากได้ข้อมูลให้มาก เพื่อเปรียบเทียบ หาจุดที่พิสูจน์ว่าเธอไม่มีความผิดปกติ แต่สุดท้ายก็พบแต่สัญญาณของผลข้างเคียง”

“ผมก็คงไม่พ้นมีชะตากรรมเดียวกับคนอื่น” ผมคิด พูดอะไรไม่ออก จุกอก รอบตัวเหมือนกลายเป็นดำมืด  ราวกับเทียนที่ผมถือนำไปตามเส้นทางยามเที่ยงคืน ถูกเป่าดับเสียดื้อๆ

ด็อกเตอร์หันไปจ้องมองพระพุทธรูปใต้แสงเทียนสลัว

“เรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักว่าเรายังมีความรู้ห่างไกลจากองค์ศาสดามากนัก ไม่แม้แต่เฉียดใกล้ให้เลียนแบบได้ เราคิดจะพิสูจน์และใช้วิทยาศาสตร์สร้างผลลัพธ์แบบศาสนา แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว และราคาที่ต้องแลกก็แสนแพง”

“ใช่ แสนแพง” ผมคิด

ผมเงียบไปนานทีเดียว ไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่ดูเหมือนด็อกเตอร์กับผู้ช่วยของแกให้เวลาผมกับตัวเองจนกว่าจะพร้อม

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไรเมื่อผมเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง

“อาการของผมจะเป็นยังไง?  ตาบอด หูไม่ได้ยิน หรือความจำเสื่อม หรืออะไรครับ?”

“เท่าที่เก็บข้อมูล เป็นไปได้ว่าเธออาจไม่เกิดอาการอย่างที่ว่า เธอต่างออกไป”

“ยังไงครับ?” ผมขมวดคิ้ว อยากถามต่อว่าด้านดีหรือไม่ดี แต่ก็ตระหนักว่ามาถึงขนาดนี้ จะหาเรื่องดีได้จากไหนอีกเล่า

“เมื่อกระบวนการดาวน์โหลดและเริ่มต้นอ่านไฟล์อดีต ระบบสมองอื่นยังเป็นปกติ เป็นอย่างนั้นยาวนาน  เหมือนว่าดี แต่การทดสอบโดยละเอียดทำให้รู้ว่าทุกระบบในสมองทำงานลดลงทีละน้อย เราเชื่อว่าภาวะนี้ไม่ส่งผลต่อการมอง การได้ยิน หรืออื่นใด เพราะอัตราการลดลงของประสิทธิภาพสมองส่วนเหล่านั้นถือว่าน้อย ขณะที่สมองอีกส่วนมีอัตราการลดลงที่เร็วกว่า”

“ส่วนไหนครับ?”

“ส่วนควบคุมการรับรู้”

“หมายถึง?”

“การรับรู้ของเธอไงล่ะ เวลาเธอตื่นขึ้นมา ทุกๆ ความเข้าใจจากการมองเห็น ได้ยิน รับรส สัมผัส ได้กลิ่น ประมวลเป็นการรับรู้ว่า เธอคือใคร กำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ในทุกเสี้ยวนาทีที่มีสติอยู่”

ผมใช้เวลาประมวลความเข้าใจอยู่สักครู่ “สมองส่วนนี้จะยุติการทำงานก่อนส่วนอื่นๆ? มันหมายความว่ายังไง ผมจะตาย หรือหลับลงไม่รับรู้อะไรอีก กลายเป็นมนุษย์ผักอย่างนั้น?”

“ก็อาจเป็นไปได้ว่าเธอจะตาย สมองส่วนอื่น โดยเฉพาะที่ควบคุมอวัยวะสำคัญอาจล้มเหลว แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญที่อยากบอก”

“ผมจะตาย ยังไม่เป็นสาระสำคัญอีกหรือ!?” ผมโกรธฉุนเฉียว

“ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ” คุณรินทร์พยายามปลอบ “มันอาจไม่เป็นอย่างนั้น”

“แล้วเป็นยังไง? พวกคุณช่วยบอกให้ผมเข้าใจง่ายๆ ไม่ได้หรือไง?” ความอดทนของผมเริ่มหมด

ด็อกเตอร์ขยับตัวเหมือนนั่งให้สบายขึ้น บอกว่า “เมื่อสมองส่วนควบคุมการรับรู้ หมายถึงสติที่ตื่นอยู่ตอนนี้ เมื่อมันยุติการทำงานลง ทีจริงมันไม่ได้ยุติโดยถาวร ข้อมูลที่เราได้ ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มว่า เมื่อสมองส่วนนั้นดับไป จะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลที่ดาวน์โหลดได้จากกล่องความทรงจำ เหมือนเป็นการสับสวิตช์ ต่อวงจรใหม่ สมองจะทำงานด้วยข้อมูลไฟล์อดีตจากกล่องความทรงจำ ไม่ใช่จากสติที่เธอมองเห็น ได้กลิ่น ได้ยิน รับรส และสัมผัส หรือแม้แต่ความคิดความจำเดิมอย่างตอนนี้ เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ อาจเป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกาย เพื่อปรับให้เกิดความสมดุล”

ผมพยายามตาม แต่ไม่ใคร่ทันนัก

“จากการคำนวณ การรับรู้สิ่งที่ได้จากกล่องความทรงจำจะเข้าแทนที่เต็มประสิทธิภาพ เมื่อสมองรับรู้เดิมยุติการทำงาน หรือเมื่อไฟล์อดีตถูกเปิดอ่านอย่างครบถ้วน เมื่อถึงวันนั้น การแปรปรวนของประจุไฟฟ้าในสมองจะถูกปรับให้เหมาะสม การอ่านข้อมูลจะเกิดในขณะเราไร้สติ ขณะที่สมองส่วนอื่นลดการทำงานลงเหลือน้อยมาก เราไม่แน่ใจว่าจะคงการทำงานน้อยนิดไว้ หรืออาจล้มเหลวไปเลย ”

แม้ด็อกเตอร์พยายามไม่ใช้คำยากๆ ซึ่งผมก็ปรารถนาจะขอบคุณ แต่บอกตามตรง ผมยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก

“ของ่ายๆ ผมจะกลายเป็นยังไง?”

ด็อกเตอร์พยายามหาคำอธิบาย แต่ดูเหมือนนึกไม่ออก คุณรินทร์จึงทำหน้าที่แทน

“พูดง่ายๆ วันหนึ่งคุณจะหลับ จิตดับไปจากโลกที่เห็นทุกวันนี้ และเมื่อตื่นขึ้น คุณจะพบว่าเรื่องราวตรงหน้าคือเรื่องจากไฟล์อดีตที่ถูกเปิดออกมาจากกล่องความทรงจำ”

ผมอึ้งไป

“แน่นอนค่ะ เราจะไม่ได้เห็นคุณตื่นมาอย่างนี้ แต่ตัวคุณจะรู้สึกตัวว่าตื่นขึ้นมาในเรื่องราวที่ถูกดาวน์โหลดมา”

ผมยังลังเล ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คิดตามถูกหรือเปล่า

ด็อกเตอร์ช่วยเสริมให้ผมมั่นใจว่า “เธอจะตื่นขึ้นมาในอดีตชาติของเธอเอง และหากเธอเชื่อว่าอดีตของเธอคือยามาดะ นากามาสะ เธอจะตื่นมาในช่วงเวลาที่ยามาดะ นากามาสะ เริ่มต้นรับรู้”

ผมละลักละล่ำพูดออกมา

“ผมจะตายจากปัจจุบันแล้วไปตื่นในอดีตอย่างนั้นหรือ?”

“เราเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น” ด็อกเตอร์ยืนยัน “แต่อดีตในความหมายนี้ ไม่ใช่อดีตในมิติเวลาที่ทับซ้อน แต่เป็นอดีตที่ถูกบันทึกในสมอง ซึ่งเธอเห็นผ่านความฝัน”

ผมไม่เข้าใจเรื่องมิติเวลา ไม่ใส่ใจด้วย แต่คำบอกล่าวเรื่องชีวิตผมในอนาคต ยากเกินกว่าจะเชื่อ

ผมส่ายหน้า เปรยออกมาราวพูดกับตัวเอง “เป็นอย่างนั้นได้ยังไง?”

“กรณีนี้แม้ไม่เคยเกิดกับใคร แต่เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูง”

ผมพูดไม่ออก สำรวจว่าตอนนี้ฝันอยู่หรือเปล่า ก็ไม่ พยายามประมวลความคิดว่าควรคิด หรือควรรู้สึกอย่างไร พบว่าผมไม่ได้ยินดีนักที่ทราบว่าตนเองจะไม่ตายดับ แต่กลับไปอยู่ในอดีตในหัวตัวเอง

“ถ้าถอดเดอะคีย์ออกล่ะ ก่อนถึงเวลานั้น” ผมถามด้วยความหวัง

“อย่างที่บอก การผ่าออกเสี่ยงความเสียหาย อาจทำให้ตายจริงๆ แต่ฉันก็คงต้องบอกว่า การตายถือเป็นทางเลือกหากเธอไม่ต้องการกลับไปอยู่ในอดีต”

“ถ้าผมไม่ต้องการไปอยู่ในอดีต ผมควรหาหนทางตาย?”

“เป็นทางหนึ่ง ทำให้เธอตายไปอย่างมนุษย์คนอื่นๆ”

ผมยกมือลูบหน้าตัวเอง “ไม่มีวิธีอื่นในการเอาเดอะคีย์ออก หรือยุติกระบวนการนี้หรือครับ?”

“ที่จริงฉันกำลังหาวิธี แต่น่าเสียดาย เกิดเรื่องกับบริษัทเสียก่อน ทุกอย่างจึงต้องหยุด กว่าจะกลับมาเริ่มใหม่ คงต้องใช้เวลามาก”

ใจผมห่อเหี่ยว แต่ชั่วครู่ ก็เริ่มสงสัย “ด็อกเตอร์มีปัญหากับบริษัทเรื่องอะไรกันแน่ครับ?”

แกถอนใจยาว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าแทบไม่เคยเห็นอาการแบบนี้จากแก

“เมื่อฉันรู้สิ่งที่จะเกิดกับเธอ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายหากปิดบังต่อไป ฉันปฏิเสธความจริงไม่ได้ ทำเป็นคิดว่าผลข้างเคียงไม่เกี่ยวกับการทดลองไม่ได้อีก โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเธอกำลังเริ่มได้รับผลนี้ นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันคิดจะหยุดการทดลองไว้ชั่วคราว เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาผลข้างเคียง ฉันตั้งใจจะแก้ไขจริงๆ ฝ่ายบริหารเองก็พร้อมสนับสนุนงบประมาณ”

“ก็ฟังดูดีนี่ครับ แล้วทำไมไม่ทำ”?

“ก็นั่นละ จุดเริ่มปัญหา”

“ยังไง?”

“ทุกฝ่ายพร้อมสำหรับการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาผลข้างเคียง ฉันต้องการชะลอโครงการดรีมวอล์กเกอร์เอาไว้ แล้วมุ่งแก้ไขปัญหาก่อน แต่บริษัทไม่ต้องการยุติหรือแม้แต่ชะลอ ฝ่ายบริหารต้องการให้โครงการดำเนินไปพร้อมการวิจัยทางแก้”

“ฝ่ายบริหารต้องการจะใช้ผมเป็นหนูทดลองทั้งโครงการดรีมวอล์กเกอร์ และการแก้ปัญหาผลข้างเคียงหรือครับ?”

“ดูเหมือนเป็นอย่างนั้น”

“ด็อกเตอร์ไม่เห็นด้วย?”

“ฉันไม่สนใจเป้าหมายของบริษัท ฉันต้องการทำงานวิทยาศาสตร์เท่านั้น ยอมรับว่าก่อนนี้ ผลลัพธ์จากทฤษฎีออกมาตามหวัง ฉันสำเร็จ เรื่องน่ายินดี แต่ที่สุดก็พบว่ามีผลข้างเคียง ฉันจึงต้องหันกลับมาศึกษาเรื่องนี้ใหม่ มุ่งหวังแก้ไขปัญหาให้ได้ ก่อนประกาศให้โลกรู้”

“เลยเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างด็อกเตอร์กับฝ่ายบริหารบริษัท”

“ทีแรกคิดว่าจะคุยประนีประนอมกันได้ แต่บริษัทไม่รอ เมื่อบอกให้ฉันทำงานต่อและวิจัยแก้ไขปัญหาไปด้วยไม่ได้ จึงปลด เตรียมทีมใหม่ที่พร้อมทำงานตามนโยบาย ฉันไม่ต้องการให้ทฤษฎีของฉันถูกใช้ในทางที่ฉันไม่ต้องการ ตามอำเภอใจของบริษัท ฉันเลยจัดการเผาแล็บทดลอง ทำลายข้อมูลทุกอย่าง”

“ข้อมูลศึกษาทฤษฎีดรีมวอล์กเกอร์ และการศึกษาหาทางแก้ไขผลข้างเคียง ถูกเผาไปหมดแล้วหรือครับ?” ผมแทบสิ้นหวัง

“ไม่ต้องห่วง เราเซฟเอาไว้แล้วค่ะ” คุณรินทร์หยิบแฟลชไดรฟ์สีเงินออกมา ชูให้ดู

“แต่ข่าวร้ายคือ อาจไม่ทันก่อนเวลาสุดท้ายของเธอ”

ผมเตรียมใจไว้แล้ว

ด็อกเตอร์หันมองทางผู้ช่วย แต่ยังพูดกับผม

“ฉันมอบไว้ให้เธอ เพื่อจะได้รับงานต่อจากฉัน หาทางแก้ไขปัญหานี้ต่อไป หากฉันทำต่อไม่ได้”

“ทำต่อไม่ได้? ทำไม?”

“บอกตามตรง ฉันไม่รู้ว่าจะหลบออกมาได้นานแค่ไหน บริษัทต้องตามตัวฉันกลับไป ไม่ก็ฆ่าเสีย ป้องกันไม่ให้ฉันเอาไปเปิดเผย หรือเปลี่ยนไปร่วมงานกับบริษัทอื่น”

“เมื่อไม่มีด็อกเตอร์ หมายความว่าคุณจะยิ่งสำคัญ” คุณรินทร์รับไม้ต่อ บอกต่อไปว่า “บริษัทต้องการภาพความฝันจากหัวคุณ เพื่อดำเนินงานตามเป้าหมาย เพราะหากเริ่มต้นทำเองใหม่ทั้งหมด ต้องใช้เวลามาก เขาไม่ปล่อยคุณ จนกว่าจะได้ข้อมูลจากความฝัน”

“จึงไม่แปลกที่เธอบอกว่า มีคนของบริษัทมาพบ บอกว่าอยากให้ทำต่อพร้อมดูแลเธอเต็มที่” พ่อเฒ่าขยับตัวเปลี่ยนขาขัดสมาธิ “บริษัทลงทุนไปมาก ไม่ยอมให้เธอไปเฉยๆ หรอก บริษัทประกอบด้วยนักธุรกิจ นักการเมือง ทหาร ทั้งในและนอกประเทศ พวกนี้หวังกำไร”

“ผมกลายเป็นตัวเงินตัวทองของบริษัท เป็นเป็ดที่พอไข่ทองคำออกมาแล้ว ค่อยเชือดทิ้ง”

“ไม่อยากพูดอย่างนั้น แต่เกรงว่าใช่” ด็อกเตอร์ย้ำให้ผมแน่ใจ

ผมยกมือลูบหน้า หลับตา คิดว่ามีหนทางรอดพ้นจากชะตานี้อีกไหม

“หลังจากวันที่ผมหลับไป หากพวกคุณพบวิธีเอาเดอะคีย์ออกละ?” ผมลองถามด้วยความหวังอันน้อยนิด

“หากถึงวันนั้น เดอะคีย์ก็หลุดจากการควบคุมแล้ว มันแค่กุญแจ ไม่มีส่วนไปทำอะไรได้อีก พูดง่าย ถึงเอาออก ก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร”

ผมไม่รู้จะคิดอะไร พูดอะไร

“ขอโทษอีกครั้ง”

ผมเงียบไปนาน แล้วจึงกลับมาถามว่า

“ผมยังมีเวลาอีกเท่าไร? กี่ปี สองสามปีอย่างคนอื่นๆ หรือเปล่า?”

“เราเกรงว่าจะสั้นกว่านั้น”

ผมหน้าชา “แค่ไหน?”

“เท่าที่คำนวณจากอัตรา น่าจะสักสามร้อยสิบเอ็ดชั่วโมง ยี่สิบสามสิบสี่นาที หรือประมาณสิบสี่วันค่ะ” คุณรินทร์บอก

“ประมาณสองอาทิตย์น่ะ”

“ผมทราบครับด็อกเตอร์ ว่าสิบสี่วันคือสองอาทิตย์” ผมโพล่งอย่างอารมณ์เสีย

ถึงตอนนี้ทั้งความโกรธ เศร้า ใจหาย ปะปนผสมปนเปกันไปหมด เรี่ยวแรงเหมือนสลายหายไปโดยไม่มีการบอกกล่าว เหลือเพียงแรงสุดท้าย ที่ช่วยพูดออกไป

”สรุปผมจะมีชีวิตอยู่อีกสองอาทิตย์สินะ” ผมเองไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นคำถามไปยังคู่สนทนา หรือเป็นเพียงคำรำพึงกับตนเอง

“ใช่” ด็อกเตอร์เป็นคนยืนยัน

ผมพยายามสงบใจ “อย่างน้อยก็มีเตรียมตัว ขอบคุณที่บอกความจริง”

จากนั้นความเงียบก็กลืนกินไปถ้วนทั่วทั้งวิหาร ก่อนอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ผมจะทำลายลง “ยังมีอะไรอีกไหม?”

“เราเสียใจ ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด”

“ไม่ตั้งใจอย่างนั้นหรือ!? คุณดำเนินโครงการกับผมทั้งๆ ที่รู้ว่ามีผลข้างเคียง นี่นะไม่ตั้งใจ”

“ฉันเสียใจจริงๆ”

ผมกัดฟัน อยากจะด่าพ่อล่อแม่ตาเฒ่าคนนี้ให้ถึงโคตรเหง้าศักราช แต่ก็รู้สึกว่าไร้ประโยชน์ ถอนใจยาว

“เอาละ ตอนนี้ผมรู้เรื่องแล้ว ขอบคุณที่บอก”

ผมลุกขึ้น ไม่สนว่าด็อกเตอร์หัวหงอกจะมีอะไรบอกอีกหรือเปล่า ผมรับกับเรื่องราวบ้าๆ นี้ไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ตอนนี้

“ฉันจะไปส่งคุณค่ะ” คุณรินทร์ลุกตามมา

ผมไร้กำลังพอจะเอ่ยปากปฏิเสธ

เราสองคนออกมาจากวิหาร ค่ำแล้ว แสงสิ้นไปจากฟ้า เหลือเพียงแสงจากเสาไฟ และนีออนตามทางเดิน

“คุณจะทำยังไงต่อไป?” เธอถามระหว่างเดินห่างมาจากวิหาร “คุณมีสิทธิ์เลือกได้เต็มที่ ด็อกเตอร์และฉันไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย บริษัทจะมาหาคุณอีก พร้อมดูแลตลอดที่คุณสานงานของเขาต่อ คุณจะทำตามนั้นก็ได้”

“ทำไมผมต้องทำงานต่อไปจนวาระสุดท้ายเพื่อความร่ำรวยของคนอื่น ขณะที่ผมตายดับ?” คำถามเหมือนไถ่ถามตัวเองมากกว่า

เธอไม่พูดอะไร

เงียบกันไปหลายอึดใจ เธอเอ่ยต่อมา

“คุณคงโกรธด็อกเตอร์กับฉัน”

“คุณว่าไม่ควรโกรธหรือ?”

“เป็นฉันก็ไม่ต่างกัน แต่รับรองได้ว่าไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้น”

“พวกคุณรู้ผลข้างเคียง แต่ยังทำต่อ”

“ด็อกเตอร์อาจมีอีโก้ อยากเห็นผลงานตัวเอง จนละเลยเรื่องอื่น ถือเป็นความผิด แต่ไม่ใช่เจตนาให้คุณหรือใครๆ ต้องเกิดเรื่องร้ายอย่างนี้”

“ถึงตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าเจตนาหรือเปล่า”

“ค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย

“พวกที่เจอผลข้างเคียง พวกเขารู้ไหมว่าตัวเองเป็นอะไร”

“บางคนรู้ แต่อย่างที่บอก อาการแตกต่างกันไป บริษัทมีเงินชดเชยแลกกับการยุติการเป็นผู้ร่วมทดสอบ หรือยกเลิกไปหากอาสารายนั้นๆ ยังไม่เกิดอาการ”

“เพื่อไม่ให้ต้องรับผิดชอบ”

“ก็อาจจะ”

“ยอดจริงๆ”

“แต่กับคุณต่างไป ตอนนี้ฉันคิดว่าบริษัทให้ความสำคัญกับคุณมากที่สุด เพราะนอกจากข้อมูลที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทไปถึงเป้าหมาย คุณไม่เกิดปัญหาความผิดปกติภายนอก ไม่พิการ หรือเกิดปัญหาในแง่ประสาทสัมผัส สามารถสานงานให้พวกเขาได้เต็มที่จนถึงวาระสุดท้าย”

เราจากลากัน ผมเดินกลับอย่างไม่มีสตินัก เส้นทางราวไร้จุดหมาย ประหนึ่งหนทางชีวิตข้างหน้าเป็นทางตัน

ผมจะตายจากโลกนี้ไป แล้วตื่นขึ้นมาบนโลกอดีต ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสมองของตนเอง

ช่างเป็นเรื่องราวยากจินตนาการ



Don`t copy text!