สื่อสังหรณ์ บทที่ 12

สื่อสังหรณ์ บทที่ 12

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 12-

กลับถึงบ้านกลางดึก ห้องนั่งเล่นเปิดไฟสว่าง ทราบว่ามารดาบุญธรรมรอพบตนเอง

ณครามสูดลมหายใจลึก ๆ เรียกสติ ความเข้มแข็งก่อนก้าวเข้าไป

เมทินีเงยหน้าจากหนังสือที่อ่าน พยักหน้ารับไหว้ลูกชาย กวาดตามองเห็นเสื้อผ้ามีรอยยับเปื้อน คล้ายไปคลุกฝุ่นผ่านเหตุการณ์ไม่ปกติมา

“คุณพ่อขึ้นนอนแล้วหรือครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามก่อน

“ใช่ พรุ่งนี้ต้องไปขึ้นเครื่องแต่เช้า”

“คราวนี้ประชุมวิชาการที่ไหนครับ” ณครามถามเหมือนชวนคุยเรื่องทั่วไป

“ญี่ปุ่น” เมทินีตอบ

‘ก่อเกียรติ’ สามีเธอเป็นนักวิชาการ ความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขนาดวัยเลยเกษียณยังได้รับเชิญไปประชุมวิชาการ บรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีเว้น

สองสามีภรรยาอยู่กันแบบเพื่อน ต่างสนใจทุ่มเทเวลาให้กับงานที่ตัวเองรักจนมักลืมคนใกล้ตัว ก่อนแต่งงานจึงตกลงกันว่าจะไม่มีลูก

แรกที่ณครามมาอยู่บ้านหลังนี้คิดว่าตนเองคงได้รับความรักความอบอุ่นแบบครอบครัวอย่างที่ไม่เคยมี พอเห็นหน้าบิดาบุญธรรมครั้งแรกก็ทราบแก่ใจ ชีวิตที่นี่คงไม่ต่างจากบ้านแสงเทียนเท่าไหร่

ก่อเกียรติเป็นคนเงียบ พูดน้อย ใช้ชีวิตอยู่กับงานไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกับใคร ไม่เคยแม้แต่จะกอดแสดงความรักลูกบุญธรรมสักครั้ง ทำหน้าที่ ‘พ่อ’ เพียงแค่ให้ที่พักอาศัย ส่งเสริมเรื่องการเรียน ไปประชุมผู้ปกครองเท่านั้น

ณครามจึงมีโลกส่วนตัวไม่ต่างจากบิดามารดาบุญธรรม ความเงียบเหงา โดดเดี่ยวหล่อหลอมจนกลายเป็นคนเช่นปัจจุบัน

 

“เราน่ะ ไปฟัดกับใครมา” มารดาบุญธรรมถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม

“เกิดเหตุนิดหน่อยครับ”

ณครามเล่าเหตุการณ์สั้น ๆ ไม่พูดถึงเรื่อง ‘ความลับ’ ถูกเปิดเผย

“เพื่อนเราอาการเป็นยังไงบ้าง” เมทินีถามเมื่อฟังจบ

“ตอนนี้ยังไม่ฟื้น พรุ่งนี้หมอจะตรวจด้วยเครื่อง MRI อีกที…วันนี้แม่ฝ้ายไปเจอคุณวทัศเป็นยังไงบ้าง”

ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็นวกถามเรื่องงานสำคัญ

“เจอกันแล้ว คุยกันรู้เรื่องแล้ว”

“ดีครับ งั้นผมจะนัดหมายให้เจอดอกเตอร์แอลพร้อมกันเลย”

เมทีนีแสดงสีหน้าแปลกใจ

“ไหนบอกว่าเขากำลังเก็บตัว รวบรวมข้อมูลข่าวสารอยู่ ตอนนี้ ‘พวกนั้น’ ตามตัวกันให้ควั่ก ไม่ควรออกมาพบใคร”

“ผมว่าถึงเวลาแล้ว” ดวงตาณครามเจิดจ้า “ศาสตราจารย์คมกฤษณ์ประกาศเปิดโครงการดับเบิ้ลเอชอย่างนี้…กลุ่มผู้ว่าจ้างองค์กรนั้นไม่ยอมอยู่เฉยแน่”

“จากโครงการคราวก่อน” เมทินีจงใจเลี่ยงไม่พูดชื่อโครงการตรง ๆ “พวกมันจะมีลำดับขั้นตอนในการขัดขวางตั้งแต่ใช้ไม้อ่อน พูดคุยหว่านล้อม ข่มขู่ก่อน แล้วค่อยใช้ไม้แข็งในกรณีไม่เชื่อฟังไม่ใช่หรือ…ตัวศาสตราจารย์น่าจะยังปลอดภัยอีกสักระยะ”

ณครามหลุบลงซ่อนแววตาพูดเสียงราบเรียบ

“ครั้งนี้เราต้องชิงลงมือก่อน ไล่จากหางเพื่อให้มันเผยหัวออกมา”

“ทำยังไง” มารดาบุญธรรมเริ่มสนใจ

“หลักฐานเอาผิดธนะวัฒน์ถึงมือตำรวจหรือยังครับ” ชายหนุ่มถามถึงเอกสารที่ตนกับภูดลไปเอามาจากตึกสามชนะ

“เรียบร้อยแล้ว…แถมได้หลักฐานเพิ่มด้วย” เมทินียิ้มอย่างคนมีข้อมูลมากกว่า

ณครามเลิกคิ้วสงสัย กำลังเอ่ยปากถาม อีกฝ่ายชิงบอกก่อน

“ตำรวจเพิ่งได้ภาพจากกล้องวงจรปิด ในห้องที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามอาคารสามชนะ มันถ่ายติดเหตุการณ์ตอนนายปราการ หรือเฮียตงตกลงมาจากตึกด้วย”

ชายหนุ่มเบิกตากว้างดีใจ

“ภาพชัดเจนแค่ไหนครับ เห็นหน้าคนที่ผลักเฮียตงหรือเปล่า” ณครามจำได้ว่าเพื่อนรักเล่าถึงความฝันที่ ‘ผี’ ผู้ตายมาขอความช่วยเหลือ โดยให้เห็นภาพเหตุการณ์วันตายของตน

“เห็น…ยังไม่ชัดนัก ทางตำรวจน่าจะมีวิธีขยายภาพออกมา หรือไม่ก็ตรวจเช็คกล้องจากมุมอื่นได้อีก” เมทินีตอบแล้วหรี่ตามองบุตรบุญธรรมด้วยแววตาสงสัย

“ครามรู้ได้ยังไงว่าผู้ตายโดนผลักลงจากตึก ไม่ใช่โดดตึกฆ่าตัวตายตามข่าว”

ชายหนุ่มย้อนถามแทนการตอบปัญหา

“ตำรวจได้ภาพมายังไงครับ คดีสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ศพก็ถูกเผาไปแล้ว ทำไมเพิ่งได้หลักฐาน”

เมทินีรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจไม่ตอบคำถามตน จึงยอมเป็นฝ่ายตอบคำถามเสียเอง

“เจ้าของห้องเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้อยู่เมืองไทยประจำ เลยติดกล้องวงจรปิดไว้หลายตัว หลายมุม เพื่อบันทึกภาพไว้เผื่อมีคนบุกรุก เข้ามาขโมยของ

เขาเพิ่งกลับเมืองไทย ตรวจเช็คภาพทั้งหมด พบว่ามีกล้องตัวนึงถ่ายติดอาคารฝั่งตรงข้ามตอนมีคนตกตึก เลยถามเพื่อนห้องข้าง ๆ จนรู้ข่าวละเอียด พวกเขาเลยมาดูภาพอีกทีจึงเห็นว่าผู้ตายไม่ได้กระโดดลงมาเอง แต่มีคนผลัก…อย่างที่คราม ‘สงสัย’ นั่นแหละ”

มารดาบุญธรรมอดเหน็บในท้ายประโยคไม่ได้

ณครามไม่ใส่ใจการเหน็บแนมของเธอ พุ่งเป้าไปยังข้อสงสัยตนมากกว่า

“หลักฐานนี้ถึงมือตำรวจอย่างปลอดภัยได้ยังไง ผมว่า ‘ทางนั้น’ ต้องมีสายคอยระวังเรื่องหลักฐานมัดตัวอยู่แล้ว”

“พอแม่ส่งเอกสารที่เป็นหลักฐานเอาผิดธนะวัฒน์ให้ ‘ท่าน’ ทางตำรวจเลยคอยสอดส่องระวังพวก ‘สาย’ แทรกซึม ทำให้ภาพกล้องวงจรปิดพวกนี้ถึงมือตำรวจที่ทำคดีอย่างปลอดภัย”

“ถ้ามีหลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ บอกให้ท่านเดินเรื่องจัดการธนะวัฒน์ กับ…เอ่อ…คนที่ผลักเฮียตงได้เลยครับ”

ณครามจงใจไม่เอ่ยชื่อ ‘ธนบดี’ ว่าเป็นคนร้าย กลัวมารดาบุญธรรมถามอีกว่า…รู้ได้อย่างไร

สัมผัสพิเศษของเขาและเพื่อนรัก เป็นความลับที่รู้กันเฉพาะแก๊งเด็กเดนตายเท่านั้น

“ไม่ต้องรอให้แม่กับวทัศ พบกับคนนั้นก่อนเหรอ”

เมทินีสงสัย เพราะตอนแรกณครามต้องการให้ทางตำรวจดำเนินคดีพร้อมกับแผนเปิดโปงองค์กรชั่วร้าย

“ไม่จำเป็นแล้วครับ…ถ้าจัดการธนะวัฒน์กับคนผลักเฮียตงได้ ผมว่าคนที่อยู่เหนือพวกเขาต้องโผล่ออกมาในที่สุด พวกเราค่อยเก็บกวาดทีเดียว”

“อย่างนั้นจะให้พวกคนแก่เจอกันเมื่อไหร่” เมทินีถามแทรกอารมณ์ขันแกมเหน็บแนม

“เร็วที่สุดครับ” ณครามตอบ “ผมจะถามเขาอีกทีว่าพร้อมเมื่อไหร่”

“ได้…แม่ก็อยากเจอหน้าเขาเร็ว ๆ เหมือนกัน”

“ครับ”

ณครามรับคำเรียบสั้น แววตานิ่งสงบ ใบหน้าชาด้านคล้ายสวมหน้ากาก

นี่ไม่ใช่แผน ‘เอาคืน’ องค์กรร้าย มันเป็นแผนการที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว เหตุการณ์คืนนี้แค่เป็นชนวนที่ถูกจุด เร่งเวลาให้มันเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น

————————       ——————     —————-

ลิ่วลมลงจากแท็กซี่ ก้มหน้าบอกขอบคุณแทนนทีที่นั่งรถมาส่ง ก่อนมองท้ายรถแล่นจากไปอย่างเหน็ดเหนื่อย

ภูดลยังไม่ฟื้น ณครามเดินจากโดยไม่มีคำอำลา เหลือแทนนที เพลงทราย และคนนอกอย่างเธอ ‘ลิ่วลม’

ทั้งสามอยู่ในห้องคนป่วยจนดึก ลิ่วลมค่อยขอตัวกลับอพาตเม้นท์ แทนนทีฝากเพลงทรายดูเพื่อนรักชั่วคราวเพื่อมานั่งแท็กซี่มาส่ง

ตลอดทางไม่มีการพูดจา นักฟุตบอลหนุ่มอยู่ในสภาวะหดหู่ ทุกข์ใจหนักที่นั่งแท็กซี่เป็นเพื่อนก็เพราะห่วงความปลอดภัยหญิงสาว

ลิ่วลมเข้าใจเจตนาอย่างนั้นยิ่งพูดอะไรไม่ออก รู้สึกผิดหนักหนากว่าเดิม

…ถ้าเธอไม่บอกที่อยู่คุณดุจดาว…ถ้าเธอไม่อยากรู้เหตุการณ์คืนตึกถล่ม…และสุดท้าย…ถ้าเธอจะไม่ถือ ‘หลักฐาน’ กลับมา ปล่อยมันไว้ท้ายรถแทนนที รอยร้าวคืนนี้คงไม่เกิดขึ้น…

วาจาสุดท้ายณครามก้องในหู

พวกมึงไม่ต้องให้อภัยกู…เพราะกูไม่มีวันให้อภัยตัวเอง

บอกชัดเจน ต่อให้ภูดล แทนนทีไม่ติดใจเรื่องในอดีต ณครามก็ไม่อาจสู้หน้าพวกเขาได้อีกต่อไป

ชั่วเวลาไม่นานที่ลิ่วลมเข้ามารับรู้ความรัก ผูกพัน สายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของเด็กกำพร้าทั้งสามคน ทำให้เกิดความชื่นชม ยินดีเสมือนพบของล้ำค่าหายากในปัจจุบัน

ทว่าของล้ำค่านั้นถูกทำลายด้วยมือเธอเอง

ณคราม ภูดล แทนนทีไม่มีใครผิด…คนที่ผิดคือผู้เข้ามาแทรกแซง พยายามเปิดกล่องความลับอันเย้ายวนใจ

…หารู้ไม่…เมื่อใดกล่องความลับถูกเปิดเผย ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

หัวใจลิ่วลมเจ็บปวด บอบช้ำ ถูกความรู้สึกผิดลงโทษซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งแทนนทีดีต่อเธอก็ยิ่งละอายใจ รู้สึกว่าตนเองไม่ควรรับน้ำใจ สิ่งดี ๆ จากพวกเขาอีกเลย

เดินลากขาเข้าอพาตเม้นท์อย่างเชื่องช้า เสมือนมีโซ่ตรวนคอยถ่วง สายตามองเห็นร่างตะคุ่มยืนอยู่ในเงามืด พอสังเกตชัด ๆ จึงทราบว่าเป็นใคร

“ลุงทัศ”

หญิงสาวส่งเสียงเรียกแผ่วเบา ก่อนโผเข้าไปกอดชายกลางคนผู้เป็นดั่งบิดาเต็มแรง ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเต็มกลั้น ระบายความอึดอัด รู้สึกผิดที่กำลังท่วมท้นหัวใจ

————————-        —————       ———————

ภายในอพาตเม้นท์ลิ่วลม

วทัศนั่งฟังหญิงสาวบอกเล่าเรื่องราวด้วยใบหน้าสงบราบเรียบ แม้ตลอดการพูดจานั้นจะแทรกด้วยเสียงสะอื้น สูดน้ำมูก เช็ดน้ำตาเป็นระยะ ความมั่นคงของชายกลางคนช่วยให้จิตใจเธอมีเรี่ยวแรงทีละน้อย ตอนท้ายน้ำเสียงค่อยเป็นปกติขึ้น

เรื่องราวถูกเล่าจนจบ วทัศถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ตอนนี้หลิวเป็นยังไงบ้าง”

หญิงสาวกลืนก้อนแข็ง ๆ ที่แล่นมาจุกตันลำคอ

“ถ้าให้พวกเขาด่าว่า ลงโทษหนูรุนแรง ยังดีกว่าทำดีกับหนูอย่างนี้”

วทัศถอนใจเบา ๆ มือลูบหัวอีกฝ่าย

“อย่าให้ความรู้สึกผิดทำร้ายเราขนาดนี้สิ”

หญิงสาวส่ายหน้า น้ำตาพาลจะไหลอีกครั้ง

“หนูยกโทษให้ตัวเองไม่ได้…ถ้าสามารถย้อนเวลา หนูขอมองดูพวกเขาห่าง ๆ ชื่นชมในมิตรภาพอันงดงามแบบนี้โดยไม่ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย”

“หลิวเคยคิดมั้ยว่า…ต่อให้วันนี้ความลับไม่ถูกเปิดเผย ต้องมีสักวันที่พวกเขาจะรู้กันอยู่ดี”

“หนูรู้ค่ะว่าความลับไม่มีในโลก…ทราบว่าสักวันคุณณครามอาจเป็นฝ่ายบอกเพื่อนเสียเอง…แต่นั่นมันเกิดจากความสมัครใจของเขา…ถึงหนูไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ในใจก็แค่เสียใจแต่ไม่รู้สึกผิดแบบนี้”

คนผ่านโลกมานานมองออกถึงความรู้สึกในใจหลานสาวจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมา

“หลิวพูดเหมือนกำลังตกหลุมรักพวกเขาอยู่นะ”

ลิ่วลมชะงัก สังเกตจิตใจตนเองก่อนยอมรับอย่างว่าง่าย

“จริงค่ะ…หนูรักในสายสัมพันธ์ มิตรภาพอันงดงามมั่นคงของพวกเขา รักใน ‘ความรักความผูกพัน’ ที่พวกเขามีต่อกัน”

พูดจบแล้วยกเหตุการณ์วันนี้มาอ้าง

“ตอนพี่แทนรู้ความจริงแล้วเล่าให้พี่ดินฟัง…สองคนนั่นไม่ได้สนใจอยากรู้เบื้องหลังว่าใครทำตึกถล่ม มากไปกว่าเป็นห่วงความรู้สึกคุณณครามเลย…

พี่แทนถามพี่ดินว่า…โกรธพ่อคุณณครามจนพาลเกลียดเพื่อนตัวเองหรือเปล่า…พี่ดินกลับบอกว่า คุณครามไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาเป็นเพื่อน เป็นเด็กกำพร้าแก๊งเดนตายด้วยกัน…คุณครามเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ที่พี่ดินไม่มีวันยอมเสียไปเด็ดขาด…ความรักความผูกพันแบบนี้หนูไม่เคยเห็นจากไหนมาก่อนเลย”

วทัศถอนใจยาว เข้าใจความรู้สึกหลานสาว

“เชื่อลุงเถอะหลิว…ไม่นานพวกเขาจะผ่านมันได้…และอาจกลับเป็นเหมือนเดิม” มองหลานสาวพลางขยายความคำพูดตน

“ผู้ชาย…เขายกได้วางเป็น ไม่พิรี้พิไร ไม่เก็บเรื่องไร้สาระมากวนใจนาน สะสางความรู้สึกเข้าใจกันง่ายกว่าผู้หญิง”

ลิ่วลมสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนพยักหน้ารับ

“ค่ะ…หนูก็อยากให้เป็นอย่างนั้น”

ชายกลางคนยิ้มละไม ตั้งใจพูดอีกเรื่องเพื่อให้หญิงสาวเปลี่ยนอารมณ์

“รู้มั้ย…วันนี้ลุงไปพบใครมา”

“ใครค่ะ”

“เมทินี”

“ใช่แม่บุญธรรมคุณณครามหรือเปล่า” ลิ่วลมรู้ข้อมูลส่วนตัวอาจารย์หนุ่มพอสมควร

“ถูกแล้ว…แต่…เมทินีไม่ได้เป็นแค่แม่บุญธรรมอย่างเดียว พวกเขามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกว่านั้น”

“ยังไงคะ”

“เมทินีเป็นป้าแท้ ๆ พี่สาวของพ่อณครามด้วย!”

ความลับนี้ทำให้หญิงสาวเบิกตากว้าง ลืมเลือนความหดหู่เสียใจเมื่อครู่ชั่วคราว

——————     ————-      —————-

เมทินีทราบว่าวทัศมีความสามารถช่วยงานล้มองค์กรร้ายได้

นอกจากเขาจะเป็นลูกชายภราดร เจ้าของบริษัทก่อสร้างโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรผู้กลายเป็น ‘แพะ’ จนฆ่าตัวตายแล้วนั้น ยังเป็นนักข่าวต่างประเทศที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับสื่อใหญ่ ๆ ในโลกหลายแห่ง

‘ความแค้น’ ซึ่งทำให้เฝ้าติดตามสืบเสาะหาเบื้องหลังตึกถล่มมาหลายสิบปี ไม่ยากเลยที่จะชวนให้ร่วมมือ แต่ถึงอย่างนั้นเธอต้องเปิดเผยไพ่ในมือออกมาก่อน

ไพ่ใบแรกคือความสัมพันธ์แท้จริงของเมทินีกับณคราม

เมทินีมีน้องชายแท้ ๆ ชื่อ ‘ลีณวัฒน์’ อดีตนักศึกษาหัวกะทิ มันสมองระดับจีเนียส มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อระดับดอกเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยดังต่างประเทศ แต่กลับทอดทิ้งโอกาสนั้นด้วยเหตุผลเดียว… ‘ความรัก’

คนรักเขาเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลใหญ่ ไม่ต้องการลูกเขยเป็นแค่ผู้ชายธรรมดามีแต่ตัว ต่อให้มันสมองดีแค่ไหนก็ไม่อาจ ‘เสก’ ทรัพย์สินเงินทอง มีความสุขอย่างที่คนเป็นพ่อต้องการได้

เรื่องราวดอกฟ้ากับหมาวัดครั้งนี้ ตอนจบไม่เป็นสูตรสำเร็จอย่างใครคาดคิด

ลีณวัฒน์ทอดทิ้งโอกาสไปเรียนดอกเตอร์ต่างประเทศ พาหญิงคนรักหนีครอบครัวร่ำรวย ทรงอิทธิพลไปใช้ชีวิตซ่อนตัวเงียบ ๆ ยังสถานที่ไม่มีใครตามตัวพบ

พวกเขาหายสาบสูญราวกับไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว

เมทินีใช้เวลาเกือบสิบปี จนรู้ว่าน้องชายอยู่ในเงื้อมมือ ‘กลุ่มอิทธิพล’ หนึ่งในต่างประเทศ มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับเขาเพียงครั้งเดียวไม่ถึงนาที

“พี่ฝ้าย…ช่วยตามหาลูกชายผมด้วย!” นี่คือคำขอร้องของน้องชาย

เธอถามข้อมูลเพิ่มได้แค่ไม่กี่คำ ทำให้ต้องใช้เวลาปีกว่าจึงทราบว่าหลานชายอยู่ที่ไหน ก่อนพาตัวมาอยู่ในความปกครอง

เมื่อเล่าถึงตรงนี้ วทัศถามทันที ‘กลุ่มอิทธิพล’ นั้นคือใคร

“Jim & Friend กรุ๊ป” เมทินีตอบ

“มันเป็นกลุ่มอิทธิพลแบบไหน”

“มันเป็นองค์กรลับแห่งหนึ่งในอเมริกา อยู่เบื้องหลังวงการแพทย์และสถานประกอบการพยาบาลมาเกินกว่าหนึ่งศตวรรษ เครือข่ายมั่นคงกว้างขวาง เป็นผู้กำหนดแนวคิด สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แก่วงการแพทย์ เป็นกลุ่มที่ตัดสินว่าสิ่งใดควรเกิดขึ้น สิ่งใดยังไม่ควรมีในเวลานั้น ๆ”

“องค์กรใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงคิดมาพังตึกโรงพยาบาลในประเทศเล็ก ๆ”

“เพราะที่นั่นกำลังวิจัย สร้างนวัตกรรมการแพทย์ครั้งสำคัญ ที่พวกมันยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้”

วทัศนิ่งอั้นคาดไม่ถึง…แทนที่จะถามว่านวัตกรรมนั้นคืออะไร กลับถามเรื่องค้างคาใจหลายสิบปี

“องค์กรนี้มีอิทธิพล กำลังคนแบบพวกมาเฟียจนสามารถก่อการร้ายข้ามประเทศแบบนี้เลยใช่มั้ย”

“ไม่ใช่…พวกมันมีเงิน…จำนวนมากพอที่สามารถว่าจ้างองค์กรลึกลับ ซึ่งสามารถทำอะไรก็ได้ทุกแห่งบนโลก”

“มันเป็นองค์กรอะไร”

“HW หรือ Hunter in the wind…นักล่าในสายลม”

ชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงในร้านกาแฟ เมทินีเอ่ยชื่อองค์กรสำคัญถึงสองแห่ง ซึ่งอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมในอดีต และเป็นเป้าหมายที่พวกตนกำลังจะเปิดโปง

วทัศฟังเรื่องราวทั้งหมดจึงทราบว่า…การที่บิดาเสียชีวิต กลายเป็นแพะรับบาปนั้น มันแค่ปลายเหตุจากแผนการอันร้ายกาจของพวกมันเท่านั้น

———————–        ——————-         ————————-

หลังเข้าห้องส่วนตัว ณครามพิมพ์ข้อความผ่านโทรศัพท์ติดต่อดอกเตอร์แอลด้วยช่องทางไม่มีใครแกะรอยได้ บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วให้อีกฝ่ายนัดเวลา สถานที่ซึ่งพร้อมจะพบวทัศ กับเมทินี

แผนการ ‘เอาคืน’ เริ่มต้นแล้ว

ส่งข้อความจบก็ปิดโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนพลังงานในร่างสูญสิ้น ความเข้มแข็งอดทนที่ฝืนทำตัวปกติ พูดจาวางแผนกับมารดาบุญธรรม จนส่งข้อความถึงดอกเตอร์ล้วนหายวับ ร่างกายกลวงเปล่า สมองอื้ออึง หัวใจถูกบีบคั้นเจ็บปวดจนเกินระงับ

ดับไฟแล้วเข้าไปซุกตัวเงียบ ๆ ยังมุมห้อง เป็นสิ่งที่กระทำทุกครั้งยามอยากหนีจากทุกสิ่งรอบตัว

แสงสลัวจากหน้าต่างสาดเข้ามามองเห็นภาพชายหนุ่มนั่งกอดเข่าขดตัวเป็นก้อนกลม มือหยิบรูปในกระเป๋าออกมาดูด้วยแววตาเจ็บปวด

ภาพชายหนุ่ม หญิงสาว และทารกตัวน้อยที่กำลังยิ้มร่าเริงมีความสุข

วันแรกของณคราม…ด้ายแดงเส้นน้อยที่ผูกใจพ่อแม่

ตัวหนังสือรางเลือน เป็นข้อความจดจำแม่นยำตั้งแต่เห็นที่โรงพยาบาล

…นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรูป ‘ครอบครัว’ ตนเองพร้อมหน้าขนาดนี้…

ครอบครัวซึ่งถูกเปลวเพลิงครั้งนั้นมอดไหม้จนสูญสิ้น

ต่อให้พบหน้าผู้ให้กำเนิด ก็ไม่อาจเรียกขานว่า ‘พ่อ’ เต็มปาก จึงเรียกตามโค้ดเนมเจ้าตัว ‘ดอกเตอร์แอล’

ณครามทราบความจริงเกี่ยวกับตนเองตอนขึ้นชั้นมัธยมปลาย

เมทินีเห็นว่าเขาโตพอเข้าใจเรื่องราวสำคัญ หลายปีที่อยู่ด้วยกันก็มองเห็นศักยภาพบางอย่างรู้ว่าไม่ธรรมดา อาจช่วยเหลือบิดาในอนาคต

เด็กหนุ่มฝึกฝนทั้งกีฬา การต่อสู้ เรียนรู้คอมพิวเตอร์แบบพวกแฮกเกอร์ ตั้งใจหาความรู้พัฒนาตนเอง สร้างกำแพงปิดกั้นคนภายนอก โดยมีเป้าหมายสำคัญในใจคือต้องช่วยบิดาออกมาจากเงื้อมมือองค์กรร้ายให้ได้

 

‘ลีณวัฒน์’ บิดาณครามพาหญิงคนรักมาซ่อนตัวที่เมืองชายทะเล ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในโครงการลับชั้นใต้ดินโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร เพื่อหวังเก็บเงินก้อนใหญ่ไปสร้างครอบครัวยังที่ห่างไกล โดยไม่รู้เลยว่าโครงการนี้มีอันตรายเพียงใด

ดอกเตอร์สตีฟหาข้อมูล รวบรวมวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ เภสัช นายแพทย์แขนงต่าง ๆ มาร่วมกันวางแนวความคิดที่จะสร้างนวัตกรรมการตรวจรักษาผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยทั้งหมดจบภายในเครื่องแคปซูลเดียว

โครงการนี้ชื่อเต็ม Medical project หรือ ME โปรเจ็กต์ มีความหมายตรงตัวคือการตรวจรักษาโรค

หลังจากศึกษาโครงการร่วมกันจนมั่นใจว่านวัตกรรมนี้สามารถเกิดขึ้นจริง จึงจัดการหาทุนเพื่อทำการวิจัยออกแบบสร้างนวัตกรรมขึ้นมา

ทว่ามันถูกคัดค้านโดย Jim & Friend กรุ๊ป ซึ่งเป็นองค์กรลึกลับทรงอิทธิพลในวงการแพทย์มานานนับร้อยปี ด้วยเหตุผลว่า…วันใดเครื่องมือชิ้นนี้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์ หมอและโรงพยาบาลจะถูกลดทอนความสำคัญลง จนแทบไม่จำเป็นอีกเลย

เรื่องนี้สะเทือน ‘อัตตา’ คนวงการแพทย์อย่างช่วยไม่ได้

ดอกเตอร์สตีฟพยายามโน้มน้าวใจ โดยบอกว่าแพทย์และสถานพยาบาลไม่มีวันหมดความสำคัญ ตราบใดคนในโลกยังมีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ

ME โปรเจ็กต์จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อผู้คนห่างไกลความเจริญ สถานที่คมนาคมไม่สะดวก ไม่มีแพทย์และสถานพยาบาลได้มาตรฐาน ซึ่งมันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนมากขึ้น

ต่อให้เหตุผลนี้ฟังขึ้นแต่องค์กรนั้นกลับบอกว่า…โครงการมีประโยชน์จริง แต่ยังไม่ควรเกิดขึ้นในเวลานี้!

นั่นเป็นเหตุผลให้ดอกเตอร์สตีฟไม่สามารถทดลอง ทำการวิจัยโครงการนี้ในอเมริกา

ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้รับทุนก้อนใหญ่จากมหาเศรษฐีซึ่งเห็นประโยชน์ต่อผู้คนในอนาคต แต่ด้วยความที่เจ้าตัวไม่อยากคัดค้านเป็นศัตรูกับ Jim & Friend กรุ๊ป จึงขอให้ดอกเตอร์สตีฟทำการวิจัยอย่างลับ ๆ ในประเทศที่หูตาองค์กรนี้สอดส่องไม่ถึง

ดอกเตอร์สตีฟและทีมย้ายสถานที่ทดลองวิจัยหลายแห่ง จนมาถึงประเทศไทยและโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร

ตอนลีณวัฒน์เข้ามาเป็นผู้ช่วยงานวิจัย โครงการคืบหน้าไปเกินกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

การเข้ามาทำงานครั้งนี้จึงเป็นความลับ เรื่องราวส่วนตัวก็เป็นความลับ ไม่มีใครรู้ว่าเขามีภรรยากำลังตั้งท้อง กระทั่งวันเธอคลอดลูกก็ไม่มีใครในกลุ่มนักวิจัยทราบ

องค์กร Hunter in the wind รับงานจาก Jim & Friend ให้มาสืบเสาะ ขัดขวางและทำลายงานวิจัย ME โปรเจ็กต์ อย่างแนบเนียนไม่ให้โลกภายนอกรู้

ลีณวัฒน์ถูกว่าจ้างด้วยเงินจำนวนมากจนยอมใจอ่อน อีกทั้งไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะเล่นรุนแรงขนาดนี้

หลังตึกถล่ม คิดว่าเมียและลูกเสียชีวิตในกองซากอิฐปูน หมดกำลังใจไม่อยากมีชีวิตอยู่ พอทราบทีหลังว่าเด็กรอดชีวิตก็ไม่สามารถเปิดเผยตัว กลัวลูกจะได้รับอันตราย

สุดท้ายถูกกลุ่มนักล่าในสายลมจับตัวไปให้ Jim & Friend

ลีณวัฒน์ใช้โครงการ ME โปรเจ็กต์ที่ตนรู้ข้อมูล รายละเอียดการวิจัยมากสุดเป็นเครื่องประกันตัว ทราบว่าแท้จริงองค์กรนี้ก็ต้องการฮุบโปรเจ็กต์ไว้เอง ทำให้รอดชีวิต แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของ Jim & Friend จนกว่างานจะถูกสานต่อจนสำเร็จ และนวัตกรรมชิ้นนั้นตกเป็นสิทธิขององค์กรอย่างสมบูรณ์

 

ตอนณครามไปเรียนต่อที่อเมริกาก็ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Jim & Friend และบิดาตนมากพอ

พ่อไม่ได้ถูกกักขัง กักบริเวณอยู่เฉพาะห้องทดลองอย่างเดียว สามารถไปไหนมาไหนอิสระเพื่อศึกษา หาข้อมูลเพิ่มเติมมาเสริมสร้าง ME โปรเจ็กต์ให้สมบูรณ์

‘ดอกเตอร์แอล’ เป็นโค้ดเนม นามเรียกขานลีณวัฒน์ ไม่ได้หมายความว่าเรียนจบปริญญาเอก แต่ความรู้เฉพาะทางในงานที่ทำนั้นสูงไม่แพ้คนเรียนจบดอกเตอร์หลายใบด้วยซ้ำ

อิสระที่ดอกเตอร์แอลได้รับไม่ใช่ของจริง เขาถูกฝัง ‘ชิป’ อุปกรณ์ติดตามตัวล้ำสมัยที่สามารถรายงานว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร พูดจาสื่อสารกับใครบ้าง หากหนีออกนอกอาณาเขตที่กำหนด หรือทำลายชิป ‘มัน’ จะระเบิดตัวเองทันที กระทั่งแค่ผ่าเอาออก ‘ทางนั้น’ ยังรู้และส่งคนมาประกบไล่ล่าภายในเวลาอันสั้น

ตอนคุยโทรศัพท์กับเมทินี เขาทำให้ชิปเหมือนหยุดการทำงานไม่ถึงนาที ขนาดนั้นยังต้องหาข้ออ้างมากมายเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย

ระหว่างศึกษาต่างประเทศ ณครามพยายามหาจุดอ่อนช่องว่างของชิปชิ้นนั้นอยู่เป็นปีสองปี กว่าจะคิดวิธีทำลายโดยไม่ให้ระเบิด แอบถอดออกไม่ให้ต้นทางรู้ อีกทั้งวางแผนให้บิดากลับเมืองไทยอย่างปลอดภัยใครก็ตามรอยไม่เจอ

ต่อให้ช่วยบิดาสำเร็จ Jim & Friend ก็ยังสืบทราบว่าเขาเป็นคนซื้อตั๋วเครื่องบินให้ ยังดีที่พวกมันไม่รู้ความสัมพันธ์แท้จริงสองพ่อลูก จึงแค่ส่งนักล่าในสายลมตามประกบ คอยสอดส่องรายงานเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อดอกเตอร์แอลอีกที

ดังนั้น ทางเดียวที่ดอกเตอร์แอลและณครามจะพ้นจากเงื้อมมือองค์กรร้าย คือต้องเปิดโปง ทำลายมันให้ได้

 

เมื่อณครามรู้เรื่องราวตนเองตั้งแต่แรก มีเป้าหมายสำคัญในชีวิตอย่างนั้นเรื่องความรักจึงตกเป็นรอง

การปฏิเสธความรักเพลงทราย ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าตนได้โอกาสชีวิตดีกว่าเพื่อน แต่เพราะละอายใจที่บิดาตนมีส่วนทำให้พ่อแม่ภูดลตาย…อีกทั้งยังปิดเรื่องเรื่องมารดาแทนนทีมีชีวิตอยู่…คำพูดที่บอกว่า…

มึงเป็นเพื่อนกู เป็นคนที่กูไม่ยอมให้ออกไปจากชีวิตเด็ดขาดต่อให้สูญเสียทุกอย่างในชีวิต แต่มีอยู่สองคนที่กูไม่ยอมเสียไปเด็ดขาด นั่นคือ…มึงกับไอ้แทน..’

มันซ่อนนัยแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง…เขากลัว…เมื่อวันหนึ่งภูดล แทนนทีรู้ความจริง มิตรภาพความเป็นเพื่อนจะสูญสิ้น กลัวเพื่อนรักจะออกไปจากชีวิตอย่างแท้จริง…

ณครามไม่อยากให้วันนั้นมาถึง พยายามยื้อมันไว้สุดกำลัง ต่อให้ต้องปิดบังความจริง หรือเชือดเฉือนหัวใจตัวเองก็ยอม

มุมห้องมืดสลัว ชายหนุ่มกอดเข่าร่างสั่นสะท้าน ปลายนิ้วจับรูปถ่าย ‘ครอบครัว’ เกร็งแน่น

นี่เป็นครอบครัวที่ไม่เคยมีความทรงจำต่อกันเลย แต่กับอีกครอบครัวหนึ่ง ได้ผ่านร้อนหนาว หัวเราะร้องไห้ คอยปลอบโยนให้กำลังใจกันมาตลอดชีวิต

อย่างไหนจึงเป็นครอบครัวแท้จริง

———————-   ————–    ——————-

ตอนเพิ่งขึ้นชั้นประถมเด็กกำพร้าทั้งสามตัวเล็ก ผอมบาง เกาะกลุ่มไปไหนด้วยกันเหมือนฝาแฝด มักถูกพวกรุ่นพี่โตกว่าในโรงเรียนกลั่นแกล้งล้อเลียน

“ไอ้พวกเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ แฝดนรกสามตัวเขาไม่อยากให้เกิดก็ยังมาเกิดอีก”

ถึงตัวเล็กผอมบางก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ สู้สุดฤทธิ์ไม่ยอมให้ใครมาล้อเลียนดูถูก ผลสุดท้ายคือเจ็บตัว สะบักสะบอม แอบมากอดคอร้องไห้กันสามคน

“พวกเรามีพ่อแม่” ยามนั้นภูดลจะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ ให้กำลังใจอีกสองคน “เรามีลุงดิบเป็นพ่อ มีแม่คนเดียวกันคือคุณพยาบาลปรานี มีบ้านแสงเทียนเป็นครอบครัว…ต่อให้ไม่มีใครต้องการ พวกเราก็รักกัน…พวกเราจะเป็นเพื่อนกันเป็นครอบครัวเดียวกันตลอดไป”

เด็กน้อยทั้งสามร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลรวมเป็นหนึ่งเดียว…คำที่บอกว่าเพื่อนกันตลอดไปนั้นไม่ใช่วาจาเลื่อนลอย

ขนาดแยกย้ายกันคนละทิศทาง ก็ไม่ลืมเลือน รักษาสายสัมพันธ์ไม่ขาดหาย บางครั้งมีข้อความในจดหมายเพื่อนคนหนึ่งแสดงท้อถอยอ่อนล้า จะมีกำลังใจจากเพื่อนทั้งสองส่งกลับมาอย่างรวดเร็ว

ณครามตั้งใจไม่พูดถึงความอ้างว้าง เดียวดายในบ้านหลังใหม่ ความเหน็ดเหนื่อยกับการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายตน เพื่อนทั้งสองกลับทราบได้จากบางข้อความในจดหมาย จึงส่งกำลังใจมาด้วยข้อความเฉพาะตัว

“กูได้นอนวันละสองสามชั่วโมง ตีสี่ตื่นออกไปทำงาน แล้วต้องรีบเข้าเรียนให้ทันคาบเช้า…ยังไม่ตายเว้ย!” นี่คือกำลังใจจากภูดล

ส่วนแทนนทีจะมีวิธีให้กำลังแบบตนเอง

“ซ้อม ซ้อม ซ้อมจนแทบรากเลือด วันนึงไม่รู้กี่ชั่วโมง…แม่ง…ลงสนามจริงแค่เก้าสิบนาทีเอง”

นี่คือครอบครัว…ครอบครัวที่ต่อให้อยู่ไกลก็ยังระลึกถึงกันเสมอ ครอบครัวที่คุณมั่นใจได้ว่ายามเดือดร้อน คับขัน พวกเขาจะไปหาอย่างเร็วที่สุด

ครอบครัวที่คุณจะหัวเราะร้องไห้ไปกับพวกเขาโดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร

 

ณครามวางรูปถ่ายไว้ข้างตัว ความเศร้าโศกเสียใจพุ่งขึ้นมาจนเกินระงับ ฟุบหน้าลงบนเข่าสะอึกสะอื้นโดยไร้เสียง ทะเลน้ำตาจำนวนมหาศาลหลั่งไหลอย่างเงียบงัน

…ไม่มี…ไม่มีอีกแล้ว…ครอบครัวที่อยู่เคียงข้างกันมาตั้งแต่เกิด…ไม่มีอีกแล้วเพื่อนรักที่คอยให้กำลังใจ พร้อมจะหัวเราะร้องไห้ด้วยกันทุกช่วงเวลาในชีวิต…

วินาทีนี้ณครามสัมผัสถึงความโดดเดี่ยวอย่างเหน็บหนาว อ้างว้างจนน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

————————       ————–       —————–

เดี๋ยวก็รู้เองว่าโทษที่ได้รับคืออะไร” วาจานี้สะเทือนลึก หนาวเยือกเข้าไปในใจธนบดี

คำพูดหัวหน้าสาขาองค์กร HW ไม่ใช่แค่ลมปากลอย ๆ องค์กรนี้มีบทบัญญัติเข้มงวด

ทำงานตามการว่าจ้าง ไม่ทำงานตามความต้องการ

ธนบดีใช้ความรู้สึกส่วนตัวครอบงำ ใช้คนในองค์กรทำงานโดยไม่มีการว่าจ้างจากภายนอก เท่ากับฝ่าฝืนกฏระเบียบสำคัญ

…เพียงไม่แน่ใจ จะได้รับโทษทัณฑ์หนักหนาขนาดไหน…

เขาไม่น่าเข้าองค์กรนี้แต่แรกเลย!

องค์กร HW [Hunter in the wind] เกิดขึ้นประเทศใดไม่มีใครทราบ แต่มีสาขาอยู่ตามประเทศใหญ่ ๆ ในแต่ละภูมิภาค โดยมีหัวหน้าสาขาเป็นผู้รับงาน ติดต่อประสาน สั่งการ

ก่อนเหตุตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรถล่ม ประเทศไทยไม่มีสาขาองค์กรนักล่าในสายลม พวกมันไล่ล่า ติดตามเกลี้ยกล่อม ขัดขวางดอกเตอร์สตีฟ และงานวิจัยโครงการมาจากประเทศต่าง ๆ พอมาถึงประเทศไทยก็เป็นคำสั่งล้มล้างทำลาย

ทีมงานที่จัดการครั้งนี้เกือบทั้งหมดมาจากจีนฮ่องกง กับจีนแผ่นดินใหญ่ ใช้วิธี ‘จ้าง’ คนไทยอย่างลีณวัฒน์ หรือดอกเตอร์แอลเป็นไส้ศึก หาข้อมูลบ่อนทำลาย จากนั้นพวกตนลงมือใช้สารเคมีแปลกปลอมใส่ไปใส่เครื่องทดลองทำให้เกิดระเบิด

แรงระเบิดตั้งใจแค่ทำลายห้องทดลองชั้นใต้ดิน เพื่อกลบฝังดอกเตอร์สตีฟกับทีมวิจัยทั้งหมด ทว่าความรุนแรงของมันเกินควบคุม ส่งผลกระทบถึงเสารากฐานตึกซึ่งสร้างไม่ได้มาตรฐาน

ความเสียหายจากชั้นใต้ดินลามไปถึงโครงสร้างตึก ระบบไฟฟ้าทั้งหมด ถังออกซิเจน อุปกรณ์การแพทย์ต่างระเบิดต่อเนื่อง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญ

หลังงานทำลายคืองาน ‘เก็บกวาด’

ทีมกู้ภัยมาจากหลายแห่ง แต่ทีมขุดเจาะบริเวณชั้นใต้ดินเป็นพวกนักล่าในสายลม ทุกคนทำงานแข็งขัน รวดเร็ว นำซากศพและเศษซากหลักฐานงานวิจัยที่หลงเหลือออกมาทั้งหมดก่อนจุดระเบิดซ้ำ ปิดทางไม่ให้ใครหาหลักฐานได้อีก

งานเก็บกวาดไม่ใช่แค่ทำลายศพ บดขยี้ซากงานวิจัย แต่ต้องสร้างหลักฐานหา ‘แพะ’ มารับผิดชอบการระเบิด ตึกถล่มครั้งนี้ด้วย

นั่นคือการติดต่อครั้งแรกระหว่างประพนธ์ ธนบดี กับ องค์กร HW

ธนบดีเป็นวิศวกรก่อสร้างตึก ประพนธ์เป็นผู้ร่วมเซ็นรับรอง สองพ่อลูกต้องเลือกว่าจะยอมรับผิดที่ร่วมกันหาผลประโยชน์จากการก่อสร้างจนเกิดเหตุน่าสลด หรือจะช่วยองค์กรร้ายหาแพะ แล้วสร้างหลักฐานมัดตัวเพื่อปิดคดี

‘ภราดร’ เจ้าของบริษัทถูกเลือกเป็นแพะ องค์กรนักล่าจัดฉากให้เป็นการฆ่าตัวตาย สองพ่อลูกมีหน้าที่ปลอมจดหมายลาตาย พร้อมสร้างหลักฐานเท็จจนน่าเชื่อถือ ตำรวจสามารถปิดคดีง่าย ๆ

ส่วนสองพ่อลูกยอมเข้าเป็นสมาชิกองค์กร HW อีกทั้งรับค่าตอบแทนมากพอที่จะก่อตั้งบริษัท ‘สามชนะ’ ในปีต่อมา

เมื่อ ‘เก็บกวาด’ เรียบร้อย พวกเขาก็สลายไปกับสายลมจริง ๆ เหลือแค่ ‘หัวหน้าสาขาองค์กร’ เป็นคนไทยที่สองพ่อลูกไม่เคยเจอตัวจริงคอยสั่งการมาตลอด

เกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ธนบดีจะรับหน้าที่แทนบิดาในการ ‘รับใช้’ องค์กร มีทีมลูกน้องสามารถเรียกใช้งานและสลายตัวไร้ร่องรอยอย่างรวดเร็ว

ทว่าทีมนี้กลับทำงานพลาดถึงสองครั้ง…ครั้งแรกบนดาดฟ้าตึกสามชนะ ครั้งสองที่ริมถนนหน้าศูนย์วิจัย

ความผิดพลาดพวกนี้ทำให้ ‘หัวหน้าสาขาองค์กร’ รับรู้ถึงการล้ำเส้น ทำผิดกฎองค์กรของตนเอง

ธนบดีครุ่นคิดไตร่ตรอง องค์กรจะลงโทษตนแบบใด?

คำตอบในหัวยังไม่ชัดเจน ประกายความคิดบางอย่างแทรกขึ้นมาก่อน

…ตนเองโดนลงโทษไม่เท่าไหร่…ลูกชายต้องรอด…

มือหยิบโทรศัพท์ส่วนตัว กดเบอร์ธนะวัฒน์ทันที

สัญญาณดังหลายครั้งกว่าจะมีเสียงมึน ๆ รับสาย

“มีอะไรพ่อ…โทรมาทำไมตอนนี้” แค่ฟังเสียงก็แทบได้กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยมา

“เมาแค่ไหนนี่” ถามอย่างฉุนเฉียว

“ผมไม่เมาสักหน่อย ไม่งั้นจะรู้เหรอว่าพ่อโทรมา”

“ถ้าไม่เมาก็ตั้งใจฟังดี ๆ” ธนบดีเกิดสังหรณ์ไม่ดีขึ้นวูบหนึ่ง “รีบเก็บเสื้อผ้า ซื้อตั๋วเครื่องบิน เดินทางไปต่างประเทศโดยเร็วที่สุด”

“ไปทำไมล่ะพ่อ”

“เออน่า พ่อบอกให้แกไปแกก็ไปเถอะ”

“จะให้ไปที่ไหน”

“ที่ไหนก็ได้ รีบไปอย่างเร็วที่สุด”

“โอเค ได้เลยพ่อ…แค่นี้ใช่มั้ย”

ธนบดีถอนใจไม่รู้ควรพูดอย่างไรนอกจากกำชับอีกครั้ง

“แกต้องรีบไป เข้าใจมั้ย”

“เข้าใจครับ…แค่นี้นะ”

ลูกชายวางสายดื้อ ๆ เหมือนกำลังสนุกสนานติดพัน ไม่อยากเสียเวลากับธุระบิดานานเกินไป

คนเป็นพ่อหนักใจจนพูดอะไรไม่ออก อดคิดถึงสมัยก่อนตอนตนเองสร้างปัญหาเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วไม่ได้

ตอนนั้นประพนธ์พ่อเขาจะหนักใจกับปัญหาที่เกิดเพียงใด และเต็มใจแค่ไหนที่ยอมเข้าองค์กรนักล่าในสายลม

Don`t copy text!