
ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 3 : ร่างทรงไทม์แชร์
โดย : วิตต ตุลยธัญ
![]()
เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

ณดาอาจจะกลัวอะไรหลายอย่างในชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่ณดาไม่เคยกลัวเลยก็คือผี
ที่จริงการคิดถึงเรื่องผีทำให้ณดารู้สึกอุ่นใจนิดๆ เพราะถ้าผีมีจริงนั่นก็แปลว่า…ชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ฟังดูน่าสบายใจกว่าการคิดว่าคนเราตายแล้วสูญสลายไปตลอดกาลเป็นไหนๆ
ณดาจ้องมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยความสนอกสนใจ ชายหนุ่มและหญิงสาวที่ณดาเจอบนรถตู้ยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมกับตอนที่เธอเจอพวกเขาในวันนั้น แต่พวกเขาไม่ได้มากันแค่สองคน ยังมีชายหนุ่มอีกคนเดินตามมาด้านหลัง ชายแปลกหน้าแต่งกายในชุดสีดำสนิททั้งตัว ผมยาวประบ่าถูกย้อมเป็นสีน้ำตาลทอง เขามีออร่าบางอย่างที่ทำให้ณดานึกไปถึงนักร้องวงร็อกญี่ปุ่นที่เธอเคยชื่นชอบสมัยเป็นวัยรุ่น
“พวกคุณ…เป็นผีอย่างนั้นเหรอ” ในที่สุดณดาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
ชายชุดดำถอนถอนหายใจยาว “ที่จริงผมอยากให้คุณเรียกพวกเขาว่าดวงวิญญาณมากกว่านะ เรียกผีมันฟังดูไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ มันฟังดูเหมือนการบุลลีนิดๆ น่ะ คุณเข้าใจใช่มั้ย”
ณดาพยักหน้าแม้จะไม่เข้าใจนัก ก่อนจะหันไปมองชายหญิงทั้งสองคนอีกครั้ง
“ผมชื่อรวีนะ เรียกสั้นๆ ว่าวีก็ได้” ชายหนุ่มในเสื้อยีนส์แนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง ดูยังไงเขาก็ไม่เหมือนผี เอ้ย ดวงวิญญาณเลยสักนิด
“ฉันอวัศยานะ ชื่อเล่นชื่อหมอก” หญิงสาวในชุดสูทแนะนำตัวบ้าง ขนาดว่าตายไปแล้ว ผิวของเธอก็ยังเปล่งประกายอย่างคนสุขภาพดี คิดแล้วณดาก็รู้สึกอายผิวแห้งๆ ที่ขาดการบำรุงของตัวเอง
“นี่คุณ…ไม่กลัวพวกเราเลยเหรอ” รวีถามขึ้น
ณดาส่ายหน้าก่อนจะหันไปหาชายชุดดำ “แล้วคุณล่ะเป็นใคร”
“เอ่อ ผมลืมแนะนำตัวไป ผมคือยมทูตนะ”
“ยมทูตเหรอ แต่คุณดูไม่ค่อยเหมือนยมทูตเท่าไหร่เลยนะ” ณดานึกไปถึงยมทูตตัวสีแดงที่เคยเห็นในละครสมัยเด็กๆ ที่มักจะถอดเสื้อโชว์พุง คล้องสร้อยสังวาล แล้วใส่โจงกระเบน แต่ยมทูตตนนี้กลับแต่งกายเหมือนคนทั่วไป แถมยังพูดจาสุภาพเรียบร้อยอีกต่างหาก
ยมทูตก้มมองตัวเองอย่างเขินๆ “พอดีทางยมโลกเขาเพิ่งเปลี่ยนนโยบายใหม่น่ะ ท่านยมบาลคนใหม่ท่านอยากเปลี่ยนอิมเมจยมทูตให้ดูเฟรนด์ลี่กับผู้ตายมากขึ้น ก็เลยเปลี่ยนยูนิฟอร์มใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น แล้วยังส่งพวกเราไปเทรนนิ่งเรื่องมารยาทเพิ่มเติมด้วย”
“แล้ววันนี้พวกคุณมาหาฉันทำไม…หรือว่าฉันตายไปแล้ว”
“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น” ยมทูตยกมือขึ้นโบกไปมา “ที่จริงพวกเรามีเรื่องอยากให้คุณช่วยหน่อยน่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะ” ณดาถามเสียงห้วน
ผู้มาเยือนทั้งสามมองหน้ากันไปมาเหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
“คือว่า…ผมคำนวณเวลาถึงฆาตของพวกเขาสองคนพลาดไปหน่อยน่ะ ที่จริงอุบัติเหตุครั้งนี้ควรจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ผมคำนวณเวลาพลาดไป ที่จริงคุณเองก็เกือบตายไปแล้วเหมือนกันนะ แต่บังเอิญคุณทำบุญมาดีก็เลยรอดมาได้”
หา! แบบนี้ก็ได้เหรอ ณดาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง นี่เธอเพิ่งจะถูกไล่ออกเพราะความผิดพลาดของเจ้านาย แถมยังเกือบต้องมาตายเพราะความผิดพลาดของยมทูตอีกเนี่ยนะ
“เพราะพวกเขายังไม่ถึงฆาต ดวงวิญญาณก็เลยต้องอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกหนึ่งปี ท่านยมบาลเลยส่งให้ผมมาช่วยดูแลพวกเขา และเพื่อเป็นการชดเชยความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทางยมโลกก็เลยอยากมอบความช่วยเหลือเพื่อเป็นการเยียวยาพวกเขาหน่อยน่ะ”
“เยียวยา…ยังไงนะ” ณดาถามเสียงเบา รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
“ก็ไหนๆ พวกเขาก็ต้องอยู่บนโลกไปอีกหนึ่งปีอยู่แล้ว ทางยมโลกก็เลยอยากมอบโอกาสให้พวกเขาได้ทำสิ่งสุดท้ายที่อยากทำก่อนตาย จะได้เป็นดวงวิญญาณที่ไม่มี trauma น่ะ”
“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับฉันยังไงล่ะ” ณดาเริ่มระแวง
“เกี่ยวสิ ก็พวกคุณสามคนน่ะมีกรรมผูกกันเอาไว้ บางทีพวกคุณอาจจะเคยทำกรรมร่วมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนก็เลยต้องมาประสบอุบัติเหตุร่วมกันแบบนี้ แล้วตอนนี้ก็มีแค่คุณคนเดียวที่ช่วยพวกเขาได้”
ณดาพยายามใช้ตรรกะทำความเข้าใจคำอธิบายของยมทูต แต่มันไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยสักอย่าง
“แล้วฉันจะช่วยพวกคุณได้ยังไงล่ะ”
อวัศยาหันมายิ้มให้ณดา “คือว่า…พวกเราอยากจะขอยืมใช้ร่างเธอหน่อยน่ะ”
“หา! ยืมใช่ร่างเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ ไม่มีทางหรอก” ณดาร้องโวยวาย
ทันทีที่ได้ยินคำปฏิเสธ ยมทูตก็หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด “แต่คุณยังไม่ได้ฟังข้อเสนอของพวกเราเลยนะ”
“ข้อเสนออะไรฉันก็ไม่สนทั้งนั้นแหละ ฉันไม่ใช่ร่างทรงนะ”
ยมทูตสูดลมหายใจลึกก่อนจะอธิบายต่อ “คุณไม่สังเกตเลยเหรอว่าช่วงนี้คุณกำลังดวงตก ถึงครั้งนี้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ชีวิตคุณยังต้องเจอหายนะอีกเยอะเลยนะ ที่สำคัญคือ…ผมกลัวว่าคุณจะอายุสั้นน่ะสิ”
หา อายุสั้นเลยเหรอ คำพูดสุดท้ายของยมทูตเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางหัวณดา
“แล้วฉัน…จะตายเมื่อไหร่ล่ะ” ณดาพูดเสียงสั่น รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ในอก
“น่าจะไม่เกินสามปีนะ แต่ถ้าคุณรับข้อเสนอของพวกเรา ผมก็พอจะช่วยคุณได้นิดหน่อย”
“งั้นก็ว่ามาสิ”
“ถ้าคุณทำภารกิจสามอย่างได้สำเร็จในเวลาหนึ่งปี ผมจะต่ออายุขัยให้คุณสามสิบปีไปเลย”
หา สามสิบปีเลยเหรอ! ข้อเสนอใหม่ทำให้ณดาใจชื้นขึ้น แต่แล้วคำถามใหม่ก็ผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง
“เดี๋ยวนะ พวกเขามีกันแค่สองคนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมีภารกิจสามอย่างล่ะ”
“เรื่องนั้นเดี๋ยวเราค่อยว่ากัน แต่เอาเป็นว่าภารกิจสองอย่างแรกก็คือการช่วยให้พวกเขาทั้งสองคนได้ทำสิ่งที่อยากทำก่อนตาย จะได้ไปผุดไปเกิดโดยไม่มีอะไรติดค้างนั่นแหละ”
ณดาหันหน้าไปมองดวงวิญญาณทั้งสอง “แล้วพวกคุณต้องใช้ร่างฉันทั้งสองคนเลยเหรอ”
อวัศยาพยักหน้า “แต่ว่าไม่ได้ใช้พร้อมกันหรอกนะ จะอธิบายยังไงดีล่ะ มันก็คล้ายๆ กับห้องพักแบบไทม์แชร์น่ะ เธอเข้าใจคำว่า ‘ไทม์แชร์’ ใช่ไหม”
ณดาพยักหน้า เธอเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไทม์แชร์’ ดี มันคือการซื้อสิทธิ์การเข้าพักของห้องพักในโรงแรมเอาไว้ล่วงหน้าโดยในแต่ละปี ผู้ซื้อจะเข้าพักในห้องพักนั้นได้ตามระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้ มันก็เหมือนกับการที่คนหลายๆ คนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพักร่วมกัน
แต่ว่า…นี่มันร่างกายฉันนะเว้ย ไม่ใช่ห้องพัก!
“แล้วพวกคุณ…จะใช้ร่างฉันนานเท่าไหร่ล่ะ”
“ปกติแล้วดวงวิญญาณจะมีโควตาใช้ร่างของมนุษย์ได้คนละหนึ่งร้อยยี่สิบวันน่ะ” ยมทูตอธิบาย
“หา! นั่นมันตั้งสี่เดือนเลยนะ” ณดาโอดครวญแต่ก็พยายามสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา “แล้วธุระของพวกคุณคืออะไรล่ะ”
อวัศยากับรวีมองหน้ากัน รวีทำท่าผายมือให้อวัศยาเป็นคนเล่าก่อน
“ฉันเป็นเจ้าของโรงแรมที่เชียงดาวน่ะ ฉันห่วงว่าน้องชายจะดูแลโรงแรมคนเดียวไม่ไหวเลยอยากจะไปช่วยดูโรงแรมเป็นครั้งสุดท้าย นี่ก็กำลังจะเข้าหน้าหนาวอยู่แล้ว ถ้าผ่านไฮซีซันนี้ไปได้ ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”
ณดาพยักหน้าก่อนจะหันไปหามองรวี “แล้วคุณล่ะ”
“ตอนนี้ลูกสาวผมเรียนอยู่ที่แคนาดา ช่วงซัมเมอร์นี้เขาจะกลับมาเยี่ยมแม่ผมที่สวนมะพร้าวของผมที่ชุมพรน่ะ ผมก็เลยอยากใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับลูกสาวก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก”
เมื่อได้ยินเรื่องราวของดวงวิญญาณทั้งสอง ณดาก็เริ่มใจอ่อน ถ้าเป็นเธอที่ต้องจากไปก่อน เธอเองก็คงอยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายกับคนที่ตัวเองรักเหมือนกัน
“สรุปว่าคุณจะขอใช้ร่างฉันในฤดูหนาว” ณดาหันไปพูดกับอวัศยาก่อนจะหันกลับมาหารวี “ส่วนคุณจะขอใช้ร่างฉันในฤดูร้อนอย่างนั้นใช่ไหม”
ดวงวิญญาณทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน
“แล้วภารกิจที่สามคืออะไรล่ะ”
“เรื่องนั้น…ผมยังบอกอะไรคุณไม่ได้น่ะ” ยมทูตตอบหน้าตาเฉย “ถ้าผมบอกไป มันจะแทรกแซงระบบเวรกรรมมากเกินไปน่ะสิ แต่ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองนั่นแหละ”
“อ้าว ถ้าฉันไม่รู้ว่าภารกิจที่สามคืออะไร แล้วฉันจะตัดสินใจได้ยังไงล่ะ” ความกังวลในตัวณดาเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ณดาเกลียด สิ่งที่เธอเกลียดมากที่สุดก็คือ…ความไม่แน่นอน
“ก็ใช้สมมติฐานไง” อวัศยาแก้ตัวแทนยมทูต “ก็เหมือนเวลาที่เธอออกแบบกรมธรรม์นั่นแหละ อะไรที่ไม่รู้ก็ตั้งสมมติฐานเอาไว้ก่อน แล้วอีกอย่าง นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเธอเลยก็ได้นะ”
“โอกาสยังไงนะ” ณดาขมวดคิ้วเป็นเครื่องหมายคำถาม
“ก็โอกาสที่เธอจะได้ใกล้ชิดกับความตายยังไงล่ะ” อวัศยาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “คิดดูสิ เธอไม่อยากรู้เหรอว่าความตายมันทำงานยังไง ฉันว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับอาชีพเธอมากๆ เลยนะ”
คำแนะนำของอวัศยาเป็นเหมือนหลอดไฟที่สว่างวาบขึ้นมาในหัวณดา หญิงสาวไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ในมุมนี้มาก่อน นอกจากเรื่องอายุขัยที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่ณดาจะได้รีเสิร์ชเรื่องความตายจากวงในแบบอินไซด์ พอคิดได้อย่างนั้น สัญชาตญาณนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในตัวเธอก็เริ่มทำงาน
“แล้วอีกอย่าง” อวัศยายังพูดไม่จบ “เธอจะได้ใช้เวลาหนึ่งปีนี้เป็น Gap Year ด้วยไง เธอทำงานหนักมาตลอด เธอไม่อยากออกไปใช้ชีวิตแล้วลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนดูบ้างหรือไง”
“Gap Year อะไรของคุณ นี่ฉันอายุสามสิบกว่าแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก มอปลายซะหน่อย”
“อายุสามสิบก็ Gap Year ได้นะ เธอเคยดูหนังเรื่อง Eat Pray Love มั้ยล่ะ นางเอกเรื่องนั้นเขาก็หยุดพักปีหนึ่งแล้วออกเดินทางท่องเที่ยวเหมือนกัน เธอรู้มั้ยว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริงนะ เธออาจจะไม่ได้อกหักเหมือนนางเอกในเรื่อง แต่ชีวิตเธอก็กำลังอยู่ในจุดตกต่ำเหมือนกันเปี๊ยบเลย”
เป็นอีกครั้งที่อวัศยาโจมตีณดาได้อย่างตรงจุด Eat Pray Love ไม่ได้เป็นแค่หนังเรื่องโปรดของณดาแต่เธอยังอ่านหนังสือเล่มนี้จบไปแล้วหลายรอบ หญิงสาวเองก็เคยใฝ่ฝันว่าอยากใช้ชีวิตตามใจชอบแบบนี้ดูสักครั้งแต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสที่เธอรอคอยมาตลอดก็ได้
“จบการเดินทางแล้ว เธออาจจะได้เขียนหนังสือของตัวเองก็ได้นะ เป็น Eat Pray Love เวอร์ชันที่มีผีไง”
ขายเก่งจริงๆ ผีตัวนี้ สมแล้วที่เป็นนักธุรกิจมาก่อน ณดาพึมพำกับตัวเอง ในใจเริ่มคล้อยตามสิ่งที่อวัศยาสาธยาย คิดไปคิดมา การเป็นร่างทรงก็เป็นโอกาสในชีวิตที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
“งั้นเป็นอันว่าตกลงนะ” อวัศยารีบปิดการขาย
“เออ เอาก็เอา” ณดากัดฟันตอบทั้งที่ยังไม่แน่ใจนัก
“เยส!” อวัศยายกกำปั้นพลางยิ้มร่าอย่างมีชัย “ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ รับรองว่าเธอจะไม่ผิดหวัง”
“โอเค งั้นขอเวลาฉันแป๊บนึงนะ” ณดาพยักหน้าก่อนจะหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาตั้งบนโต๊ะ
“นี่คุณ…กำลังจะทำอะไรเหรอ” ยมทูตมองหน้าณดาด้วยสีหน้างงๆ
“ก็เขียนสัญญาน่ะสิ เกิดพวกคุณเบี้ยวขึ้นมา แล้วฉันจะทำยังไง”
“หืม สัญญาเนี่ยนะ” ยมทูตพึมพำเบาๆ “นี่คุณรู้ใช่มั้ยว่ากฎหมายทำอะไรวิญญาณอย่างพวกเราไม่ได้หรอกนะ ถึงคุณจะฟ้องพวกเราไป ก็ไม่มีใครรับทำคดีให้คุณอยู่ดี”
“อันนั้นฉันรู้ แต่มันเป็นสัญญาใจไง อย่างน้อยฉันก็อยากเขียนรายละเอียดให้มันชัดเจน เวลามีปัญหาขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันทีหลัง”
ยมทูตพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจำใจ แล้วดวงวิญญาณทั้งสามก็หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา เวลาผ่านไปสิบห้านาที ณดาก็หันหน้าจอแล็ปท็อปมาให้ ‘คู่สัญญา’ ทั้งสามดูด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
ทั้งสามจ้องมองหน้าจอและอ่านสัญญาพร้อมกัน ในสัญญาเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยจนแทบไม่น่าเชื่อว่าณดาจะใช้เวลาร่างเพียงสิบห้านาที มีแม้กระทั่งตารางเวลาในการใช้ร่างและการขอเวลานอกเพื่อเข้าห้องน้ำและทำภารกิจส่วนตัว
“ฉันโอเคนะ” อวัศยาพูด
“ผมก็ไม่ติดอะไรเหมือนกัน” รวีพูดขึ้น
“แล้วเราจะเริ่มงานกันเมื่อไหร่ดีล่ะ” ณดาถาม
“อีกสองอาทิตย์ก็จะหน้าหนาวแล้ว เดี๋ยวไว้พวกเรากลับมาหาเธออีกทีนะ” อวัศยาบอกกับณดาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ช่วงนี้เธอพักผ่อนเยอะๆ ก็แล้วกัน ขอให้หายไวๆ นะ”
“โอเค งั้นก็ตามนี้นะ เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อน” ยมทูตพูดทิ้งท้ายก่อนที่ทั้งสามจะหายวับไป
แล้วณดาก็กลับมาอยู่คนเดียวกับความคิดของตัวเองอีกครั้ง ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอมากมายเหลือเกิน เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอยังทำงานเป็นนักคณิตศาสตร์ประกันภัยอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้เธอดันกลายมาเป็น ‘ร่างทรงไทม์แชร์’ ไปซะอย่างนั้น
พอคิดดูอีกที หญิงสาวก็เริ่มไม่แน่ใจนักว่าการเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์ครั้งนี้มันคือโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่







