ธำมรงค์เลือด บทที่ 42 : วันเปิดกรุ

ธำมรงค์เลือด บทที่ 42 : วันเปิดกรุ

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

เช้าวันที่จะทำการเปิดกรุ บริเวณหน้าพระปรางค์วัดราชธิดาเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนเดินกลับไปกลับมาสับสน ปีธวัชขอกำลังตำรวจมาคอยกันผู้คนเอาไว้ไม่ให้เข้ามาวุ่นวาย และนี่คือเหตุผลที่เขาเลือกเวลาเปิดกรุเป็นช่วงเช้าตรู่

มีนักข่าวมาคอยทำข่าวหลายราย ปีธวัชไม่ค่อยพอใจนัก เขาไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในภายหลัง แต่คนแจ้งให้นักข่าวทราบคืออธิบดีที่เป็นหัวหน้าโดยตรงของเขา ปีธวัชจึงไม่อาจจะทำอะไรได้นอกจากทำใจ

“อย่าหงุดหงิดสิคะพี่ปี” ปะวะหล่ำเห็นท่าทางเดินกลับไปกลับมาของชายหนุ่มแล้วพอจะเดาอารมณ์ของเขาได้ “วันนี้วันดีนะคะ ยิ้มเข้าไว้”

“ยิ้มไม่ออก…แป้มดูสิ” เขากวาดสายตามองดูผู้คนที่ยืนออกันด้วยความตื่นเต้น มีทั้งนักข่าว ชาวบ้าน และคนที่รู้ข่าวการเปิดกรุ ถ้าไม่ได้เอาเทปสีเหลืองแบบที่ตำรวจใช้กั้นเวลามีอาชญากรรมมาขึงไว้ คนพวกนั้นคงจะเข้ามาวุ่นวายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

“แป้มคิดตรงข้ามกับพี่ปี” ดวงตาของปะวะหล่ำเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด “มีคนมาร่วมเป็นสักขีพยานยิ่งเยอะยิ่งดี เวลาเราเปิดกรุเจออะไรในนั้น จะได้มีคนรู้เห็นมากๆ แบบนี้ใครที่วางแผนจะหยิบฉวยอะไรไปเป็นของตนเอง จะได้ไม่กล้า”

“อืม…” ปีธวัชพยักหน้า รู้สึกว่าที่ปะวะหล่ำพูดมาก็มีเหตุผล

พจีดูจะตื่นเต้นกว่าใครๆ หญิงสาวรุ่นพี่ของปะวะหล่ำแต่งหน้าทำผมสวยเป็นพิเศษ แม้จะไม่ได้บอกเหตุผลแต่ปะวะหล่ำพอจะเดาได้ วันนี้จะต้องมีการถ่ายภาพคนและสิ่งของในกรุมากมายหลายภาพ พจีต้องมั่นใจว่าภาพของเธอที่จะไปปรากฏตามที่ต่างๆ จะต้องดูดีกว่าใคร

นอกจากรับหน้าที่ดูแลนักข่าวและสื่อมวลชนแล้ว พจียังมีหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่ง คือเป็นคนจัดการเรื่องบวงสรวงบัดพลี ขออนุญาตเทวดาฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาพระปรางค์วัดราชธิดาแห่งนี้ให้เปิดทาง ให้คณะทำงานเปิดกรุชั้นล่างสุดได้ด้วยความราบรื่น

หญิงสาวเดินตรวจสอบสิ่งของบนโต๊ะปูผ้าขาวให้แน่ใจว่ามีทุกอย่างครบถ้วน พจีทำหน้าที่นี้อย่างชำนาญมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้ว ปะวะหล่ำสงสารก็แต่วาทีเพื่อนของเธอ ที่ถูกพจีจิกใช้ให้ไปหยิบโน่น เตรียมนี่ จนหัวหมุนไม่แพ้กัน

เพลงภัทรมาถึงพร้อมกับธามนิธิ ดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายวับวาวด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นการเปิดกรุ และตื่นเต้นที่จะได้เห็นพระแสงดาบภายในกรุนั้น

ธามนิธิเดินเข้ามาทักทายปะวะหล่ำพร้อมกับส่งยิ้มให้ ขณะที่เพลงภัทรมีท่าทางห่างเหินจนปะวะหล่ำรู้สึกได้ อันที่จริงเพลงภัทรมีอาการเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว ขากลับจากเรือนของสีหราช บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความอึมครึม เพลงภัทรทำหน้านิ่งๆ ถามคำตอบคำ ตอนหลังปะวะหล่ำเลยเลิกสนใจ คิดว่าเดี๋ยวเพลงภัทรก็คงจะดีขึ้นเอง แต่พบหน้ากันเช้าวันนี้บรรยากาศก็ยังไม่ดีขึ้น

“ได้เวลาแล้วค่ะทุกคน”

พจีมองนาฬิกาแล้วส่งเสียงเรียกให้คณะทำงานมารวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะตั้งเครื่องบวงสรวง บายศรีใบตองขนาดใหญ่ทำขึ้นสวยงามเป็นฝีมือของศรีชุม ซึ่งเป็นภรรยาของพยงค์ หัวหน้าชาวบ้านที่รับอาสามาเฝ้ายามตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขุดสำรวจ

วาทีจุดธูปแล้วส่งให้กับทุกคนที่เป็นทีมงานขุดสำรวจ ปีธวัชนิมนต์หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดราชธิดามารับสังฆทาน และกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรดาวิญญาณที่อยู่ในบริเวณนี้ ส่วนพราหมณ์ที่พจีเชิญมาจากกรุงเทพฯ จะทำพิธีหลังจากที่หลวงพ่อสวดมนต์ให้พรเสร็จเรียบร้อย

เพลงภัทรไม่เคยเห็นพิธีการอะไรแบบนี้ เลยใช้โทรศัพท์มือถือเดินถ่ายรูปและโพสต์ลงอินสตาแกรมด้วยความตื่นเต้น ปะวะหล่ำเห็นสายตาของพจีจ้องมองเพื่อนด้วยความไม่พอใจ หากมีมารยาทพอจะอดทนรอจนกระทั่งพิธีเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยเดินมาดึงโทรศัพท์ไปจากมือของเพลงภัทร พร้อมกับต่อว่าด้วยความไม่พอใจ

“ห้ามถ่ายภาพ”

“สิทธิ์ของเพลง” เพลงภัทรลอยหน้าลอยตา

“สิทธิ์ของเธอ แต่ละเมิดระเบียบของทีมงาน” พจีไม่ยอมลดราวาศอก

“เกินไปไหมคะพี่ แค่ถ่ายภาพจะอะไรกันนักหนา”

เพลงภัทรหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ เสียงของพจีดังจนทุกคนหันมามอง บรรดานักข่าวเริ่มยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ และนั่นทำให้เพลงภัทรรู้สึกอาย เพราะไม่เคยโดนใครฉีกหน้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้

“ถ่ายไม่ได้” พจียังย้ำคำเดิม

“เอามือถือเพลงคืนมา” เพลงภัทรพยายามยื้อแย่งโทรศัพท์คืนมาจากพจี ขณะที่อีกฝ่ายไม่ยอมคืนให้ พจีอาศัยจังหวะนั้นผลักเพลงภัทรเซถอยหลังไป แล้วรีบกดลบรูปภาพทั้งหมดในอัลบั้มอย่างรวดเร็ว ขณะที่เพลงภัทรตั้งหลักได้ เลยกระโดดไปแย่งมือถือกลับคืนมาจากพจีได้สำเร็จ

ได้มือถือคืน แต่เพื่อนของปะวะหล่ำยังไม่ยอมจบ เธอกดไลฟ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหน้าเฟซบุ๊กของตัวเอง พูดให้เพื่อนที่เข้ามาชมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทุกคนคะ เพลงมาฝึกงานและวันนี้คณะทำงานกำลังจะเปิดกรุพระปรางค์วัดราชธิดา เพลงถ่ายภาพบรรยากาศของการทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วโดนผู้หญิงคนนี้ทำร้ายค่ะ”

“จะบ้าหรือนังเพลง” พจีสติแตก “เอามือถือมานี่นะ”

“ไม่ให้” เพลงภัทรหัวเราะ แต่เธอประมาทพจีมากไปหน่อย ฝ่ายนั้นหันไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะบวงสรวง สาดโครมใส่เพลงภัทรจนเปียกปอน

“จะเอาใช่ไหม” เพลงภัทรโกรธจนลมออกหู ผมเผ้าและเสื้อผ้าของเธอเหนียวหนึบ น้ำที่พจีสาดใส่เป็นน้ำหวานสีแดง ทำให้เสื้อผ้าของเพลงภัทรเกิดรอยเปื้อนสีแดงเป็นดวงใหญ่ เหมือนโดนทำร้ายจนเลือดออก

เพลงภัทรปิดไลฟ์ในมือถือเพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูไม่ดี แล้วโผพุ่งเข้าไปกระชากผมของพจีจนอีกฝ่ายหน้าหงาย เพลงภัทรอาศัยที่แข็งแรงกว่าเหวี่ยงร่างสูงโปรงของพจีจนเสียหลัก ล้มไปชนบายศรีบนโต๊ะประกอบพิธีจนล้มกลิ้งไปทั้งคนทั้งของ

“เวรละ บายศรีล้ม” วาทีร้องลั่น

“ลางไม่ดี” พยงค์พึมพำ สีหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยประหวั่น

ชั่วขณะนั้นเองที่ปะวะหล่ำแว่วได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากที่ไกลแสนไกล เป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ปะวะหล่ำพยายามจะเงี่ยหูฟังแต่ก็จับใจความได้ไม่ถนัดว่าเป็นเสียงของอะไรกันแน่ หล่อนเหลือบไปทางพราหมณ์ที่ยังยืนคุยอยู่กับปีธวัช ทั้งสองคนมีสีหน้าไม่สู้จะดีนัก

“เธอทำแบบนี้ได้ยังไงเพลงภัทร”

พอลุกขึ้นมาได้ พจีก็ร้องกรี๊ดเสียงแหลม ผมเผ้าที่เซตมาอย่างสวยงามในตอนเช้ายุ่งเหยิง ดวงหน้าที่แต่งมาอย่างดีเป็นมันเยิ้ม หมดกันที่อุตส่าห์เตรียมตัวพร้อมถ่ายภาพ

“พี่นั่นแหละทำแบบนี้ได้ยังไง…เอามือถือคนอื่นไปลบรูป คำว่ามารยาทน่ะ สะกดเป็นไหม” เพลงภัทรเปิดหน้าชน พอกันที ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกันอีกต่อไป

“นังเด็กเมื่อวานซืน” พจีแค่นเสียง แล้วกระโจนเข้าไปจิกผมของเพลงภัทรอีกรอบ ทั้งสองตบตีกันอุตลุด ธามนิธิและปีธวัชรีบเข้ามาแยกหญิงสาวทั้งสองออกจากกัน แต่กว่าจะแยกได้ชายหนุ่มทั้งสองก็โดนลูกหลงไปคนละหลายหมัด

“พอได้แล้ว” ปีธวัชเหลืออด “ทะเลาะกันอย่างกับเด็กๆ”

“เพลงภัทรเริ่มก่อนนะปี” พจียกมือขึ้นลูบผม

“พี่จีนั่นละ แย่งมือถือเพลงไปก่อน” เพลงภัทรว่า

“ทั้งคู่นั่นละ” ปีธวัชเอ็ด “ทำอะไรทำไมไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจกันบ้าง ไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง ดูสิ คนออกจะเยอะแยะ…น้องเพลงครับ เมื่อวานตอนประชุมวางแผนงาน พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน…คำว่าเรื่องภายในแปลว่าน้องเพลงไม่ควรถ่ายภาพเอาไปโพสต์ลงโซเชียล”

“เพลงขอโทษค่ะ” เพลงภัทรเสียงอ่อน เธอช้อนตามองชายหนุ่มด้วยท่าทางน่าสงสาร “เพลงจะลบโพสต์ทิ้งให้หมด”

“ดี” ปีธวัชว่า “ขอบคุณนะครับ”

“จีคิดว่าปีควรให้ยัยเพลงภัทรหยุดฝึกงานได้แล้ว” พจียังไม่ยอมจบ “ตั้งแต่มาฝึกงานกับเรา เอาแต่เรื่องวุ่นๆ มาให้”

“ไม่ต้องไล่หรอกพี่จี” เพลงภัทรไม่ลดละ “เพราะหลังจากวันนี้ เพลงก็คิดว่าจะไม่มาฝึกงานที่นี่อีกแล้ว งานโบราณคดีน่าเบื่อจะตาย วันๆ เอาแต่ขุดแต่ของเก่าๆ ผุพัง ไม่เหมาะกับเพลงสักนิด”

เธอเหลือบมองไปทางปีธวัช เห็นชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย เลยพูดต่อไปด้วยอารมณ์โมโหว่า

“เพลงถือโอกาสกราบลาพี่ปีตรงนี้เลยนะคะ”

“ตามสบาย เอาที่เพลงสบายใจก็แล้วกัน” ปีธวัชแค่นเสียง

เขาเองก็หมดความอดทนกับเพื่อนของปะวะหล่ำเช่นกัน ถ้อยคำดูเหมือนเหยียดหยามงานที่เขารักคือฟางเส้นสุดท้าย เพลงภัทรได้ยินเช่นนั้นถึงกับหน้าเสีย เธอแอบคิดว่าปีธวัชจะชวนให้เธออยู่ฝึกงานด้วยกันก่อน

“เพลง” ธามนิธิตกใจ ถ้าเพลงภัทรไม่อยู่ฝึกงานแล้วเขาล่ะ

“เพลงกลับ แต่ธามยังอยู่ต่อได้” เพลงภัทรว่า “คุณแม่ของพี่ปีมาขออนุญาตให้ธามทำวิจัย และพี่ปีก็อนุญาตแล้วไง”

“แต่…” ธามนิธิรู้สึกไม่สบายใจ

“เอาเถอะ” ปีธวัชตัดบท เพราะเห็นว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ “เลยฤกษ์เปิดกรุมามากแล้ว มีอะไรค่อยว่ากันอีกที พี่ขอตัวไปทำงานก่อน ใครไม่มีหน้าที่ต้องขึ้นไปบนพระปรางค์ก็รออยู่แถวนี้ ไม่ต้องตามขึ้นไป”

พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็หันหลังกลับ เดินนำหน้าทีมงานขึ้นไปบนพระปรางค์ เพื่อลงมือเปิดกรุชั้นล่างตามแผนที่วางเอาไว้ ปล่อยให้พจีและเพลงภัทรจ้องหน้ากันไปมา โดยมีธามนิธิคอยคุมเชิงอยู่ห่างๆ

พจีเดินไปหาผู้สื่อข่าวที่ยืนมองเหตุการณ์ด้วยสายตางุนงง เธออธิบายรายละเอียดของงานในวันนี้สั้นๆ แล้วขอร้องให้ทุกคนรออยู่ข้างล่าง

“เปิดกรุเข้าไปได้แล้ว คุณปีจะมาเชิญทุกท่านขึ้นไปถ่ายภาพอีกครั้งนะคะ…ต้องขออภัยจริงๆ นะคะ บนโน้นพื้นที่แคบมากๆ ขอให้ทีมงานได้ทำงานให้เสร็จเรียบร้อยก่อนนะคะ”

เสียงของพจีอ่อนหวาน ปะวะหล่ำยอมรับว่ารุ่นพี่ของเธอทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม เพลงภัทรยืนทำหน้าหมั่นไส้อยู่ข้างๆ หากถึงตอนนี้ไม่มีใครสนใจเธอสักนิด

ปีธวัช วาที พจี ปะวะหล่ำ พยงค์ และคนงานอีกสองสามคน เดินมารวมตัวกันที่หน้าบันไดขึ้นพระปรางค์ ธามนิธิได้รับอนุญาตให้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย สีหน้าท่าทางของชายหนุ่มดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่

พราหมณ์ที่ทำพิธีเดินมาสวดมนต์พึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ ปะวะหล่ำได้ยินรุ่นพี่ของเธอว่าตาม ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนขึ้นไปด้วยท่วงท่าอาจหาญราวกำลังจะออกรบ

ปะวะหล่ำส่ายหน้าพร้อมกับถอนใจเบาๆ เธอเดินตามหลังปีธวัชขึ้นไปติดๆ เคยออกภาคสนามมานับครั้งไม่ถ้วน หากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ร่วมในการเปิดกรุ จะได้เห็นข้าวของทุกอย่างภายในนั้นอย่างที่เคยเป็นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน ด้วยสองตาของตัวเอง

หญิงสาวนึกไปถึงตอนที่โฮเวิร์ด คาร์เตอร์และทีมของเขาเปิดสุสานตุตันคาเมนเข้าไป แล้วพบกับพระศพรวมถึงทรัพย์สมบัติจำนวนมากที่วางอยู่เหมือนกับเมื่อสามพันกว่าปีก่อน ความรู้สึกของเขาคงไม่แตกต่างจากเธอในวันนี้

แม้กรุวัดราชธิดาจะมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับสุสานของฟาโรห์อียิปต์ หากสำหรับปะวะหล่ำแล้ว นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ด้วยประเทศไทยไม่มีการเปิดกรุสมัยอยุธยามานานกว่ายี่สิบปี

ถึงแม้ว่ากรุวัดราชธิดาแห่งนี้เคยถูกขโมยขุดไปแล้วก็จริง แต่ขุดได้แค่ชั้นบนเท่านั้น สำหรับกรุชั้นล่างที่ปีธวัชกำลังจะเปิดเข้าไป เป็นกรุประเภทที่พวกเธอเรียกกันว่า ‘กรุบริสุทธิ์’ หมายความว่า นับจากวันที่กรุถูกปิดผนึกแล้ว ยังไม่เคยมีผู้ใดเปิดอีกเลย…จนกระทั่งวันนี้

ธามนิธิหันมาสบตาปะวะหล่ำ เธอเห็นท่าทางตื่นเต้นของเขาฉายชัดในดวงหน้าคมสัน ชายหนุ่มชี้เครื่องวัดกัมมันตรังสีที่เขาพกติดตัวมาด้วย ปะวะหล่ำเห็นเข็มบอกความเข้มของรังสีตีขึ้นไปจนสุดสเกล นั่นหมายความว่าของที่อยู่เบื้องหลังแผ่นศิลาตรงหน้าของพวกเธอนั้น สามารถแผ่กัมมันตภาพรังสีออกมาได้ในปริมาณที่สูงมาก

ปะวะหล่ำเห็นเช่นนั้นก็พลอยตื่นเต้นไปด้วยเช่นกัน เธอส่งยิ้มให้เขาอ่อนโยน หากทฤษฎีของธามนิธิถูกต้อง…ความอัศจรรย์ของดาบฟ้าฟื้นก็จะถูกอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์…

โถงชั้นกลางแน่นไปด้วยผู้คน พัดลมที่ปีธวัชให้คนนำมาวางไว้ตามมุมต่างๆ ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน หากทุกคนยังเหงื่อโซมกายกันโดยถ้วนทั่ว ปะวะหล่ำยืนอยู่หลังสุดของกลุ่มคน จากตำแหน่งที่ยืนอยู่ หญิงสาวแลเห็นแผ่นหลังแข็งแรงของปีธวัชกำลังสั่งงานวาทีด้วยท่าทางเคร่งขรึม

ปีธวัชมอบหน้าที่สำคัญสุดนี้ให้กับวาที เพื่อนของปะวะหล่ำใช้เลื่อยไฟฟ้าที่ใบเลื่อยเป็นรูปวงกลมเล็กๆ ค่อยๆ ตัดแผ่นศิลาด้วยความระวัดระวัง ฝุ่นของกาลเวลาฟุ้งกระจาย และเสียงใบเลื่อยดังสะท้อนก้องกลับไปกลับมา

ชั่วขณะนั้นยาวนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

ยังตัดแผ่นศิลาไม่ทันสำเร็จ ปะวะหล่ำได้ยินเสียงดังแกรกใหญ่ ก่อนที่จะเห็นใบเลื่อยโลหะหักกระเด็น

เพื่อนของปะวะหล่ำหยิบใบเลื่อยใบใหม่มาเปลี่ยน ตัดศิลาไปได้ประเดี๋ยวเดียว ใบเลื่อยก็หักกระเด็นอีกครั้ง

ครั้งแรกยังพอทำเนา แต่พอหักติดๆ กันเป็นครั้งที่สอง ทั้งที่เป็นใบเลื่อยใหม่เอี่ยม วาทีก็ชักจะใจเสีย

“พี่ปี” วาทีหน้าซีด หันไปมองปีธวัชราวต้องการจะขอความเห็น “เอาไง”

“เฮ้ย” ปีธวัชส่ายหน้า “บังเอิญน่ะ ไม่มีอะไรหรอก…มา…พี่เอง”

ปีธวัชยื่นมือไปรับเลื่อยไฟฟ้ามาจากรุ่นน้อง เขาหยิบอะไหล่ใบเลื่อยที่มีอยู่ชิ้นสุดท้ายมาเปลี่ยน หากคราวนี้ใบเลื่อยหักอีก ก็ต้องใช้วิธีอื่นในการเปิดกรุแทนแล้ว

แกรก แกรก…

เสียงโลหะเสียดสีกับแผ่นศิลาแหลมเล็กดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ

พรึ่บ!

คราวนี้เสียงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เสียงใบเลื่อยหัก แต่เป็นเสียงไฟดับ

ภายในห้องโถงตกอยู่ในความมืดมิด ปะวะหล่ำได้ยินเสียงพจีร้องว้ายเบาๆ ด้วยความตกใจ อากาศเริ่มอบอ้าวขึ้นมาในทันใด

พร้อมกันนั้นก็เกิดเสียงดังเปรี้ยง กึกก้องเสียจนปะวะหล่ำรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นศิลา ที่เธอกำลังยืนอยู่!



Don`t copy text!