
มรดกมนตรา บทที่ 37 : การหวนคืนของเพลิงศักดิ์สิทธิ์
โดย : วัชรนริศ
![]()
มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน
ภายในคุกใต้ดินของเทวาลัยของอสูรสาว มีเสียงตะโกนร้องให้ช่วยดังขึ้นเป็นระยะๆ
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย มีใครอยู่ตรงนี้ไหม!” เสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังลอดผ่านลูกกรงเหล็กขึ้นสนิมๆ เก่า โฉมสุรางค์ที่ยืนเกาะลูกกรงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง ระหว่างทางเดินของคุกใต้ดินปรากฏควันสีขาวรวมตัวกันเป็นร่างของหญิงวัยกลางคน
วิญญาณของราตรีเธอออกมาหาลูกสาวของเธอ วิญญาณที่มีแสงสีขาวค่อยๆ เดินล่องลอยไปหยุดยืนที่บริเวณหน้าห้องขัง โดยมีโฉมสุรางค์ที่นั่งอยู่กับพื้นภายในห้อง โฉมสุรางค์ที่มองเห็นวิญญาณของแม่เธอนั้น เธอรีบลุกขึ้นยืนมาเกาะที่ลูกกรงอีกครั้ง
“คุณแม่ นั่นคุณแม่ใช่ไหม!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงดีใจแต่ก็แอบหวาดกลัวเล็กน้อย วิญญาณของราตรีหันมาพูดกับลูกสาวของด้วยเสียงที่เศร้า
“โฉมสุรางค์! ลูกแม่ เป็นเพราะแม่แท้ๆ เลยที่ทำให้เราสองคนต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะความโลภมากของแม่ มันก็คงไม่เกิดเรื่องร้ายแบบนี้”
“แม่อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ โฉมไม่คิดเลยว่าเราสองคนแม่ลูกจะต้องตกเป็นหุ่นเชิดของพวกมัน โฉมจะต้องออกไปจากที่นี่ ไปช่วยปลดปล่อยวิญญาณของแม่ให้ได้” เธอพูดปนร้องไห้ด้วยความรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรแม่ของเธอได้เลย
“โฉม ลูกไม่ต้องเสียใจไป วันนี้แค่แม่ได้มีโอกาสกลับมาพบหน้าลูกอีกครั้งแม่ก็ดีใจแล้ว แม่ไม่คิดเลยว่าแม่จะได้เจอลูกอีก เพราะหลังจากที่แม่ได้ตายไป วิญญาณของแม่ก็ไม่สามารถไปไหนได้ แต่กลับถูกให้ต้องมาอยู่ที่นี่”
“โฉมคิดผิดจริงๆ ที่ไปจ้างไอ้อันธพาลพวกนั้นให้มาทำร้ายทิพย์ธิดาและขโมยสร้อยพระขรรค์นั้นมาจากเธอ โฉมคิดเพียงว่าโฉมน่าจะใช้สร้อยพระขรรค์จัดการอะไรพวกมันได้บ้าง แต่ไม่คิดจริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วจะต้องมาอยู่ที่นี่”
วิญญาณของราตรีเดินทะลุลูกกรงห้องขังเข้ามาและโอบกอดลูกสาวของเธอไว้
“มันยังมีอีกวิธีหนึ่งโฉมสุรางค์ แม่จะช่วยลูกเอง”
โฉมสุรางค์ที่กอดแม่ของเธอนั้นก็อุทานด้วยความแปลกใจ “วิธีอะไรกันหรือคะคุณแม่” เธอพูดและหยุดมองหน้าแม่ของเธอ
“โฉมสุรางค์ ระหว่างที่วิญญาณของแม่ถูกจองจำอยู่ที่นี่ แม่บังเอิญไปรู้ความลับของพวกมันบางอย่าง นอกจากสร้อยพระขรรค์ที่พวกมันต้องการแล้ว ก็ยังมีกล่องเทพมนตราที่ในเวลานี้ยังอยู่กับพวกมันด้วย”
โฉมสุรางค์อุทานมองหน้าแม่ของเธอและรู้สึกสงสัย “กล่องเทพมนตรา”
“ใช่ กล่องเทพมนตรา มันคือสิ่งที่จะจองจำวิญญาณของพวกมันได้ แต่ลำพังเราสองคนก็ไม่อาจใช้สิ่งนี้ต่อต้านจอมอสูรและพวกของมันได้ มีเพียงร่างของบุษบาเท่านั้น”
“ยังไงกันหรือคะคุณแม่” โฉมสุรางค์ถามด้วยน้ำเสียงมีความหวังปนสงสัย
“ในเมื่อนางสายใจเป็นเพียงวิญญาณที่ต้องคอยอาศัยร่างของบุษบา เพื่อให้ตัวเองสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ แม่ก็จะใช้สิ่งนี้ละเพื่อดึงวิญญาณของมันให้หลุดออกจากร่างของบุษบา”
“และตอนนี้กล่องเทพมนตราอยู่ที่ไหนคะคุณแม่” โฉมสุรางค์ถามด้วยท่าทางจริงจัง
“มันถูกซ่อนไว้ในห้องลับ แม่คิดว่าแม่จะพยายามหาทางนำกล่องนั้นออกมาให้ได้ วันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่นางปีศาจกับพวกของมันจะไม่อยู่ จะเหลือเพียงนางสายใจเท่านั้น และมันน่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่แม่พอจะสามารถจัดการมันได้บ้าง และเมื่อวิญญาณของนางสายใจหลุดออกจากร่างของบุษบาแล้ว แม่จะยืมร่างของบุษบาและรีบมาช่วยลูกนะ”
“หากแม่ทำไม่สำเร็จและวิญญาณของแม่ต้องเป็นอะไรไปอีกครั้ง แม่ขอให้โฉมรู้ไว้ว่าแม่รักโฉมมากนะ และแม่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับมาช่วยโฉม” ราตรีพูดและกอดลูกของเธอด้วยความรักสุดหัวใจ
ในคืนวันต่อมา ดอกเตอร์อมรที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในห้องพระของเขา ภายในห้องมีเชิงเทียนที่ถูกจุดไฟสว่างไสวไปทั่ว มีกลิ่นธูปกำยานและกลิ่นดอกไม้หอมที่ถูกจัดวางถวายบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้า แสงสว่างจากเปลวเทียนส่องสว่างเป็นประกายสีทองกระทบเข้ากับเทวรูปที่อยู่รายล้อมไปทั่วทั้งห้อง อมรที่อยู่ในชุดนักบวชกำลังนั่งเพ่งสมาธิอีกครั้งเพื่อต้องการพยายามติดต่อกับฤๅษีอนันตเทพ
ไม่นานภายในห้องก็มีลมพัดเย็นโชยมาอย่างบางเบา จนทำให้เปลวเทียนสั่นไหวเล็กน้อย กลุ่มแสงสีทองที่ค่อยๆ พุ่งเข้ามาภายในห้องพระรวมตัวกันเป็นร่างของฤๅษีอนันตเทพ ครั้งนี้ฤๅษีผู้เป็นพระอาจารย์ของเขาได้มาปรากฏตัวอีกครั้งอยู่ในห้วงเวลาของปัจจุบัน เพราะรู้ว่าอมรกำลังต้องการความช่วยที่สำคัญ อมรรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่บางอย่างที่อยู่ภายในห้อง เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นและมองเห็นฤๅษีอนันตเทพที่ยืนอยู่ไม่ไกล ร่างของเขาส่องแสงสว่างเป็นประกายสีทองกระจ่างไปทั่วทั้งบริเวณ อมรยิ้มเล็กน้อยด้วยความดีใจที่ได้พบกับอาจารย์
“ท่านอาจารย์ครับ ผมดีใจเหลือเกินที่ครั้งนี้ได้พบกับท่านอีกครั้ง ผมมีเรื่องสำคัญที่อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยครับ” เขาพูดและขมวดคิ้วด้วยท่าทีจริงจัง
“ข้ารู้เรื่องของสร้อยพระขรรค์ทั้งหมดแล้ว และการที่ครั้งนี้ข้าตัดสินใจมาปรากฏตัวในเวลาปัจจุบันของเจ้า ก็เพราะเรื่องนี้”
“ท่านอาจารย์รู้” เขาพูดย้ำด้วยน้ำเสียงดีใจ
“เอาละ ในเวลานี้ใกล้จะถึงเวลาอวสานของจอมอสูรแล้ว และข้าก็รู้ว่าตอนนี้พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ได้ถูกโจรใจบาปเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ที่ไหนครับท่านอาจารย์” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง
“พระขรรค์ถูกฝังอยู่ในป่าริมคลองที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของจอมอสูร เจ้าจงตั้งมั่นในจิตให้ดีและระลึกถึงพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ เมื่อจิตของเจ้าสามารถเชื่อมโยงไปสู่พระขรรค์ได้ เจ้าจะรู้เองว่าที่อยู่ของจอมอสูรอยู่ที่ใด”
“ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นในไม่ช้านี้แล้ว” ฤๅษีอนันตเทพพูดเสริมด้วยท่าทีนิ่งสงบ และค่อยๆ เลือนรางหายไป
ดอกเตอร์อมรหันกลับมารวบรวมสมาธิอีกครั้งและระลึกถึงพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ จนกระทั่งเห็นพระขรรค์ที่ถูกฝังอยู่ภายในดิน ส่องแสงประกายเป็นสีทองราวกับรับรู้ได้ถึงจิตของอมรที่พยายามจะเชื่อมโยงตามหา
ในเวลานี้ดวงจิตของเขาพุ่งลอยไปด้วยความไวมหาศาลจนมาหยุดอยู่ที่หน้ารั้วของบ้านอัคคีรัตน์ที่อยู่ของจอมอสูรนี้ที่ถูกเนรมิตขึ้น ดวงจิตของชายหนุ่มหยุดยืนมองอยู่ที่นอกรั้วหน้าบ้านของอสูรสาว และลอยผ่านบ้านของเธอไปตามทางเดินระหว่างถนนจนมาหยุดอยู่ที่บริเวณป่ารกที่ไม่ไกลจากบ้านของเธอ ดวงจิตของชายหนุ่มสัมผัสได้ว่า พระขรรค์ถูกฝั่งอยู่ในเชิงดินตรงบริเวณนี้
อมรลืมตาขึ้น “ฉันรู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน” เขาพูดด้วยความดีใจ จึงรีบลุกขึ้นออกไปเตรียมรถเพื่อที่จะไปพบกับรวีและทิพย์ธิดาเพื่อให้มาช่วยกันนำพระขรรค์กลับไป
เสียงรถยนต์หยุดจอดบริเวณหน้าคฤหาสน์วารีมรกต อมรรีบลงจากรถและเดินเข้าไปภายในตึก ทิพย์ธิดาและรวีที่นั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่นหันมามองอมรที่กำลังรีบเดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน
“สวัสดีค่ะดอกเตอร์” ทิพย์ธิดาหันไปพูดทักทายด้วยความแปลกใจ
“สวัสดีครับ ผมขอโทษพวกคุณทั้งสองคนด้วยนะครับที่มาที่นี่โดยที่ไม่ได้โทรบอกก่อน แต่มันมีความจำเป็นที่จะต้องรีบมา เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพระขรรค์อยู่ที่ไหน” เขาพูดด้วยท่าทางมั่นใจ
“พระขรรค์ตอนนี้อยู่ที่ไหนกันครับดอกเตอร์” รวีรีบพูดเสริมด้วยท่าทีมีความหวัง
“พระขรรค์ถูกฝังอยู่แถวบริเวณป่าไม่ไกลจากที่อยู่ของจอมอสูรครับ”
“แล้วดอกเตอร์ทราบได้ยังไงคะว่าพระขรรค์อยู่ที่นั่น”
“ท่านฤๅษีอนันตเทพ ท่านเป็นพระอาจารย์ของผมในอดีตชาติ ท่านได้มาบอกกับผมเองครับ และผมคิดว่าจะต้องไปนำพระขรรค์กลับออกมาภายในคืนนี้เลย ผมเลยอยากให้พวกคุณทั้งสองมาช่วยผมครับ”
ทิพย์ธิดาและรวีหันมองหน้ากันและพยักหน้ารับตกลงทันที
“ค่ะดอกเตอร์ เราสองคนจะไปช่วยคุณค่ะ”
“ดีครับ งั้นเราไปเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า” อมรพูดและเดินนำทั้งสองออกไปขึ้นรถของเขา
ณ เวลานั้นเองภายในเทวาลัยของอัคนีนาฏเทวี ระหว่างที่อสูรสาวและพวกของเธอได้ออกไปล่าเหยื่อ วิญญาณของราตรีค่อยๆ ล่องลอยออกมาหยุดอยู่ที่หน้าบัลลังก์ของอัคนีนาฏเทวี เธอมองซ้ายมองขวาว่าไม่มีนางสายใจหรือวิญญาณผีตนใดที่อยู่บริเวณนั้น เธอลอยผ่านบัลลังก์หินและมาหยุดอยู่ที่กำแพง เธอตัดสินใจลอยทะลุผ่านกำแพงลับนั้นเข้าไปจนได้ ราตรีมองเห็นกล่องเทพมนตราที่ถูกวางอยู่ตรงหน้า เธอพยายามลอยเข้าไปใกล้ๆ กล่องเทพมนตราและเอื้อมหยิบกล่องนั้น
ไม่นานเสียงของนางสายใจในร่างของบุษบาก็ดังขึ้น “หยุดนะนางราตรี แกคิดจะทำอะไร”
วิญญาณของราตรีหันไปมองหน้าของเธอด้วยท่าทีตกใจ “เอ่อฉัน…คือฉัน…” หล่อนพึมพำ
นางสายใจเดินเข้ามาใกล้ราตรี “แกคิดจะหักหลังพวกข้างั้นหรือ แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าหลังกำแพงนี้มีกล่องเทพมนตรา” นางสายใจพูดและเดินเข้าไปใกล้ราตรีมากขึ้น
ราตรีที่รู้สึกหวาดกลัวต่อนางสายใจเดินถอยหลังไปช้าๆ แต่ในใจก็รู้ว่า หากวันนี้ตนเองไม่พยายามทำอะไรสักอย่างอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ราตรีหยุดนิ่งและสบตานางสายใจ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เธอรวบรวมความกล้าและพูดกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แข็ง ทำให้นางสายใจรู้สึกผงะเล็กน้อย
“แกว่ายังไงนะราตรี แกคิดว่าวิญญาณธรรมดาอย่างแกจะสู้อะไรฉันได้งั้นหรือ” นางสายใจพูดด้วยน้ำเสียงผยอง
“ฉันไม่กลัวพวกแกหรอก พวกแกมันก็พวกผีชั่ว สักวันพวกแกจะต้องได้รับผลกรรมที่ทำเอาไว้” ราตรีพูดจบก็พยายามพุ่งผ่านทะลุร่างของบุษบาไป เธอหยุดและพยายามใช้พลังของเธอดึงกล่องเทพมนตราให้ลอยมาอยู่ในมือเธอด้วยความเร็ว กล่องที่ถูกวางอยู่บนแท่นก็ลอยกระเด็นมาอยู่ในมือของราตรี
นางสายใจที่เห็นแบบนั้นก็ต้องผงะอีกครั้ง “นี่แกคิดจะทำอะไรนางราตรี”
วิญญาณของราตรีที่ยืนลอยอยู่ได้เปิดกล่องเทพมนตราทันที เมื่อนั้นแสงภายในกล่องก็ค่อยๆ ดูดวิญญาณของนางสายใจออกจากร่างของบุษบา วิญญาณของนางสายใจที่พยายามรั้งตัวเองให้อยู่ในร่างของบุษบาก็ไม่อาจต้านทานพลังของกล่องเทพมนตราได้ จนในที่สุดวิญญาณของนางสายใจก็หลุดลอยออกไปจากร่างของบุษบาโดยทันที
“เทวี ช่วยข้าด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” วิญญาณนางสายใจร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ
วิญญาณของนางสายใจถูกกล่องเทพมนตราผนึกเอาไว้ภายใน โดยที่เธอร้องโหยหวนขอให้พวกอสูรมาช่วย “ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ เทวีช่วยข้าด้วย”
วิญญาณราตรีที่ยืนถือกล่องอยู่ก็รีบปิดกล่องโดยทันที
หลังจากวิญญาณของนางสายใจหลุดลอยออกจากร่างของบุษบา ร่างของเธอที่ยืนอยู่ก็ค่อยๆ ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เพราะนางสายใจสิงสู่อยู่ในร่างของเธอเป็นเวลานาน
บุษบาพยายามมองไปข้างหน้าด้วยท่าทางอ่อนแรง “เกิดอะไรขึ้นกับฉันกัน และที่นี่มันที่ไหน”
วิญญาณราตรีเดินเข้าไปใกล้บุษบาและพูดกับเธอว่า “บุษบานี่ฉันเองราตรี แม่ของโฉมสุรางค์”
“คุณราตรี ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่กับฉันได้ และคนอื่นๆ ไปไหน” บุษบาถามเธอด้วยเสียงอ่อนแรง
ราตรีพูดเสริมด้วยความรีบร้อน “เรามีเวลาไม่มาก เธออย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ฉันขออาศัยร่างของเธอเพื่อช่วยชีวิตลูกสาวของฉันก่อนนะ” เมื่อสิ้นเสียงเธอ วิญญาณของราตรีก็รวมกันเป็นแสงสีขาวและเข้าสิงร่างของบุษบาทันที
ในเวลานี้ ราตรีในร่างของบุษบาก็รีบเดินออกมาพร้อมกับกล่องเทพมนตรา หล่อนรีบเดินไปหยิบกุญแจที่ถูกวางอยู่ไม่ไกลจากห้องขังของโฉมสุรางค์ บุษบารีบร้อนวิ่งเข้ามาภายในคุกใต้ดินทำให้โฉมสุรางค์รู้สึกตกใจ
“ไม่ต้องกลัว นี่แม่เอง” ราตรีในร่างของบุษบาเดินมาไขกุญแจกรง
“คุณแม่!” โฉมสุรางค์รีบเดินเข้าไปหาแม่ของเธอ
“อย่าเพิ่งพูดอะไรนะลูก เรารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนที่พวกมันจะกลับมาดีกว่า” โฉมสุรางค์และบุษบารีบวิ่งออกจากคุกใต้ดินและวิ่งผ่านห้องเทวาลัยมาจนถึงบริเวณหน้าบ้าน

- READ มรดกมนตรา บทที่ 37 : การหวนคืนของเพลิงศักดิ์สิทธิ์
- READ มรดกมนตรา บทที่ 36 : บุตรแห่งคำทำนาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 35 : สายเลือดที่ปลดพันธนาการ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 34 : ปริศนาที่ถูกคลี่คลาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 33 : ชัยชนะของความมืด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 32 : แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกลืน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 31 : เธอ...ผู้ว่าจ้างความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 30 : เกมส์นี้...ข้าคือผู้วางกระดาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 29 : รอยยิ้มของคนที่ไม่ควรไว้ใจ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 28 : มารยาใต้รอยยิ้ม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 27 : ซ่อนวิญญาณ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 26 : เวรกรรมสั่งล้าง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 25 : สิ่งที่ถูกกำหนดไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 24 : เงื่อนงำในรอยเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 23 : ผู้ถูกครอบงำ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 22 : ความลับของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 21 : เลือดบุรุษบนแท่นบูชา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 20 : มนตร์ร้อยเล่ห์เทวีเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 19 : ราคาของความอยากได้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 18 : กลิ่นแห่งความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 17 : รอยยิ้มของซาตาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 16 : ซินแสของเอกภพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 15 : สังเวยรัก…แด่นางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 14 : เสียงกระซิบจากแผลเก่า
- READ มรดกมนตรา บทที่ 13 : การตื่นขึ้นของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 12 : การเผชิญหน้าที่ฟ้าลิขิตไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 11 : นางฟ้าในคราบอสรพิษ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 10 : เงาร้ายในร่างเธอ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 9 : ใต้หน้ากากนางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 8 : ไฟสุมทรวง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 7 : จอมเวทย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์
- READ มรดกมนตรา บทที่ 6 : อดีตของวิญญาณร้าย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 5 : นางอสูรคืนชีพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 4 : วิญญาณบาปผู้คร่ำครวญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 3 : ปลดปล่อยเทวีมนตรา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 2 : การพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 1 : การมาถึงของหญิงสาว
- READ มรดกมนตรา : บทนำ







