มรดกมนตรา บทที่ 39 : เสียงลมหายใจก่อนวันเอาคืน

มรดกมนตรา บทที่ 39 : เสียงลมหายใจก่อนวันเอาคืน

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

แสงแดดยามเช้าส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง ณ คฤหาสน์วารีมรกต ภายในห้องพระดอกเตอร์อมรกำลังนั่งสมาธิด้วยความนิ่งสงบ เบื้องหน้าของเขาคือหิ้งพระใหญ่ประจำตระกูล เทียนและธูปที่ถูกจุดบูชาแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงสร้อยพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์และกล่องเทพมนตราถูกวางอยู่บนแท่นเบื้องหน้า ชายหนุ่มได้กำหนดจิตตัวเองเพื่อรวบรวมกำลังและพลังทั้งหมดที่มีอยู่

นายตำรวจหนุ่มสหรัฐขับรถมาจอดบริเวณหน้าคฤหาสน์และรีบเดินเข้ามาภายในตึกด้วยความเป็นห่วงทุกคน บุษบาเธอเดินออกมาต้อนรับ “สวัสดีค่ะ คุณคือ…”

“ผมร้อยตำรวจเอกสหรัฐ เราเคยเจอกันแล้วครับ” เขาพูดและยิ้มเล็กน้อย

“ค่ะคุณสหรัฐ ที่ผ่านมาดิฉันน่าจะหลงๆ ลืมๆ ไปเยอะ ไม่รู้ที่ผ่านมาเป็นอะไร ดิฉันจำอะไรไม่ค่อยได้เลย เชิญคุณสหรัฐด้านในดีกว่าค่ะ” เธอพูดและเดินนำไปที่ห้องรับแขก

ทิพย์ธิดาและรวีเดินเข้ามาภายในห้อง “สวัสดีครับคุณสหรัฐ” รวีกล่าวทักทายและยิ้ม

สหรัฐที่เดินเข้ามานั่ง รีบลุกขึ้นสวัสดีทักทายทั้งสองด้วยความเป็นห่วง “สวัสดีครับ พวกคุณเป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนผมได้ข่าวจากดอกเตอร์อมรว่าพวกคุณเจอพวกอสุรกายนั้นอีก ผมเป็นห่วงเลยรีบมา” เขาพูดและขมวดคิ้ว

“ตอนนี้พวกเราไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” หญิงสาวพูดและเดินมานั่งตรงโซฟาใกล้ๆ

“แล้วตอนนี้ดอกเตอร์อมรเขาเป็นยังไงบ้างครับ”

“ตอนนี้ดอกเตอร์ปลอดภัยดีค่ะ เมื่อคืนดิฉันให้เขาพักกับเราที่นี่เลยเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว”

“ดีเลยครับ พวกคุณปลอดภัยผมก็สบายใจ แล้วตอนนี้ดอกเตอร์อยู่ที่ไหนครับ ผมไม่เห็นเขาเลยว่าจะไปทักทายเขาหน่อย” นายตำรวจหนุ่มกล่าว

“ตอนนี้ดอกเตอร์อยู่บนห้องพระค่ะ พอดีฉันกับคุณรวีจะขึ้นไปดูเขาพอดี ตามมาสิคะ” เธอพูดและเดินนำออกไป

เสียงเคาะประตูห้องพระดังขึ้น ทิพย์ธิดา รวี และสหรัฐค่อยๆ เดินเข้ามานั่งลงอยู่ที่ด้านหลังของอมรด้วยความสุภาพ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นและหันกลับมานั่งคุยกับทั้งสาม

“ถึงเวลาแล้วนะครับ อีกไม่นานจอมอสูรจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อจัดการกับพวกเราทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นแน่ แต่ผมเชื่อว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกคุณและผมจะจบเรื่องนี้ทั้งหมด” เขาพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังและนิ่งสงบ

ทิพย์ธิดาและรวีหันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น “ดอกเตอร์ครับ ตอนนี้พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์และกล่องเทพมนตรา ได้กลับมาอยู่ที่พวกเราแล้ว มารร้ายอาจจะไม่กล้ากลับเข้ามาทำร้ายพวกเราอีกแล้วก็ได้ครับ” รวีพูดเสริม

“พวกเราอย่าพึ่งชะล่าใจไป เพราะตราบใดที่อสูรร้ายรู้ว่าพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์และกล่องเทพมนตรายังอยู่ มันย่อมไม่มีทางปล่อยพวกเราไว้แน่” เมื่ออมรพูดจบสร้อยพระขรรค์ก็เกิดเปล่งแสงสว่างขึ้น ทุกคนหันไปมองความสงสัย

ในเวลาเดียวกัน แสงสว่างสีขาวลอยผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง พร้อมสายลมเย็นอ่อนๆ ที่ทำให้ผ้าม่านริมหน้าต่างพลิ้วไหว ทำให้ทุกคนต้องหันไปมอง แสงสีขาวลอยมาหยุดอยู่ที่บริเวณด้านข้างหิ้งพระ และปรากฏเป็นร่างวิญญาณของหม่อมเจ้าอดิศร เขายิ้มด้วยความอบอุ่นและพูดด้วยเสียงที่นิ่งสงบ

หญิงสาวมองไปที่แสงด้วยแววตามีความหวังและอุทานชื่อขึ้น “ท่านชายอดิศร”

สหรัฐ รวี และอมรมองเขาด้วยแววตารู้สึกแปลกใจ

“ในที่สุดพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์และกล่องเทพมนตราก็กลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงซะที ถึงเวลาแล้วนะที่พวกเจ้าทั้งสามจะต้องช่วยกันจบเรื่องราวทั้งหมดนี้” ท่านชายกล่าวและมองไปที่สร้อยพระขรรค์

สร้อยพระขรรค์ที่ยังคงส่องแสงอยู่ก็ลอยเข้ามาหาที่ร่างของหญิงสาว

ท่านชายพูดต่อ “ทิพย์ธิดา เธอจงรับสร้อยพระขรรค์นี้ไว้อีกครั้ง”

หญิงสาวแบมือรับสร้อยพระขรรค์ไว้ ทันใดนั้นแสงสีขาวจากสร้อยพระขรรค์ก็สว่างไสวมากขึ้นจนในที่สุดพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ก็กลับคืนสู่ขนาดที่แท้จริง

สร้อยพระขรรค์เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นพระขรรค์ขนาดใหญ่ เผยให้เห็นด้ามจับที่เป็นสีทองและปลายด้ามที่ประดับด้วยมรกตสีเขียว พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์มีขนาดความยาวประมาณสิบสองนิ้ว ทั้งสามมองพระขรรค์ด้วยความตกตะลึง

“ถึงเวลาของพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์แล้วจริงๆ” อมรพูดและยิ้มด้วยความดีใจ

“ดอกเตอร์อมร ท่านกับครอบครัวของเราเคยมีบุญร่วมกันมาก่อน จึงทำให้เวลานี้เราทุกคนต้องกลับมาพบเจอกันอีก ในอดีตท่านคือ อกาสูร ผู้เคยเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อผนึกจอมอสูรร้าย และครั้งนี้ท่านก็ได้กลับมาอีกครั้ง เป็นเจ้าไงล่ะอมร” ท่านชายอดิศรกล่าวและยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ครับท่านชาย” อมรที่นั่งอยู่ยิ้มและพยักหน้ารับ

“รวี หลานของลุง ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ที่ผ่านมาลุงพยายามปกป้องเจ้าจากเรื่องร้ายๆ พวกนี้ และในเวลานี้คงถึงเวลาแล้วที่เจ้ากับทุกคนในที่นี้จะช่วยกันจบมันเสียที” ท่านชายอดิศรกล่าวและมองรวีผู้เป็นหลายชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย

“ครับ ท่านลุง” รวีตอบและพยักหน้ารับ

“ส่วนเจ้า ทิพย์ธิดา เมื่อพระขรรค์เลือกให้เจ้าและรวีเป็นผู้รับหน้าที่นี้ ข้าขอให้เจ้าใช้พระขรรค์นี้ทำลายอสูร เพื่อเป็นการปลดปล่อยความชั่วร้าย ให้กลับไปสู่ภพภูมิที่เขาจะต้องชดใช้เสียที”

สหรัฐที่นั่งอยู่ข้างๆ รวีมองดวงวิญญาณของท่านชายอดิศรด้วยความตกตะลึงและรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“ส่วนเจ้า สหรัฐ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ก็ขอบคุณเจ้าเช่นกัน” ท่านชายกล่าวและยิ้ม

“ข้าขอให้พวกเจ้าจงร่วมมือกัน และดูแลกันให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายนี้ด้วยเถิด” ท่านชายยิ้ม ทั้งสี่คนมองวิญญาณของท่านชายอดิศรค่อยๆ เลือนหายไป

อมรหันไปพูดกับทิพย์ธิดาและรวีเสริม “ระหว่างนี้ผมอาจจะขออยู่กับพวกคุณที่นี่ก่อนนะครับ เพราะหากอสูรร้ายกลับมาอีก พวกเราจะได้ช่วยกัน”

“ยินดีมากเลยค่ะดอกเตอร์” ทิพย์ธิดาและรวีพยักหน้าและยิ้มด้วยความอุ่นใจ

ทุกคนเดินลงมาจากห้องพระมาที่ห้องโถงด้านล่าง ทิพย์ธิดาหันไปพูดคุยกับสหรัฐ “ยังไงกลางวันนี้ดิฉันขอเชิญคุณสหรัฐอยู่ทานอาหารร่วมกันก่อนนะคะ”

“ครับคุณทิพย์ธิดา” สหรัฐตอบและยิ้มเล็กน้อย

โฉมสุรางค์เดินลงมาจากบันได เธอมองเห็นทั้งสี่คนและเดินลงมาทักทายอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะทุกคน” เธอพูดและยิ้มเล็กน้อย

“คุณโฉมสุรางค์ได้พักแล้วดีขึ้นไหมคะ” ทิพย์ธิดาถามด้วยความเป็นห่วง

“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ” เธอพูดและยิ้มด้วยแววตาขอบคุณ

“คุณรวีคะ ดิฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณ ขอตัวคุยด้วยสักครู่ได้ไหมคะ” โฉมสุรางค์พูดและมองหน้าเขาด้วยท่าท่างจริงจัง

“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญทางนี้ดีกว่า” ชายหนุ่มพูดและเดินนำไปที่ศาลาหน้าบ้าน

“คุณรวีค่ะ ฉันกลับมาคิดดูแล้ว ฉันคิดว่ามันคงไม่ยุติธรรมสำหรับคุณเลยกับการที่คุณจะต้องมาหมั้นหมายกับดิฉัน” ชายหนุ่มฟังด้วยสีหน้าขมวดคิ้วและหันมามองหน้าเธอด้วยความสงสัย

โฉมสุรางค์พูดต่อ “ที่ผ่านมาฉันรู้นะคะว่าคุณไม่เคยมีใจให้กับฉันเลย และฉันก็ยังรู้อีกว่าคนที่คุณมีใจให้จริงๆ แล้วคนคนนั้นคือ คุณทิพย์ธิดา”

ชายหนุ่มอุทานด้วยความรู้สึกตกใจที่เธอรู้ “คุณโฉม!”

“คุณรวีอย่าเพิ่งเข้าใจดิฉันผิดนะคะ เพราะสิ่งที่ดิฉันจะบอกกับคุณทั้งหมดคือดิฉันคิดว่า ที่ผ่านมาคุณทิพย์ธิดาเธอดีกับดิฉันมาก และเธอเองก็คงรู้สึกแบบเดียวกันกับที่คุณรู้สึกกับเธอ ฉันจึงอยากจะที่ถอนหมั้นค่ะ” รวีมองหน้าเธอด้วยสีหน้าตกใจ

“เพราะถ้าหากคุณกับฉันแต่งงานไป เราสองคนก็คงจะไม่มีความสุข ฉันเองก็ไม่อยากให้การหมั้นหมายของเรามาเป็นอุปสรรคให้กับหัวใจของเราทั้งสองคนหรอกนะคะ เพียงเพราะความต้องการของผู้ใหญ่ บางทีมันอาจจะทำให้เราสองคนไม่มีความสุข และในเมื่อตอนนี้คุณเองก็น่าจะรู้จักหัวใจของคุณดี”

หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้รวีและยิ้มให้กับเขาด้วยความจริงใจ “เอาละค่ะคุณรวี ต่อไปนี้คุณกับฉันเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะคะ และฉันขอให้คุณรักและดูแลคุณทิพย์ธิดาให้ดีที่สุดด้วย เพราะฉันเองก็รู้สึกดีกับเธอเช่นกัน คุณทิพย์ธิดาเธอเป็นผู้หญิงที่ดีมากนะคะ ถ้าหลุดลอยไปคงน่าเสียดาย” หญิงสาวพูดปนยิ้มเล็กน้อยและเดินกลับออกไปจากศาลา เหลือเพียงชายหนุ่มที่ยืนคิดถึงความรู้สึกที่มีต่อทิพย์ธิดา เขาเองก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นคนเดียวเงียบๆ

ภายในห้องอาหาร ทิพย์ธิดา ดอกเตอร์อมรและสหรัฐ ทั้งสามนั่งคุยกันโดยมีอาหารค่อยๆ ยกเข้ามาวางที่โต๊ะ โฉมสุรางค์ และรวีเดินกลับเข้ามาภายในห้องอาหารด้วยท่าทางสบายใจ โฉมสุรางค์เดินไปนั่งข้างนายตำรวจหนุ่มสหรัฐ โดยที่รวีเดินไปนั่งอยู่ข้างทิพย์ธิดา ทุกคนนั่งพูดคุยกันและร่วมทานอาหารในมื้อนั้นด้วยความรู้สึกดีๆ

 

ในเทวาลัยของอัคนีนาฏเทวี เธอนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยแววตาครุ่นคิด เบื้องหน้าของเธอมีปักษาและสมิงดงที่นั่งคุกเข่าอยู่ อสูรสาวพูดขึ้นมาเบาๆ กับตัวเอง “ข้าคงจะหนีไม่พ้นพวกมันจริงๆ สินะ”

ปักษาดำที่ได้ยินก็มองหน้าเธอ “เทวีท่านกำลังหมายถึงอะไรหรือครับ”

อสูรสาวทอดสายตามองปักษาดำและสมิงดงด้วยท่าทีกังวลใจ “ข้ากำลังคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา ทำไมกันข้าถึงหนีพวกมันไม่เคยพ้น ไม่ว่าจะภพชาติไหนข้ากับพวกมันก็ต้องกลับมาเจอกัน หรือมันจะเป็นบ่วงกรรมที่ข้าเองก็ไม่สามารถหลีกหนีมันได้”

หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินมาเบื้องหน้า “แต่ไม่ว่าจะมันจะเป็นอะไร ข้าอัคนีนาฏเทวี เทวีผู้เป็นอมตะ ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายข้าได้อีก”

สมิงดงพูดเสริม “แต่เทวี ในเวลานี้พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ไปอยู่กับพวกมัน ท่านจะทำอย่างไรต่อไปครับ พวกกระผมเกรงว่า พวกเราจะไม่สามารถต้านทานพลังของพระขรรค์นั้นได้”

อัคนีนาฏเทวีหันมองผู้รับใช้ทั้งสองด้วยหางตาเล็กน้อย “เวลานี้ข้าได้นำดวงจิตของข้าไปไว้ในถ้ำอมฤตแล้ว ต่อให้พวกมันทำลายข้าได้ ก็ทำได้เพียงกายทิพย์เท่านั้น ตราบใดที่ดวงจิตของข้ายังอยู่ในที่ปลอดภัย ต่อให้พวกมันรวมพลังกันมาก็ไม่มีทางเอาชนะข้าได้ หลังจากนี้ข้าจะกลับไปเข้าฌานเพื่อรวบรวมพลัง ระหว่างนี้ให้พวกเจ้าจงนำเลือดมาสังเวยให้กับข้าให้มากที่สุด อีกไม่กี่วันพวกมันจะต้องมาหาข้าที่นี่อย่างแน่นอน พวกเจ้าทั้งสองก็เตรียมตัวให้ดี เพราะครั้งนี้จะเป็นศึกของพวกเจ้าด้วย”

สมิงดงหันมองหน้าปักษาดำด้วยท่าทีลังเลใจ ปักษาดำพูดเสริม “หากครั้งนี้พวกมันทำลายกายทิพย์ของเทวีได้ แล้วจะให้พวกเราทำอย่างไรต่อไปกันครับ”

เธอหันมาจ้องหน้าทั้งสองด้วยท่าทีจริงจัง “หากกายทิพย์ของข้าถูกทำลายลง พวกเจ้าจงไปตามหาหญิงสาวผู้ที่จะเป็นร่างใหม่ให้กับข้า และจงนำร่างของหญิงผู้นั้นไปที่ถ้ำอมฤต รอเวลาในคืนพระจันทร์ทรงกลด พวกเจ้าจงสวดมนตราเรียกชื่อข้า เมื่อนั้นดวงจิตของข้าและร่างของหญิงนั้นจะรวมกันข้าจะกลับมาอีกครั้ง!”

 

นายตำรวจหนุ่มสหรัฐขับรถมาส่งอมรที่บ้านของเขา อมรเดินลงจากรถโดยที่สหรัฐหมุนกระจกรถลงและพูดส่งอมร

“ดอกเตอร์ครับ หากมีเรื่องอะไรหรือต้องการให้ผมช่วยอะไร โทรบอกผมได้ตลอดเลยนะครับ ผมจะรีบมา”

“ได้ครับ ผมเชื่อว่าอีกไม่ช้าอาจจะต้องมีเรื่องให้คุณมาช่วยอีกแรงอย่างแน่นอนครับ” อมรพูดและยิ้มขอบคุณ

ยามเย็นที่บริเวณหน้าคฤหาสน์ โฉมสุรางค์เดินออกมาพร้อมกับทิพย์ธิดาและรวีโดยที่รถยนต์ถูกสตาร์ตจอดรอเธออยู่ บัวและจอมกำลังทยอยเอากระเป๋าของหญิงสาวใส่ไว้ที่ด้านหลังของท้ายรถ

ทิพย์ธิดาจับมือโฉมสุรางค์ “คุณโฉมจะกลับแล้วจริงหรือคะ น่าจะอยู่กับพวกเราที่นี่ต่อนะคะ”

ชายหนุ่มพูดเสริม “ใช่ครับ คุณโฉมน่าจะอยู่กับพวกเราก่อนนะครับยังไม่น่ารีบกลับเลย”

โฉมสุรางค์หันมายิ้มให้กับทั้งสอง “โฉมว่าคงไม่ละค่ะ เพราะที่ผ่านมาก็ทำเอาแย่เหมือนกัน โฉมคิดว่าที่นี่เป็นที่ของพวกคุณสองคน” หญิงสาวพูดและหันไปจับมือรวีมาวางไว้บนมือของทิพย์ธิดา

“โฉมอยากให้พวกคุณทั้งสองดูแลกันและกันแบบนี้ไปนะคะ โฉมรู้ว่าที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น แต่วันนี้โฉมรู้แล้วละค่ะว่าความสุขของโฉมอยู่ที่ไหน โฉมตั้งใจว่าหลังจากกลับไปบ้านที่พระนครแล้ว โฉมจะไปปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญอุทิศบุญกุศลให้กับคุณแม่ โฉมเองก็คิดว่าท่านเองก็คงไม่อยากให้โฉมต้องมาเจอเรื่องร้ายแบบนี้อีกแล้ว เอาละค่ะ โฉมกลับก่อนนะคะ เอาไว้ว่างๆ โฉมจะกลับมาเยี่ยมพวกคุณที่นี่อีกนะคะ”

ทิพย์ธิดามองเธอด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ และยินดีกับความสุขของโฉมสุรางค์ “คุณโฉมคะ หากคุณมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ อย่าลืมพวกเรานะคะ คุณกลับมาที่นี่ได้ทุกเมื่อเลยค่ะ”

โฉมสุรางค์สบตาทิพย์ธิดาและยิ้มด้วยความอิ่มใจ “ค่ะ ฉันจะกลับมาขอบคุณพวกคุณนะคะ คุณรวีคุณต้องดูแลคุณทิพย์ให้ดีนะคะ” เธอพูดจบก็เดินขึ้นรถไป คนขับรถแล่นรถออกไปอย่างช้าๆ โดยที่ทิพย์ธิดาและรวียังคงยืนโบกมือลาอยู่ไม่ไกล

 

ความมืดกลับมาอีกครั้ง ในยามราตรีที่เงียบสงัด อัคนีนาฏเทวีที่กำลังนั่งสมาธิเพื่อรวบรวมพลัง เธอเกิดนิมิตเห็นตนเองถูกทิพย์ธิดาใช้พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ตัดศีรษะของเธอจนขาดกระเด็น เธอลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกตกใจ

“ไม่! พวกเจ้าไม่มีวันทำอะไรข้าได้”

อสูรสาวพยายามหลับตาและรวมสมาธิอีกครั้ง ครั้งนี้อัคนีนาฏเทวีได้สวดอ้อนวอนต่ออัมรินทราเทวี เทพผู้เคยมอบพลังและความเป็นอมตะให้กับเธอ เพื่อขอให้อัมรินทราเทวีได้ใช้พลังช่วยเธอในครั้งนี้ ไม่นานภายในเทวาลัยของเธอก็เกิดสายลมพัดรุนแรงเข้ามาจนเปลวเทียนสั่นไหวและดับไปทั้งห้อง ในเวลานี้ภายในเทวาลัยของเธอถูกตอบรับการมาด้วยความมืด อสูรสาวรับรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ อัมรินทราเทวีได้ตอบรับคำอ้อนวอนของเธอและได้ลงมาช่วยเธอแล้ว

มุมหนึ่งของเทวาลัยที่มีเพียงความมืด ปรากฏร่างของสตรีในชุดนางอัปสรโบราณสีดำเดินออกมาจากความมืด เธอคืออัมรินทราเทวี เทพผู้มอบพลังอำนาจและคำสาปให้กับอสูรสาว อัคนีนาฏเทวีลืมตาขึ้นและหันไปมองที่บริเวณมุมมืดของห้องและอุทาน

“อัมรินทราเทวี! ข้าสวดอ้อนวอนท่านมานานเหลือเกิน ในที่สุดท่านก็มา” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงมีความหวังและเกรงกลัว

อัมรินทราเทวีที่ปรากฏตัวต่อหน้าเธอ ค่อยๆ เดินมาอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว แต่อัมรินทราเทวีกลับไม่พูดอะไร มีเพียงยืนนิ่งด้วยแววตาที่เป็นเปลวเพลิงมองมายังร่างของอสูรสาว

หญิงสาวลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปกราบเท้าของอัมรินทราเทวี “เทวีผู้เรืองฤทธิ์ท่านช่วยข้าด้วย ในเวลานี้ศัตรูข้ามีพลังมากเกินกว่าที่ข้าจะต้านทานไว้ได้ อีกไม่นานพวกมันจะต้องตามมาทำลายข้าอีกเป็นแน่ ข้าไม่อยากถูกจองจำอีกแล้ว เทวีจงช่วยข้าด้วย”

อัมรินทราเทวีค่อยๆ เอื้อมมือมาแตะที่ศีรษะของหญิงสาว พลังของอัมรินทราเทวีค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างของอสูรสาวอีกครั้ง ในเวลานี้หญิงสาวรู้สึกได้ว่าพลังและกำลังของเธอมีแกร่งกล้ากว่าครั้งไหนๆ เมื่อพลังของอัมรินทราเทวีวิ่งผ่านเข้าสู่ร่างของเธอ อัมรินทราเทวีก็เดินกลับไปในมุมมืดและค่อยๆ หายไปอีกครั้ง

อัคนีนาฏเทวีลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจ ในตอนนี้พลังของเธอมีมากจนสามารถทำลายศัตรูของเธอได้ภายในพริบตา หญิงสาวยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยด้วยความผยองและค่อยๆ เดินออกมาจากห้องพิธีมานั่งที่บัลลังก์หินของเธออีกครั้ง ปักษาดำและสมิงดงที่เดินเข้ามา ทั้งสองมองหน้าเทวีและยิ้มเล็กน้อยเพราะรู้สึกได้ถึงพลังของเธอที่มีมากเหลือล้น

อสูรสาวยิ้มและทอดสายตามาอย่างผู้รับใช้ของเธอทั้งสอง “ปักษาดำ สมิงดง เจ้าทั้งสองจงเข้ามาใกล้ๆ ข้า” ผู้รับใช้ทั้งสองเดินเข้าไปหาเธอที่หน้าบัลลังก์และคุกเข่าลง

อสูรสาววางมือไว้บนศีรษะของทั้งสองเพื่อถ่ายพลังให้กับผู้รับใช้ พลังแห่งความมืดมิดได้ค่อยๆ ถูกส่งต่อไปสู่ทั้งสอง ปักษาดำและสมิงดงรับรู้ได้ถึงพลังของตนที่กลับมาอย่างเต็มที่

“กระผมทั้งสองขอบคุณเทวีครับ” ปักษาดำพูดและก้มลงด้วยความนอบน้อม อัคนีนาฏเทวีหัวเราะดังขึ้นด้วยความมั่นใจ

“ต่อไปนี้ไม่ว่าศัตรูหน้าไหนก็ไม่มีทางต่อกรกับพวกเจ้าได้อีก เมื่อถึงเวลาลมหายใจของพวกมันจะต้องตกเป็นของข้าในไม่ช้า” เธอพูดและยิ้มเย้ยหยันด้วยความแค้น

 



Don`t copy text!