ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 9 : วิถีเพิ่งเริ่มต้น

ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 9 : วิถีเพิ่งเริ่มต้น

โดย :

Loading

“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา

เป็นอันว่า ผัดเผ็ดปลากดมาช้าไป เพราะทั้งคู่กินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว

“เอาไว้กินพรุ่งนี้ ของเผ็ดๆ ไว้ค้างคืนอากาศเย็นไม่เสียง่าย…” นายจัดบอกกล่าว “แต่ผมกินแล้วเมื่อกี้ก่อนมา ฝีมือไอ้จันนี่อย่าบอกใครเลยเชียว…”

พี่ชายจะนึกอย่างไรมิรู้ได้ เยิรยอน้องคนเดียวจนออกนอกหน้าพร้อมกับยกหัวแม่มือ มีพ่อคอยอมยิ้มราวลูกคู่

“ทำไมไม่ชวนคุณจันมาด้วยล่ะฮะ” เก่งก็เลยถามไถ่ขณะชวนกันเดินช้าๆ บนลานดินหน้ากระท่อมท่ามกลางแสงที่เคย งามราวทองคำในยามเช้า แต่บัดนี้แปลงเปลี่ยนไปกลายเป็นสีทับทิมสวยใส

“ชวนแล้ว” ผู้เป็นพ่อพึมพำ

นาทีนี้ ดูเขาก็คือชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง สวมกางเกงผ้าสีน้ำเงินเก่าๆ ขาสาม ส่วนลูกชายเสียอีกยังนุ่งยีนส์สวมเสื้อยืดค่อนข้างใหม่

“ตะแรกทำท่าจะมา…แต่ก็ไม่มา…” นายจัดขยับเล่าถึงน้องสาวเมื่อสักครู่ไว้โดยพลันที่ว่า ‘ไม่ไปละ พ่อกะพี่จัดก็ไปละกัน ไปต้อนรับขับสู้เจ้าชาย…น่าเสียดายที่ทั้งขบวนมีเดินตามแค่คนเดว’

นายจัดเองยังอดหัวร่อไม่ได้

อ้อ…น้องเขาคงนึกเขม่นหนุ่มมาใหม่

ยิ่งเห็นใครต่อใครชวนกัน ‘โอ๋’…ตั้งแต่พระสงฆ์ลงไปจนถึงคณะของท่าน ก็ยิ่งนึกหมั่นไส้ท่าทางผึ่งผาย แต่กรีดกรายหน่อยๆ ของหมอนี่

หากเมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ เขาก็แลเห็นสีหน้าของผู้ฟังเจื่อนไป

ถึงอย่างไรก็นึกออก

สายตาเมื่อวานฟ้องชัด

หญิงวัย…เออ…อายุสักเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คิดว่าคงไม่เกิน 25…แววตาอวดดีนิดๆ ถือตัวหน่อยๆ ดูไม่ค่อยจะกินเส้นกับเขา

คงนึกเอาเองว่ายิ่งใหญ่อยู่ในละแวกป่าดงพงพี

ดีละนะ…แม่คุณ…ขอให้จำไว้ละกัน…ว่า…ฉันไม่ใช่หมูหมากาไก่ที่แม่จะมองอย่างดูถูกได้ง่ายๆ ไม่ว่าเธอจะรวยขนาดไหน เป็นนักเลงใหญ่คุมตำบลอำเภอจังหวัดใด

แต่พอดีเก่งขัดจังหวะขึ้นอย่างกลมกล่อมกับนายจัง

“พี่ดงกำลังปรึกษาผมว่า พรุ่งนี้จะทำพิธีบูชาครูก่อนลงต้นไม้ จะทำตอนเช้าหรือตอนหกโมงเย็นดีครับ”

“ลงต้นอะไร” คราวนี้ เจ้าถิ่นเริ่มสนใจเช่นกัน เพราะตนเองก็เป็นคนชนบท คลุกคลีอยู่กับพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เป็นประจำ นับเป็นกิจวัตรอันสำคัญก็ว่าได้

เก่งจึงบอกกล่าวพร้อมเดินดงให้รายละเอียดประกอบเข้าไป

“ผมก็เอามาจากหนังสือที่กะว่าพรุ่งนี้จะไปถ่ายเอกสารให้คุณจังสักชุดน่ะฮะ”

“แหม…ขอบคุณมากจริงๆ” นายจังตอบ

ชายหนุ่มจึงเพิ่งรู้ว่า คนที่ใครๆ ยกให้เป็น ‘นักเลง’ มิว่าประจำจังหวัดหรืออำเภอ ตำบลนั้น…มิใช่คนที่เดินไปยกกล้ามไปเพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ‘นี่กูนะ…กูชื่อจัง’ ไม่ใช่เลย ไม่มีเลย

ตรงกันข้าม นักเลงคนนี้หรือจะเรียกเจ้าพ่อ มาเฟีย หรืออะไรก็ตาม กลับมีสีหน้าดูคล้ายกับว่ายิ้มง่าย ทำท่าใจดีจนเดินดงเองก็แปลกใจเนื่องด้วยคาดไม่ถึง

“เป็นหนังสือที่ดีมาก มีค่ามาก” ชายหนุ่มบอกเรียบๆ “รวมๆ แล้วก็คือ เป็นหนังสือที่เชิดชูต้นไม้ดอกไม้มากครับ”

“ดีนะ ผมเองก็ชอบ”

“นี่ก็เลยกำลังคิดว่า…พรุ่งนี้จะไหว้เจ้าที่ก่อนฮะ…คือทั้งเมื่อวานกับวันนี้ยังติดขัดอะไรต่างๆ…อีกอย่าง…ก็ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดจากหนังสือว่าเราควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร”

“ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหม”

“พอรู้มั่งนิดหน่อยน่ะฮะ” เดินดงตระหนักดีว่าเมื่อได้ย้ายชีวิตมาอยู่ในที่ที่มีคนอื่นสำคัญกว่า เขาเองก็จำเป็นต้องลดความเป็นตัวเองลงไป…จะมากน้อยเพียงใดก็ต้องรอดูความมีฤทธิ์ของผู้คนที่ล้อมรอบเขาอยู่ในยามนี้ “คือจะปลูกไผ่ มะพร้าว กุ่ม พร้อมกับไหว้เจ้าที่…มีผัดเผ็ดปรากฏนี่ดีเลยครับ…พรุ่งนี้ แค่ข้าวถ้วย ผัดเผ็ดนิดหน่อย ส้มสักลูก น้ำสักแก้ว ก็ไหว้ได้แล้ว…พอหกโมงเย็นค่อยไหว้อีกทีหรือไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร”

“เอ…คุณก็รู้อะไรดีๆ นี่นะ” นายจังชมเชยอย่างเอาใจมากกว่าแปลกใจ

ที่ไม่แปลกใจเพราะเคยพบกับพ่อแม่ของชายนี้มาแล้ว รู้แล้วว่าคนทั้งคู่เป็นคนรุ่นเก่า ดังนั้นจึงมักยึดติดอยู่กับการบนบานศาลกล่าว กราบไหว้ทั้งเจ้าที่ เจ้ากรรมนายเวร และดวงวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป

“แม่บอกเลยว่า ต้องหมั่นไหว้เจ้าที่น่ะฮะ

นายจังพยักหน้า

“ใช่…ผม…เหมือนกัน…เห็นก๋าๆ ยังนี้แหละ แต่จริงๆ ยึดโบราณเยอะมาก”

“อย่างง่ายๆ ก็คือ…” เดินดงขยักไว้นิดนึง ครั้นแล้วจึงพึมพำ “ไม่ทำความชั่ว”

“คือยังไงๆ เทวดาฟ้าดินท่านก็เห็นเหมือนกัน” อีกฝ่ายบอก หากก็ไม่ค่อยเต็มเสียง “ถ้ายังงั้น พรุ่งนี้ผมจะพาคนงานมาสองคนมาช่วยตอนทำพิธี…ไหว้เจ้าที่แล้ว จะได้ให้เขาขุดหลุมสำหรับลงไผ่ มะพร้าว กุ่มที่ว่าจะลง ค่าแรงเขาที่จริงก็สามร้อยดีแล้ว แต่ถ้าผมบอกว่าคุณเป็นคนเพิ่งมา ราคาย่อมเยาว์ลงไปเป็นสองร้อยห้าสิบก็น่าจะใช้ได้ หรือคุณว่าไง…”

“อย่าไปกดเขาเลยฮะ สามร้อยดีแล้ว”

อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้า

“ให้เขาทำทั้งยี่สิบห้าไร่เลยดีกว่า จะได้หมดเรื่องไป…สองคนนี่รับรอง…ไม่มีเกเร”

ชายหนุ่มก็เลยล่วงรู้ว่า วิธีพูดของเจ้าของไร่พืชกว้างใหญ่เป็นวิธีบังคับอย่างละมุนละม่อม

 

ใกล้สนธยาฟ้ามืดลง นายจังกับลูกชายก็ขอตัวกลับบ้าน พร้อมกับบอกกล่าวว่า พรุ่งนี้จะมาแต่เช้า ให้ทันเดินดงไหว้เจ้าที่

เพียงแต่สิ้นเสียงจักรยานยนต์…จึงเหลือด้วยกันแค่สองคนกับแสงมัวหม่นยามเมื่อสุริยงลับเหลี่ยมเขา

เหลือแค่แสงตะเกียงลานบางเบา เคล้าความเย็นแห่งปลายเดือนสิบเอ็ด

“พี่ดงไปอาบน้ำเลยดีกว่า…ขืนช้าจะหนาว”

เขาก็เลยเห็นด้วย รีบขึ้นเรือนไปหยิบผ้าขาวม้ามาผลัด ลงไปตักน้ำจากโอ่งมารดตัวดังซู่ๆ ฟอกสบู่จนฟองฟ่อดไปทั่วร่าง…ขณะที่ยังรู้สึกเลือนรางเหมือนฝันค้างอยู่นั่นเอง

ทั้งๆ ที่มีคนไปแล้วมาแล้วไปแล้วมาตลอดวัน จนรู้สึกว่าทุกสิ่งคือความจริงไม่ใช่ความฝัน

เก่งไม่กล้าดึงไม้กลัดที่กลัดห่อใบตองขนาดใหญ่ออกสูดกลิ่นผัดเผ็ดปลากดอันเป็นเป็นของกำนัลจาก ‘เจ้าพ่อ’

ใช่…แต่งตัวปอนๆ แต่เขาก็คือเจ้าพ่อ

ณ บัดนี้ ถึงอย่างไรชายสองคนผู้มาใหม่ก็ต้องไหลเข้ามาเป็น ‘บริวาร’ ของคนครอบครัวนี้วันยังค่ำ

ด้วยทั้งวิธีการและสิ่งแวดล้อม…อย่างค่อยเป็นค่อยไป

น่าแปลกที่ทั้งเขาและเก่งล่วงรู้ขึ้นพร้อมกัน

รู้เองโดยไม่มีผู้ใดบรรยาย

หลังจากอาบน้ำแล้ว เดินด’จึงมาชะโงกดูพลางถาม

“แกเอาห่อผัดเผ็ดใส่อะไรไว้”

“ตู้กับข้าวฮะ อากาศเย็นคงไม่ถึงกับบูด พรุ่งนี้เช้าผมอุ่น”

“เออ…อย่างเดียวหรืออย่างอื่นอีก” ชายหนุ่มถามไปอย่างนั้น เนื่องด้วยจิตใจกำลังว้าวุ่นชอบกล นั่นก็คือ ไม่รู้สึกสงบสุขเท่าที่ควรจะเป็น

“อย่างเดียวพอพี่” เก่งเองก็ไม่นึกอยากวุ่นวายมากไปกว่านี้

บรรยากาศที่นี่…เหมือนดูเหมือนสงบสบาย มีแต่ธรรมชาติสวยงามล้อมรอบกายทุกโมงยาม แต่ก็มีความไม่เป็นตัวของตัวเองเหมือนอยู่กรุงเทพฯ เพราะคล้ายกับต้อง ‘ขึ้น’ อยู่กับใครต่อใครหลายคน เหมือนเป็นเมืองขึ้นชอบกลอยู่

แต่คงไม่เป็นไร…หนุ่มวัยต้นนึกพลางปลอบใจตนเอง เลยไปถึงปลอบใจนายหนุ่มของเขาด้วย

“ทำอะไรง่ายๆ ดีสุดพี่..ไม่งั้นเราต้องพึ่งเขาหลายอย่าง”

เดินดงเลยนิ่งคิด…สักอึดใจก็ร้องเฮ้อออกมาดังๆ

เพิ่งเห็นเงารางๆ ของคำว่า งาน คน และปัญหา พร้อมกันคราวนี้

แต่เมื่อนึกถึงพืชพรรณไม้ที่เขาจะทยอยเพาะ ทยอยเอามาลง และทยอยใส่ปุ๋ยที่แน่ใจว่าเด็ดดวงก็เลยบอกลูกน้อง

“ทนๆ เอาหน่อยละกันว่ะ”

“ทนน่ะซีฮะ” เก่งตอบทันควัน สักครู่จึงได้ยินเสียงอาบน้ำ

อากาศทวีความเย็นเยือกจับผิว

ชายหนุ่มเลยคลี่มุ้งสำเร็จรูปออกกาง ยากันยุงส่งกลิ่นฟุ้งข้างตะเกียงลานจนห้องไม้ไผ่กลายเป็นห้องต่างจังหวัดเต็มความหมาย

“หวังว่า คืนนี้คงไม่มีช้างมาเกยอยู่แถวนี้อีกนะพี่” เก่งส่งเสียงล้อเลียนจากมุ้งฟากตรงข้าม

นี่มันกี่ทุ่มกี่ยามกันแล้ว เขาคิดพลางพลิกข้อมือดูหน้าปัทม์นาฬิกา

เพิ่งสองทุ่มครึ่ง แต่เรากลับตีหนึ่งก็ไม่ปาน

ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแต้กๆ จากที่ไกล ครั้นแล้วจึงใกล้เข้ามา

“ใครอีกล่ะวะ” เขาถามเก่งพอได้ยินกันและกัน

ใกล้เข้าจนหยุดอยู่หน้ากระท่อม

 



Don`t copy text!