
บุปผาตีตรา บทที่ 21 : หนังกลางแปลง
โดย : สีน้ำฟ้า
![]()
บุปผาตีตรา โดย สีน้ำฟ้า นวนิยายสะท้อนอคติและพลังคำพูด ผ่านชีวิต “นวลปราง” ที่ใช้การศึกษาโต้กลับคำครหา และ “อุรา” ผู้หลงทางจนกลายเป็นเมียเช่า เรื่องราวในอีสานยุคสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก และบาดแผลจากการถูกตีตรา ชี้ให้เห็นว่าคำพูดบางคำอาจผลักดันหรือทำลายชีวิตคนได้ อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co
หลังกินข้าวเย็นกันเสร็จนวลก็พาเพื่อนมาเที่ยวงานวัด เดินสำรวจกันทั่วทุกมุม เสียงเครื่องปั่นไฟดังสนั่นลั่นทุ่งแข่งกับเสียงเพลงที่ดังมาจากงานวัด ทำให้ทุกคนที่ได้ยินเร่งฝีเท้าไปยังบริเวณที่จัดงานวัด ทุกคนแต่งตัวกันสวยงามทั้งชายหญิง หนุ่ม แก่ ออกมาร่วมงานรื่นเริง เด็กน้อยหอบเสื่อมาจองพื้นที่หน้าจอภาพยนตร์แล้วนั่งเล่น นอนเล่นกันอยู่ไม่ไกลเพื่อรอเวลาฉายหนัง ไม่ไกลกันมีเวทีมวย ที่กำลังชกกันเสียงพากย์ดังแข่งกับเสียงเพลง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ที่ขาดไม่ได้คือเวทีหมอลำซึ่งเครื่องดนตรีจัดเต็มสมศักดิ์ศรีงานแดนอีสาน ค่ำนี้บรรยากาศครึกครื้นไม่แพ้ตอนเช้าที่ทุกคนมาร่วมทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรม
ข้างๆ ชิงช้าสวรรค์ที่เสียงเครื่องยนต์ดังหึ่งๆ แข่งกับเสียงเพลงจากเวทีรำวง บนเวทีมีสาวรำวงแต่งตัววับๆ แวมๆ นักร้อง นักดนตรีต่างโชว์ลีลาแบบจัดเต็ม เพลงจังหวะสามช่าเร้าใจมาก หนุ่มชาวบ้านหลายคนยืนเต้นข้างล่างเวที บางคนหนีบขวดเหล้าขาวคิดว่าตัวเองวาดลวดลายเต้นที่แท้เป็นการเดินไปหน้าถอยหลังโย้ไปเย้มาวนไป
อีกมุมก็เป็นเวทีลิเก นักแสดงแต่งตัวระยิบระยับเกล็ดเพชรบนชุดต้องไฟละลานตา เสียงลิเกร้องรำไปเรื่อยๆ คนดูก็เก่งที่แยกโสตประสาทจากเสียงรบกวนรอบข้างได้เพราะโรงลิเกอยู่ถัดจากเวทีรำวง พ่อแก่แม่เฒ่าปูเสื่อนั่งชมกันเรียบร้อย
ริมขอบทางเดินและถนนมีคนขายของกินหลากหลาย น้ำแข็งใส่น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำแข็งไส อ้อยควั่น ถั่วลิสงต้ม ลูกเดือยต้มมัดช่อล่อใจชวนให้ซื้อ ข้าวโพดต้มสีเหลืองน่ากิน ที่ดูไฮโซโก้เก๋ ที่เด็กๆ ไปยืนล้อมเพราะความหอมของปลาหมึกแห้งย่าง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้กิน เพราะราคามันแพงเหลือเกิน ถ้าบ้านไหนซื้อให้ลูกหลานได้ เพื่อนๆ ของเด็กก็ไปรุมชิงกันกินคนละหนุบคนละหนับแล้วส่งเสียงฮือฮาถึงความอร่อยของมันที่หวานติดลิ้น จนอยากจะลิ้มลองอีก
หนุ่มสาวลูกอีสานพาเพื่อนต่างถิ่นไปนั่งรอที่หน้าจอภาพยนตร์ด้วย เพราะเดินวนเวียนกันจนเหนื่อยล้า จนต้องร้องขอเวลาพักแข้งพักขากันบ้าง นั่งกันง่ายๆ เพราะไม่ได้พกเสื่อมาเหมือนชาวบ้าน ถอดรองเท้ารองก้น แล้วนั่งแปะลงบนพื้นดิน ขนาดว่าสาวกรุงสวยหุ่นอ้อนแอ้นอย่างดวงฤดียังไม่มีปัญหา คนอื่นย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เจสันก็ชายชาติทหาร กินกลางดินกลางทราย ฝึกมา หรือเจอประสบการณ์จริงมาโหดกว่านี้อีก
อุระกับเจสันเดินไปซื้อน้ำมา หนุ่มๆ หิ้วถุงพลาสติกที่ผูกด้วยเชือกฟาง มีน้ำหวานสีเขียว สีแดงใส่น้ำแข็ง ใครเลือกก่อนก็ได้สีที่ถูกใจ สาวๆ รีบแย่งกันไม่รีรอ เสียงหัวเราะ คำสนทนาหยอกเอิน ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษามือ ปนกันให้วุ่นไปหมด
เสียงรอบข้างดังมาทุกทิศทาง เวลาจะคุยกันต้องเอียงข้างไปใกล้ๆ กันเพื่อสื่อสารกันให้รู้เรื่อง นวลมองดวงฤดีกับอุระที่เอียงเข้าหาดวงฤดีบ่อยครั้ง แต่ฝ่ายหญิงก็ร่าเริงเป็นธรรมชาติไม่มีอะไรผิดปกติ นวลสบตากับอุราในแสงสลัว
‘มันชักจะยังไงแล้วมั้งอุรา’ นวลพูดด้วยสายตา อุราหรี่ตาตอบ
‘ต้องมีอะไรแน่ๆ นวลเอ้ย ข้อยอาจได้พี่สะใภ้เร็วๆ นี้ก็ได้’
หัวอุรากับหัวของนวลชนกัน ปล่อยให้หัวหยิกของฝรั่งโด่เด่แบบงงๆ อยู่เพียงลำพัง
“หิวไหม คุณดวง ผมจะไปซื้อข้าวจี่มาให้ชิม เคยกินไหม”
“เคยกิน ดวงอยู่ที่นี่มาเป็นเดือนแล้ว เพื่อนพยาบาลซื้อมาเผื่อบ่อยๆ”
“ว้า หมดมุกเลย งั้นให้ผมไปซื้ออะไรให้กินถึงจะดูดี น่าอร่อยในสายตาคุณ”
“ไปด้วยกันดีกว่า ไปๆ ให้พวกเขานั่งตรงนี้แหละ”
“นวล…นวล” ดวงฤดีเรียกเสียงค่อนข้างดังแต่ยังฟังไม่ชัดจนต้องเรียกซ้ำ
“คะ คุณดวง” นวลหันมาตั้งใจฟังเต็มที่
“ฉันกับอ้ายอุระจะไปหาของกิน นั่งรอตรงนี้นะ คนเยอะ อย่าไปไหน”
“ได้ค่ะ นวลไม่ดื้อ”
นวลพยักหน้ายิ้ม อุราก็ยิ้มด้วย และยิ้มล้อเลียนเลยไปถึงพี่ชายที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ใกล้กับดวงฤดี
“เจสัน คุณนั่งเป็นเพื่อนนวลนะ ฉันไปทักเพื่อนก่อน”
“อ้าว ไหน ใครอะ ข้อยไปด้วย”
“ไอ้แดงกับอ้น อยู่ตรงโน้น สงสัยเห็นเรามากับฝรั่งไม่กล้ามาทัก ไอ้แดงมันเกลียด”
อุราเชิดคางชี้ไปทางเจสัน
“มันไม่มาทักเราดอก ข้อยไปแป๊บหนึ่งเดี๋ยวกลับมา แต่ถ้าข้อยไปเที่ยวเล่นกับพวกมัน เจ้าก็พาเจสันกลับก่อนได้นะ ส่วนสองคนนั้นไม่ต้องห่วง”
อุราพยักพเยิดไปทางพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ ตำแหน่งใหม่ๆ หมาดๆ ที่เธอเพิ่งแต่งตั้งให้ดวงฤดีเมื่อสองนาทีที่ผ่านมา
“อ้ายอุระน่าจะพาไปเที่ยวเพลินแหละ”
“ได้ งั้นเจอกันนะ เจ้าไปนอนบ้านข้อยเหมือนเดิมนะ ให้เจสันไปนอนกับอ้ายอุระ”
“ได้ๆ”
อุราเดินไปอีกคน ทีนี้ก็เหลือเพียงหนุ่มสาว นวลเขินๆ แต่เจสันก็ไม่รั้งรอโอกาสที่ได้อยู่ลำพัง
“หายเหนื่อยหรือยัง นวล พาผมไปชมแสงจันทร์หน่อย”
“หือ คุณจะมาชมแสงจันทร์อะไรในงานรื่นเริงอย่างนี้”
“ผมเห็นตรงนั้นว่างๆ เราคุยกันได้แบบไม่ต้องตะโกน ไปนั่งตรงนั้นกันดีกว่า”
เจสันชี้ไปที่ด้านหลังจอภาพยนตร์ ที่มีหนุ่มสาวหลายคู่นั่งอิงแอบกันอยู่ เพราะทางนี้เป็นด้านหน้า คนจองที่นั่งกันเต็ม อีกด้านของจอก็ดูได้เหมือนกัน คนไม่เยอะด้วย นวลจึงพยักหน้า เขาลุกขึ้นก่อน ส่งมือให้นวลมองหน้าชายหนุ่มยิ้มเห็นฟันขาว นวลเลยยิ้มและวางมือลงบนมือใหญ่ให้เขาฉุดลุกขึ้นอย่างเต็มใจ
นวลกับเจสันเลือกไปนั่งมุมหนึ่งไม่ได้ไกลจากผู้คน เพียงแค่ไม่พลุกพล่าน
“นวล อยากรู้จักผมมากกว่านี้ไหม”
เจสันเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน การคบกับฝรั่งก็ดีไปอย่าง สามารถพูดเปิดเผยได้ตามตรง แต่นวลก็ไม่ใช่คนก๋ากั่น แม่เคยสอนเสมอว่าอย่าให้คำพูดเป็นนายของเรา เมื่อลั่นวาจาออกไปแล้วต้องทำให้ได้ และควรจริงใจต่อตัวเอง คนโกหกไม่ดีเพราะมีเรื่องให้โกหกต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
“คุณล่ะ อยากรู้จักฉันไหม ทำไมคุณถึงตามมาที่นี่”
“ผมอยากรู้จักนวลมากกว่านี้ ผมเป็นลูกคนเดียว เดิมผมเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็กๆ พ่อแม่ทำธุรกิจขายของวินเทจ รู้จักไหม”
“อะไรคือวินเทจคะ”
“เขาจะเอาพวกของเก่าๆ มาทำให้สะอาด และตั้งราคาใหม่ มันขายได้ดี คนชอบ”
“อ้อ บ้านนวลเรียกว่าย้อนยุค น่าจะเหมือนกัน เช่นเสื้อผ้าที่เราใส่ไปวัดตอนเช้าคุณจำได้ไหม หลายคนใส่เสื้อผ้าแบบวินเทจ คือชุดไทยสมัยเก่า ไม่รู้คุณจะรู้จักแฟชั่นในเมืองไทยหรือเปล่า”
“ผมไม่รู้จักเลย แต่ผมรู้ว่านวลชอบตัดเย็บเสื้อผ้า”
“ค่ะ รายได้ดีนะ โดยเฉพาะกับพวกสาวๆ ที่บาร์”
“ผมเห็นด้วย นวลเก่ง ผมนึกว่านวลจะเหมือนผู้หญิงที่บาร์คนอื่นๆ เอาเรือนร่างหากิน”
“หือ”
“โกรธผมไหม ผมไม่ได้นินทานะ ผมเพียงแค่พูดความจริง”
“คุณอย่าพูดกับคนอื่นแบบนี้นะ คนไทยไม่ชอบ บางทีการรู้แต่ไม่พูด จะดูฉลาดกว่าพูดทุกอย่างออกไป”
“ผมเข้าใจ”
“นวลเป็นลูกคนเดียว วันที่นวลตัดสินใจเข้าเมืองไปหางานทำ นวลก็ไม่กล้าคิด ว่านวลจะสามารถเปิดร้านตัดเย็บ และรับซ่อมเสื้อผ้าของพวกสาวๆ ได้”
“คุณกับอุระเป็นแฟนกันใช่ไหม”
นวลเอียงคอมองเจสัน สบตาเขา พยายามค้นหาความรู้สึกและอารมณ์แต่บอกไม่ถูกว่าสายตามีความหมายอย่างไร
“คุณว่าใช่ไหม”
“ไม่ใช่ พวกคุณเหมือนพี่น้อง อุราด้วย”
“อุราสวย คุณชอบเธอไหม”
“ผมชอบ”
“หือ” สาวน้อยเลิกคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“เอ้า จริงๆ ผมชอบอุราเหมือนคุณชอบอุระไงล่ะ”
นวลหัวเราะ ฉลาดพูดนักเชียวพ่อฝรั่งหัวหยิก เจสันอยากเอื้อมมือมาโยกหัวเล็กๆ นั่น เธอหัวเราะได้น่าเอ็นดู อากาศกลางคืนเริ่มดึกน้ำค้างยิ่งเริ่มลง พวกเขาดูหนังไม่รู้เรื่องเพราะคุยกันสัพเพเหระ
“เมื่อเช้าฟังคุณคุยกับหลวงพ่อ เหมือนคุณจะมาตั้งรกรากที่นี่” เขาเล่าน้ำเสียงน่าฟัง
“อยากให้มาไหม” น้ำเสียงคนถามหวาดหวั่น แอบลุ้นในใจ
“ที่นี่บ้านนอกคอกนามากนะเจสัน คุณจะอยู่ได้หรือ”
“คุณล่ะ อยากไปเมืองนอกเหมือนสาวๆ ในเมืองไหม บางคนอยากไปจนน่าเกลียด”
“คุณนี่ปากเก่งนะเจสัน ฉันบอกว่าอย่าพูดแบบนั้น ฉันรู้ว่าคุณพูดตรงๆ แต่อย่าพูดจะดีกว่า”
“โอเค้…” เขาทำเสียงสูงยืนยัน นัยน์ตาเป็นประกายจ้องมองดวงหน้าคนข้างๆ ไม่รู้จักเบื่อ
“ฉันก็อยากไปเมืองนอกนะ ไม่เคยเห็น แต่ไม่ได้ไปอยู่ถาวร เป็นห่วงพ่อกับแม่ ฉันเป็นลูกคนเดียวเหมือนคุณ” นวลยิ้มจางๆ “เคยได้ยินเขาเล่ามาเยอะ แต่ฉันอยากบอกว่าลังเล ไปดีหรือไม่ไปดี”
“อืม ผมเข้าใจ คนไทยจะผูกพันกับครอบครัวมากกว่าคนบ้านผม ทางบ้านผมเลี้ยงลูกอีกแบบ”
“แล้วคุณชอบแบบไหน” เธอสวนกลับทันควัน
“ไม่รู้สิ ขอเพียงอยู่กับคุณ เลี้ยงลูกแบบไหน เราก็ช่วยกันเลี้ยง” เขารึจะยอมแพ้ตอบกลับไวเช่นกัน
“อะ นี่ๆ ใจเย็นๆ สิคุณ คุยกันดีๆ ไหงไปโผล่เรื่องเลี้ยงลูกแล้วล่ะ ฉันเพิ่งอายุสิบเก้าปีเองนะ ไม่ให้ฉันเที่ยวเล่น สบายใจหน่อยรึ”
“คนไทยมีลูกเร็วนะ เพื่อนคุณที่เจอที่วัดเมื่อเช้า หลายคนมีลูกโตแล้ว ก็มีแต่คุณกับอุรา”
“เพราะพวกฉันมีโอกาสไง ได้ไปทำงานในเมือง ซึ่งถือว่าแตกต่างมากสำหรับพวกเรา ในเมือง มีฝรั่งอยู่ พวกเขาใช้ชีวิต แบบ…”
“เขาเรียกว่าเสเพล จะว่าไปคุณต้องเห็นใจสิ อย่างผม เป็นเจ้าของร้านอาหารอยู่ดีๆ รัฐบาลเกณฑ์มาให้เป็นทหาร รบกับใครก็ไม่รู้ ทั้งที่ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน”
“มันก็จริง น่าเห็นใจ” นวลพยักหน้าหงึกๆ แสดงให้เห็นว่าเห็นด้วยกับคำของเขา
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 27 : บุปผาใกล้ใจ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 26 : ผมมันคนซื่อ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 25 : เมื่อบุปผาบาน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 24 : บทเรียนชีวิต
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 23 : คืนวันที่ผันผ่าน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 22 : คนทำอาหาร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 21 : หนังกลางแปลง
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 20 : เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 19 : บ้านนอก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 17 : ดวงฤดี
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 16 : โรงหนังใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 15 : ฤาจะเป็นโชคชะตา
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 18 : เงินหาง่าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 14 : สร้างตัวตน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 13 : โลกเป็นโรงละครใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 12 : ยินดีที่รู้จัก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 11 : ในเรื่องเล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 10 : ขวัญมาเด้อหล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 9 : บังเอิญมีจริงไหม ?
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 8 : ชีวิตที่ต้องเรียนรู้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 7 : น้องเขาเพิ่งมาใหม่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 6 : ทางเลือกและทางรอด
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 5 : เฮ้ย ! นั่นที่นาใคร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 4 : เอื้อยชอบแบบนี้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 3 : ฝันร้าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 2 : เด็กเลี้ยงควาย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 1 : โนนบุปผาแดง








