ภาคินีสีเลือด บทที่ 31 : สิงสู่

ภาคินีสีเลือด บทที่ 31 : สิงสู่

โดย : วิญวิญญ์

ภาคินีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 31 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พิศพิลาสและจารุพงศ์คุยกันมาในรถตลอดทางจนถึงที่พัก แต่ชนม์นรีและอนุกานดากลับไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยนับแต่ออกจากห้องคนเจ็บมา…พิศพิลาสรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจึงพยายามชวนทั้งคู่คุยเมื่อมาถึงห้องพัก ชนม์นรีถามคำตอบคำ ส่วนอนุกานดาขอตัวเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกาย

“แกให้ช่วยอะไรก็บอกนะ ก้อย” พิศพิลาสตะโกนตามหลังเพื่อนที่กำลังเดินเข้าห้องน้ำไป

“ฉันไม่เห็นจริงๆ นะจุ๊บแจง แกต้องเชื่อฉันนะ ก้อยมันเข้าใจผิด”

ชนม์นรีพยายามแก้ตัวเสียงดังแบบจงใจให้คนที่เข้าห้องน้ำไปได้ยินด้วย

“อืม…ฉันว่าเดี๋ยวก้อยมันก็คงหายงอนเองแหละ”

อนุกานดายืนเหม่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก รอยแดงและรอยเขียวช้ำบนใบหน้าย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้น หญิงสาวคิดทบทวนหลายรอบ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังเชื่อว่าชนม์นรีเห็นเหตุการณ์อย่างแน่นอนและจงใจไม่ช่วยเหลือเธอ แต่เหตุผลเพราะอะไรนั้นยากจะคาดเดา อาจจะกลัวเจ็บตัวก็เป็นได้…แต่ทว่าหญิงสาวมั่นใจว่าถ้าหากเป็นตัวเธอเองจะไม่มีทางปล่อยให้เพื่อนโดนกระทำย่ำยีขนาดนี้แน่นอน…ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจจนน้ำตาเอ่อล้นขอบตาอีกครั้ง

อนุกานดาเริ่มรู้สึกปวดเนื้อตัวเหมือนจะเป็นไข้จึงหันไปหยิบยาแก้ปวดจากตู้ยาสามัญประจำบ้านที่แขวนอยู่ข้างบานกระจก…หญิงสาวต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันกลับมามองกระจกอีกครั้ง ด้วยว่าเงาสะท้อนบนบานกระจกด้านหลังเธอนั้นเป็นของผู้หญิงในชุดนางรำครบเครื่อง…หล่อนผู้นั้นแสยะยิ้มกว้าง ดวงตาวาวโรจน์

“เอ็งฟังข้า

เสียงแหบเย็นนั้นขู่เข็ญจนผู้ฟังต้องนิ่งฟังด้วยอาการสั่นสะท้าน

หน้ากลมแป้นของอนุกานดาซีดเผือดลงทันที หญิงสาวพยายามมองหาสายสิญจน์ที่ใส่ติดข้อมือ แต่พบว่ามันหายไปเสียแล้ว! เธอเริ่มขยับเนื้อตัวไม่ได้ด้วยกำลังตกอยู่ในอำนาจสะกดของวิญญาณร้าย

“หึ…หึ…หึ ไม่ต้องกลัวดอก เอ็งและข้ามันหัวอกเดียวกัน เอ็งแอบรักพี่พุ่ม ข้าก็เช่นกัน…เอ็งโดนอีบัวแก้วหักหลัง ก็ไม่ต่างจากข้า ข้าเข้าใจความรู้สึกของเอ็งดีว่ามันเจ็บปวดเยี่ยงไร…เอ็งไม่ต้องกลัว ให้ข้าใช้ร่างเอ็งเถิด ข้าจะได้ล้างแค้นอีบัวแก้วแทนเอ็งไงเล่า…”

เสียงแหบพร่าเย็นเยือกนั้นดุจแทรกลึกเข้าไปในทุกรูขุมขนของอนุกานดาจนรู้สึกหนาวเหน็บ เธอเริ่มเสียการควบคุมร่างกายและจิตใจ ร่างกายบอบช้ำที่ไม่มีของขลังคุ้มกันไม่อาจจะต่อกรกับอำนาจวิญญาณอาฆาตได้  อีกทั้งความรู้สึกนึกคิดของอนุกานดานั้นคล้ายคลึงกับของผีร้ายในขณะจิตก่อนจะตาย จึงทำให้สื่อถึงกันได้ง่าย และง่ายต่อการเข้าครอบครองสิงสู่…

แกร๊ก!

ประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างอวบขาวในชุดเดิมก้าวออกมาแข็งทื่อ แล้วเดินตรงไปยังเตียงนอนของตน

“เอ๊ะ…แกไม่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเหรอ ก้อย ไหนบอกจะอาบน้ำ นอนไปได้ยังไงออกจะมอมแมมขนาดนั้น”

พิศพิลาสเอ่ยทักอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ไม่ ฉันเหนื่อย จะนอน”

อนุกานดาซึ่งนอนคลุมโปงตอบห้วนๆ

“นอนก็ดี พักผ่อนมากๆ ท่าทางคงจะไม่สบาย เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปหาซื้อโจ๊กให้กินตอนเช้านะ”

“ฉันขอไปโทรหาป๋ากับมะก่อนนะ เดี๋ยวทางบ้านจะเป็นห่วง”

ชนม์นรีกล่าวจบก็เดินผละออกจากห้องทำทีว่าไปโทรศัพท์ แท้จริงแล้วหญิงสาวต้องการซ่อนเร้นความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อไม่อยากตอบคำถามพิศพิลาสจึงเลี่ยงออกนอกห้องไปเสีย

เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องผู้ป่วยพิเศษครางหึ่งแผ่วเบา นางกนกเรขานอนหลับสนิทเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางและภารกิจตลอดทั้งวัน พรพรหมพร้อมกับบิดากลับไปพักผ่อนที่คอนโดมิเนียมและจะแวะมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ส่วนคนเจ็บนอนหลับใหลด้วยฤทธิ์ของยาแก้ปวด

เงาใครบางคนก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเคลื่อนไปยืนเหนือศีรษะของนางกนกเรขา  ร่างนั้นทำปากขมุบขมิบคล้ายกับจะร่ายมนตร์อะไรบางอย่าง เมื่อเสร็จแล้วก็ผละไปยืนข้างเตียงคนเจ็บ ผู้บุกรุกในยามวิกาลยืนเพ่งมองใบหน้าคมสันที่หลับนิ่ง ด้วยความรู้สึกอย่างไรก็ยากจะบอกได้ ก่อนค่อยๆ โน้มศีรษะลงแนบอกของคนบนเตียง

จันทร์ลอยสูงกระจ่างฟ้าเปล่งรัศมีนวลลออลอดบานกระจกหน้าต่างเข้ามา เผยให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนในยามวิกาล หล่อนคือ อนุกานดา…

“พี่พุ่มคิดถึงข้าหรือไม่…ข้าคิดถึงพี่…รอคอยพี่มานานแสนนาน…รอวันที่เราจักได้อยู่คู่กัน”

แม้ร่างจะเป็นของอนุกานดา แต่เสียงและวิญญาณนั้นหาใช่ไม่ น้ำเสียงนั้นแหบเย็นและเศร้าวังเวงจนหากแม้ใครได้ยินจะต้องขนลุกขนพอง

“อีกไม่นานแล้วหนอ…อีกไม่นาน…ก็จักถึงเวลาที่มันต้องชดใช้!

“อือ…อ…อ”

ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังคงสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา เขาอึดอัดหายใจไม่คล่องคล้ายมีอะไรบางอย่างหนักๆ วางอยู่บนหน้าอก

“มะ…แม่ฮะ…แม่”  

เขาพยายามเรียกมารดาหมายจะให้มาช่วยเอาสิ่งนั้นออกไปเสียให้พ้น

พีรภาคย์รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะลืมตาไม่ไหว เขาพยายามฝืนเพราะความรู้สึกอึดอัดโถมทับทวี เริ่มจากกะพริบตาช้าๆ จนเริ่มถี่ๆ ครั้นเมื่อรู้สึกตัวเต็มที่และสายตาคุ้นกับความมืดดีแล้ว พีรภาคย์ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…

อนุกานดากำลังโอบกอดเขา โดยที่ใบหน้าของเธอซุกไซ้อยู่บริเวณหน้าอก!

ชายหนุ่มรู้สึกว่าเลือดในกายของตนขณะนี้เย็นเฉียบ พยายามคิดอธิบายสับสนกับตัวเองว่าหญิงสาวต้องการอะไร และเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้อนุกานดาทำเช่นนี้

เขาพยายามตั้งสติ สลัดความมึนงงและง่วงงันจากฤทธิ์ยา ร่างแข็งแรงพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง

“ก้อยครับ…ก้อย พี่หายใจไม่ออก ลุกไปก่อนได้ไหม”

“พี่รังเกียจข้ากระนั้นหรือ” หญิงสาวถามเสียงหยาดเย็น

“เปล่า แต่พี่ว่ามันไม่ค่อยดีนะ แล้วก้อยมาได้ยังไงครับ ดึกขนาดนี้ อันตรายมากนะ”

ชายหนุ่มพูดพลางเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟตรงหัวนอน

แสงไฟที่สว่างจ้าขึ้นทำให้ตาของพีรภาคย์พร่ามัวไปครู่ แต่ภายหลังจากที่สายตาปรับกับแสงสีส้มนวลได้แล้ว พีรภาคย์ก็ต้องตกใจอีกครั้ง สภาพของอนุกานดาที่เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับไม่ได้หวี และดวงตาเหม่อลอยไร้แวว ทำให้เขานึกสังหรณ์ว่ามีบางอย่างผิดปกติ…

“ก้อย เดี๋ยวพี่จะให้คุณแม่พี่ไปส่งก้อยนะ”

“ไม่ต้อง ขอข้าอยู่กับพี่ ข้าคิดถึงพี่เหลือเกิน” ร่างของหญิงสาวกอดรัดเขาแน่นยิ่งขึ้น

“โอ๊ะ อย่าครับก้อย มันไม่ดี!

พีรภาคย์พยายามจะแกะมือของหญิงสาวออกแต่ทำได้ไม่ถนัดนัก เขาเหลือบไปมองทางที่มารดานอน นึกประหลาดใจอย่างมากที่มารดายังคงนอนหลับสนิทอยู่เช่นนั้นทั้งที่ปกติเป็นคนหูไว…เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาชายหนุ่มพบเจอประสบการณ์แปลกๆ เกี่ยวกับจิตวิญญาณมามากพอดู จึงทำให้นึกเชื่อว่าแท้จริงแล้วอนุกานดาอาจจะไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ถูกควบคุมด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง!

“พี่จำได้หรือไม่ว่าข้ารักพี่มากเพียงใด ข้ายอมตายเพื่อพี่ได้ พี่จำได้หรือไม่…”

เสียงแหบเครือนั้นราวมีพลังดึงดูดให้ชายหนุ่มต้องมองจ้องนิ่งเข้าไปในตาดำของดวงตาแห้งผากคู่นั้น ซึ่งเหมือนกับเป็นหลุมลึกสุดประมาณ มองไม่เห็นก้นบึ้ง…พีรภาคย์รู้สึกวิงเวียน ภาพบรรยากาศภายในห้องเลือนเลอะหมุนคว้างราวถูกดูดกลืนผ่านมิติแห่งกาลเวลา แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่งก่อนที่สภาพรอบข้างจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ราวกับเปลี่ยนฉากละครเวทีกระนั้น

รอบข้างชายหนุ่มบัดนี้เปลี่ยนสภาพเป็นป่าละเมาะ มีเพียงแสงซีดเซียวของเดือนเสี้ยวที่ส่องไล้ผืนฟ้ายามราตรี แสงไฟจากคบเพลิงและตะเกียงให้แสงสว่างรำไรในป่านั้นท่ามกลางความมืดมิด เสียงผู้คนรายรอบเอะอะโวยวายดูโกลาหลวุ่นวาย เสียงผู้หญิงร่ำไห้กรีดร้อง

พีรภาคย์เห็นตนเองในร่างของพุ่มกำลังต่อสู้พัลวันอยู่กับกลุ่มชายฉกรรจ์ 23 คน ตัวเองถือเพียงไม้ท่อนแต่คนพวกนั้นถือมีดดาบ คมของมันสะท้อนแสงไฟวาววับ

ร่างผอมเกร็งร่างหนึ่งพุ่งเข้าใส่พร้อมเงื้อดาบในมือฟันลงเต็มแรง ชายหนุ่มตกใจสุดขีดก่อนเบี่ยงหลบแล้วใช้ไม้ท่อนในมือนั้นฟาดลงบนต้นคอของคนผอมแห้งสุดกำลัง เจ้าคนนั้นล้มหน้าคว่ำแน่นิ่งไปในทันที แต่ไม่ทันจะได้ตั้งตัว อีกคนก็ตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่ แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของพุ่มกวัดแกว่งไม้ท่อนฟาดเข้าที่ข้อมือของฝ่ายนั้นจนดาบหลุดกระเด็นไป

อาก!’ เสียงมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

พุ่มได้ทีรีบทิ้งท่อนไม้แล้วพุ่งเข้าไปหมายจะหยิบดาบที่หลุดกระเด็นขึ้นมาใช้ แต่ในจังหวะที่ยังไปไม่อาวุธที่หมายตา เสียงห้าวแหบของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง…

ไอ้พุ่ม…มึงตาย!’

แสงหม่นจากจันทร์เสี้ยวสาดร่างที่จู่โจม มันวิ่งตรงเข้ามาหมายจะคร่าชีวิตชายหนุ่มเสียด้วยอาวุธประจำกายในมือ พุ่มเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อคิดว่าตนเสียทีแล้ว หน้าเสี้ยมของ ผิวที่สะท้อนกับแสงคบไฟกระหยิ่มยิ้มเหี้ยมเกรียมในชัยชนะ เสียงดาบในมือมันแหวกอากาศดังหวือ

กรี๊ด…ด…ด…ด...ด

เสียงโหยหวนของสตรีนางหนึ่งดังก้องไปทั่วบริเวณบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

บัวเผื่อน!’

คมดาบชำแรกหน้าของผู้ที่เข้ามารับคมของมันจนขาดวิ่นก่อนแบะออกเผยให้เห็นกระดูกกรามและฟันขาวโพลน เลือดสดๆ ไหลทะลักจากบาดแผลจนเลอะทั่วร่าง บัวเผื่อนล้มฟุบลงทันทีที่สิ้นเสียงกรีดร้อง…คนผอมโย่งชะงักเล็กน้อยด้วยไม่คาดว่าจะพลาดเป้าหมาย

พุ่มได้ทีเหวี่ยงอาวุธในมือที่เพิ่งได้มาใส่ฝ่ายตรงข้าม คมดาบเปิดบาดแผลบนท่อนแขนของฝ่ายนั้น

อ๊าก…ก...ก!’ เจ้าคนขี้ยาหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด

ไอ้ผิว…ไอ้คนระยำ! มึงต้องตาย!

ร่างกำยำของพุ่มกระโจนเข้าใส่ผิวราวกับเสือกระหายหิวที่กระโจนตะครุบเหยื่อ

เฮือก!

พีรภาคย์สะดุ้งสุดตัวเมื่อหลุดจากอำนาจสะกดของปีศาจบัวเผื่อน น้ำตาอุ่นๆ คลอคลองก่อนไหลอาบแก้ม…ทั้งสงสารบัวเผื่อนจับใจ และคั่งแค้นไอ้คนชั่วที่กระทำการเลวทราม

ร่างของอนุกานดายังคงยืนนิ่งข้างเตียง พีรภาคย์รู้ว่าการที่เขาเห็นภาพในอดีตได้ก็เพราะอำนาจลึกลับของบัวเผื่อน

“คุณช่วยผมไว้ คุณช่วยชีวิตผม…อย่างนั้นใช่ไหม”

ชายหนุ่มรู้สึกว่าแต่ละคำผ่านล่วงพ้นลำคอออกมาได้อย่างยากเย็น

“ข้าตายแทนพี่ได้ ข้ารักพี่มาก…มากจนตายแทนได้ แม้นชาตินี้ข้าก็ยังวนเวียนไม่ห่างจากพี่”

คำพูดนี้สะกิดใจพีรภาคย์เข้าอย่างแรง นับตั้งแต่เห็นภาพของตัวเองและบัวสายในอดีต เขาเคยเชื่อว่าบัวสายหญิงที่เขารัก คือคนที่คอยติดตามเขา แต่สิ่งที่วิญญาณกำลังพูดแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง!

“คะ…คุณว่าคุณคือคนที่คอยวนเวียนอยู่กับผมตลอดอย่างนั้นเหรอ”

“พี่จำไม่ได้กระนั้นหรือ ข้าติดตามพี่ไปทุกที่ ชาตินี้เราจะได้อยู่ร่วมกันแล้ว”

หัวใจของพีรภาคย์หล่นวูบเพราะความผิดหวังรุนแรง รู้สึกราวกับว่าหัวอกเป็นโพรงกลวงโบ๋…หากเป็นบัวสายที่กำลังพูดอยู่กับเขาในขณะนี้ เขาอาจจะยินดีไปกับหล่อน แม้ว่านั่นจะหมายถึงว่าเขาจะต้องตายตกไปตามหล่อนก็ตาม!

“ชาติที่แล้วผมเป็นหนี้ชีวิตคุณบัวเผื่อน แล้วผมจะชดใช้ให้ ผมจะทำบุญไปให้ คุณไม่ต้องห่วง คุณไปเกิดใหม่เสียเถอะ จะได้ไม่ต้องทรมานอยู่อย่างนี้อีก”

แม้นว่าพีรภาคย์จะรู้สึกซึ้งใจและเห็นใจวิญญาณบัวเผื่อนมากเพียงใด แต่เขาไม่อยากให้ดวงจิตของหล่อนมาคอยวนเวียนติดตามอีกต่อไป

“ไม่…ข้าจะอยู่กับพี่ เราจะต้องครองคู่กัน”

“ไม่ได้ เราจะอยู่กันได้ยังไง ในเมื่อคุณ…คุณตายไปแล้ว”

พีรภาคย์กล่าวละล่ำละลักด้วยเริ่มเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่อาจคาดเดาได้ว่าอะไรคือสิ่งที่บัวเผื่อนต้องการ

“ข้าจะอยู่ในร่างอีนี่อย่างไรเล่า ความรักของเราจะได้สมหวังในชาตินี้”

ความหนาวยะเยือกแล่นจากปลายเท้าไล่ขึ้นมาถึงไขสันหลัง พีรภาคย์กริ่งเกรงวิญญาณบัวเผื่อนอยู่ครามครันเมื่อรู้วัตถุประสงค์ของนาง

“คุณทำอย่างนั้นไม่ได้นะ คุณตายไปแล้ว และนี่ไม่ใช่ร่างของคุณ”

เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายทั่วใบหน้าของชายหนุ่ม เขากำลังต่อรองอยู่กับวิญญาณต่างภพที่เต็มไปด้วยโมหะ!

“ไม่ได้งั้นรึ?!” เสียงนางเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด “ข้ารักพี่เพียงใด พี่ย่อมรู้อยู่แก่ใจ หรือว่าพี่ไม่ชอบร่างนี้”

“ปล่อยก้อยไปเถอะ เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ผมสัญญาจะทำบุญไปให้…บัวเผื่อน”

“ไม่! ข้าไม่ไป ข้ารอวันนี้มานานแล้ว พี่ต้องอยู่กับข้า!

เสียงผีร้ายคุกคามข่มขู่จนพีรภาคย์ไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปได้ เขาตัดสินใจกดปุ่มฉุกเฉินเรียกพยาบาลทันที…เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างในชุดสีขาวก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

“อะไรกันคะคุณ”

พยาบาลเวรหน้าตาตื่น ถามเสียงดังลั่น แต่เมื่อเห็นภาพหญิงสาวกำลังโถมเข้ากอดรัดชายหนุ่มบนเตียงอย่างเอาเป็นเอาตาย หล่อนก็รีบเข้าไปแยกให้ออกห่างจากคนเจ็บ

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง มนตร์สะกดอันเกิดจากอำนาจวิญญาณร้ายคลายลง นางกนกเรขาสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงดังเอะอะ และเมื่อเห็นภาพอลหม่านตรงหน้า สัญชาตญาณบอกให้นางเข้าไปช่วยแยกอนุกานดาออกมา

“ปล่อยกู!

สาววิญญาณสิงเรี่ยวแรงมหาศาล ดิ้นรนหลุดการเหนี่ยวรั้งไปได้ทุกครั้ง

“อะไรกันลูก เกิดอะไรขึ้นน่ะพี”

มารดาพีรภาคย์ถามเสียงหอบ ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ผีสิงก้อยครับแม่!

พอได้ยินคำว่าผีเข้า แม้จะยังงงงันในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นางกนกเรขาก็ระลึกถึงหลวงปู่ทวดที่ตนห้อยคออยู่ประจำ รีบถอดออกมาคล้องคอหญิงสาวเคราะห์ร้าย

“กรี๊ด…ด…ด…ด”

เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดฟังดูหยาดเย็นดังขึ้นก่อนที่อนุกานดาจะล้มลงหมดสติไป

หลังจากคนสลบฟื้นขึ้นมาแล้ว นางกนกเรขาก็ไต่ถามความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดจากปากของคนโดนผีสิง

“หนูจำได้แค่ว่า…” อนุกานดาชะงักเพราะกำลังชั่งใจถึงสิ่งที่กำลังจะพูดออกไป

“คุณน้าอย่าหาว่าหนูบ้าหรือสติไม่ดีเลยนะคะ”

“ว่ามาเถอะจ้ะ”

“ผีค่ะคุณน้า ผีบัวเผื่อนสิงร่างหนู…หนูจำได้แค่นี้ค่ะ”

เมื่อพูดออกไปแล้ว หญิงสาวผู้โชคร้ายรู้สึกหน้าร้อนวูบด้วยความอาย เกรงว่ามารดาของพีรภาคย์จะมองว่าเธอสติฟั่นเฟือน

นางกนกเรขาดึงมือของอนุกานดามากุมไว้อย่างอ่อนโยน นางเห็นมากับตาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น อนุกานดาที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่งเงียบสงบลงทันทีเมื่อนำสร้อยพระห้อยคอ…นางผ่านโลกมามากและศึกษาพระธรรม แม้จะไม่ได้งมงายเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องภพภูมิซึ่งพระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่ามีอยู่จริง

“น้าเชื่อหนูจ้ะ แต่ว่าเขามาสิงร่างหนูทำไมล่ะจ๊ะ น้าไม่เข้าใจ”

คราวนี้พีรภาคย์รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องอธิบายบ้าง

“เรื่องมันยาวนะครับคุณแม่ แต่เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง คุณแม่ใจเย็นๆ นะครับ”

“เอ๊ะ…เรื่องนี้มันเกี่ยวกับพีด้วยเหรอลูก”

นางกนกเรขาสอบถามเรื่องราวต่างๆ จากบุตรชายจนได้รู้ความจริงเรื่องวิญญาณที่ตามติดข้ามภพ สีหน้าและอาการของนางแสดงชัดว่าหวั่นวิตกอย่างหนัก ภายหลังจากที่ฟังเรื่องราวต่างๆ จบลง นางก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเครียดขรึมว่า

“แม่ว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงกว่าที่คิดนะลูก แม่คงต้องบอกพ่อด้วย ส่วนหนูก้อยก็ต้องบอกผู้ปกครองนะลูก จะได้หาทางป้องกันไว้ อย่าลืมเตือนเพื่อนหนูให้ระวังตัวด้วยนะลูก แม่กลัวว่าเขาคงไม่ยอมเลิกรังควานง่ายๆ แน่นอน”

มารดาของพีรภาคย์ให้อนุกานดานอนพักผ่อนที่โรงพยาบาลจนรุ่งเช้าจึงไปส่งหญิงสาวที่หอพัก ก่อนจะลงจากรถ อนุกานดาไม่ลืมที่จะถอดสร้อยพระคืนเจ้าของ

“หนูอย่าลืมไปรดน้ำมนต์ที่วัดนะลูก และไปหาสายสิญจน์หรือพระมาห้อยคอด้วยนะ”

นางกนกเรขาย้ำเตือนอย่างเป็นห่วง

“ค่ะ…”

อนุกานดาตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะค่อยเดินกลับเข้าหอไปด้วยจิตใจหวาดหวั่นครั่นคร้าม เกรงว่าวิญญาณร้ายของบัวเผื่อนที่คอยจ้องทำร้ายเธอจะลงมืออีกเมื่อไรก็ได้เมื่อมันสบโอกาส หญิงสาวจนปัญญาจะหาทางออก และไม่รู้จะหันไปพึ่งใครในยามนี้..

Don`t copy text!