ทิวากาลกับความรัก บทที่ 27 : อบอุ่นในใจ

ทิวากาลกับความรัก บทที่ 27 : อบอุ่นในใจ

โดย : ปรียนันทนา

ทิวากาลกับความรัก โดย ปรียนันทนา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องของณฐ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่หลุดเข้าไปในสมัยรัชกาที่ 4 และเขากำลังจะได้เป็นประจักษ์พยานคนสำคัญ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวนเหตุการณ์ต่างๆ ทางดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ 

****************************

– 26 –

อาทิตย์ลาลับฟ้าไปได้ครู่หนึ่งแล้ว  แสงไฟบริเวณสนามหญ้าและหน้าต้นพิกุลส่องสว่างแทนที่  หญิงสาวร่างสูงโปร่งสวมชุดสีม่วงเม็ดมะปรางเข้ารูปลายดอกไม้สีเหลืองเดินอยู่หน้าโรงแรมท่าทางคล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง  วัณณ์สว่างกำลังคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่ขณะที่รุจเพิ่งกลับไป  ปารัณได้เล่าให้เธอฟังว่าเขากับณฐและมนสิชาคู่หมั้นของเขาเคยมีปัญหากับรุจเมื่อสองปีก่อน

“พี่รัณบอกว่าทั้งสามคนไม่ค่อยชอบหน้าคุณรุจหรือคะ”

“ใช่ครับ  ตอนเห็นหน้ามัน เอ้ย หน้ารุจ  พี่ตกใจเกือบด่าออกไปแล้ว”

“ตายแล้ว  ขอโทษจริง ๆ นะคะ  ถ้าวัณณ์รู้มาก่อนคงไม่พาพี่รัณไปนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับเขาตั้งนานหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ  ก็คุณวัณณ์ไม่รู้นี่นา”

“แต่เขาก็มาหาวัณณ์หลายครั้งจนน่าอึดอัดมากเลยค่ะ  เฮ้อ”

“สงสัยแม่คุณอยากได้เขามาเป็นเขยแน่ ๆ”

“ทำยังไงดีคะพี่รัณ”

“ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ  ก็คุณไม่ชอบ  แล้วผมว่านายนั่นก็ไม่ได้ชอบคุณเท่าไหร่หรอก  คนแบบนั้นไม่เคยจริงจังกับใครอยู่แล้ว”

“แต่วัณณ์ว่าเขาไม่หยุดน่ะสิคะ”

“ก็ทำให้รู้สิครับว่าคุณวัณณ์มีคนอื่นอยู่แล้ว”

“ทำยังไงล่ะคะในเมื่อความจริงก็คือไม่มีค่ะ”

“จริงเหรอ  เอ  แต่ผมไม่น่าสงสัยเลยเพราะเรื่องของคุณกับเจ้าณฐยังค้างคาใจขนาดนี้  อ๋อ  ใช่แล้ว  เจ้าณฐไงครับ”

“ทำไมคะ  ณฐน่ะไม่ถูกกับรุจก่อนผมอีกเพราะว่าสองคนนี้เคยเรียนด้วยกัน  แล้วณฐก็ยังไปสนิทกับคุณมนซึ่งนายรุจเข้าไปตามตื๊ออยู่นานสองนาน  แต่บังเอิญเหลือเกินที่คุณหญิงแขไขไม่ชอบคุณมนจนถึงขนาดให้คนตามสืบประวัติ  พอนายรุจรู้ว่าแม่คุณมนเคยเป็นแคชเชียร์ในบาร์ที่พัทยาเท่านั้นก็โวยวาย  ดูถูกคุณมนและครอบครัวสารพัด  แหม  พูดแล้วก็ของขึ้น”

“แย่จัง  ดูต่อหน้าท่าทางสองคนแม่ลูกก็น่ารักนะคะ  ไม่นึกเลยว่าจะดูถูกคนแบบนี้”

“เขาจะน่ารักกับคนที่มีผลประโยชน์เท่านั้นแหละครับ  แต่ผมว่าความจริงก็ดีนะ”

“ดียังไงคะ”

“ก็ดูง่ายดี  ไม่ซับซ้อน  จริงไหมครับ”

“จริงค่ะ”

วัณณ์สว่างถูกใจในคำอธิบายของเขาจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

“แต่ตอนนี้ผมอยากให้ณฐกลับมาเสียทีนะครับ  เพราะว่านี่ก็นานเกือบเดือนแล้ว  แม่ณฐก็ถามผมมาหลายครั้งแล้วด้วย”

 

วัณณ์สว่างแหงนหน้ามองพระจันทร์ที่ค่อยทอแสงผ่านต้นพิกุลทีละน้อย  แสงนวลตาที่พาดผ่านลงมาทำให้ใจของเธอนึกไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนาน  วันที่เธอมายืนรอเขาเช่นนี้  รอเพื่อจะพบว่าไม่ว่านานแค่ไหนก็ไม่อาจได้พบกันอีก

หญิงสาวได้แต่ส่งใจไปไกลแสนไกลเพื่อหวังว่าวันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

…………………………

นักท่องเที่ยวสองคนสุดท้ายเดินออกจากบริเวณพิพิธภัณฑ์ไปอย่างเงียบสงบ  ณฐเห็นลุงแทนเริ่มปิดไฟตั้งแต่ด้านหน้าโดยที่เขายังคงเดินเวียนวนอยู่ในบริเวณเรือนปั้นหยาแห่งนี้  อากาศที่อบอ้าวเมื่อกลางวันเริ่มมีลมพัดมาแผ่วเบาหากก็ไม่ได้ทำให้ณฐรู้สึกผ่อนคลายแม้แต่น้อย  เขาพยายามหาทางกลับไป ณ ที่ใดที่หนึ่งซึ่งไม่ใช่ที่นี่มานานหลายชั่วโมงหากก็ไม่ประสบความสำเร็จ  ชายหนุ่มคิดไม่ตกว่าหากต้องอยู่ที่นี่ต่อไปจะทำเช่นไร  เพราะแม้มีคนที่เขาคุ้นเคยหากพวกเขาก็มิได้มีท่าทีต้อนรับขับสู้เขามากไปกว่าการทักทายตามมารยาท

“อ้าว  คุณยังไม่กลับหรือครับ”

“ก็ว่าจะเดินเล่นชมสวนอีกสักนิดครับ”

“คุณปารัณกลับไปตั้งนานแล้ว  ผมนึกว่าคุณก็ออกไปด้วยกัน”

“เปล่าครับ”

“งั้นเดี๋ยวผมนั่งรออยู่ในห้องก็แล้วกัน  คุณเดินเล่นตามสบายนะครับ”

“ไม่รบกวนใช่ไหมครับลุง”

“ไม่เลยครับ  ผมพักที่นี่ไม่ได้รีบไปไหน”

ณฐรู้สึกดีขึ้นเพราะอย่างน้อยลุงแทนก็ยังมีน้ำใจกับเขา

“ขอบคุณนะครับลุง”

ณฐมองตามร่างผอมสูงที่เดินกลับไปในห้องอย่างกระฉับกระเฉงก็เบาใจว่าอย่างน้อยเขาคงมีเวลาอีกครู่หนึ่งที่จะหาทางไปจากที่นี่  หรือหากว่าวันนี้ไม่สามารถกลับไปได้เขาก็ต้องกลับมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้แน่นอน

เพราะเขาตระหนักแล้วว่าการอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของตนเองนั้นน่าเศร้าเพียงใด  แม้ว่าสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้  หากแต่ไม่มีคนอยู่เคียงข้างเขาก็ไม่อาจบอกตนเองได้ว่าเป็นชีวิตที่มีความสุข

 

เสียงกริ่งหน้าประตูดังขณะหญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้หนานุ่มปลายเตียงนอน  วัณณ์สว่างเหลือบมองนาฬิกาบนผนังก็พบว่าเป็นเวลาเกือบหกโมงเช้า  มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นฟ้าเริ่มสว่าง  เมื่อคืนนี้เธอนอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ  หญิงสาวแปลกใจแต่ในขณะเดียวกันก็กังวลว่าอาจมีเรื่องด่วนที่ร้ายแรงทำให้พนักงานที่อยู่เวรตอนดึกต้องมาตามเธอถึงที่พักส่วนตัวเช่นนี้

วัณณ์สว่างวางหนังสือบนโต๊ะเล็กด้านข้างเก้าอี้แล้วลุกขึ้นสำรวจเสื้อผ้า  โชคดีที่เธอสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนจึงรีบเดินไปเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว

“มีอะไรจ๊ะ”

เสียงหวานมีร่องรอยแห่งความกังวลขณะผลักประตูบานเฟี้ยมออกเพียงนิดเดียว  ทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าเธอกลับไม่ใช่พนักงานคนใดที่อยู่เวร  แต่เป็นชายหนุ่มผู้ที่เธอรอคอยเขามาตลอดหลายวัน  รอด้วยความหวังเช่นที่ผ่านมา  กระทั่งวันนี้ที่เขามายืนอยู่ตรงหน้าเธอกลับไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้นอกจากแววตาที่แทนคำพูดทั้งหมด

“ขอโทษที่ผมมารบกวนนะครับ  แต่ผมมีเรื่องด่วนจริงๆ  คุณวัณณ์”

ณฐเรียกเธอซ้ำเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตกอยู่ในภวังค์

“คะ”

“ผมขอโทษนะครับ  คุณคงกำลังนอนเพลิน  งั้นตอนสายเราค่อยคุยกันก็ได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ  คุณณฐเชิญนั่งก่อนนะคะ  เดี๋ยวดิฉันขอไปเปลี่ยนชุดแป๊บเดียว”

ณฐนั่งลงตรงมุมรับแขกในบ้านของเธอ  เขาเห็นวัณณ์สว่างมีท่าทางตื่นเต้นหากก็แฝงไว้ด้วยอาการดีใจที่ส่องประกายออกมาทางแววตาทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด  อาจเพราะเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาที่เขาได้เข้าไปเผชิญเพียงลำพัง  การที่ได้เจอแต่คนแปลกหน้าทำให้ใจที่เคยทะนงว่าชีวิตของเขาไม่มีสิ่งใดที่เหนือการควบคุมเปลี่ยนไป  ตอนนี้เขาเพียงแค่ต้องการความมั่นใจกลับคืนมาก่อนที่จะต้องสะสางเรื่องต่างๆ ให้เสร็จสิ้น

“รอนานไหมคะ”

“ไม่เลยครับ  ขอบคุณนะครับที่มานั่งคุยกับผม”

“คุณณฐ  เอ่อ  ดิฉันอยากถามอะไรสักนิดได้ไหมคะ”

“คุณจะถามผมใช่ไหมครับว่าผมหายไปไหนมา”

“ใช่ค่ะ”

วัณณ์สว่างตอบเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน

“ถ้าผมบอกแล้วคุณจะเชื่อหรือเปล่า”

“เชื่อค่ะ”

หญิงสาวมองหน้าเขานิ่งราวกับยืนยันคำพูดของตน

“ถ้าผมบอกว่าที่ผมหายไปทั้งสองครั้งนั้นผมไปอยู่ในโลกอดีตเมื่อตอนที่บ้านนี้เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน  ผมได้พบทุกๆ คนที่คุณเคยให้ดูภาพในห้องนั้น”

ณฐชี้ไปที่ห้องซึ่งวัณณ์สว่างจัดเป็นพิพิธภัณฑ์

“แล้วยังไงต่อคะ”

“ทุกคนดีกับผมมาก  จะว่าไปที่นี่ตอนนั้นก็น่าอยู่และมีชีวิตชีวามากนะครับ  ผู้คนเดินกันขวักไขว่ทั้งวัน  แต่คุณรู้ไหมว่าคุณส่องน่ะเธอทันสมัยมาก”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมจนวัณณ์สว่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลบในใจ

“ใช่ค่ะ  เท่าที่รู้ก็คือเธอเป็นคนริเริ่มทำหลายสิ่งที่หญิงสาวในสมัยนั้นไม่ทำกัน”

“อ้อ  คุณวัณณ์รู้ไหมครับว่ายังมีอีกเรื่องที่เหลือเชื่อกว่านั้น”

“เรื่องอะไรคะ”

“ผมว่าเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันต่อดีไหมครับ  สีหน้าคุณดูไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เลย”

ณฐคิดว่าเขาอาจมารบกวนเธอจึงขอให้เธอไปพักก่อน  ส่วนเขาก็จะไปพักเช่นกัน  วัณณ์สว่างมองหน้าเขาอย่างสะท้อนใจเพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะสงสัยสักนิดว่าแท้จริงแล้วหญิงที่เอ่ยเชื่อก็คือคนเดียวกับที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

“แล้วแต่คุณสะดวกเถอะค่ะ  แต่ว่าตอนนี้ห้องที่คุณจองไว้น่ะมีคนพักอยู่นะคะ  ส่วนของใช้ของคุณดิฉันให้น้องพนักงานโรงแรมเก็บไว้ให้ค่ะ  เชิญทางนี้เลยนะคะ”

วัณณ์สว่างเดินนำณฐไปที่ชั้นสองอันเป็นบริเวณห้องนอนตรงข้ามกับห้องของเธอ  ก่อนปล่อยให้ชายหนุ่มพักผ่อนตามลำพัง  ส่วนเธอลงไปด้านล่างเพื่อแจ้งข่าวให้กับเพื่อนรุ่นพี่ของเขาทราบ  วัณณ์สว่างคิดว่าอีกไม่นานเธอก็คงจะได้คำตอบแล้ว

 

“พี่รัณ  พี่จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย”

ณฐเดินไปกอดคอปารัณอย่างตื่นเต้น

“เออ  ก็ใช่น่ะสิ  พี่เองไม่ใช่ผี  แล้วนายน่ะเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่เป็นไงหรอก  ผมได้คำตอบเรื่องต้นตระกูลที่ตามหาแล้วนะครับ”

“เหรอ  ก็ดี  พี่ดีใจด้วย  ตอนนี้นายเตรียมตัวให้ดีเถอะเพราะแม่นายน่ะโทรมาถามพี่เกือบทุกวัน  ท่านสงสัยว่าทำไมลูกชายสุดที่รักถึงไม่โทรหาเลย”

“แย่แล้ว  ผมลืมเรื่องพ่อกับแม่ไปสนิทเลย  แล้วพี่รู้ไหมว่าผมไปเจออะไรมา  เหลือเชื่อสุด ๆ เลยล่ะ”

“เรื่องย้อนอดีตของนายน่ะเหรอ”

“เรื่องนั้นมันจืดไปแล้วพี่”

“จริงเหรอ  มีตื่นเต้นกว่านั้นอีกเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ  ก่อนที่จะกลับมาปัจจุบันได้ผมเกือบเอาตัวไม่รอด”

“ยังไง”

“ก็ผมคิดว่าก้าวข้ามประตูบ้านนี้  เอ้อ  หมายถึงบ้านส่วนที่เป็นที่พักตรงนี้นะ  ไม่ใช่ประตูทางเข้าบ้านข้างหน้า  คือผมคิดว่าออกไปแล้วก็จะสามารถกลับมาที่นี่ได้เลย  แต่ปรากฏว่าทำไมรู้ไหมพี่”

“หึ  ไม่รู้  นายก็เล่ามาสิ”

“ผมเจอบ้านนี้ในโลกปัจจุบัน  เจอพี่กับคุณวัณณ์สว่างที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน  แต่ที่นี่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่โรงแรม  อ้อ แล้วอีกเรื่องคือที่นั่นยังมีพระที่นั่งภูวดลทัศไนยด้วย”

“โลกคู่ขนาน”

ปารัณพึมพำเสียงค่อยหากก็ไม่เบาจนเกินที่อีกฝ่ายจะได้ยิน

“ใช่พี่  ต้องเป็นโลกคู่ขนานแน่นอน”

“แล้วพี่กับคุณวัณณ์สว่างเป็นยังไงบ้าง”

“ก็เป็นแบบนี้แหละ  พี่กำลังจะแต่งงานด้วยนะ  กับมนนั่นแหละ”

“แสดงว่าพี่กับคุณมนนี่เป็นเนื้อคู่กันจริง ๆ เนอะ”

“พอก่อนเถอะพี่  แต่ที่แปลกคือทั้งพี่แล้วก็คุณวัณณ์ไม่รู้จักผมเลยสักนิด”

“จริงเหรอ  เป็นไปได้ยังไง”

“เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  ผมก็เลยมีข้อสงสัยตามมาอีกหนึ่งข้อว่า  ถ้าหากโลกปัจจุบันของเรามีโลกคู่ขนาน  นั่นก็หมายความว่าอดีตก็ต้องมีด้วยสินะ”

“อันนี้พี่ไม่รู้  เพราะไม่ได้อยู่ในอดีต”

“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมายความว่าในอดีตที่เป็นคู่ขนานนั้นคงไม่มีผม  ทำให้โลกคู่ขนานในปัจจุบันทุกคนไม่รู้จักผม  ถ้าหากเป็นแบบนี้จริงก็แสดงว่าถ้าผมกลับไปหาคุณส่องในอดีต  ปัจจุบันตอนนี้ก็คงไม่มีทั้งผมทั้งคุณส่อง  เพราะเราไม่รู้ว่าตอนนี้คุณส่องอยู่ที่ไหน”

“เดี๋ยวนะ  ก่อนจะพูดเองเออเอง  พี่ขอถามสองอย่าง  ข้อแรกนายกับคุณส่องเป็นอะไรกันทำไมต้องกลับไปหา  ส่วนข้อสองนายแน่ใจได้ยังไงว่าปัจจุบันนี้ไม่มีคุณส่องที่รอนายอยู่”

“ผมกับคุณส่องรักกัน  ส่วนข้อสองผมแน่ใจเพราะว่าผมไม่เคยเจอคุณส่อง”

“แต่ถ้านายกลับไปที่นั่นแล้วที่นี่ยังมีคุณส่องที่เธออาจไม่ใช่คุณส่องที่นายรู้จัก  แต่เธอยังรอนายอยู่ล่ะ”

ปารัณพยายามอธิบายให้ณฐฟัง  เพราะเขารู้ดีว่าหากไม่พูดออกไปตรง ๆ ก็ยากที่คนเช่นณฐจะเข้าใจ  แม้ชายหนุ่มรุ่นน้องเป็นคนฉลาดหากแต่เรื่องความรักแล้วณฐมักไม่ปราดเปรื่องนัก

จึงต้องเป็นหน้าที่ของเขาที่ชี้ทางเพื่อให้อีกฝ่ายสามารถเดินไปในทางที่ควรจะเดินได้ถูกต้องเสียที

ส่วนผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไรคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัวแล้ว

Don`t copy text!