ทิวากาลกับความรัก บทที่ 4 : ทุกอย่างหยุดลง  เพื่อดำเนินต่อไป

ทิวากาลกับความรัก บทที่ 4 : ทุกอย่างหยุดลง  เพื่อดำเนินต่อไป

โดย : ปรียนันทนา

ทิวากาลกับความรัก โดย ปรียนันทนา ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อ คุณผู้อ่านสามารถสั่งซื้อได้ที่เพจ มีน พงษ์ไพบูลย์

****************************

– 4 –

ระเบียงนอกชานเป็นสถานที่รับรองแขกของท่านเจ้าของบ้านอยู่เสมอ  บรรดาบ่าวไพร่ต่างทยอยนำของว่างและน้ำชาเข้ามารับรอง  ชุดเครื่องถ้วยลายพรรณพฤกษาเคลือบน้ำทองจากประเทศจีนเป็นของใหม่ที่บุตรชายคนโตเพิ่งสั่งเข้ามา  ผู้มาเยือนนั่งลงตรงข้ามเจ้าของบ้านแล้วยิ้มอย่างมีไมตรี  นอกจากชุดของว่างและน้ำชาที่มีลวดลายแปลกตาแล้ว  เรือนนี้ยังมีของประดับเป็นดินเผาซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของกำนัลจากน้องสาวของคุณพระซึ่งสมรสกับชายเชื้อสายมอญอันมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่เกาะเกร็ดโดยมีอาชีพปั้นดินเผาด้วย

“บ้านคุณพระนี่แปลกตาดีนะขอรับ”

“อย่างไรรึคุณหลวง”

“กระผมเห็นความผสมผสานหลากหลายแล้วก็นึกทึ่ง”

“อ้อ  คงหมายถึงข้าวของเครื่องใช้สินะ”

“ขอรับ  นอกจากเรือนที่สร้างแบบสมัยใหม่แล้ว  บรรดาของใช้ก็แปลกตามิใช่น้อย”

“พ่อปราณนี่แหละช่างจัดหา  ส่วนแม่ปรางกับแม่สร้อยก็เข้าคู่กันตกแต่งอย่างที่คุณหลวงเห็น”

“คุณพระหมายถึงภรรยาและน้องสาวใช่หรือไม่ขอรับ”

“นั่นแหละ  เมียกับน้องสาวของฉันช่างสามัคคีกันดีแท้เทียว  นี่ได้ข่าวว่าแม่ส่องคิดการทำเรื่องสนุกอะไรอีกใช่หรือไม่พ่อปราณ”  คุณพระหันไปถามบุตรชายที่เพิ่งเดินเข้ามา

“น้องมิได้เล่นนะขอรับคุณพ่อ  ท่าทางออกจะจริงจังทีเดียว”

“หลานสาวคนนี้แปลก  ความคิดไม่เหมือนหญิงทั่วไป  แทนที่จะหัดงานบ้านงานเรือน  คิดดูนะคุณหลวง  อยู่ ๆ จะลุกมาสอนหนังสือภาษาไทยให้ฝรั่ง”

“ก็คุณพ่อมิใช่หรือขอรับที่ส่งกระผมกับน้องไปเรียนภาษาที่บ้านหมอฝรั่งตั้งแต่เล็ก  พอน้องเติบโตก็เลยมีความคิดไม่เหมือนหญิงบางกอกทั่วไป”

คุณปราณกล่าวถึงหญิงสาวนามว่าส่องอย่างเอ็นดู  ครอบครัวของเขามีหลายเรือนในบริเวณเดียวกัน  บ้านของคุณสร้อยผู้เป็นอาอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก  สามีของเธอเป็นคนมอญที่ต้นตระกูลอพยพเข้ามาสมัยกรุงธนบุรี  เมื่อมาตั้งถิ่นฐานมีหลายคนทำราชการซึ่งบ้านของคุณแม่เขาก็มีเชื้อสายมอญที่ต้นตระกูลเข้ารับราชการเช่นกัน  ส่วนบ้านของนายทองสุกมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา  แต่เมื่อออกเรือนคุณอากลับไม่ย้ายตามไปอยู่ที่นั่นด้วยเจ้าคุณคุณปู่และคุณย่ายินดีจะรับลูกเขยเข้ามาอยู่ในบ้าน  คุณอาทองสุกอาเขยของเขาจึงย้ายมาอยู่บ้านภรรยาผู้มีฐานะสูงกว่าแต่เขาก็ไม่ได้มาตัวเปล่า  เนื่องจากมีเงินทุนสำหรับมาทำอาชีพรับส่งของจากเกาะเกร็ดมาขายในบางกอก  เขาจึงเป็นคนกลางที่นำของในเมืองไปส่งที่เมืองนนท์และนำของจากนอกเมืองมาขายในเมืองด้วย  เมื่อทั้งสองคนมีบุตรสาวคุณพ่อของเขาก็เอ็นดูเป็นพิเศษด้วยอาสร้อยเป็นน้องสาวคนเล็กผู้เป็นที่รักใคร่  แม่ส่องจึงได้ชื่อว่าเป็นหลานรักของคุณลุงพระและเป็นน้องรักของเขาอีกคนหนึ่งเช่นกัน

“เอาเถิด  อย่าเพิ่งพูดถึงแม่ส่องเลย  เดี๋ยวคุณหลวงจะเบื่อเสียก่อน  วันนี้เราควรหารือเรื่องการนำนาฬิกาไปติดตั้งใช่หรือไม่”

“ขอรับ  กระผมเห็นว่าใกล้กำหนดวันที่จะถึงฤกษ์ติดตั้งแล้ว  จึงขอเรียนปรึกษาคุณพระเรื่องบรรดาพนักงานที่เราต้องนำเข้าไปในเขตพระบรมมหาราชวัง”

“เรื่องนี้ฉันคงมิใช้คนนอก  แต่ใช้คนในกรมท่าเสียเลย”

“เรื่องการเคลื่อนย้ายอาจมิใช่ปัญหาเท่ากับการตั้งเวลานะขอรับ”

“แล้วปัญหาติดอยู่ที่ใดเล่า”

“ก็เรื่องที่ท่านเจ้าคุณแจ้งว่าจะต้องมีพนักงานคอยเทียบเวลาอย่างไรเล่าขอรับ”

“คุณหลวงหมายถึงคุณลุงช่วงหรือขอรับ”

คุณปราณเอ่ยถึงเจ้าพระยาศรีสุริยวงษสมุหกลาโหมผู้ทำหน้าที่เป็นแม่กองการก่อสร้างพระอภิเนาวนิเวศน์ต่อจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติผู้เป็นอา  บ้านของเขาก็นับว่าเป็นญาติกับท่านทำให้คุณพ่อได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานสำคัญยิ่งนี้ด้วย

“ใช่แล้วพ่อปราณ”

“เรื่องนั้นฉันพอรู้มาบ้าง  แต่ตอนนี้ยังมิมีใครแจ้งว่าเราต้องจัดหาคนทำหน้าที่นี้เลย”

“หน้าที่เทียบเวลาคงไม่สลับซับซ้อนจนเกินไปนัก”

“หาเป็นเช่นนั้นไม่พ่อปราณ  อาได้ยินมาว่าพระองค์ท่านทรงตั้งใจเรื่องการติดตั้งนาฬิกาครั้งนี้มาก  ทรงคำนวณเวลามาตรฐานกรุงเทพฯ ของเราเองได้  เรียกว่าบางกอกมีนไทม์อย่างไรเล่า”

“ใช่  ฉันรู้เรื่องนี้ดี  ทรงตั้งพระทัยให้บ้านเมืองเราไม่น้อยหน้าฝรั่ง  ทั้งทรงศึกษาวิทยาการต่าง ๆ ตั้งแต่ครั้งทรงผนวช  เวลานี้เราเริ่มถูกบีบล้อมจากคนที่เริ่มเข้ามาหาผลประโยชน์หลายทางเหลือเกิน  หนทางที่แสดงว่าเราไม่ยอมจำนนก็คือการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร  แต่ทรงแสดงออกอย่างมีชั้นเชิงกว่านั้นนั่นคือทำตนเป็นพวกเดียวกับคนที่เข้ามาหาแม้รู้ว่าพวกนั้นเข้ามาเพื่อจุดประสงค์อะไรก็ตาม”

“ซึ่งการสร้างหมู่พระที่นั่งก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”

“ใช่  ลูกยังมิเคยเข้าไปเห็น  โปรดเกล้าฯให้ถมสระตรงสวนขวาแล้วสร้างหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์  การก่อสร้างและการตกแต่งสามารถบ่งบอกได้ว่าชาวสยามนั้นสามารถก้าวขึ้นมาทัดเทียมนานาอารยะประเทศได้แน่นอน”

“เท่าที่คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังลูกก็พอนึกภาพออกได้ไม่ยากขอรับ  ที่สำคัญแบบร่างการตกแต่งที่คุณหลวงเคยให้ดูก็งดงามเหลือเกิน  หากได้บันทึกลงกล้องถ่ายรูปก็คงเป็นเรื่องเล่าลือกันไปชั่วลูกชั่วหลานนะขอรับ”

“ทรงมีวิสัยทัศน์ขนาดนี้  กระผมคิดว่าทรงต้องโปรดเกล้าฯ ให้มีการถ่ายรูปเก็บไว้แน่นอน”

ตลอดเวลาที่ทั้งสามคนสนทนานั้น  ณฐยืนอยู่เบื้องล่างและทำทีเป็นไม่สนใจ  แต่เขาได้ยินถนัดชัดเจนเรื่องที่ทั้งสามเอ่ยถึงการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอภิเนาวนิเวศน์เป็นพระราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง  และพระที่นั่งภูวดลทัศไนยก็เป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งซึ่งใช้เป็นหอนาฬิกาหลวง  ไม่น่าเชื่อว่าความฝันประหลาดนี้จะพาให้เขาได้มาใกล้ชิดกับเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครรับรู้มากนัก

…………………………..

ร้านกาแฟใกล้วัดราชบพิธเป็นที่พักกายให้หนุ่มสาวคู่หมั้นที่กำลังจะมีข่าวดีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  วันนี้มนสิชาและปารัณเสร็จภารกิจเรื่องขอฤกษ์แต่งงานและแยกย้ายกับบิดามารดาของปารัณเพื่อไปพบญาติผู้ใหญ่ในตอนเย็น  ก่อนถึงเวลานัดทั้งสองคนจึงนั่งรอเวลาด้วยการนั่งรอในร้านกาแฟที่เป็นร้านขายหนังสือด้วย

“จนป่านนี้ณฐยังไม่รับโทรศัพท์เลยนะคะ”

“ยังเช้าอยู่เลยนะคุณมน”

“แต่เรื่องมันตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะคะ”

“ก็คุณวัณณ์สว่างเค้าบอกแล้วไงว่าลุงแทนคนสวนเห็นเจ้าณฐออกมาจากห้อง”

“หรือว่าลืมโทรศัพท์นะ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ  คุณมนอย่าเพิ่งตกใจไป  ผมรู้สึกลึก ๆ ว่ามันยังอยู่ในบ้านนั้นแหละ”

“คุณพูดเหมือนว่า…”

มนสิชาพูดจบก็มองหน้าคู่หมั้นอย่างเข้าใจกันในที  เพราะทั้งสองคนผ่านเรื่องราวแปลกแต่จริงที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้  ข้อสันนิษฐานของปารัณอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับคนอื่น  แต่สำหรับเธอและเขาแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก  หากเป็นดังที่คู่หมั้นเธอคิดก็อยู่ที่ว่าเพื่อนของเธอจะรับได้หรือไม่ก็เท่านั้น  เพราะเธอรู้ว่าณฐเป็นคนฉลาดและเก่งหากก็แฝงไปด้วยความดื้อไม่แพ้กันทีเดียว

“คุณคิดว่าจะเป็นไปได้หรือคะคุณรัณ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็มนว่าณฐคงรับไม่ได้”

“รับไม่ได้มันก็ต้องเป็นบ้า”

“ฮะ  คุณพูดอะไรเนี่ย”  มนสิชาทั้งขำทั้งโมโหที่เขาพูดถึงเพื่อนรักเธอเช่นนั้น

“ผมพูดจริงนะ  เรื่องที่เราสองคนไปเจอมาน่ะคนอย่างณฐอาจรับไม่ได้  ด้วยความเป็นคนฉลาดและเป็นนักวิทยาศาสตร์  แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งสมมติว่าณฐไปเจอแบบเรานะคุณ  หากมันไม่ใช้ความฉลาดคิดให้ดีก็อาจรับตัวเองไม่ได้จนเพี้ยนไง”

“พูดซะงงเลย  แต่ก็อาจจะจริงแบบที่คุณพูดก็ได้  เค้าอาจจะหลอกตัวเองว่าฝันไปเรื่อย ๆ ก็เป็นได้นะคะ”

“ใช่  หลอกไปเรืื่อย ๆ แล้วไปเจออีกเรื่อย ๆ มันก็อาจจะแยกไม่ออกว่าเวลาไหนจริงเวลาไหนฝัน  ก็เพี้ยนอยู่ดี”

“พอเถอะคุณรัณ  ยิ่งพูดยิ่งแย่ค่ะ”

สองคนสนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระ  ปล่อยเรื่องเพื่อนของพวกเขาผ่านไป  รอเวลาให้ความจริงได้ปรากฏ

ความจริงที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไรเช่นกัน

…………………………….

เรือนปั้นหยาตรงหน้ามีลักษณะเหมือนโรงแรมที่ณฐพักเมื่อคืนนี้ไม่ผิดเพี้ยนกัน  แต่สิ่งที่ต่างไปอย่างหนึ่งอันเป็นส่วนประกอบภายในอาณาบริเวณที่ช่วยให้ตัวบ้านดูสงบร่มเย็นก็คือต้นพิกุลที่คุ้นตาเขาหายไป  ระหว่างรอคุณปราณเขาจึงเดินสำรวจรอบบ้าน  แล้วก็พบว่ายังมีบ้านเรือนไทยอีกหลายหลังตั้งอยู่รายรอบเรือนปั้นหยา  มองดูเผิน ๆ เขารู้สึกว่าเรือนปั้นหยาเหมือนเป็นเรือนประธานที่เป็นศูนย์รวมแห่งชีวิตของผู้คนที่อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้  ซึ่งก็คงเหมือนกับที่เขาเคยเห็นในละครเพราะในครอบครัวหนึ่งย่อมมีเรือนใหญ่ซึ่งท่านเจ้าของบ้านจะอยู่ที่นั่น

“พ่อคุณ  เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ  มากินน้ำกินท่าก่อนสิ”

หญิงวัยกลางคนหน้าตาใจดีเอ่ยถามเขาเมื่อณฐเดินย้อนกลับไปทางเดิม

“ป้าเรียกผมหรือครับ”

“ใช่  เห็นพวกผู้ชายมันบอกว่าพ่อช่วยคุณปราณจากโจรใช่หรือไม่”

“ก็ไม่เชิงครับ”

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเธอจึงเห็นว่าคุณป้าคนนี้กำลังสลักผลไม้ใส่จานอย่างสวยงาม  หญิงสาวคนอื่นชำเลืองมองเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นโดยขยับเข้าไปรวมกลุ่มกันแต่ไม่มีใครเอ่ยวาจาออกมาสักคน  แต่ละคนล้วนนุ่งโจงกระเบนผ้าลายดอก  และห่มผ้าแถบ  หน้าตาของหญิงสาวกลุ่มนี้ดูไม่เหน็ดเหนื่อยเท่าพวกแรกที่เขาเห็น  แต่ละคนล้วนเนื้อตัวสะอาดและกำลังสลักผลไม้ใส่ลงในจานเหมือนกัน

“พอดีผมเห็นว่าเค้ากำลังจะขว้างมีดไปทางคุณปราณก็เลยรีบร้องเตือนให้หลบครับ”

“โถ  พ่อคุณ ช่างมีน้ำใจ  แล้วนี่มาจากไหนลูกเต้าเหล่าใครเล่า”

“เอ้อ  ผม”

ดูเหมือนเขาก็จนปัญญาที่จะตอบคำถามนั้น  แต่มีเสียงเหมือนระฆังกังวานมาช่วยชีวิตเขาเมื่อทุกคนหันไปสนใจเสียงนั้นอย่างพร้อมเพรียง

“ป้าแช่มจ๋า  วันนี้มีอะไรให้ฉันกินบ้าง”

ทุกคนหันไปทางที่มาของเสียงรวมทั้งตัวเขาด้วย  รอยยิ้มสว่างไสวนั้นดูพร่าเลือนในแสงตะวัน  แต่ท่วงท่ากิริยาที่เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบจนชายสไบสีเหลืองสะบัดก็บ่งบอกว่าเจ้าของอาภรณ์นั้นเป็นคนเปิดเผยเพียงใด

ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ณฐก็ยิ่งอยากเห็นใบหน้านั้นให้ชัดเจน  เขาหยัดกายขึ้นช้า ๆ แล้วทุกอย่างก็เหมือนหยุดลง

เพื่อดำเนินต่อไปอีกครั้ง !

“คุณคะ” เสียงหวานเสนาะยังกังวานเช่นเดิม

“ครับ”  ณฐกะพริบตาเพื่อไล่ความพร่าเลือน  แสงรอบกายเมื่อครู่หายไปเหลือเพียงแสงจันทร์ที่ส่องประกายนวลตา  แต่แสงไฟข้างอาคารก็ช่วยให้บรรยากาศรอบข้างไม่มืดมนจนเกินไปนัก

“คุณณฐใช่ไหมคะ”

“ครับ”  เขาตอบคำเดิมเป็นครั้งที่สอง

“ทำไมมานั่งตรงนี้คะ  ตอนนี้ทางเราตามหาคุณกันจนทั่วเลยนะคะ”

คำพูดและแววตาของเธอดูเป็นกังวลมาก

“เอ้อ  มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ  เมื่อวานเพื่อนคุณมาตามหาตั้งแต่บ่ายแต่พอดีลุงแทนบอกว่าเห็นคุณออกไปตอนเช้า  ทางโรงแรมก็เลยคิดว่าอาจติดต่อกันได้แล้ว  แต่วันนี้พวกเค้าโทรกลับมาถามอีกครั้ง  ดิฉันเลยเกรงว่าอาจมีอะไรผิดปกติน่ะค่ะ”

“เพื่อนหรือครับ  อ้อ  ใช่  ผมนัดพี่รัณกับมนมาหาวันนี้ตอนเย็น  พวกเค้ากลับไปแล้วเหรอครับ”

“ค่ะ”  หญิงสาวตรงหน้ามองเขาอย่างพินิจ

“เอ๊ะ  คุณบอกว่าพวกเค้ามาหาผมเมื่อวานเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ  เมื่อวานตอนบ่าย”

“วันนี้วันเสาร์  เมื่อวานบ่ายมนยังไม่ลงเครื่องสักหน่อย  คุณจำวันผิดหรือเปล่าครับ”

“ไม่หรอกค่ะ  วันนี้วันอาทิตย์ค่ะ”

“คุณพูดว่าไงนะครับ  วันนี้วันอาทิตย์  ก็ผมเพิ่งเดินออกมาจากห้องเมื่อกี้เพื่อจะไปกินข้าว”

ณฐพูดจบพร้อมเหลียวมองไปรอบ ๆ เขาสังเกตเห็นว่าต้นพิกุลที่คุ้นตายังคงตระหง่านอยู่ที่เดิม  แต่เหตุใดเขามานั่งอยู่บนสนามหญ้าข้างร้านกาแฟเช่นนี้  เขาจำได้ว่าเมื่อครู่กำลังจะมองหน้าหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียงกังวานหวานไพเราะ  แล้วเสียงนั้นกลับเป็นฝ่ายเรียกเขาเสียก่อน

“ดิฉันว่าคุณน่าจะเหนื่อย  มาค่ะเดี๋ยวดิฉันพาไปพักที่ห้อง  ความจริงห้องนั้นยังไม่เปิดให้พักแต่พนักงานเปิดให้แล้วทางเราก็ยินดีบริการนะคะ  หากต้องการอะไรก็แจ้งได้เลยค่ะ”

ชั่วขณะที่หญิงสาวเข้าประคองเขาให้ลุกขึ้นณฐรู้สึกได้ถึงความห่วงใยอย่างจริงใจ  แววตาที่เธอมองเขาเมื่อครู่ไม่ได้เต็มไปด้วยคำถามเช่นก่อนหน้านี้  แต่ขณะที่เขากำลังจะหันไปขอบคุณเธอณฐกลับรู้ได้ในเสี้ยวนาทีนั้นว่าความห่วงใยเมื่อครู่กำลังถูกแทนที่ด้วยอาการเย็นชาเพราะดวงตารียาวคู่นั้นส่งความหมายที่เขาไม่อาจตีความได้มาให้อีกครั้ง

“ลุงแทนมาพอดีเลย  ช่วยพาคุณณฐกลับห้องทีเถอะค่ะ  เดี๋ยววัณณ์จะไปสั่งเด็กให้จัดอาหารให้คุณเค้าก่อนค่ะ”

วัณณ์สว่างพูดจบก็ผละมือจากท่อนแขนชายหนุ่มโดยไม่เหลียวกลับมามอง  ทิ้งให้ณฐยืนมองตามเธออย่างไม่เข้าใจต่อไป

“คุณวัณณ์และพวกเราเป็นห่วงคุณแทบแย่ครับ”

“ลุงแทนใช่ไหมครับ”

“ครับ”  หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตรของลุงแทนช่วยให้ชายหนุ่มลืมความสับสนชั่วขณะ

“เมื่อวานผมก็งง ๆ นะครับ  เห็นคุณเดินออกมาจากห้องแล้วก็เดินหายไปไหนไม่รู้”

ลุงแทนชวนคุยขณะพาเขาเดินกลับห้องพัก  ณฐได้กลิ่นแฮลกอฮอล์จาง ๆ จากตัวผู้อาวุโส  แสดงว่าลุงคงเพิ่งดื่มมาแน่นอน

“ผมก็ไม่ได้ไปไหนนะครับ  อยู่ที่นี่แหละ  ว่าแต่เมื่อวานนี้มีคนมาถ่ายหนังหรือถ่ายรายการที่นี่หรือเปล่าครับลุง”

“ไม่มีหรอกคร้าบ  ที่นี่ไม่เคยอนุญาตให้รายการอะไรถ่ายทำมาก่อนเลย”

“จริงนะครับ”

“จริงสิครับ  ผมจะหลอกคุณทำไม  เดี๋ยวคุณอาบน้ำแล้วพักสักครู่นะครับ  ผมจะไปยกอาหารมาให้”

ลุงแทนบอกเขาเมื่อถึงหน้าห้องพัก  ชายหนุ่มจึงเข้าไปนั่งพักในห้อง  ร่างกายเขาไม่เหนื่อยมากหากความคิดในหัวยังเวียนวนหลายเรื่องไม่อาจบอกใครได้

ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เขาตั้งสมมติฐานเพื่อหาความจริงอยู่เสมอ  แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาวันนี้เขาก็ไม่รู้จะตั้งต้นหาคำตอบให้ตนเองว่าอย่างไร  ทางเดียวที่ดีในตอนนี้ก็คือคิดว่าตนเองอาจเดินออกมาจากห้องแล้วเป็นสลบไปจนเพิ่งมีคนมาพบเมื่อครู่นี้เอง  นี่เป็นคำอธิบายที่ฟังดูเข้าทีดีเหมือนกัน

แต่ในใจลึก ๆ ณฐก็ไม่ค่อยเชื่อในคำที่เขาตอบตนเองเท่าไรนัก

เพียงแค่เขายังไม่อาจหาคำใดที่ดีกว่านี้มาอธิบายได้ก็เท่านั้นเอง

Don`t copy text!