อุมาวสี บทที่ 34 : มอมเมาสาวใหญ่

อุมาวสี บทที่ 34 : มอมเมาสาวใหญ่

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

เฉิดโฉมยืนเตร่ดูแลความเรียบร้อย พลันเหลือบพบอุมาวสีผ่านเข้าประตูสวนอาหารที่เปิดโล่ง หล่อนกวักมือเรียก

ตั้งใจจะซักฟอกถี่ยิบ กรณีเมื่อเย็นวานเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งไม่รับโทรศัพท์จากหล่อน สร้างจินตนาการว่ากำลังอยู่ในรถเก๋งของนวมินทร์

อ่านเจตนารมณ์ออก รำคาญชะมัด เฉิดโฉมล้วงลูกหมดทุกเรื่อง ยังขาดอยู่อย่างเดียว เมื่อคืนนอนกับสามีมีความสุขแค่ไหน

อุมาวสีกลั้นลมหายใจ หมุนแหวนเงินในนิ้ว อธิษฐานจิต พลางสืบเท้าเข้าไปหาสาวใหญ่เจ้าเสน่ห์

“ตายจริง ตั้งใจจะถามอะไรน้องอุ ลืมหมด เอาเป็นว่าวันนี้สวมเสื้อสวยจัง”

ฝ่ายตรงข้ามคลี่ยิ้มหวานแฉล้ม ประสานสายตาจอมสาระแน แสร้งชมกลับว่า

“ชุดพี่โฉมก็สวยมากค่ะ”

เท่านั้นเอง สิ้นสุดสิ่งที่ลิดรอนเสรีภาพส่วนตัว เด็กสาวฝากกระเป๋าถือไว้ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์

อย่างไรก็ตาม การลบเลือนความทรงจำจะไม่ถาวร เป็นแค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไม่ช้าไม่นานมันจะหวนกลับมาอีก

ปัญหาอยู่ที่ว่าเฉิดโฉมจะยอมให้สิ้นสุด หรือฟื้นฝอยหาตะเข็บต่อ

เวลาผ่านไป ลูกค้าทยอยกันเข้ามาอุดหนุนเรื่อยๆ ทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม

ธวัชเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เฉิดโฉมทักทายด้วยการส่งยิ้มระรื่น ยังจำได้ดี เขาเผลอกอดจูบหล่อนที่ลานพาร์คกิ้ง น่าจะเป็นตัวสำรองทดแทนนวมินทร์ที่อยู่ไกลสุดเอื้อม

ชายหนุ่มสั่งอาหารตามเมนู อุมาวสีจดรายการใส่สมุดฉีก ครู่เดียวก็นำกระดาษรายการไปมอบให้แคชเชียร์สาวรุ่นเดอะ

“ฉันนึกออกแล้ว”

ดรุณีสะคราญโฉมสบตาแน่วนิ่ง กลั้นลมหายใจหมุนแหวนเงินในนิ้ว

“อ้าว! จะถามอะไรลืมอีกแล้ว ฉันนี่จำความทรงจำเสื่อม ยังไม่ทันจะแก่เฒ่าเลย”

“คุณธวัชฝากมาเรียนพี่โฉม หากไม่รังเกียจ เชิญที่โต๊ะสักครู่”

เฉิดโฉมส่องกระจกเล็กสำรวจโฉม แต้มน้ำหอมที่ซอกคอและหลังใบหู เคลื่อนร่างตรงไปหาคนเรียกร้อง หย่อนกายนั่งเข่าหนีบชิดยักเยื้องลีลานางแบบ สันหลังตรงแหนว

“หายไปหลายวันเชียวค่ะ นึกว่าคุณธวัชจะลืมสวนอาหารอิ่มเอม”

“ไม่ลืมครับ” เขาสัมผัสพร้อมกลิ่นหอมโรแมนติก “ผมไปดูแลงานสาขาต่างจังหวัด พอเคลียร์งานเสร็จก็กลับมานี่แหละ”

“วันนี้ที่โต๊ะขาดเบียร์”

“ดื่มคนเดียวเซ็ง คุณโฉมดื่มเป็นเพื่อนผมไหมล่ะ”

หล่อนเบิกตาโต เอียงคอ จีบปากแอ๊บแบ๊ว

“ไม่เหมาะมั้งคะ เดี๋ยวจะเป็นตัวอย่างแก่ลูกค้าโต๊ะอื่น เชิญโฉมไปแจม จะปฏิเสธก็เสียมารยาท”

“งั้นผมจะดื่มเบียร์คนเดียว แต่คุณโฉมอยู่เป็นเพื่อน” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม นัยน์ตาวิบวับเจ้าชู้ “แต่มีข้อแม้ครับ”

“ข้อแม้อะไรคะ”

“คืนนี้ผมจะพาคุณโฉมไปฟังเพลงตามคาเฟ่หรูๆ สักแห่ง ไม่ดึกหรอก ประมาณสี่-ห้าทุ่ม จะพาคุณโฉมกลับมาส่ง

สาวใหญ่ทรวดทรงอวบเต่งคิดสะระตะ ดีเหมือนกันต้องการประชดชีวิต นวมินทร์ไม่อยากสนใจไยดีหล่อน ธวัชจัดอันดับไฮโซ แม้จะสงสัยว่าเขาเป็นหนุ่มโสดเมียเผลอ ก็ไม่ใช่ข้อที่รังเกียจเดียดฉันท์

เมื่อหล่อนเป็นแค่เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว ไม่ถึงขั้นไปนอนค้างอ้างแรมกับเขา

“ตกลง”

“โอ ผมดีใจชะมัด”

ธวัชกระดิกนิ้วเรียกอุมาวสีสั่งเบียร์ขวดเล็ก เด็กสาวยกมาเสิร์ฟพร้อมบริการแก้วทรงสูง รินบริการเบ็ดเสร็จ

“คิดจะชวนน้องอุไปด้วยหรือเปล่าคะ”

เฉิดโฉมแกล้งลองใจ หลังจากที่อุมาวสีถอยออกไปยืนห่าง

“ไม่ครับ เฉพาะคุณโฉมคนเดียว”

หล่อนยิ้มแป้น ภูมิใจลึก คิดว่าเสน่ห์ของตนอยู่เหนือเด็กเสิร์ฟเจ้าเสน่ห์

เชอะ! มัวแต่เล่นตัว ไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ผู้ชายเขาเลยพานเบื่อ ตกอันดับ

“เป็นยังไงคะ ของชำร่วยของโฉมคราวก่อน  เช่น คุกกี้เม็ดมะม่วง ฯลฯ”

“อร่อยมาก ผมทานกับกาแฟตอนเช้า หมดไปตั้งนานแล้วครับ”

ทิ้งท้ายวาจาเชิงเลียบเคียง มีหรือผู้ฟังจะไม่ทราบว่าธวัชปรารถนามันอีก

“งั้นโฉมจะจัดหาให้คุณธวัชอีก เอาไปมอบให้ที่ลานจอดรถ”

ขณะนั้นกำลังดื่มเบียร์ ธวัชเกือบจะสำลัก มโนภาพชัดแจ๋ว ครั้งหนึ่งเคยเผลอไผลจูบเฉิดโฉมดูดดื่ม หล่อนไม่ปัดป้องเลย เสมือนรอจังหวะอยู่แล้ว

ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเช่นนั้นหรือ

“ยินดี ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ”

กลับไปประจำเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เฉิดโฉมเตรียมถุงของชำร่วยที่ผูกริบบิ้นสีชมพู

เวลาผ่านไป ได้เวลาเช็คบิลของธวัช หล่อนสั่งเด็กเสิร์ฟร่างงามระหง

“เดี๋ยวน้องอุถือถุงคุกกี้ตามหลังพี่โฉม จะมอบให้คุณธวัชที่รถเก๋งจ้ะ”

อุมาวสีหัวใจเต้นระทึก โอกาสเช่นนี้หายากนัก ไม่นึกว่ามันจะเกิดก็เกิด

เจ้าแม่แอ๊บแบ๊วชอบกำหนดบทบาทผู้อื่น สาระแนจุ้นจ้านจนน่าเกลียด คราวนี้ควรจะถูกกำหนดเสียบ้าง

บรรยากาศเดิมไม่ผิดเพี้ยน อุมาวสีตามหลังสาวใหญ่ที่นวยนาดปานนางงามบนแคทวอล์ค

“นี่ค่ะ หวังว่าคงจะทานกับกาแฟอร่อย”

เฉิดโฉมยื่นมือไปข้างหลัง รับถุงพลาสติกแข็งผูกริบบิ้น เด็กสาวยืนส่ง พร้อมทั้งหมุนแหวนเงินบรรพบุรุษ  ประสานสายตาธวัชที่อยู่มุมตรงกันข้ามแผ่กระแสจิตตานุภาพแรงสูง

ชายหนุ่มเย็นซู่ทั่วสรรพางค์กาย สติสตังร่อยหรอไม่เป็นตัวของตัวเอง แทนที่จะรับถุงขนมกรุบกรอบ กลับรวบร่างสาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ ประทับจูบดูดดื่ม

“อุ๊ย อ๊ะ”

หล่อนดิ้นกระเสือกกระสนกะปลกกะเปลี้ย แต่ไม่ถึงกับวูบวาบลืมตัว อุมาวสีซ่อนยิ้มรีบหลบเข้าตัวอาคาร

การกระทำของคนทั้งคู่ผู้เปิดเผย ท่ามกลางสายตาของลูกค้าและใครต่อใครนับสิบ บางคนลูบปากบังรอยยิ้ม คิดว่าเจ้าของสวนอาหารยึดแนววัฒนธรรมประเทศทางตะวันตก

ธวัชคลายอ้อมกอด ดึงของชำร่วยจากมือหล่อน

“ตอนค่ำ ผมจะมาคุณโฉมครับ”

“ต๊าย! ทำไมทำกับโฉมยังงี้”

เฉิดโฉมโวยวายหน้าแดงก่ำ ขืนกระทืบเท้าตีโพยตีพายจะยิ่งอับอายสายตาผู้คน

“เสน่ห์คุณโฉมรุนแรงจนผมควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่”

ธวัชกล่าวก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งในรถเก๋ง สตาร์ทเครื่อง คลานเลี้ยวออกไปจากสวนอาหาร

งุนงง ผสมเก้อเขิน เกือบจะควบคุมสติสัมปชัญญะไม่ได้ นี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งที่สองของหล่อน

อุตส่าห์ทำบุญเลี้ยงพระ หวังจะล้างอาถรรพ์ลานจอดรถ แต่ไม่เกิดผลใดๆ เลย สาวใหญ่แกล้งทำที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ หล่อนตัดพ้อต่อว่าเด็กเสิร์ฟโฉมงาม

“น้องอุใจดำ แทนที่จะร้องเตือน กลับเดินหนีเข้าร้านลิ่ว ยังกะรู้เห็นเป็นใจแน่ะ”

อุมาวสีเก็บซ่อนอาการขำกลิ้ง เฉิดโฉมชอบยกตัวเองเลอเลิศ ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นกิเลสหนา ความโลภ โกรธ และหลงท่วมท้นในกมลสันดาน สมควรอย่างยิ่งจะได้รับบทเรียน

“อุคิดว่าเป็นกิจกรรมส่วนตัวค่ะ ขืนไปข้องแวะ จะเสียมารยาท”

“กิจกรรมส่วนตัวบ้าบอคอแตกน่ะสิ” กระแทกเสียงค่อยๆ ค้อนควัก “ฉันไม่เคยให้ท่าสักนิด อ้อ…ลืมเสียสนิทเชียว ไม่ได้ขอให้หลวงพ่อประพรมน้ำมนต์ที่ลานจอดรถ”

“พี่โฉมเสน่ห์แรงอยู่แล้ว คราวนี้ทาน้ำหอมกลิ่นยั่วยวนกวนใจหนุ่ม”

“จริงเหรอ ฉันอยู่เหนือเธอ”

“เชื่อว่าจริงค่ะ อุคุยกับพี่โฉมยังได้กลิ่นหอมสดชื่น ไม่นับความสวย ทรวงอกที่อวบอิ่ม”

ปลื้มปีติ เฉิดโฉมลูบประคองเส้นผมสลวย จริตจะก้านพราว ฉุกคิดถึงกันนัดธวัชตอนค่ำ คาดว่าเขาจะแก้ตัวยาวเหยียดเฉยเมย ประหนึ่งว่ามันเป็นเหตุการณ์ปกติวิสัย

O         O         O         O

หกโมงเย็น จำรูญที่จอดมอเตอร์ไซค์ใต้สะพานลอยคุยกับเพื่อนแก๊งมิจฉาชีพ

“หล่อนชื่ออุ เด็กรุ่นสาวอายุยังไม่ถึงยี่สิบ สวยพอที่จะประกวดนางงามได้ตำแหน่ง”

“ตำแหน่งมิสปิ๋วหรือวะ”

สหายทรชนยักคิ้วแผล็บ เจ้าจำรูญกระตุกไหล่พรืด

“สวมมงกุฎสิโว้ย”

“รวยมั้ย?”

“ฐานะกลางๆ” โจรมอเตอร์ไซค์ประเมินสถานการณ์ “อย่างน้อยเอ็งจะได้มือถือเครื่องนึงเป็นค่าเหนื่อย จี้ปลดทรัพย์นังอุเสร็จ เอ็งวิ่งลงมาซ้อนท้ายรถข้าบึ่งหนีตำรวจ”

วายร้ายคู่หูเกาซอกคอแกรก นัยน์ตาเหี้ยมภายใต้คิ้วดกเข้มแวววาว

“เผื่อสถานการณ์ไม่เหมาะล่ะ เช่น คนบนสะพานลอยเยอะ”

“เอ็งก็ละเว้นเสีย” เจ้าจำรูญบงการ “อย่างน้อยเอ็งก็จะได้รู้จักหน้าค่าตานังอุว่าสวยพริ้งระดับไหน”

“ข้าอยากรู้ ไอ้รูญ” เพื่อนชั่วย้อนถาม “ทำไมเอ็งเจาะจงจะให้ข้าจี้ปลดทรัพย์ผู้หญิงคนนี้”

มนุษย์สันดานโหดอึกอักเล็กน้อย ไม่ยอมบอกว่าเด็กสาวนาม “อุ” มีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ เคยบันดาลให้จักรยานยนต์ของมันลอยขึ้นสูง ตกลงมาพังยับเยินต้องขายเป็นเศษเหล็ก

ยังไม่ได้ชำระความแค้น ส่งสมาชิกร่วมแก๊งมาลองของ

“รายนี้สะดวกโยธินโว้ย สิบเบี้ยใกล้มือฉวยไปก่อนเป็นกำไรชีวิต ผู้หญิงใจเสาะ แค่เอ็งล็อคตัว มีดแหลมจี้คอหอย หล่อนก็แทบว่าจะเป็นลมช็อค”

หนุ่มมิจฉาชีพขึ้นสะพานลอย เดินเตร่รอเหยื่อ อากาศเริ่มขมุกขมัว แต่ไฟถนนสว่าง

อุมาวสีเลี้ยวออกจากถนนซอย เลียบมาตามทางบาทวิถี เป้าหมายคือสะพานลอยที่คร่อมถนนเมน

ด้วยจิตที่โปร่งเบาสงบเยือกเย็น ทำให้สัมผัสกระแสปฏิปักษ์ เด็กสาวยืนนิ่งใช้พลังจิตตรวจสอบ

ภาพปรากฏทางมโนทวารรางเลือน เจ้าจำรูญจอดมอเตอร์ไซค์ใต้สะพานลอย ชายหนุ่มอีกคนเดินเตร่บนสะพานหาจังหวะเหมาะ

อาศัยปฏิภาณอันฉับไว ไม่ยากที่จะเดาว่า เจ้าจำรูญส่งสหายร่วมแก๊งมาดักจี้ปลดทรัพย์หล่อนเชิงแก้แค้น

เชอะ! รู้จักเราน้อยเหลือเกิน นึกหรือว่าจะสำเร็จหวานหมู

เด็กสาวขึ้นสะพานลอย กลั้นลมหายใจหมุนแหวนเงินในนิ้ว เคลื่อนร่างเชื่องช้าเสมือนกำลังชมสวน

ทรชนที่ยืนดักจ้องเขม็ง ช่างน่าอัศจรรย์นัก เจ้าคนชั่วแลเห็นอุมาวสีเป็นหญิงชราแก่หง่อมวัยเฉียดร้อย แต่งกายขมุกขมอมเทียบเท่าขอทาน นางเดินกระย่องกระแย่ง ราวกับว่าเแค่ผลักเบาๆ ก็ล้มกลิ้ง

มันพกมีดปลายแหลม เสียเวลาเปล่าที่จะจี้ปลดทรัพย์ ตะคอกกักขฬะ

“เร็วหน่อยโว้ย รำคาญลูกกะตากู”

อุมาวสีเฉียดผ่านลงบันไดสะพานลอย ช่วงนั้นถนนปลอดโปร่ง ยวดยานวิ่งอยู่ไกลมากยังมาไม่ถึง พลันประจันหน้าเจ้าจำรูญที่ยืนข้างจักรยานยนต์

“แกส่งสมุนมาดักทำร้ายฉัน ยังไม่เข็ดอีกเรอะ”

“อ๊ะ! เปล่า”

จอมวายร้ายเงอะงะตระหนก แถมหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน

อย่างรวดเร็ว ยื่นมือผลักเบาๆ ที่แผงอกเจ้าจำรูญ ประหนึ่งถูกพลวัตมหาศาล มนุษย์เจ้าเล่ห์กระเด็นลอยหวือข้ามฟากถนน หล่นตุ้บ กลิ้งขลุกๆนอนแอ้งแม้ง ฟ้าครอบดิน-ดินครอบฟ้า จุกแอ้ก

บังเอิญเพื่อนสารเลวแลเห็นใครกระเด็นหวือ น่าสงสัยยิ่ง พาลคิดว่าเกิดการทะเลาะวิวาท

มันรีบวิ่งลงสะพานลอย ตรงไปที่จักรยานยนต์ของหัวหน้าแก๊ง

ประจันหน้าดรุณีผู้เลอโฉม อุมาวสียกมือผลักอก เป็นปรากฏการณ์ซ้ำซ้อน มันถูกพลังขับเคลื่อนแรงสูง กระเด็นลอยลิ่วตกลงใกล้ขอบถนนฝั่งตรงข้าม

กลิ้งขลุกๆ ไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ ประกบก่ายเจ้าจำรูญที่พึ่งจะโงหัวขึ้น จึงล้มลงไปอีกทั้งคู่เดนมนุษย์

เด็กสาวสืบเท้าไปที่ป้ายรอรถเมล์ เพียงนาทีเดียว รถประจำทางก็แล่นมาจอด หล่อนก้าวขึ้นไปนั่งสบายใจเฉิบ

O         O         O         O

สถานที่นั้นเป็นคาเฟ่ระดับไฮโซ อาณาบริเวณกว้างพอประมาณ มีวงดนตรีอันเดอร์เกราวนด์ จัดห้องสูบบุหรี่ไว้ต่างหาก ไม่ปะปนกับลูกค้าทั่วไป

ยังหัวค่ำ วงดนตรีเล่นเพลงป๊อป สบายโสต ไม่เน้นซาวด์โลหะ นักเที่ยวราตรีทยอยมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ขาประจำ

ธวัช-เฉิดโฉมนั่งโต๊ะริมใกล้กระถางพลูด่าง อาหารรสแซ่บถูกสั่งมาเต็มโต๊ะ จานเล็กทั้งสิ้น แต่ราคาแพงเฉียบ ประเภทตาสีตาสาได้ยินคงจะหูอื้อ

“ใจคอคุณโฉมจะดื่มแค่น้ำเย็นเท่านั้นรึ”

ชายหนุ่มวางแก้วที่เพิ่งจิบเบียร์ลง ท่ามกลางแสงไฟสลัว สาวใหญ่อาบไปด้วยเสน่ห์ร่องทรวงขาวผ่อง ยั่วยวนกวนใจบุรุษเพศ

“ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าค่ะ โฉมอยู่กับสวนอาหารเคยชิน ไม่ค่อยจะเอมโอชกับมันสักเท่าไหร่”

“ที่ผมเผลอกอดจูบคุณโฉมครั้งที่สอง ขอรับผิดชอบการกระทำของตัวเองครับ”

อยากฟังคำนี้มานานแล้ว เฉิดโฉมประสานสายตาธวัช กึ่งชำเลืองค้อน

“นั่นสิคะ ขอถามหน่อย คุณธวัชควบคุมสติไม่อยู่เชียวหรือ ถ้าไม่ใช่ขาประจำที่สวนอาหารล่ะก็ โฉมแจ้งความจับแล้ว หรือว่าเห็นโฉมเป็นสินค้าตลาดสด

เขายิ้มเจื่อน กระดากกระเดื่อง สารภาพความจริง

“ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลลึกลับ สติขาดหายไปประมาณนาทีนึง”

หล่อนเคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้ง ที่ลานจอดรถ ประหลาดเหลือเชื่อ แต่ก็ยอมรับว่าเขาไม่โกหก

“คุณธวัชจะรับผิดชอบยังไงคะ”

“ขอเป็นแฟนคุณโฉม”

เคยผ่านประสบการณ์ความรักค่อนข้างเยอะ ผู้ชายฝากรักง่ายๆ มักจะเกิดจากการคะนองปาก ไว้ใจได้หรือ สาวใหญ่หัวเราะหวานพลิ้วในลำคออวบ

“แล้วน้องอุล่ะ”

“หากจะเปรียบว่าคุณเฉิดโฉมเป็นนางพญา น้องอุก็เท่ากับนางทาส สมมุติว่าผมเป็นแฟนนางพญา ทำไมจะต้องแคร์นางทาส จริงไหมครับ”

สะใจเหลือเกิน หล่อนอยากจะให้อุมาวสีได้ยินคำนี้ จ้องลึกลงไปในดวงตาฝ่ายตรงข้าม ค้นหาแววพิรุธ

“เขาลือกันว่า คุณธวัชเก็บใครคนนึงไว้ลับๆ จริงหรือคะ”

เล่นเอาธวัชอึกอัก เกือบจะเก็บซ่อนความกระสับกระส่ายไม่มิด เขาแกล้งหัวเราะขบขัน

เรื่องของคนช่างเม้าท์ วันไหนไม่ได้นินทาคนอื่นคงจะท้องเดิน ผมโสดสนิทกล้าท้าพิสูจน์”

“งั้นพาโฉมไปรู้จักครอบครัว”

“แน่นอน ว่าแต่คุณโฉมจะพร้อมเมื่อไหร่ครับ”

“เราควรจะรู้จักกันมากกว่านี้ พร้อมเมื่อไหร่จะบอกคุณธวัช”

เวลาผ่านไปด้วยความสนุกสนานบันเทิง แนวดนตรีแรงร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฮาร์ด คอร์ เมทัล ซาวด์กระหึ่มพร่างพริ้ว ปานจะกรูเกรียวเข้าไปในช่องหู หาฟังได้ยากนัก เปรียบได้ว่าซาวด์ขั้นเทพ

เฉิดโฉมชิมกับแกล้มรสชาติจี๊ดจ๊าด เปรียบเทียบกับที่สวนอาหารอิ่มเอม ความชำนิชำนาญทำให้รู้ว่ามีเครื่องปรุงส่วนผสมอะไรบ้าง

“ทานแกล้ม-น้ำแข็งเปล่าไม่เท่ห์นะครับ” เขาพูดติดตลก “คุณโฉมไม่ดื่มเบียร์ น่าจะลองพั้นซ์สักแก้วเข้าบรรยากาศ”

“ได้ค่ะ”

ธวัชกระดิกนิ้วเรียกบ๋อย สั่งเครื่องดื่ม ลอบสบตาบริกรหนุ่มเป็นรหัสที่รู้กันลับเฉพาะ

ครู่เดียว พนักงานเสิร์ฟสมุนเก่าก็ยกแก้วพั้นซ์มาตั้งโต๊ะ แก้วเชิงทรงสวยบรรจุน้ำผสมผลไม้รวมสีแสดผสมแอลกอฮอล์เจือจาง หล่อนละเลีบดจิบ คุยกับธวัชสลับฉาก พยายามคิดว่าเขาเป็นตัวสำรอง ไม่ใช่นวมินทร์ตัวจริง

การคุยจะเสียงดังกว่าปกติ เกือบจะเข้าขั้นตะเบ็ง มิฉะนั้น เสียงดนตรีจะดังกลบ

“เอ๊ะ! โฉมชักจะตาลายเวียนหัว”

“ไม่ถูกโรคกับเมทัล ซาวด์กระมังครับ ผมจะพาคุณโฉมไปส่ง”

ธวัชพยักหน้าเรียกบริการ สั่งเช็คบิล แอบยัดทิปพิเศษใส่มือพนักงานเสิร์ฟพันบาท

ประคองหล่อนลุกจากโต๊ะ เฉิดโฉมม่านตาหนักอึ้ง วิงเวียนศีรษะรุนแรง รู้สึกประหนึ่งว่าพื้น คาเฟ่หมุนคว้างเอียงกระเท่เร่ ไฟบนเวทีระยิบระยับ ทรัมเป็ตกรอกแก้วหู ตามด้วยกลองกระหน่ำ

อนุสติสุดท้ายเตือนตน สาวใหญ่ครางอ้อแอ้ดุจละเมอ

“ไอ้พั้นซ์แก้วนั้นทีเดียว คุณมอมยา ฉันไม่ไปด้วย แท็กซี่…แท็กซี่อยู่ไหน”

“คุณโฉมเมาแล้ว พูดเลอะเทอะ”

ธวัชพยายามรั้งโอบเอว ประคองหล่อนดึงลากตรงไปที่รถเก๋ง

ช่วยตัวเองไม่ได้เสียแล้ว กะปลกกะเปลี้ยเขาอ่อนหมดแรง ความง่วงจู่โจม

เฉิดโฉมสะบัดศีรษะหงึก สิ้นสติสมปฤดี

หนุ่มคู่ควงเกือบจะหัวเราะก้าก

 



Don`t copy text!