อุมาวสี บทที่ 37 : พี่ชาย-น้องสาว

อุมาวสี บทที่ 37 : พี่ชาย-น้องสาว

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

วันหยุด อุมาวสีติดตามพิชญ์ขึ้นคฤหาสน์ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับครอบครัวของแฟนหนุ่ม รู้สึกประหนึ่งเล่นละคร ทุกอย่างต้องเสแสร้งให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

รัฐมนตรีพิพัฒน์ไปตีกอล์ฟกับก๊วนนักการเมืองประสานไมตรีจิตมิตรภาพ เหลือแต่คุณนายนุชนารถ บางครั้งบางคราวลอบชำเลืองมองลูกสะใภ้คนชัง นัยน์ตาฉายประกายแรงร้อนดุจไฟนรก

พีรวรรณ-พิณทิพย์ประกบเคียงข้างน้องสะใภ้ผู้พลัดถิ่น รุมซักถามความในเชิงล้วงความลับ โดยเฉพาะพิณทิพย์ได้โอกาสเป็นเหน็บแนมสับโขลกแบบนิ่มๆ แม้มารดาจะได้ยินหางเสียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“ต๊าย! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อยู่กินกับโหน่งกว่าหกเดือน แฟนไม่เคยซื้อทองให้เธอแม้แต่สลึงเดียว”

รำคาญชะมัด วาจาส่อเสียดสาระแนเจาะลึก ไม่คำนึงถึงมารยาท ถือเอาความเป็นพี่สาวพิชญ์เป็นข้อได้เปรียบ อุมาวสีตอบกลับนุ่มนวล

“อุไม่อยากได้ค่ะ พี่แนท อันที่จริงพี่โหน่งก็เคยปรารภ”

“อ้าว! ทำไมล่ะจ๊ะ” พีรวรรณช่วยน้องสาวซักฟอก “อย่าบอกเชียวนะว่า เธอพอใจสร้อยข้อมือพลอยแดงของคุณยายเส้นเดียว ไม่ปรารถนาเครื่องทองรูปพรรณชนิดอื่น”

“คำถามของพี่แนนโดนใจอุ ใช่ค่ะ”

สองพี่น้องลอบสบตากันแว็บหนึ่ง ความคิดของพิณทิพย์ต่อต้านน้องสะใภ้รุนแรง

ลอเยแต-หลอ โลภมาก โลภปานกลาง และน้อยมีอยู่กับผู้คนทุกระดับ มันเป็นความสุขความสมหวังของชาวโลก ปลอดจากความโลภหรือเหลือเพียงบางเบาเท่าขนนก หาได้จากพระอริยสงฆ์เท่านั้น

“ฉันจะคอยติดตามประเมินผล ถ้ามันตรงข้ามจะถือว่า…” พิณทิพย์ลอยหน้าเชิดคางเย่อหยิ่ง “อุ๊ย! ไม่พูดหรอก เดี๋ยวจะหาว่าปากจัด”

คุณนายนุชนารถเหลียวไปทางลูกสะใภ้จำยอม นัยน์ตาเปล่งรังสีความเกลียดชังท่วมท้น

“อุไปรับคุณยายซิ ป่านนี้ท่านคงจะแต่งตัวเสร็จแล้ว”

โล่งอกชั่วคราว พ้นจากขบวนการซักฟอกของพี่สาวทั้งสอง อุมาวสีลงจากตึกประธาน เลียบไปตามทางเท้าระหว่างต้นบัวดินดอกสีชมพู

ณ ตึกเล็กด้านหลังใกล้โรงครัว ปรากฏว่านางมณีวงศ์แต่งกายเพิ่งจะเสร็จ ท่านชำเลืองมองข้อมือหลานสะใภ้

“อุลืมสวมสร้อย”

“มันบอบบาง อุเกรงว่าจะเกี่ยวอะไรขาดค่ะ”

“ไปเอามาสวมเถอะ คอยระมัดระวังหน่อยก็แค่นั้นเอง”

หลานสะใภ้ปฏิบัติตามคำสั่งของสตรีวัยแก่หง่อม ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมด้วยสร้อยทับทิมเส้นงาม ท่านชมเปาะว่า แลดูเป็นผู้ดี มีสง่าราศีขึ้นเยอะ และต่อท้ายเชิงให้ความหวัง

“ยายเก็บเข็มขัดทองของเก่าเส้นหนึ่ง หนักสิบห้าบาทเชียว ตั้งใจว่าจะให้เป็นของขวัญแก่เหลนคนแรก รีบๆ ตั้งท้องเข้าเถอะ เดี๋ยวพี่แนนเขาแต่งงาน เธอจะชวด”

ถึงคราวที่อุมาวสีจะขวยเขิน ผสมผสานกับความรู้สึกบางอย่าง ที่หิมพาลัยนครบ้านเกิด แร่ทองคำดาษดื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปนอยู่ในเม็ดกรวดก้นลำธาร ชาวหิมพาลัยคุ้นเคย จนนึกไม่ถึงว่าจะมีราคาค่างวด ตรงกันข้ามกับแร่เงิน

“ขึ้นอยู่กับบุญวาสนา อุไม่แข่งกับพี่แนนค่ะ”

อุมาวสีจูงมือนางมณีวงศ์ผ่านไปตามทางเท้ามุ่งสู่ตึกประธาน คุณนายนุชนารถยืนที่เฉลียงจับตาเขม็ง พิณทิพย์กระซิบ

“คุณแม่ดูสิคะ ลอเยบังอาจ”

“แม่รู้แล้ว เดี๋ยวแนทประคองคุณยายเข้าไปนั่งในตึก

ลูกสะใภ้จับกระแสความรู้สึกออก ชักจะครั่นคร้าม คาดว่าแม่ผัวจะหาทางจวกไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

เมื่อสองสตรีต่างวัยขึ้นเฉลียง พิณทิพย์รับช่วงประคองบุพการีเข้าประตู คุณนายนุชนารถขวางสกัด

“คุยกับฉันก่อนอุ”

ดรุณีสะคราญโฉมชะงักกึก พินอบพิเทาสำรวม

“รู้หรือเปล่าว่า เมื่อครู่เธอประพฤติไม่เหมาะสม”

“ไม่ทราบค่ะ”

“ควรยื่นแขนให้คุณยายเกาะ ไม่ใช่จูงมือ” สุภาพสตรีเจ้ายศจาระไนความ “เพราะการจูงมือหมายถึงเป็นบุคคลระดับเดียวกัน นี่เธอเป็นเด็กเมื่อวานซืน พื้นเพมาจากไหนเราไม่รู้”

แม้จะควบคุมสติมั่นคง แต่อุมาวสีก็ไม่วายหวั่นไหวเล็กๆ นึกแล้วคุณนายจับผิดสารพัด ไม่ว่าหล่อนจะทำอะไร ไม่ดีไม่งามไปเสียทั้งสิ้น

“เมื่อกี้พี่แนทจูงมือโอบเอวคุณยายค่ะ”

“นั่นเขาเลือดเนื้อเชื้อไข หลานแท้ๆ เธอแค่เกาะเกี่ยวอาศัยโหน่ง”

“คราวหลังอุจะไม่จูงมือท่านค่ะ”

ภรรยารัฐมนตรีพิพัฒน์สะบัดเข้าตึก อุมาวสีเดินตามห่างๆ ระงับอารมณ์มิให้โกรธ

อนาถ…สังคมชาวกรุงบางกลุ่มบางพวกเป็นเช่นนี้หรือ ทั้งโลภ โกรธ และหลงข้นคลั่ก ใช้วจีกรรมประทุษร้ายผู้อื่น

ชักจะไม่รับรองตนเอง ว่าจะอดทนได้สักแค่ไหน

พิชญ์สบตามารดาที่ทรุดกายนั่งข้างนางมณีวงศ์

“ผมขออาสาขับรถพาทุกคนไปห้างครับ”

ไหวตัวจัด ความคิดส่วนใหญ่โน้มเอียงทางลบ คุณนายนุชนารถเบิกตากว้าง ทำท่าคล้ายจะชำเลืองค้อน

“แม่รู้นะ ตามไปคุมเมียเหรอ กลัวว่าเราจะเอาอุไปต้มไปแกง ยังงั้นหรือจ๊ะ”

“เปล่าครับ” ลูกชายยิ้มแก้เก้อ “ผมอำนวยความสะดวกต่างหาก”

“ไม่ต้อง ไม่จำเป็น  หรือว่าโหน่งไม่ไว้ใจแม่” หล่อนใส่อารมณ์ขึ้งเคียด “ที่ชวนอุคนเดียว ก็ต้องการให้คุ้นเคยกับครอบครัวของเรา ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ตามที่คุณพ่อทักท้วง”

“ยังงั้นคุณแม่จะให้ใครขับรถ”

“แนทจ้ะ กลุ่มผู้หญิงล้วน”

ชายหนุ่มหวั่นไหววิตก พิณทิพย์จัดจ้านเหน็บแนมเก่ง แตกต่างกว่าพี่สาวคนโตพอสมควร แต่อุ่นใจที่คุณยายร่วมขบวน ท่านจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

ทันใดนั้น ยานพาหนะคันหรูคลานเข้ามาจอดหน้าบันไดเฉลียง คุณนายนุชนารถชะเง้อคอ

“นั่นไง แนทขับรถมาจอดรอแล้ว เอายังงี้เถอะ ถ้าโหน่งห่วงใยเมีย โทร.ไปเช็คก็ได้จ้ะ”

พูดแล้ว สตรีวัยทองก็จูงมือนางมณีวงศ์ลุกขึ้น อุมาวสีที่รอตรงมุมอเนกประสงค์ลุกตาม

“สร้อยพลอยแดงของเธอรับกับข้อมือจ้ะ”

พีรวรรณแกล้งชมเปาะ สำนวนที่แฝงอยู่ในใจคือ บ้าเห่อ น้องสะใภ้ยิ้มหวานละมุน

“ขอบคุณค่ะ”

พิชญ์มองตามแฟนสาวที่รวมกลุ่มคุณแม่ไปขึ้นรถเก๋ง กังวลวุ่นวายใจพอสมควร อุมาวสีครองรักกับเขาเกินหกเดือน มารดายังไม่มีท่าทีว่าจะชื่นชอบลูกสะใภ้ตกยาก ไม่ทราบว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใด ความปรารถนาของตนจึงจะตกผลึก

ปี๊บ-ปี๊บ!

หน้าจอสีของโทรศัพท์มือถือโชว์เบอร์.และนามกุลณัฐ

“ฮัลโหล วันหยุดของพี่โหน่งหรือคะ”

“ครับ น้องกุล”

“ว่างหรือเปล่า ถ้าว่างชมภาพยนตร์กับน้องสาวสักเรื่องนึง”

“ใคร น้องสาว”

“แหม พี่โหน่งก็…”

สาวสวยหัวเราะหวานพลิ้วระรื่นโสต “กุลณัฐไงล่ะคะ หรือว่าไม่รู้จัก”

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า หล่อนต้องการจะคุถ่านไฟเก่า อันที่จริงมันดับสนิทไปนานนมแล้ว หัวใจของเขามีแต่อุมาวสีครอบครอง

นิสัยส่วนใหญ่ของพิชญ์จะยืดหยุ่นลอมชอม โดยยึดถือมารยาทและประเพณีอันดีงามเป็นหลัก คุณนายนุชนารถเป็นเพื่อนสนิทของมารดากุลณัฐ อย่างน้อยตัดบัวควรเหลือเยื่อใย

ใช่…เมื่อไม่สามารถจะแต่งงานกัน ก็ไม่จำเป็นต้องตัดไมตรีโดยสิ้นเชิง

“โอเค ดูหนังระหว่างพี่ชายกับน้องสาว โปรแกรมไหนเหมาะครับ”

“ตามห้างน่ะแหละ มีให้เลือกเยอะ พี่โหน่งอยู่บ้านใช่ไหมคะ”

“ครับ”

“งั้นกุลจะจับรถแท็กซี่ไปพบพี่โหน่ง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่ใช้รถสองคันประหยัดพลังงาน”

เท่านั้นเอง สัญญาณก็ว่าง ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือ

พีรวรรณได้ยินหางเสียง พอจะปะติดปะต่อข้อความได้ถูก หล่อนลูบปากบังรอยยิ้ม

มั่นใจว่าสักวันหนึ่ง ความพยายามของกุลณัฐจะบรรลุผลสำเร็จ และเมื่อนั้นลอเยจะหลุดออกไปจากวงโคจรโดยอัตโนมัติ

O         O         O         O

ภายในดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ คุณนายนุชนารถจูงมือมารดาผู้เฒ่า พิณทิพย์ขนาบเคียงอุมาวสีรั้งท้ายสุดเช่นเดียวกับคนใช้หรือส่วนเกิน บูธและแผงสินค้านานาชนิดตั้งเป็นหมวดหมู่ โดยเฉพาะสินค้าลดราคาจะกองพะเนิน จัดวางไม่ค่อยเป็นระเบียบ

“คุณยายนั่งรถเข็นไหมคะ?”

หลานสาวเสนอแนะ สตรีวัยไม้ใกล้ฝั่งสั่นหน้าเนิบ

“ไม่ต้องจ้ะ ยายเดินไหว ถ้าไม่ไหวจะบอก”

สัญญาณริงโทนกังวานทึบ คุณนายนุชนารถหูผึ่ง เหลียวลอกแลก ครั้นแล้วก็ชำเลืองมาทางคนเบื้องหลัง สายตาคมกริบ

“นั่นไง ทายแล้วไม่ผิด โหน่งโทร.มาเช็ค ไม่ยินดีเรอะ รับสายสิ”

“ไม่ใช่พี่โหน่งค่ะ คุณแม่”

มารดาสามีเบิกตาโตถมึงทึง ความคิดต่อเติมแตกแขนงล้วนแล้วแต่ทางลบ เชื่อว่าเป็นลูกค้าหนุ่มจากสวนอาหารอิ่มเอม

“ใคร หะ!”

“พี่เฉิดโฉมค่ะ”

“แหม! ทำขยักขย่อนพิกุล ถ้าเธอไม่กล้ารับสาย ส่งมือถือไปให้คุณแนท”

รำคาญที่สุด หยุมหยิมจุกจิกสารพัด อุมาวสีสงสัยเหลือเกิน คนที่พาลรีพาลขวางเป็นนิจศีล ชีวิตจะมีความสุขหรือ

“สวัสดีค่ะ พี่โฉม”

“น้องอุอยู่ไหนเนี่ย ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กสอดแทรก”

ประหลาด ขนาดวันหยุด เฉิดโฉมยังโทร.มาสอบถามความเคลื่อนไหว รุกล้ำสิทธิส่วนตัวของผู้อื่น ไม่คำนึงถึงมายาท กำหนดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง

“ตามกลุ่มคุณแม่ไปห้าง พี่แนทก็อยู่ด้วย พี่โฉมจะคุยไหมคะ”

“ดีเหมือนกันจ้ะ”

อุมาวสียื่นโทรศัพท์มือถือให้พิณทิพย์ สาวสวยรับไปยกมันขึ้นแนบหู สนทนากันสาม-สี่ประโยค ก็ส่งเครื่องมือสื่อสารคืน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม พูดลอยๆ ได้ยินกันทั้งกลุ่ม

“คนเสน่ห์แรงก็เป็นยังงี้แหละ มีแต่คนเป็นห่วง”

นางมณีวงศ์อดทนไม่ไหวขัดจังหวะขึ้น

“แม่เฉิดโฉมนี่ก็แปลก ขนาดวันหยุดยังโทร.มาสาระแนวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัว ให้เขาเป็นอิสระบ้างไม่ได้เชียวรึ แค่พนักงานเดินโต๊ะ ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย”

“คุณโฉมเธอหวังดีค่ะแม่” ลูกสาววัยทองยิ้มเจื่อน “แนทเคยฝากฝังให้ช่วยดูแลอุ”

“แม่แยกแยะออกนะ ระหว่างความหวังดีกับจุ้นจ้านส่อเสียด”

ถึงคราวที่คุณนายนุชนารถจะหุบปากเงียบ พิณทิพย์ก็พลอยเงียบตามมารดา

สะใภ้ส่วนเกินโล่งอก นับว่านางมณีวงศ์ช่วยกู้สถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง คุณนายกับลูกสาวไม่กล้าใช้วาจาเสียดสีทิ่มต่ำ

เวลาผ่านไปนานโข อุมาวสีไม่ค่อยจะปลอดโปร่งโล่งนัก กลเม็ดเด็ดพรายของสองแม่ลูกเพียบ สงบหงิมใช่ว่าจะหมดพิษสง อยู่ในป่ากับเสือช้างยังสบายใจกว่าแยะ

“ชักจะเมื่อยขาแล้วสิจ๊ะ”

สตรีชราปรารภ คุณนายนุชนารถสนองรับ

“แวะฟู้ดเซ็นเตอร์เถอะค่ะ แม่นั่งพักทานเต้าฮวยร้อนๆ”

นางมณีวงศ์เห็นพ้องด้วย บุคคลทั้งสี่เดินเกาะกลุ่มผ่านไประหว่างนักช็อปไฮโซ

ฟู้ดเซ็นเตอร์อาณาบริเวณกว่าร้อยห้าสิบตารางเมตร ผู้คนเยอะแยะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พิณทิพย์แวะแลกซื้อคูปองจำนวนหนึ่ง พูดกับน้องสะใภ้สำนวนกึ่งประชด

“เอ้า นี่ของเธอ เอาไปบริหารปากท้อง”

“อุไม่ทานหรอกค่ะ”

คราวนี้ไม่ใช่ลูกสาว หากมารดาพิชญ์หันมาทำตาวาวคมกริบ

“แค่ขนมสักถ้วย มันหนักหนานักเชียวรึ หรือว่าเธอยโสโอหัง ไม่เอากลุ่มไม่เอาพวก ปลีกตัวต่างหากแตกแยก”

นับว่าคุณนายนุชนารถเป็นนักรวบรวมข้อมูลชั้นยอดเยี่ยม เรื่องหยุมหยิมสัพเพเหระจับเป็นประเด็นได้หมด พร้อมที่จะจวกได้ทุกโอกาส หน้าตากิริยาท่าทางก็ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่ทำไมใจร้ายอำมหิตขาดมนุษยธรรม

อุมาวสีรับส่วนแบ่งคูปองจากพิณทิพย์ ไม่ลืมกล่าวขอบคุณ แลกซื้อถั่วแดงต้มน้ําตาล ยกถ้วยมานั่งร่วมโต๊ะ คืนคูปองที่เหลือแก่เจ้าของเดิม พิณทิพย์เปรยขึ้นเชิงเหยียดหยาม

“น้องอุคงจะทานพิซซ่าไม่เป็น”

“ใช่ค่ะ”

“พยายามทำอะไรเหมือนคนอื่นเขาบ้าง” ยิ้มเยาะเต้นพราวที่ริมฝีปาก “มิฉะนั้นเธอจะตกสำรวจ เข้าข่ายหูป่าตาเถื่อน รับรองว่าอาหารจำพวกหนอนคั่วไม่มีขายในฟู้ดเซ็นเตอร์”

นี่หรือสร้างความเป็นกันเองคุ้นเคย  พามาเชือดเฉือนชัดๆ เด็กสาวตระหนักว่า ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนก็ตาม ไม่อาจเอาชนะใจสามแม่ลูกฝ่ายปรปักษ์

“พิซซ่ายายก็กินไม่เป็นจ้ะ” นางมณีวงศ์ขัดคอ “อาหารการกินเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเอาใจสังคม”

หลานสาวแย้งไม่ออก พาลคิดว่าผลจากการประจบประแจงของลอเย คุณยายจึงคอยปกป้อง

เวลาผ่านไปด้วยการบริโภคน อุมาวสีกลั้นลมหายใจหมุนแหวนเงินในนิ้ว แผ่พลังจิตออกจากกาย สายตาจับจานก๋วยเตี๋ยวราดหน้า เรื่อยไปจนถึงเจ้าตัวที่จับช้อนส้อม

ชั่วเสี้ยวนาที พิณทิพย์ขนลุกเกรียวถึงหนังหัว ม่านตาเปิดกว้าง ช้อนที่ตักก๋วยเตี๋ยวชะงัก

“ว้าย! อะไรกันเนี่ย หนอนคั่ว”

“ใครบอกแนท” มารดาแปรสายตาจับช้อนลูกสาว “นั่นชิ้นหมูต่างหาก”

บัดดล สิ่งที่เห็นวิปริตกลับคืนสภาพเดิม พิณทิพย์ยิ้มกระดากกระเดื่อง

“แหม แนทไม่น่าจะตาฝาด ทานไม่ลงแล้วขยะแขยง”

พลางลุกจากโต๊ะเพื่อไปสั่งอาหารชนิดอื่น นางมณีวงศ์วิจารณ์ไล่หลังหลานสาวว่าคำหนอนคั่วฝังอยู่ในจิต ทำให้เกิดภาพลวงตา

ด้วยสัญชาตญาณ อุมาวสีรู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตาของใครคนหนึ่ง กวาดสายตาสำรวจคร่าวๆ

นั่นปะไร!

ระยะห่างออกไปยี่สิบห้าเมตร นวมินทร์นั่งโต๊ะอยู่กับเพื่อนชายหญิง ตาต่อตาประสานกันแว็บหนึ่ง

เขายิ้มกริ่มประกายตามวิบวับ รู้อะไรควรไม่ควร อ่านสถานการณ์ออก ดังนั้นจึงหมดความสนใจอุมาวสีในช่วงนาทีให้หลัง

วันนั้น เด็กสาวเตร็ดเตร่ร่วมขบวนคุณนายนุชนารถ เบื่อหน่ายสุดๆ รู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อมากกว่าสร้างสัมพันธไมตรี เผลอคิดว่าเก็บตัวอยู่ที่บ้าน นั่งดูมดดำเดินเรียงแถวยังสนุกกว่าแยะ

หลายชั่วโมง กลับถึงสถานพำนัก ไม่เจอพิชญ์พร้อมทั้งยานพาหนะคันโปรด

พีรวรรณเตร่มาเยี่ยมเยียน แฝงจุดประสงค์บางอย่าง แสร้งถามเกี่ยวกับการเที่ยวดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ สักประเดี๋ยวก็วกสู่เรื่องที่ตนต้องการสื่อ

“รู้ไหมจ๊ะ ว่าโหน่งไปไหน?”

“อุไม่ทราบค่ะ”

“เออ…บอกยังไงดีล่ะ เดี๋ยวจะเข้าข่ายยุให้รำตำให้รั่ว” หล่อนยิ้มละไม กิริยาอาการนุ่มนวลกว่าพิณทิพย์แยะ “เอายังงี้เถอะ เธอโทร.ถามโหน่ง”

ชอบกล อุมาวสีคลี่ยิ้มอ่อนโยน ไม่ยุให้รำตำให้รั่ว หากสื่อข่าวเชิงซ้อนแฝงเป้าหมายการทำร้ายลึกซึ้ง

“อุให้เกียรติพี่โหน่งค่ะ จะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับมุมส่วนตัวของเขา พี่กุลมาที่นี่หรือคะ”

“ใช่จ้ะ น้องกุลมาแท็กซี่ เอาละ เธอพักผ่อนตามสบาย พี่ไม่รบกวน”

พูดแล้ว พีรวรรณก็เคลื่อนร่างลงจากตึกขาว มั่นใจว่าปัญหาที่ตนทิ้งไว้ให้ลอเย จะกลายเป็นลูกระเบิดเวลาในที่สุด

O         O         O         O

ภาคเช้า อุมาวสีนั่งรถเก๋งเคียงข้างพิชญ์ เขาขับรถไปส่งที่สวนอาหารเช่ยเคย

ทราบว่าเมื่อวานแฟนหนุ่มหายไปกับกุลณัฐ ไม่จำเป็นต้องซักถาม หล่อนไว้เนื้อเชื่อใจเขา ว่าจะไม่ประพฤติผิดศีลธรรม

ถือคติว่าคนเราหากเอาแต่หยุมหยิม จับผิด แง่งอน ชีวิตคู่ร้อยก็ทั้งร้อยจบลงที่อัปปาง

“วันหยุดงวดหน้า ถ้าโอกาสอำนวย เราไปดูหนังกันสักเรื่องนึงโอเคนะ”

“ตกลงค่ะ”

ความคิดคำนึงสะท้อนมุมกลับทันที เป็นไปได้หรือไม่วันวานพิชญ์ชมภาพยนตร์กับอดีตแฟนเก่า สัปดาห์นี้จึงสลับฉากมาเป็นหล่อน เพื่อให้เกิดความสมดุล

ชายหนุ่มชะลอหยุดยานพาหนะคู่ชีพ ดรุณีโฉมงามก้าวลงจากรถเดินเลียบทางบาทวิถีของถนนเลนใน

โทรศัพท์ถึงนางมณีวงศ์ ไต่ถามชีวิตประจำวันเกรงว่าท่านจะเงียบเหงา ยังไม่พ้นทันจะวางหูก็รู้สึกว่าสัญญาณเรียกซ้อน

เพียงชั่วประเดี๋ยวก็ประจักษ์ว่าผู้โทร.คือ นวมินทร์

“ผมรีบติดต่อมาเสร็จก่อน คาดว่าคุณอุจะปิดเครื่อง”

“คุณมินทร์ทายถูกค่ะ”

“วันวานเจอกันในฟู้ดเซ็นเตอร์ ผมไม่เข้าไปทักทายคุณอุ คงไม่เคืองนะครับ”

“ทำถูกต้องตามกาละเทศะแล้ว”

“หญิงสาวในกลุ่มผม แฟนของเพื่อน สำหรับผมนางในฝันอยู่สูงสุดเอื้อม”

มุขเดิม เกี้ยวพาราสีหล่อน อุมาวสีไม่หวั่นไหว หัวใจมีแต่พิชญ์คนเดียวสิงสถิต แสร้งคุยเรื่องมโนสาเร่อื่น เมื่อเลี้ยวเข้าเขตสวนอาหารจึงวางหู และปิดเครื่องมือสื่อสาร เก็บลงกระเป๋า

เฉิดโฉมจับตาเขม็ง อุมาวสีฝากกระเป๋าหิ้วไว้ที่เคาน์เตอร์ เจอวาจาแบบกวนประสาท

“เมื่อกี้น้องอุโทร.คุยกับคุณมินทร์”

 



Don`t copy text!