อุมาวสี บทที่ 40 : จับจองแลกแหวน

อุมาวสี บทที่ 40 : จับจองแลกแหวน

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

“ได้เงินเยอะแยะ เราแบ่งกันคนละครึ่งห้าสิบ-ห้าสิบดีมั้ย” เจ้าจำรูญยักคิ้วสองแผล็บ “คุณอุจะได้เลิกเป็นพนักงานเสิร์ฟ เมื่อยมือเมื่อยขา นับแบงค์เข้าธนาคารเพลิน”

นั่นปะไร!

แค่ฟังข้อมูลเบื้องต้นก็อ่านลายออกว่าฉ้อฉลกลโกงฉกชิงทรัพย์ทุจริต อุมาวสีถามเคร่งขรึม

“ไหนคุณว่าจะทำประโยชน์แก่แผ่นดิน”

“แผ่นดินเป็นแค่วัตถุ” ทรชนเจ้าเล่ห์ยิ้มแยกเขี้ยว เห็นฟันที่อุดไว้ดำปื๋อ “เรายืนอยู่บนแผ่นดิน เราต่างหากที่ได้ประโยชน์”

นึกแล้ว ใช้สำนวนศรีธนญชัยยุคไฮเทค แฝงสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลไว้เต็มอัตราศึก

“รายละเอียดล่ะ?”

“ผมกับเพื่อนจะบุกจี้ร้านทอง กวาดทองในตู้กระจกใส่กระเป๋า” ทุจริตชนพูดหน้าตาเฉย ประหนึ่งว่าเป็นกิจกรรมที่น่าชมเชย “หรือไม่ก็จี้เงินธนาคารสักล้าน สองล้านบาท คุณอุใช้อำนาจพิเศษบังกล้องวงจรปิด ทำให้เราแคล้วคลาด รอดพ้นจากการจับกุมของตำรวจ”

“ผิดศีลธรรม คุณจะมีความสุขได้ยังไงต่อเสียงสาปแช่งเคียดแค้นของผู้คน”

มนุษย์วายร้ายกระตุกไหล่พรืด ทำจมูกย่นราวกับเหม็นสิ่งปฏิกูล

“คนโกงเหลี่ยมจัด ใช้อิทธิพลปกปิดความผิดของตัวเอง ใครๆ ก็ยกย่องสรรเสริญ ไม่สนใจว่าเราจะรวยมาจากไหน เชื่อผมเถอะคุณอุ กลิ่นเงินย่อมหอมหวนทวนลม

“คุณลืมไปแล้วรึ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

“ไม่จริงหรอก” พูดกลั้วเสียงหัวเราะ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทําชั่วได้ดีมีถมไป”

“นั่นมันทุภาษิต ไม่ใช่สุภาษิต ฉันไม่สนใจข้อเสนอของคุณหรอก”

อุมาวสีเดินคล้อยหลัง แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อได้ยินการข่มขู่จากเจ้าจำรูญ

“ถ้าไม่ยอมให้ไปส่ง ผมจะโพนทะนาให้ทั่วทั้งสวนอาหาร ว่าคุณอุเป็นแม่มดจอมอิทธิฤทธิ์”

“เรื่องที่คุณพูดเหมือนหนังการ์ตูน ใครเขาจะเชื่อ เอาล่ะ ฉันจะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ คุณจะคิดค่าโดยสารเท่าไหร่”

“ส่งฟรี”

“ไม่เอา คิดเงิน”

“งั้นแค่ยี่สิบบาทก็พอ ราคาจริงมากกว่านี้สาม-สี่เท่า”

เด็กสาวเปิดกระเป๋าสะพาย หยิบธนบัตรใบสีเขียวยื่น เจ้าคนโฉดเอียงคอ หลิ่วตาข้างหนึ่ง

“เตรียมจะหายตัวแว็บกลางทาง ปล่อยให้ผมเก้อค้างเติ่ง ใช่ไหมล่ะ”

นับว่าเจ้าจำรูญทายใจตรงเผง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หล่อนจะให้บทเรียนแก่มันต่างหาก

“ถ้าคุณไม่รับเงิน ฉันจะขึ้นรถเมล์”

หนุ่มมิจฉาชีพตัดสินใจกระตุกธนบัตรจากฝ่ายตรงข้าม อุมาวสีนั่งตะแคงซ้อนท้ายจักรยานยนต์ แสร้งพูดจี้ใจดำของทรชน

“เพื่อนคู่หูนักฉกชิงกระเป๋าผู้หญิงหายไปไหนเสียล่ะ น่าจะซ้อนท้ายประจำ ช่วยกันทำมาหากิน”

มนุษย์เส็งเคร็งแทบว่าจะสะดุ้งแปดตลบ ฉุนกึก ความลับสุดยอด แม้แต่ตำรวจก็ยังสืบสาวราวเรื่องไม่ถึงตัว แต่อุมาวสีสามารถรู้แจ้ง ประหนึ่งมีญาณวิเศษ

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร”

เจ้าจำรูญสตาร์ทเครื่อง บึ่งจักรยานยนต์ ดีแล้ว จะแกล้งขับซิ่ง เลี้ยวซิกแซก อยากให้ผู้โดยสารพลัดร่วงตกเสียด้วยซ้ำ ตกเป็นเหยื่อของยวดยานที่วิ่งไล่หลัง

โมโหเดือดปุด หน้ามืดตามัว สนใจบรรยากาศรอบกายน้อยลง แลเห็นยวดยานนานาชนิดเคลื่อนตัวเป็นขบวนยาวเหยียด

เสมือนกาลเวลาจะขาดหายไปชั่วขณะ มันรู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อถนนแคบ สิ่งปลูกสร้างริมทางไม่หนาแน่น

ใช่แล้ว นอกเมือง เขตปริมณฑลกรุงเทพฯ ด้านหลังว่างเปล่า ปราศจากร่างสะคราญโฉมนั่งซ้อน

จากป้ายริมถนน บอกทางไปบางปะอิน เขตพระนครศรีอยุธยา

“ช่วงเวลาแป๊บเดียว กูมาได้ยังไงเนี่ย ซวยฉิบ…”

ทุจริตชนสบถ ต่อท้ายหยาบคายก่นโคตร อาฆาตจองเวรอุมาวสี ขณะเลี้ยวมอเตอร์ไซค์กลับ

“กูกำความลับหล่อน พรุ่งนี้เถอะจะได้เห็นดี”

O         O         O         O

เก้านาฬิกาตรง สวนอาหารอิ่มเอมเพิ่งจะเปิด พนักงานช่วยกันยกตู้กระจก ถ้วยชามและอุปกรณ์

อีกจำนวนหนึ่งตั้งโต๊ะเก้าอี้ ต่างปฏิบัติภารกิจค่อนข้างจะชุลมุน

เจ้าจำรูญขี่มอเตอร์ไซค์เลี้ยวเข้ามาจอด รปภ.ขวางสกัด ค้อมคำนับลูกค้ารายแรก

“เราจัดร้านยังไม่เสร็จเรียบร้อยเลยครับ อีกประมาณสิบห้านาทีจะเปิดบริการ”

“ใครเป็นเจ้าของสวนอาหาร”

“อ๋อ! คุณเฉิดโฉมคนที่ทำหน้าที่แคชเชียร์น่ะแหละ เธอยังไม่ลงมาจากห้องพักชั้นบน”

มนุษย์สารพัดชั่วนึกทบทวนความทรงจำ สาวใหญ่พราวเสน่ห์ร่างค่อนข้างท้วมนั่งในคอกเคาน์เตอร์

ได้การล่ะ ประเดี๋ยวจะขยายความลับของอุมาวสีหมดเปลือก

“ไม่เป็นไรครับ ผมจะรอพบคุณเฉิดโฉม”

“ขอโทษ คุณมีธุระอะไรครับ?”

“ธุรกิจ”

รปภ.วัยกลางคนถอยฉาก เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามผ่านการติดต่อทาบทามเบื้องต้นจากเฉิดโฉมแล้ว นี่เป็นการเพิ่มเติมภาคสองเพื่อความสมบูรณ์แบบ

ช่วงเวลาที่รอคอย เจ้าจำรูญล้วงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันฉุย นึกกระหยิ่มในแผนของตน เท่ากับก่อวินาศกรรมย่อยๆ ในชีวิตของอุมาวสีทีเดียว

หนอย…ไม่ร่วมแผนโจรกรรมกับเรา ยึดถืออุดมคติไม่คดไม่โกง อุดมคติกินไม่ได้หรอกโว้ย

นั่นปะไร!

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์เคลื่อนโฉมลงมาจากบันไดชั้นบน ทรวงอกอวบอิ่มไหวกระเพื่อม เจ้าคนโฉดทิ้งก้นบุหรี่ เหยียบดับ สืบเท้า…

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อุมาวสีลงจากรถเก๋งพิชญ์ขับมาส่ง ข้ามสะพานสู่ถนนเลนใน

พลันสังหรณ์ใจวูบ จับแหวนบรรพบุรุษในนิ้ว สำรวมสมาธิ ภาพเจ้าจำรูญปรากฏทางมโนทวาร กำลังเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ อ่านพฤติกรรมออกว่ามันจะเปิดโปงความลับ

ใช้อิทธิปาฏิหาริย์ย่นระยะทาง ชั่วพริบตาเดียว ดรุณีแห่งหิมพาลัยก็ปรากฏกายเบื้องหลังเฉิดโฉม เจ้าจำรูญเพียงคนเดียวที่แลเห็น

มันชะงักจังงัง อ้าปากพะงาบดุจถูกสาป

คู่ปรับเพ่งสายตาสะกดจิต บุรุษมิจฉาชีพขนลุกเกรียวถึงหนังหัว สติสัมปชัญญะร่อยหรอ หมดความเป็นตัวของตัวเอง

“คุณมีธุระอะไรคะ?”

เฉิดโฉมเลิกคิ้วโก่ง

“ฮะแอ้ม! อกคุณตู๊ม-ตูม”

จอมวายร้ายฉีกยิ้ม สายตาจาบจ้วงทะลึ่งทะเล้น

“ของจริงหรือของปลอม ขอพิสูจน์หน่อย”

“ว้าย! ไอ้บ้า”

ทรชนไร้จิตสำนึกเอื้อมมือตะปบอกเสื้อ อาศัยความว่องไวหล่อนถอยฉากหลบ ปลายนิ้วสัมผัสเฉี่ยวฉิว

“ช่วยด้วย!”

ตะเบ็งสุดเสียง

พนักงานทั้งสวนอาหารตะลึง บางรายดาหน้าดักล้อม ฉวยอาวุธเท่าที่จะหาได้ เช่น ขวดเบียร์ เป็นต้น

“มันลวนลามฉัน”

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ตะเบ็งเสียงซ้ำ

รปภ.อดีตนักมวยกรากเข้ามา พนักงานหลีกทางให้เป็นช่องโล่ง ขยุ้มคอเสื้อเจ้าจำรูญ ตวัดหมัดจับเปาะที่ปากจมูกครึ่งจมูกครึ่ง

ตั้บ!

สะเทือนประหนึ่งโดนเสากระทุ้ง เลือดชั่วทะลักทันตาเห็น ทรุดลงไปกองกับพื้นดุจผ้าขี้ริ้ว

“แจ้งตำรวจ”

เฉิดโฉมแกล้งขู่ ฉวยโทรศัพท์

เท่านั้นเอง เจ้าจำรูญก็ตะกายลุกขึ้น วิ่งโซเซออกไปนอกอาคาร ฉวยจักรยานยนต์ ขี่ตะบึงเลี้ยวออกจากคาร์พาร์ค

เหล่าลูกจ้างที่รายล้อมนายจ้างหญิง ต่างแยกย้ายกันกลับไปปฏิบัติภารกิจ แน่นอน…บางรายซุบซิบถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ

อุมาวสีผ่านเข้าสวนอาหาร ฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ เฉิดโฉมเล่าความ สุ้มเสียงยังไม่คลายความตื่นเต้น แถมพก

“ฉันจำได้จ้ะ ไอ้คนที่ย้ายจานข้าวไปร่วมโต๊ะกับคุณมินทร์ เจตนาให้เขาเลี้ยง”

ผู้ฟังยิ้มเนือยๆ ท่วงทีสงบ รู้ต้นสายปลายเหตุตลอด

“พี่โฉมคิดว่า คุณมินทร์เป็นเพื่อนหนุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือคะ”

“ไม่คิดจ้ะ แต่สงสัยว่าเขารู้จักกันได้ยังไง คนละเกรด” เฉิดโฉมย่นหัวคิ้วใคร่ครวญ “น้องอุลองโทร.ถึงคุณมินทร์ แล้วพี่จะรับสายต่อจากเธอ”

“ทำไมไม่โทร.หาคุณมิทร์โดยตรงล่ะคะ”

“เบื่อ เจอแต่โอเปอเรเตอร์รับสายทุกที อ้างว่าเจ้านายไม่ว่าง ติดธุระอย่างโน้นอย่างนี้ มีธุระอะไรสั่งไว้ก่อน” จีบปากจีบคอค้อนควักกรายๆ “อาจจะเป็นเพราะรูปร่างไม่ระเหิดระหงแบบเธอ”

“อุเองก็ไม่วิเศษวิโสไปกว่าพี่โฉม จะลองดูไม่รับรองว่าจะได้ผล”

เด็กสาวหยิบโทรศัพท์พื้นฐานที่เคาน์เตอร์ กดปุ่มหมายเลขโทร.ออก ได้ยินเพลงรอสายรักคนที่มีเจ้าของ สักประเดี๋ยวก็มีเสียงห้าวทุ้มเสนาะโสตรับสาย

“คุณอุนัดผมหรือครับ”

“เปล่าค่ะ พี่โฉมร้อนใจอยากจะคุยกับธุระกับคุณมินทร์”

พูดจบ เด็กเสิร์ฟก็ยื่นโทรศัพท์ให้สาวใหญ่ฉายาเจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว เฉิดโฉมบีบเสียงแหลมเล็กปานนางนาคพระโขนง

“สวัสดีค่า…”

นวมินทร์ย่นจมูกไม่สบอารมณ์ แต่จำเป็นต้องตกกระไดพลอยโจน

“ธุระอะไรครับ?”

ถึงคราวที่หล่อนจะเล่าความ เสียงเล็กเสียงน้อยลีลาดัดจริต ประหนึ่งว่าตนวัยขบเผาะไร้เดียงสา ถูกชายโฉดลวนลามเจ้าชู้ยักษ์ หากเป็นสถานที่เปลี่ยวคงจะเสียหายยับเยิน ต่อท้ายเอาบุญคุณ

“นี่เห็นว่ามันเป็นเพื่อนคุณมินทร์ ไม่งั้นละก็ โฉมไปแจ้งความแล้ว”

ชายหนุ่มเดาวิกฤตการณ์ออกกึ่งหนึ่ง แม้เจ้าจำรูญจะชั่วช้าสามานย์ แต่ไม่เชื่อว่ามันจะงี่เง่าบ้าบอคอแตกขนาดนั้น น่าจะถูกอำนาจลี้ลับสะกดจิตเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเดียวกับเขา

“เขาไม่ใช่เพื่อนผม แค่คนเข้ามาตีสนิท พี่โฉมรีบไปแจ้งความได้เลย”

“ช่างเถอะ ไหนๆ เหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้ว เจ้านั่นเองก็ได้รับบทเรียนพอสมควร” เฉิดโฉมเว้นระยะหน่อย “น้องอุปรารภอยากจะให้คุณมินทร์มาอุดหนุนที่นี่ค่ะ”

ขำกลิ้ง ทำไมนวมินทร์จะไม่รู้ว่า เฉิดโฉมเสแสร้ง บิดเบือน หรือกล่าวเท็จ

“ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่าง เอาเป็นว่าว่างวันไหนก็จะไปวันนั้น”

สัญญาณหลุด แสดงว่าคู่สนทนาวางสาย หล่อนพูดลอยๆ กับเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่ง

“น้องอุสิ้นความขลัง ขนาดพี่แอบอ้างเธอ คุณมินทร์ยังไม่สน”

“ความขลังอยู่ที่พี่โฉมเพียบค่ะ” อุมาวสีตอบมานิ่มๆ “ไม่ลองชวนในนามพี่โฉม”

O         O         O         O

เฉิดโฉมหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาวางบนเคาน์เตอร์ พูดกับดรุณีร่างงามระหง

“เธอลองเปิดกล่องดูสิจ๊ะ”

อุมาวสีทำตามวาจาของหล่อน ปรากฏว่าปลอกมีดแบบผู้ชายทองสิบแปดเค โทนสีชมพู

“สวยมากค่ะ”

“นี่แหละ พี่เตรียมไว้แลกเปลี่ยนแหวนเพชรของคุณธวัช เรามีนัดกันเย็นนี้จ้ะ”

“พี่โฉมเห็นแหวนเพชรหรือยัง”

“ยังเลย แต่เชื่อว่าราคาแพงกว่าของพี่แยะ” เฉิดโฉมยิ้มระรื่น “เปรียบได้ว่ากุ้งฝอยตกปลากะพง”

“งานแต่งงานพี่แนน” อุมาวสีเปลี่ยนเรื่องคุย “พี่โฉมกะจะพาคุณธวัชไปด้วยหรือเปล่าคะ”

“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จ้ะ อันที่จริงในบัตรเชิญระบุให้พาใครไปด้วยหนึ่งคน แฝงนัยว่าแฟนน่ะแหละ”

การสนทนาขาดตอน เมื่อนวมินทร์พาเพื่อนชายสองคนเข้ามานั่งโต๊ะ เด็กสาวแยกไปบริการสามหนุ่ม

จดรายการเสร็จ อ่านทบทวนตามระเบียบ นำไปบอกแม่ครัว ต่อจากนั้นอุมาวสีก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์

“คุณมินทร์มาแล้ว พี่โฉมจะเล่าเรื่องคนขับมอเตอร์ไซค์ลวนลามก็เชิญเลยค่ะ”

วิกฤตการณ์ผ่านไปหลายวัน ความเร่าร้อนทางอารมณ์คลายลง เฉิดโฉมเชิดคางจีบปาก

“หายโมโหแล้วจ้ะ ไม่อยากเล่าความซ้ำซาก อีกอย่างนึง เขามากันสามคน คุยเรื่องส่วนตัวไม่สะดวก น้องอุก็รู้สึกไม่แตกต่างกับพี่ใช่ไหมล่ะ”

เอากับแม่ซิ คารมจัดจ้านเหลือเกิน เรื่องของตนเอง แต่ไม่วายแว้งเหน็บคนอื่น เด็กสาวคลี่ยิ้มเยือกเย็น

“พี่โฉมก็ทราบว่าอุไม่โสด ไม่มีความส่วนตัวจะให้ผู้ชายอื่นค่ะ นอกจากพี่โหน่ง”

“ความส่วนตัวมีหลายระดับ” ตะแบงเชี่ยวชาญความเคยชิน “เป็นเพื่อนเป็นพี่น้องผู้ที่เรานับถือ พี่เชื่อว่าแม้คุณโหน่งก็เถอะ ไม่ได้คบน้องอุผู้หญิงคนเดียวในโลก เธอตีกรอบตัวเองเข้มงวด อยากรู้นักว่าจะเอาความสุขมาจากไหน”

เฉยเสีย เสมือนยอมจำนน อุมาวสีเลี่ยงไปจัดการอาหารตามสั่ง

เวลาผ่านไปไม่นานนัก กลุ่มนวมินทร์ก็ชำระเงิน พากันลุกออกจากโต๊ะ

ณ เก๋งคันงาม ชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษเดินเข้ามาหานวมินทร์ ยิ้มปูเลี่ยน

“ขอเวลาสักห้านาทีเถอะครับ จำรูญเพื่อนผมอยากจะคุยกับคุณปรับความเข้าใจ เขารอข้างนอกริมรั้ว”

ชายหนุ่มไตร่ตรอง ครั้นจะไม่ให้โอกาสก็ดูเป็นคนใจดำ ขาดมนุษย์สัมพันธ์ อยากรู้นักว่า เจ้าวายร้ายจะใช้มุขไหนโกหกตลบตะแลง ขณะเดียวกันเพื่อนสองคนสะกดรอยตามห่างๆ เชิงอารักขาเพื่อนหนุ่มในตัว

เจ้าจำรูญอัดบุหรี่แดงวาบ ก่อนจะทิ้งลงเหยียบดับ เหนือริมฝีปากของมันมีรอยเขียวช้ำจางๆ

“ผมมาดักอยู่สองวัน ในที่สุดก็พบคุณ วันเกิดเหตุผมกล้าสาบานได้ว่าไม่ชั่วช้าขนาดนั้น มันเผลอไผลลืมตัวชั่วขณะ แน่ใจว่าเห็นอุมาวสีอยู่เบื้องหลังสาวใหญ่ในเคาน์เตอร์ สักแค่สิบวินาที หล่อนมองผมเขม็งตาคมกริบปานมีดโกน”

ความคิดคำนึงของนวมินทร์เป็นฝ่ายอุมาวสีเต็มเปี่ยม เตือนสติหนุ่มมิจฉาชีพ

“หนทางปลอดภัย คุณจะต้องหยุดความไม่ชอบธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยสิ้นเชิง ยุ่งวุ่นวายกับคุณอุจะเดือดร้อนไม่จบสิ้น คุณไม่มีทางจะเอาชนะเธอไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม”

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อุมาวสียืนสงบสำรวมจิต ด้วยอานุภาพพิเศษสามารถได้ยินเสียงสองหนุ่มสนทนากันโดยตลอด

รู้จากสัญชาตญาณว่า ความชั่วย่อมอุปการะความชั่วให้กระทำต่อเนื่อง มีหรือเจ้าจำรูญจะละเว้นจากความเคยชิน

O         O         O         O

เฉิดโฉมนั่งรถเก๋งที่วิ่งฉิวเคียงคู่ธวัช เชิดคางอวบปั้นสีหน้าจิ้มลิ้ม เสนอแนะเสียงหวานแหวว

“เราหามุมสงบ แลกเปลี่ยนแหวน ไม่เอาประเภทคาเฟ่นะคะ ไม่ชอบอยู่ในสายตาผู้คนเยอะแยะ”

“ผมทราบว่าคุณโฉมชอบทานส้มตำ”

“ใช่ค่ะ โฉมกำลังควบคุมน้ำหนัก”

“คอนโดที่ผมพัก ชั้นล่างสุดเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย แบ่งส่วนหนึ่งตั้งโต๊ะสองโต๊ะ ขายอาหารตามสั่ง มีส้มตำด้วย เรื่องความสะอาดไม่ต้องห่วง” ชายหนุ่มแนะนำแฝงเลศนัย “ผมจะให้คุณโฉมลองชิม”

“ตกลงค่ะ”

เพียงชั่วครู่ ยานพาหนะคันงามก็เลี้ยวเข้าถนนซอยที่ไม่เปลี่ยว อากาศเริ่มขมุกขมัว ธวัชจอดรถยนต์ทาง

“อ้าว! จะทำไมคะ”

“แลกเปลี่ยนแหวนครับ”

พร้อมกันก็ล้วงหยิบกล่องกำมะหยี่ที่ซุกไว้ในช่องลับใต้หน้าปัด ส่วนเฉิดโฉมก็หยิบกล่องกำมะหยี่ ต่างคนต่างยื่น

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ตื่นเต้นปีติ แหวนเพชรแถววงงามส่องประกายวูบวาบรับแสงไฟในรถ

“แบบสวยมาก โฉมสวมนิ้ว พอดีเลย”

“ผมก็สวมพอดีเช่นกันครับ ของผมราคาประเมินแสน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ปาเข้าไปแสนเศษ”

สร้างความปลาบปลื้มแก่เฉิดโฉมเอกอุ ธวัชขับเคลื่อนรถยนต์คลานเข้าจอดในคาร์พาร์คคอนโดมิเนียม

ร้านโชห่วยอยู่ชั้นล่าง บริการค่อนข้างจะหลากหลาย แบ่งสัดส่วนเป็นหลายมิติ เช่น มุมร้านชำ เครื่องสำอาง ปรุงอาหาร ตั้งโต๊ะ เลยทำให้พื้นที่แคบไปถนัด

เมื่อธวัชพาหล่อนเข้าไปร้านชำประยุกต์ ปรากฏว่าสองโต๊ะ พวกวัยรุ่นนั่งแออัด คุยกันโขมงโฉงเฉง

“เราสั่งส้มตำ ให้เขาเอาไปส่งที่ห้องก็แล้วกันนะครับ”

รู้ว่าชายหนุ่มแอบแฝงจุดประสงค์อื่น เฉิดโฉมหัวใจเต้นระรัว แต่แกล้งโง่

“ได้ค่ะ”

 



Don`t copy text!