วายัง บทที่ 31 : เงา

วายัง บทที่ 31 : เงา

โดย : กันตพิชญ์

วายัง โดย กันตพิชญ์ นวนิยายผีจากเจ้าของบทประพันธ์ ม่อนเมิงมาง 1 ใน 5 นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาที่ได้รับคัดเลือกไปสร้างเป็นละครกับเรื่องราวของชายหนุ่มที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณอาฆาตที่ยังวนเวียนสิงสู่อยู่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในบาหลี วิญญาณนั้นอาจจะเป็นหญิงสาวชาวไทยที่ประสบชะตากรรมอันน่ารันทดที่รอการล้างแค้นอยู่อย่างใจเย็น

สายลมกระโชกแรงท่ามกลางราตรีมืดมิด กลีบลั่นทมสีแดงเลือดปลิวอยู่กลางอากาศดูไม่เหมือนดอกไม้ หากแต่เป็นชะตาชีวิตกำลังกระเพื่อมไหว

สินิทธ์เคลื่อนกายอย่างเงียบเชียบ พลิวไหวผ่านเข้าห้องไปดุจภูตพราย

ตอนแรกเตอกัลนึกว่ากำลังฝันถึงการแสดงวายัง กูลิตในรีสอร์ต ความมืดที่เห็นมีรูปทรงเหมือนเงาจากตัวหนัง กุมบะการ์นา หรือกุมภกรรณตามสำเนียงสันสกฤตน่าพรั่นพรึง

“เตอกัล”

เสียงเพรียกอันแผ่วเบานี้เพียงพอแล้วสำหรับปลุกเตอกัลให้มีสติ หรือบางทีสินิทธ์อาจต้องการรั้งเขากลับมาจากอาการสะลึมสะลือที่แกว่งไกลในห้วงอันธการ

เขาพึมพำอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ทว่าน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระหายอยากออกไปให้พ้นจากที่นี่

เตอกัลแว่วเสียงอีกากรีดร้องให้ได้ยินเป็นระยะ

“คุณคะ…”

เขาบังคับตัวเองให้เปิดเปลือกตาขึ้น นี่ไม่ใช่เสียงในความฝัน ความตื่นกลัวของเขาเข้มข้นขึ้น เมื่อเห็นภรรยายืนทะมึนอยู่ในเงามืด

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”

เตอกัลพยายามยกมือ แต่ขยับได้เพียงปลายนิ้วนิดเดียวเท่านั้น เหมือนมีตุ้มเหล็กที่มองไม่เห็นผูกติดข้อมือทั้งสองข้าง

“ได้สติแล้วหรือคะ”

สินิทธ์เอ่ยด้วยเสียงเย้ายวน

“นังแพศยานั่นเคยบอกคุณหรือเปล่าคะว่าดวงตากับคิ้วของคุณน่ามองมาก แต่ฉันว่ามันคงเคยพร่ำรำพันให้คุณฟังอยู่แล้วละ จนคุณหลงเชื่อมัน เอาสมุนไพรบ้า ๆ นั่นมาทำให้ฉันเป็นหมัน”

“คุณหมายความว่ายังไง”

เตอกัลเห็นสินิทธ์วางเข็มฉีดยาลงบนโต๊ะ เดินเข้ามานั่งตรงปลายเตียง จากนั้นหันมามองเขาแล้วคลี่ยิ้มอีกครั้ง

“ไม่รู้หรือว่าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาฉันรู้มาตลอด รู้จากปากนังนั่นเองว่ามันเป็นคนทำให้ฉันเป็นหมัน”

สินิทธ์จับปอยผมที่หลุดออกมาไปทัดหลังใบหูอย่างคนมีจริตจะก้าน มองเขาด้วยสายตาตำหนิ

“เป็นไปได้ยังไงกัน”

“แต่มันก็เป็นไปแล้ว” เธอสวนกลับทันควัน “ของขวัญวันแต่งงานเป็นสมุนไพรบำรุงเลือดลมสำหรับสตรีแต่งงานใหม่อย่างนั้นหรือ ทั้งคุณและฉันต่างก็โง่ที่หลงเชื่อคำตอแหลของเลขานุการนั่น”

ลึกลงไปในซอกมืดของหัวใจ จุดที่สารก่อความไร้สมรรถภาพยังแล่นไปไม่ถึง กริ่งเตือนภัยกำลังกรีดระงม

เตอกัลไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะตามมา จึงพยายามชวนสินิทธ์คุย หวังว่าจะสามารถดึงเธอขึ้นมาจากความฟั่นเฟือนได้

“คุณคิดว่ามีปีศาจมีจริงไหม”

“หมายถึงอาการวิกลจริตน่ะหรือ” เธอหัวเราะ

เขามองเธอครู่หนึ่ง “ลองอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผมฟังหน่อยได้ไหม”

“อยากให้ฉันอธิบายถึงความชั่วอย่างนั้นหรือ”

“ใช่”

ตอนนี้เตอกัลกวาดตามองทุกสิ่งภายในห้องได้ไม่ค่อยชัด เหมือนตกอยู่ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาเข้ม

“ไม่รู้สิ ไม่มีอะไรอธิบายได้ วิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้ มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง”

“หมายความว่ามันติดตัวมนุษย์มาตลอด? คอยตามติดไม่ห่างเหมือน ‘เงา’ ที่รอโอกาสกัดกินเนื้อหนังไปทีละน้อย โดยที่เจ้าของเงานั้นไม่รู้เท่าทันเลยสักนิด”

น้ำเสียงเตอกัลเบาลงเหลือแค่กระซิบ ในความเงียบเพียงชั่วครู่นั้น เขาได้ยินเสียงเปลวไฟแตกเปรียะในช่องหูขณะกำลังจะอ้าปากพูด

“แต่คุณรู้จักมันดี คุณได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้ว ถึงได้เอาพวกโจรสลัดมาช่วยงานที่รีสอร์ตของเรา”

“ฉันก็เห็นเหมือนกับที่คนอื่นเห็น” เธอพูดจริงจัง

“ผมไม่ได้พูดถึงคดีอาชญากรรมของพวกโจรสลัด ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่คุณเห็นจากเปรี”

“อ้อ ตั้ง 24 ปีมาแล้ว…”

สินิทธ์หลับตาพริ้ม ทำท่านึกถึงตอนอยู่บนภูเขากับแม่เฒ่า นึกถึงตอนอยู่ในกระท่อนแล้วเห็นนิมิต

กูให้มึงได้ทุกอย่าง ขอแลกเพียงวิญญาณแหว่งวิ่นสักเล็กน้อยเท่านั้น…

สิ้นคำแม่เฒ่า สินิทธ์เห็นตัวเองถูกล่ามตรวนไว้ในบ่อลึก เห็นเพียงเงาวูบไหวปรากฏบนแผ่นหินจากกองไฟที่ลุกโชนอยู่ด้านหลัง

ตอนแรกเธอคิดว่าทุกอย่างที่เห็นคือสัจจะความจริง กระทั่งแม่เฒ่ามาปลดพันธนาการให้เธอ สนิทธ์จึงสามารถปีนออกจากบ่อ และค้นพบแสงสว่างจากดวงอาทิตย์แสนเจิดจ้า

“คนเราล้วนแล้วแต่อยู่ในบ่อลึกต่างกันไป ถูกล่ามเอาไว้ด้วยความโง่เง่า”

สินิทธ์หลุบตาต่ำจ้องสามี

“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันเห็นจากเปรี จากนั้นฉันก็แค่คุกเข่า พินอบพิเทาสวดภาวนาหาคำตอบว่าฉันผิดอะไร นังนั่นถึงจงเกลียดจงชังฉันมากมายขนาดนั้น และคำตอบก็ง่ายเหลือเกิน”

สินิทธ์ลืมตาโพลง ก่อนยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย

“เพราะเงาริษยาไม่เคยปราณีใคร มันหัวเราะเยาะฉัน ฉันก็เลย…”

เธอตวัดนัยน์ตาดำเป็นประกายวาวมองผู้เป็นสามี

“คุณฆ่าพ่อแม่ของมาวาร์ทำไม” ตอนนี้เสียงเตอกัลฟังดูท้อแท้และชราภาพ

สินิทธ์ยิ้มเจื่อนคล้ายกำลังกระดากอายที่โดนจับได้

“เหล่าสมุนของฉันทำงานได้ดีไม่มีที่ติใช่ไหมล่ะ”

เสียงหัวเราะคิกคักน่าสยดสยองยิ่ง

“ที่จริงฉันจะฆ่านังมาวาร์ต่างหาก แต่วันนั้นมันดันปวดท้องคลอด สมุนฉันเลยทำพลาดไปหน่อย”

เตอกัลจ้องหน้าภรรยาพลางรู้สึกคลื่นเหียน ริมฝีปากเริ่มชาหนึบ

“พวกนั้นฟอกหนังแล้วเอามาทำตัวหนังวายัง กูลิตให้รีสอร์ตเราด้วยนะ ฉันเลยตัดแบ่งหนังออกเป็นแผ่น ๆ ทั้งหมด 8 แผ่น สลักตัวเลขแทนชื่อของพวกนั้นเอาไว้ด้วย ฮิ ๆ อย่างกับสัญลักษณ์ของเลอัก ที่คอยเป็นเงาให้นางแม่มดม่ายไม่มีผิด”

สินิทธ์หอบหายใจแรง จ้องเตอกัลเขม็ง

“ฉันต้องทำ แน่นอนว่าสมุนเชื่อคำแนะนำของฉันทุกกระเบียด เดี๋ยวนี้ตำรวจฉลาดจะตาย แค่ขนเส้นเดียวก็สาวตัวคนทำได้แล้ว ฉันรู้เรื่องนิติเวชศาสตร์ดี”

เตอกัลอยากถามอะไรอีกตั้งหลายอย่าง แต่ปากกลับไม่ยอมขยับ

“คุณยังรักฉันอยู่หรือเปล่า ถ้านังนั่นทำลายความเป็นผู้หญิงของฉันไปหมดแล้ว” เธอเอ่ยต่อ “นั่นเป็นคำถามที่ฉันเพียรถามตัวเองมาตลอดยี่สิบกว่าปี และไม่ว่าฉันอยากหลอกตัวเองสักแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันรู้คำตอบดี รู้ตั้งแต่ก่อนเห็นลิ้นไก่คุณเสียด้วยซ้ำ คุณถึงเผลอมีลูกกับนังนั่น มันคงทอดสะพานให้คุณเช้าเย็นเลยสิท่า”

น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินจากหางตา เขาไม่อยากฟังสินิทธ์อีกต่อไปแม้แต่คำเดียว แต่ละถ้อยเหมือนตอกตะปูลงบนหัวใจเขา ช่างเป็นห้วงแห่งความเจ็บปวดเหลือเกิน

“ทีแรกฉันคิดอยากบีบคอเล็ก ๆ ของมูนาให้แหลกคามือ แต่พอเห็นหน้าทารกน้อย มูนากลับทำให้ฉันเศร้าใจ เศร้า…เมื่อคำนึงถึงตอนมูนาต้องเติบใหญ่มาเผชิญโลกใบนี้”

สินิทธ์หยิบขวดอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วหัวเราะในลำคออย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เธอเปิดฝาขวดเรียวเล็กจ่อปลายจมูกสามี

“กลิ่นคุ้น ๆ ไหมเตอกัล”

สินิทธ์แค่นเสียง

เขาเบิกตาโพลง ดวงตากลิ้งไปมาใช้ความคิด กลิ่นเหมือนน้ำมันอะไรบางอย่างที่เขาคุ้นเคย

“ใช่แล้ว จากเมล็ดละหุ่งในสวนสวยของเราอย่างไรล่ะ สมุนฉันสกัดมาให้จากบนเขาเชียวนะ”

กล้ามเนื้อเตอกัลเกร็งสะท้าน เมื่อความมืดประหลาดปกคลุมใบหน้าสินิทธ์ อาการขนพองสยองเกล้าคมกริบค่อย ๆ เชือดเฉือนทุกส่วนในร่างกายผ่านฤทธิ์ยา

สินิทธ์ลุกขึ้น แทงเข็มฉีดยาดึงของเหลวจากขวดแก้วปริมาณไม่มาก

เตอกัลส่ายหน้าดิก ขณะหญิงบ้าโน้มตัวลงมาเชื่องช้า

“ไม่ต้องห่วง…ฉันก็จะตามคุณไปในไม่ช้า ด้วยพิธีเบอลาแสนศักดิ์สิทธิ์”

ยามนี้ใบหน้าเธอว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เส้นเอ็นตรงข้อมือซ้ายของสินิทธ์เกร็งขึ้น เตอกัลเห็นประกายเพชรบนแหวนแต่งงานที่เขาสวมให้เองกับมือ

“อาจจะเจ็บนิดเดียวนะคะที่รัก”

ปลายเข็มทิ่มเข้ามาในเส้นเลือดดำตรงข้อพับแขนเตอกัล ของเหลวในเข็มฉีดยาหายวับไปกับตา

ความเจ็บปวดกำลังกรีดร้องทุกรูขุมขน

“จุ ๆ”

เสียงสินิทธ์เปลี่ยนเป็นตื่นกลัวมากกว่าปลอบประโลม เมื่ออีกาแหกปากเซ็งแซ่อยู่ในสวนหน้ารูมะฮ์ กาดัง นัยน์ตาดำขลับของเตอกัลมองปราดไปมาไร้จุดหมาย

…แล้วดำดิ่งเข้าไปในพยับเมฆ

สินิทธ์เดินอย่างเลื่อนลอยพ้นประตูออกไป ประหนึ่งกำลังไล่ตามเสียงอีกา…

นั่นคือภาพสุดท้ายที่เตอกัลเห็น

 

มูนาก้าวลงจากรถที่จอดเอาไว้ตรงตีนเขา

อาทิตย์ใกล้อรุณรุ่งส่องแสงเป็นประกายสีแดงฉานอยู่เบื้องหลังป่ารกชัฏบนยอดภู

ช่างเป็นยามเช้าที่เงียบสงัด ไม่มีลม ต้นไม้ไม่ไหวติง เสียงที่ดังสะท้อนโสตคือเสียงหัวใจซึ่งเต้นรัวอยู่ในอก

เธอหันหลังแล้วก้าวต่อ ไม่กี่ก้าวกลับชะงัก มองพื้นมีรอยเท้าของใครบางคนเป็นทางยาวไปตามผืนหญ้าเบื้องหน้า

ทั้งยังมีรอยเท้าของใครอีกคนเดินตามหลังคนแรกไป

แล้วตอนนี้มีคนตามหลังเธอมาด้วยหรือเปล่า

เธอหันขวับ ใจเต้นแรงขณะกวาดตามองไปรอบตัว

แมกไม้ดูเหมือนจะเอนเข้ามาใกล้ขึ้น ราวกับมันคืบคลานเข้ามาใกล้ตอนที่เธอไม่ทันได้สังเกต แสงสลัวไม่อาจชำแรกเงาของกิ่งไม้หนา

ทัศนวิสัยมีไม่กี่เมตรเพราะเงามืดบดบังทุกสิ่ง เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรขณะเดินไปตามเส้นทางอันสงัดเงียบ ไร้เสียงลมเสียงฝีเท้า มีเพียงเสียงลมหายใจอันตื่นกลัวของเธอเอง

เธอตัดสินใจก้าวช้า ๆ ไปตามรอยเท้า

มูนาเข้าใจดี ท่ามกลางธรรมชาติ ‘สัตว์’ มักดักซุ่มอยู่ในเงามืด เฝ้ารอเวลาที่จะได้ใช้จะงอย กรงเล็บ และฟันคบกริบจัดการกับเหยื่อ

“แม่จ๋า…”

เธอเรียกหาหญิงที่คอยปกป้องฟูมฟักรักษามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ลืมว่าตนเดินตามรอยเท้าไปเพื่อเหตุใดไปชั่วขณะ

มูนาไม่ได้เพรียกหามารดาผู้ให้กำเนิดแต่ไม่เคยเลี้ยงดู แต่เรียกหา ‘แม่ใหญ่’ ที่คอยทะนุถนอมเธอมาตั้งแต่วันแรกที่ตัดสายสะดือต่างหาก

เธอทิ้งรองเท้าไว้ในรถ ยามเหนื่อยล้าเธอมักใช้เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสก้อนหินหรือกิ่งไม้

สายตามูนาเห็นพื้นผิวบนภูเขาช่างอ่อนนุ่ม ผืนดินในป่ามองดูคล้ายผืนพรมมหึมา แต่งแต้มด้วยสีเขียวและสีน้ำตาลตรงนั้นตรงนี้ตามสีสันแห่งธรรมชาติ

ภูเขาก็เหมือนกับมนุษย์ มีอารมณ์ความรู้สึก เมื่อลองเงี่ยหูฟังเสียงแมลง เสียงอสรพิษ เสียงเห่าหอนของสัตว์ป่า เสียงลม เสียงพวกนี้ล้วนเป็นเสียงเอื้อนเอ่ยของภูเขา

“ทำไมแม่ถึงทิ้งมูนาไว้กับผู้หญิงใจยักษ์ใจมารคนนั้นด้วยคะ”

เมื่อร่างกายหญิงสาวเผยให้เห็นว่ามันเป็นเพียงเกราะอันร้าวรานสำหรับจิตใจอันบอบบาง เนื้อแท้ของมูนาก็พลอยแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ไปด้วย

จู่ ๆ เธอได้ยินเสียงหัวเราะผะแผ่วแว่วมาตามลม ฟังดูน่าสะพรึงกลัว และดังกังวานไปทั่ว มวลอากาศหวีดหวิวคล้ายเสียงคนวิกลจริต

“แม่ใหญ่หรือคะ”

มูนาแหงนหน้าพูดกับดินฟ้าอากาศ รู้สึกอ่อนล้าหมดแรง ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ทุกอย่างมืดแปดด้านไปหมด

ความผูกพัน ‘ต่าง’ สายเลือดที่แสนจะปกติธรรมดา ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจหญิงสาวนั้น ใช่ว่าจะเป็นไปตามหลักการที่ว่าไว้เสมอ ด้วยทุกซอกมุมในชีวิตมนุษย์ล้วนมีความว่างเปล่าที่แสงตะวันสาดส่องไปไม่ถึงซ่อนอยู่

และความว่างปล่านั้นเองที่ผูกโยงจิตวิญญาณของผู้หญิงสองคนเข้าด้วยกัน

ระหว่างกำลังสายตาค้นหาสินิทธ์ หวังได้เห็นเพียงเสี้ยววิญญาณก็ยังดี พลันได้ยินเสียงฝีเท้าสิ่งมีชีวิตดังขึ้น

สีหน้ามูนาเปลี่ยนทันที เธอยืนนิ่ง เงี่ยหูสดับทิศทางของเสียง

ฟ้ายังไม่แจ้ง กลุ่มชาวบ้านคงยังไม่เข้าป่าหาของหรอก

หญิงสาวหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ จ้องเขม็งไปยังเถาวัลย์และพุ่มไม้หนาทึบ เป็นจุดที่เสียงฝีเท้าหยุดลง

สุมทุมถูกแหวกออก ปรากฏเงาชายคนหนึ่งค่อนข้างสูงเพรียว ดวงตะวันยังไม่เคลื่อนโผล่พ้นยอดเขา แสงที่มีจึงดูขมุกขมัว

ตัมปันในชุดดำทำให้เขาดูเหมือนนักล่ายามราตรีแสนอันตราย ขัดกับโฉมหน้าหล่อเหลาสะโอดสะอง

“ใครสั่งให้เผารูมะฮ์ กาดังของแม่ใหญ่”

เธอก้าวออกจากที่กำบังด้วยคำถามสร้างความกดดัน จนผู้ฟังรู้สึกถึงภัยคุกคามได้ไม่ยาก

“บาจักทำเกินคำสั่งไปหน่อยครับคุณมูนา”

ตัมปันจ้องทรวดทรงหญิงสาวตาไม่กะพริบ ขยับเท้าก้าวเข้าไปหาพลางข่มความหิวกระหาย เพราะภายใต้เนื้อผ้าบางเบาซึ่งถูกลมทะเลพัดจนแนบเนื้อนั้น ช่างยั่วยวนชวนหลงใหลเหลือเกิน

“ไอ้ตาโปนนั่นน่ะเหรอ แค่หญิงแก่ตัวเล็ก ๆ คนเดียว ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เชียว? จินกันไปทำอะไรให้”

ตัมปันจะบอกได้อย่างไรว่าจินกันล่วงรู้ความลับของมัน!

ความลับที่มันพยายามเก็บสมุนโจรสลัดของสินิทธ์ที่ส่งผ่านมาให้มูนา เมื่อกำจัดคนพวกนี้จนหมดแล้ว กำแพงของกลุ่มคนที่รายล้อมคอยปกป้องมูนาย่อมสูญสลาย

แผนการยึดรีสอร์ตไว้ในมือโดยอาศัยตาแก่เบลุตหน้าโง่ก็จะง่ายขึ้น!!

“เบลุตมั่นใจว่าจินกันรู้ความลับเกี่ยวกับกริชของคุณสินิทธ์ที่หายใปจากออฟฟิศครับ”

หนุ่มรูปหล่อโบ้ยความผิดให้บุคคลที่สามได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ตนเป็นคนออกคำสั่งให้บาจักลงมือเองแท้ ๆ

“แล้วนี่ขึ้นเขามาทำไมหรือ”

“เมื่อกี้แวะไปดูรูมะฮ์ กาดังมาครับ ดีที่ไหม้แค่บางส่วน ดูท่าแล้วบาจักคงเผาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจ แล้วหลบหนีขึ้นมาแถวนี้”

แน่นอนว่าตัมปันกำลังโกหก!

เพราะมันขึ้นเขามาพร้อมกับบาจักและเหยื่อของมันตั้งนานแล้ว

มูนามุ่นหัวคิ้ว คิดทบทวนอยู่นาน

“งั้นคุณก็ช่วยฉันดูหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้ทางรีสอร์ตเดือดร้อนได้”

“ครับ”

“เมื่อกี้พูดถึงกริชของแม่ใหญ่ มันอยู่ในห้องเบลุตไม่ใช่เหรอ ใช่ว่าขโมยจะเข้าออกได้ง่าย ๆ”

หญิงสาวชายตามองด้วยสีหน้าแฝงความรังเกียจเจือจาง แบบเดียวกับที่เธอมองเขามาตั้งแต่ตัมปันเริ่มเข้ามาเกาะแกะมาวาร์

“ตั้งแต่แม่ใหญ่เข้าพิธีเบอลาไป คนของแม่ใหญ่ก็ค่อย ๆ ถูกเก็บไปทีละคนสองคน ทั้งที่แม่ใหญ่ทิ้งคนพวกนั้นไว้ช่วยงานฉันในรีสอร์ต ไม่รู้สิ เหมือนเบื้องหลังเรื่องราวพวกนี้กำลังมีหนอนแอบชอนไช ว่าไหมคะคุณตัมปัน?”

ตัมปันหลุบสายตาต่ำทันทีเมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกจับจ้อง

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นช่างขมขื่น

“ทั้งอูบูร์ ฮียู วาร์นา และเตอริติป ทั้งหมดต่างถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในค่ายโจรสลัด แต่ก็แปลก ที่อยู่ ๆ ตำรวจก็รู้ตำแหน่งแม่นยำราวกับจับวางอย่างนั้น แล้วยังมีรูบะฮ์อีกคน ถือว่าสนิทกับแม่ใหญ่ที่สุด เขาเองก็หายตัวไปตั้งปีกว่าแล้ว…”

ตัมปันสูดอากาศเย็นยามเช้าเข้าไปเต็มปอด

“ขึ้นชื่อว่าโจรสลัดมันเลี้ยงไม่เชื่องหรอกครับคุณมูนา สันดานเลว ๆ อย่างพวกมัน ไม่แปลกที่จะเจอจุดจบแบบนั้น”

“ก็จริง แต่โจรสลัดในทะเลมันก็เลวแบบไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ปล้นคือปล้น ฆ่าคือฆ่า แต่นิสัยคนบนบกมันเสแสร้งกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น มาดและบุคลิกเป็นสิ่งสะท้อนออกมาจากข้างใน ปลอมยังไงก็ไม่มีทางสำเร็จ”

มูนาเดินย้อนกลับไปที่รถ ทิ้งให้ตัมปันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวอยู่ตรงนั้น

“หึ! ทำเป็นมองคนอื่นเก่ง แต่กลับมองไอ้เกย์ดานูไม่ออกว่าคนอย่างมันไม่ชายตาแลผู้หญิงด้วยซ้ำ ตาบอดถึงขั้นส่งไอ้เซ็นกัตไปทำร้ายไอ้หนุ่มไทย ถุย! โง่แล้วอวดฉลาด”



Don`t copy text!