วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๕ : หรรษางานเลี้ยง

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๕ : หรรษางานเลี้ยง

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“พี่คิดว่าเข้าเรียนแพทย์ไม่ยากหรอก แต่เรียนให้สำเร็จนั้นยากกว่า เพราะต้องเข้มแข็งทั้งกำลังกายและกำลังใจ”

สุพลบอกกับกลางวสันต์ในตอนต้น แล้วหันไปหาบัวเกี๋ยงในตอนท้าย คล้ายจะบอกว่าประโยคนั้นเขาหมายถึงหล่อน

“พี่เรียนแผนกวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว พอจบชั้นมัธยม ๘ บริบูรณ์  ก็เข้าเรียนเตรียมแพทย์ได้เลย ที่ว่าเรียนหนักนั้นก็ตอนเตรียมแพทย์นี่ละ เพราะต้องท่องหนังสือเยอะกว่าชั้นมัธยมมาก เตรียมแพทย์นี้เรียนกันที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒ ปี ก็พอดีได้ทุนทูลกระหม่อม เลยยังไม่ได้ข้ามฟากไปเรียนปรีคลินิกที่ศิริราช”

สุพลเล่าถึงหลักสูตรที่เขาเรียน ซึ่งปรับเปลี่ยนจากประกาศนียบัตรแพทย์ มาเป็นแพทยศาสตร์บัณฑิตเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ อันเป็นการจัดการร่วมกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ให้จัดการเรียนการสอนที่ทันสมัยและถึงระดับปริญญา ชื่อเรียกโรงเรียนแพทย์ก็เปลี่ยนไป จากโรงเรียนราชแพทยาลัย มาเป็นคณะแพทยศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนชื่อเดิมเมื่อแรกตั้งคือ โรงเรียนแพทยศิริราช สังกัดกรมพยาบาล กระทรวงธรรมการ

“ก็ดีนะ เป็นนักเรียนทุนเจ้าฟ้า”

พระยารัชฎาสรรพกิจหันมาเอ่ยกับพระยาบริรักษ์เวชาการ

“ทูลกระหม่อมแดงโปรดนักเรียนที่ขยันขันแข็ง จบจากเมืองนอกก็ดี มีโอกาสก้าวหน้าเร็วกว่า ถ้าจบแพทย์ในประเทศ บรรจุเข้ารับราชการก็เริ่มที่ ขุน”

‘ทูลกระหม่อมแดง’ ที่เจ้าคุณรัชฎาฯ เอ่ยถึง คือ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ซึ่งต่อมาได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธย ยกย่องว่าเป็น ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’

“ข่าวว่าจะเสด็จนิวัตกลับมาปีนี้ สุพลจะทันได้เฝ้าฯ หรือสวนทางกันก็ไม่รู้” เจ้าคุณบริรักษ์ฯ เอ่ยออกมา ถ้าไม่ได้เฝ้าฯ ก็น่าเสียดาย

“ก็อยู่ที่บุญวาสนาล่ะนะ แค่ได้เป็นนักเรียนทุนทูลกระหม่อมนี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว”

บริวารยกถาดขนมและน้ำชามาวางบนโต๊ะ วันวัสสาน์ก็รับหน้าที่รินแจก เป็นที่พอใจของคุณหญิงทั้งสอง

“ชิดลุดตี่ฝีมือน้องสิจ้ะ สุพล อยู่ทางโน้นหากินไม่ได้นะ”

คุณหญิงต่วนเสนอพร้อมเลื่อนจานขนมให้ชายหนุ่ม สุพลจำต้องหยิบแป้งแผ่นบางหยอดหน้าด้วยแกงข้นคล้ายมัสมั่นแต่ไม่ใส่มันผรั่งเข้าปากอย่างเสียไม่ได้

“ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าของว่างอย่างแขกนี้จะเข้ากับชาฝรั่งได้ดี”

“พวกแขกมันตกอยู่ใต้พวกบริเตนใหญ่มาแต่ไหนแล้ว คุณหญิง มันก็ดัดแปลงให้เข้ากันได้หรอก” เจ้าคุณรัชฎาฯ ขัดคอภรรยาจนฝ่ายนั้นค้อนลมค้อนแล้ง

ขณะที่ทุกคนกำลังเพลินกับขนมและน้ำชา กลางวสันต์ก็ถามโพล่งขึ้นมาว่า

“พี่สุพลได้ผ่าศพหรือยัง เป็นยังไงบ้าง เครื่องในยังอยู่ดีหรือเปล่า หรือว่าเน่าไปหมดแล้ว”

ขนมที่ส่งเข้าปากชะงักค้างอยู่แค่นั้น บางคนก็ติดอยู่ที่คอ กลืนไม่ลง บางคนก็แทบจะขย้อนออกมา

“ยังไม่ได้ทำหรอก” สุพลตอบ “เรียนเตรียมแพทย์สองปี เน้นให้รู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ให้แน่นมากกว่า นี่แหละที่ว่าหนัก เพราะต้องเรียนชีววิทยา ศึกษาทั้งสัตววิทยา พฤกษวิทยา และอนาโตมีของสัตว์มีกระดูกสันหลัง” สุพลหมายถึงวิชากายวิภาค “บางปีก็เพิ่มวิชาพันธุศาสตร์และชีววิทยาของเซลส์ด้วย เคมีก็ต้องเรียนให้รู้จักทั้งอินทรีย์เคมีและอนินทรีย์เคมี เรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เพิ่มเติม เน้นสถิติและพีชคณิตขั้นสูง แล้วก็ภาษาอังกฤษ ถ้าใครขยันหน่อย จะเพิ่มภาษาฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์ก็ได้”

วันวัสสาน์คิดในใจว่า เรียนเข้าไปได้ยังไง เยอะแยะมากมายขนาดนี้ แต่พร้อมเดียวกัน ความรู้สึกชื่นชมก็บังเกิด

ขณะที่สุพลเล่าถึงสิ่งที่เขาเรียน เขาเห็นว่านอกจากกลางวสันต์ผู้ถามแล้ว ผู้ที่ตั้งใจฟังเขาทุกคำคือ บัวเกี๋ยง เมื่อเขาไล่เรียงวิชาที่ต้องเรียน แทนที่เขาจะเห็นหล่อนทำหน้าสลดทดท้อ เขากลับเห็นและรู้สึกถึงความคิดของหญิงสาวว่า หล่อนจะผ่านการเรียนวิชาเหล่านั้นได้อย่างไร…ถ้าหล่อนได้เรียนแพทย์

“แล้วจะได้ผ่าศพตอนไหน?”

กลางวสันต์ถามย้ำ คนฟังก็ขนมติดคออีกทีหนึ่ง

“เรียนตอนปรีคลินิก” สุพลตอบ “พี่เรียนเตรียมแพทย์อยู่ ก็เน้นทำความรู้จักกับร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ไปก่อน เพราะร่างกายเรานั้นใหญ่โต ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กัน ขึ้นปีสองถึงได้เรียนเกี่ยวกับร่างกายที่ผิดปกติ สอบไล่ปีที่ ๒ ได้เสียก่อน ถึงได้เรียนปรีคลินิก แต่พี่ก็เคยแอบดูรุ่นพี่ที่เรียนปรีคลินิกอยู่บ้าง”

บัวเกี๋ยงและกลางวสันต์เบิกตากว้าง ชายหนุ่มถามทันที

“เอาศพมาตั้งแล้วล้อมวงกันดูใช่ไหมพี่”

“พ่อกลาง! หยุดที!”

คุณหญิงต่วนเหลืออดกับบุตรชาย จึงรีบปรามให้หยุดเด็ดขาด หาไม่จะไปไกลกว่านี้ พานกลืนอะไรไม่ลงคอแม้แต่น้ำชา

พอดีกับที่สุพลมองไปยังทางเดินแล้วครางออกมาว่า…คุณครูหมอ

ทั้งหมดหันไปมองทางเดียวกันก็เห็นว่าเป็นพระบำบัดสรรพโรค หลวงกุมารแพทย์ หลวงพินิจไวทยากร และอีกหลายท่านที่ล้วนอยู่แวดวงเดียวกับพระยาบริรักษ์เวชการ การสนทนาเรื่องผ่าศพจึงยุติลงแค่นั้น ลุกไปต้อนรับแขกกันเกือบหมด

หากกระนั้น คุณหญิงต่วนก็ยังมิวายได้ยินบุตรชายสะกิดถามคู่แฝดว่า

“คุณเล็กไม่อยากรู้เหรอ ว่าเขาผ่าศพกันยังไง?”

วันวัสสาน์สะบัดหน้าค้อนแล้วลุกไปหามารดา ปล่อยให้คู่แฝดเจ้าปัญหาสงสัยไปคนเดียว

 

ย่ำสนธยา แขกคนสำคัญมาถึงกันแล้ว งานเลี้ยงก็เริ่ม

พระยาบริรักษ์เวชการกล่าวต้อนรับแขกที่ให้เกียรติมาร่วมงานแล้วก็กล่าวถึงรายการแรก สุพลซึ่งเป็นพระเอกคนสำคัญของงานวันนี้จะเดี่ยวซอสามสายแทนคำขอบคุณ ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งพับเพียบกลางศาลานั่งเล่นที่วันนี้ปรับใช้สำหรับวงดนตรี ก้มลงกราบก่อนจะหยิบซอที่ตั้งเสียงไว้แล้วมาเตรียมบรรเลงด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วทว่านุ่มนวล

บัวเกี๋ยงไม่รู้มาก่อนว่าสุพลเล่นดนตรี ชายหนุ่มในชุดสากลสีขาวดูไม่ขัดเขินเลยเมื่อพับเพียบเรียบร้อยบนพื้น ประคองซอด้วยมือหนึ่ง อีกข้างวางคันชักพาดลงไปบนสายซอ เครื่องดนตรีชิ้นนี้บัวเกี๋ยงก็ไม่เคยเห็น มันคล้ายกับสะล้อ แต่รูปทรงเพรียวงามและสง่า นับตั้งแต่กะลามะพร้าวรูปทรงสามเหลี่ยมยาวรี มีกระพุ้งนูนสามปุ่มเรียงชิดกันเป็นสามเส้าทำเป็นกะโหลกซอที่งามอย่างน่าทึ่ง เหล็กปลายแหลมกลึงเกลาที่ปักลงไปบนพื้นจนถึงคันทวนถมดำเลื่อมเงาตลอดทั้งคัน ทว่าทวนกลางประดับมุกไฟเป็นลายกนกที่ยามขยับหมุนก็สะท้อนแสงไฟวับวามตา เช่นเดียวกับอัญมณีสีแดงเจิดจ้าเม็ดใหญ่ล้อมด้วยเพชรเม็ดเล็กที่ติดอยู่บนหน้าซอ บัวเกี๋ยงมารู้ชื่อสิ่งนั้นในภายหลังว่า ถ่วงหน้า ใช้ติดเพื่อปรับเสียงซอให้ไพเราะยิ่งขึ้น มิใช่เพื่อความงามอย่างที่หล่อนเข้าใจ

เสียงปรบมือดังขึ้นในนาทีที่สุพลลากคันชักให้เกิดเสียง เพียงไม่นานแขกส่วนใหญ่ก็รู้ว่าเพลงที่ชายหนุ่มบรรเลงอยู่คือเพลง คำหวาน ความคล่องแคล่วชำนาญในการเล่นทำให้สุพลไม่ต้องก้มมองพื้น หากส่งสายตามายังผู้ชม ว่าให้ถูกกว่านั้นก็คือ ส่งมาให้หญิงสาว ราวจะให้หล่อนรับรู้ว่าเพลงนี้เขาตั้งใจเล่นเพื่อหล่อนเพียงผู้เดียว

“วันนี้พี่ชายเล่นเสียหวานหยดเชียว” ศุภางค์ปรารภขึ้นมาลอย ๆ ทว่ากระทุ้งสีข้างบัวเกี๋ยงเบา ๆ ให้เพื่อนสาวประมวลเอาเองว่าหล่อนหมายความว่าอย่างไร

บัวเกี๋ยงไม่รับรู้…ทำเป็นไม่รับรู้ ถามไปซื่อ ๆ ว่าเพลงอะไร ศุภางค์ยังไม่ทันเรียบเรียงคำพูด เสียงชายหนุ่มก็แทรกขึ้นมาให้คำตอบเสียก่อน

“เพลงคำหวาน เป็นบทมโหรีสมัยอยุธยา” บอกแล้วยังอธิบายต่อ “หวานหยดย้อยขนาดนี้ คงตั้งใจส่งถึงใครแน่ ๆ”

บัวเกี๋ยงกับศุภางค์หันไปมองกลางวสันต์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในขณะที่วันวัสสาน์ก้มหน้าเอียงอาย เมื่อคำถามในตอนท้ายนั้น คู่แฝดหนุ่มหันมาถามเอากับหล่อน

กลางวสันต์ยังสนุกจนคะนอง ร้องออกมาเป็นลำนำว่า

“กล่าวเกลี้ยงคำหวาน     ล้ำน้ำตาลอันโอชา

อันว่ารสวาจา              ย่อมมาพลาดพลั้งน้ำใจ

รสน้ำตาลอันหวานฉ่ำ     จะเปรียบด้วยน้ำคำก็ไม่ได้

อารมณ์กลุ้มอาลัย         ที่ในถ้อยคำหวานเอย”

แล้วจู่ ๆ ก็หยุด แสร้งทำนึกไม่ออก ทั้งที่เมื่อสักครู่ยังว่าได้คล่องราวน้ำไหล หันไปเย้าคู่แฝด

“ว่ายังไงต่อนะ คุณเล็ก”

วันวัสสาน์หน้าเป็นสีระเรื่อจัดขึ้นกึ่งเขินกึ่งอาย ไม่คิดว่าพี่สุพลจะส่งเพลงถึงหล่อนต่อหน้าธารกำนัลอย่างนี้ แถมพี่ชายคู่แฝดตัวดียังมาทำล้อเลียนอีก แต่หล่อนก็ต่อให้จนจบว่า

“กล่าวเกลี้ยงคำหวาน     เจ้านงคราญผู้แนบเนื้อ

หวานแต่ปากน้องไม่อยากเชื่อ      คิดเฉลือคำชายเมื่อปลายมือ

แล้วจะกลายเป็นเปรี้ยวเฉลียวใจ   ว่าไว้นั้นยังกระไรฤา

แล้วหวานจะจืดอยู่ชืดชื้อ            น้องจะถามหาฤาเจ้าเอย”

บรรยากาศรอบด้านเหมือนม่านคีตาคลี่ลงมาคลุมให้ทุกผู้ล้วนอยู่ในภวังค์ เสียงเพลงจบแล้วแต่ยังถูกสะกดอยู่ในมนตร์ สุพลวางซอแล้วก้มลงกราบอีกครั้ง เสียงปรบมือจึงดังขึ้นเกรียวกราว

ไม่ไกลจากกลุ่มหนุ่มสาว ข้าหลวงอาวุโสประจำตำหนักพระองค์หญิงที่วันวัสสาน์ถวายตัวไว้เพื่อถ่ายทอดวิชาด้านการเรือน จับกลุ่มสนทนากับคุณหญิงพลับและคุณหญิงต่วนพอดี ก็เปรยขึ้นว่า

“พ่อวิหยาสะกำคร่ำครวญมาอย่างนี้แล้ว นางบุษบาจะว่าอย่างไรเล่าคะ คุณหญิง”

คำ ‘คุณหญิง’ ในตอนท้ายจงใจหมายถึงผู้ร่วมสนทนาทั้งคู่ เพราะตื้นลึกหนาบางเรื่องจับลูกหนุ่มสาวมาเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันนั้นก็รู้ ๆ กันอยู่ ครู่ต่อมา คุณหญิงต่วนจึงมองหาบุตรสาว พูดจาหว่านล้อมกึ่งบังคับอยู่ในที บุตรีผู้อยู่ในโอวาทก็ก้าวขึ้นไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่หน้าวงมโหรี โฆษกข้างเวทีประกาศว่า ธิดาคนเล็กของพระยารัษฎาสรรพกิจจะร้องเพลงเป็นของขวัญให้กับเจ้าภาพในวันนี้

ผู้ที่เป็นปลื้มที่สุดไม่ใช่ใคร คุณหญิงมารดานั่นเอง เพราะนี่เป็นการประกาศชัดว่าสองตระกูลจะตีทองสองแผ่นให้แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวแน่นอนแล้ว แม้จะมิได้หมั้นหมายกันไว้ก่อนฝ่ายชายเดินทางไปต่างประเทศ ก็เห็นจะไม่ผิดไปจากนี้

หญิงสาวกังวลใจในตอนแรก ไม่รู้ว่าจะร้องเพลงอะไร แม้จะไม่เต็มใจแต่หล่อนก็ไม่อยากทำให้พ่อแม่และตัวเองขายหน้า ค่าที่คุณข้าหลวงประกาศไปทั่วว่าหล่อนเป็นแม่นกสาลิกา เสด็จฯ โปรดนักหนาให้หล่อนขับร้องกล่อมนอนยามท่านเอนหลังในตอนบ่าย นึกได้ขึ้นมาเพลงเดียวเพราะร้องบ่อยที่สุด ก็บอกวงดนตรีให้เล่นเพลงนั้น

“พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต          ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง

ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง               อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย

ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้                    ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย

เมื่อยามดึกดาวก็เคลื่อนเดือนก็คล้อย         น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำอัมพร”

แขกทั้งหลายยิ้มในหน้า กระซิบแก่กันอย่างเอ็นดู ส่วนคุณหญิงต่วนผู้มารดานั้นพอใจยิ่งกว่าใครทั้งหมด

คนฟังยังอยู่ในภวังค์เพลง ‘นกจาก’ ดุจถูกสะกดด้วยมนตร์จากเสียงปี่พระอภัยมณี ที่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ แต่งบทนี้ไว้ในตอนพระอภัยมณีสะกดทัพ เสียงร้องหวานเจื้อยแล่นเข้าจับหัวใจคนฟังทุกผู้

ทว่ามิได้แทรกเข้าไปในอณูความรู้สึกของสุพลเลย

 

จบจากการขับร้องต้อนรับแล้ว เจ้าภาพก็เชิญแขกพักผ่อนตามอัธยาศัย ในขณะที่ตนเองกลับไปต้อนรับแขกอีกกลุ่มที่กำลังมาถึง และคงทยอยมาไม่ขาดสาย

งานเลี้ยงส่งสุพลไปเรียนแพทย์ที่อเมริกาจึงเป็นงานใหญ่ แขกเหรื่อมากมายล้วนคนสำคัญในแวดวงแพทย์ เพราะพระยาบริรักษ์เวชการและคุณหญิงเป็นผู้มีกว้างขวาง คุณหญิงบริรักษ์ฯ รับแขกอย่างคล่องแคล่ว โดยมีสุพลเป็นพระเอกของแม่ ยืนอยู่ข้าง ๆ รับฟังถ้อยคำยินดีและคำอวยพรจากแขกผู้ใหญ่ ยามใดที่เอ่ยชมว่าความสำเร็จของสุพลนี้ เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีของพ่อแม่ คุณหญิงบริรักษ์ฯ ก็เป็นปลื้มอย่างปิดไม่มิด แม้ปากจะบอกอย่างถ่อมตัวว่าเพราลูกชายใฝ่ดีเองต่างหาก ตัวคุณหญิงไม่มีส่วนชักจูงถึงอย่างนั้น

ศุภางค์ถูกมารดายึดตัวไว้ข้างกาย หล่อนจำต้องยิ้มรับแขกไปด้วยเมื่อแขกของคุณแม่ชมหล่อน ทั้งเรื่องรูปโฉม และสติปัญญา ออกจะเบื่อเพราะเห็นว่าคนชมตามมารยาทมากกว่าจะชมเพราะรู้จักหล่อนจริง ๆ ในตอนแรกบัวเกี๋ยงยังอยู่ด้วย ศุภางค์ยังรู้สึกสนุกเสียอีกที่ได้เล่าให้แขกฟังว่า บัวเกี๋ยงเป็นเพื่อนสนิทเรียนอยู่ด้วยกัน แม้คุณแม่จะส่งสายตาขนาบมาเป็นระยะ หล่อนก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

บัวเกี๋ยงปลีกตัวออกมาได้

มันวางตัวลำบากน้อยไปเสียเมื่อไหร่ ที่ต้องยืนยิ้มให้คนที่ไม่รู้จักกัน แล้วฟังเขาเล่าประวัติตัวเหมือนจาระไนสรรพคุณของสินค้า แล้วประเมินว่าดีหรือไม่

พ้นออกมาได้ จึงเลือกมุมหนึ่งในงานใกล้โต๊ะอาหาร เป็นมุมที่ไม่เป็นที่สังเกตของใคร

แขกคนสำคัญมาถึง ทั้งเจ้าภาพและแขกที่มาถึงก่อนก็กรูกันไปต้อนรับด้วยความดีใจที่ได้พบ และด้วยความเป็นเกียรติของเจ้าของงาน

บัวเกี๋ยงมองฝรั่งสูงวัยอายุหกสิบกว่าปีนั้นอย่างชื่นชมว่า สุขภาพยังแข็งแรง มีอัธยาศัยดีไม่ถือตัว มารู้จากคนที่ยืนสนทนากันอยู่ข้างหลังโดยไม่สนใจหล่อน แต่บัวเกี๋ยงได้ยินว่า แขกสำคัญผู้นั้นคือพระอาจวิทยาคม หรือนายแพทย์ยอร์ช บี แมคฟาแลนด์ แต่คนที่เล่าอยู่นั้นเรียกสั้น ๆ ว่า หมอยอร์ช

“หมอยอร์ชมางานนี้ด้วย แสดงว่าให้เกียรติเจ้าคุณบริรักษ์ฯ มากจริงๆ”

“ดู ๆ ไปเลยเหมือนงานรวมรุ่นพวกนักเรียนแพทย์เลยนะเธอ ส่วนใหญ่ในงานนี้ ถ้าไม่ลูกศิษย์ก็คงคนไข้ของหมอยอร์ชทั้งนั้น”

หมอยอร์ชนี้ ที่เป็นที่รู้จักก็เพราะเมื่อกลับมาจากศึกษาต่อแล้วก็รับราชการเป็นนายแพทย์ใหญ่ศิริราชพยาบาล แล้วต่อมาก็ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนราชแพทยาลัย เพิ่งลาออกจากราชการเมื่อปี ๒๔๖๙ นี้เอง

“คุณพ่อฉันก็เป็นคนไข้ ทำฟันที่ออฟฟิศของหมอยอร์ชนี่ละ”

“ออฟฟิศประดิษฐ์ทนต์…ใช่ไหม” คนพูดหมายถึงสำนักงานทันตกรรม

“ใช่ เมื่อก่อนก็เปิดแถวบ้านปากคลองตลาด แต่เดี๋ยวนี้ย้ายไปที่สี่กั๊กพระยาศรี”

ขบวนต้อนรับแขกคนสำคัญบางส่วนคล้ายจะแยกเข้าไปในตึกใหญ่ ในขณะที่บางคนเริ่มกระจายตัว บ่าวในบ้านที่นางเต่าดูแลกวดขั้นอย่างดีให้แต่งกายสะอาดสะอ้าน ไม่ขายหน้าเจ้านาย ยกถาดอาหารเดินเรียงกันออกมาจากครัว วางลงบนโต๊ะยาวปูผ้าขาวตึงเรียบ คลุมด้วยลูกไม้โปร่งบางอีกชั้นหนึ่ง แจกันดอกไม้ตั้งไว้เป็นระยะเพื่อเพิ่มความสดชื่น สลับกับกับเชิงเทียนทองเหลืองที่ขัดจนขึ้นเงา แสงเทียนสว่างนวลชวนให้เห็นเป็นภาพละมุนตา จานชามและข้อนส้อมตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง ให้แขกหยิบมาเลือกอาหารที่อยากกินด้วยตนเอง เป็นการเลี้ยงโต๊ะแบบฝรั่งที่เรียกวันว่า ‘บุฟเฟต์’

อาหารชุดหนึ่งถูกส่งไปเลี้ยงในตึกใหญ่ ที่เป็นการนั่งโต๊ะยาวกินข้าวด้วยกัน แต่ดูเหมือนแขกส่วนใหญ่จะสมัครใจอยู่ข้างนอกมากกว่า การกินข้าวปลาอาหารให้อิ่มท้อง เป็นเรื่องรองไปกว่าการสนทนากันด้วยเรื่อง ทั่ว ๆ ไป สลับกับการจิบเครื่องดื่นทั้งรสอ่อนและร้อนแรง มีของกินเล่นเบา ๆ ก็เพียงพอแล้ว

ที่ศาลา วงดนตรีไทยบรรเลงเพลงกล่อมบรรยากาศชวนฟัง นาน ๆ ทีก็มีเสียงเจื้อยแจ้วขับร้องเพลงไทยเดิมที่เป็นที่คุ้นเคยกันอย่างบังใบ เขมรไทรโยค นกขมิ้น หรือวิวาห์พระสมุทร

บัวเกี๋ยงมองงานเลี้ยงตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน ไม่คิดว่าความฝันในวัยเด็กจะเป็นจริงในวันนี้ เมื่อก่อน…ยามใดมีงานที่จวนข้าหลวง หรือคุ้มเจ้านายคนใด บัวเกี๋ยงไม่เคยพลาดที่จะชวนเพื่อน ๆ ไปเกาะรั้วดูกัน และด้วยความเป็นเด็กนี่ละ ทุกครั้งก็ได้ขนมติดไม้ติดมือกลับมา ไม่รู้ว่าอุปาทานหรืออย่างไร บัวเกี๋ยงคิดว่าขนมเหล่านั้นรสชาติของมันช่างอร่อยวิเศษเหลือเกิน

งานเลี้ยงนี้ คุณหญิงบริรักษ์ฯ ถ่อมตัวบอกแขกว่าเป็น ‘งานเลี้ยงเล็ก ๆ’ แต่ในความเป็นจริง มันเป็นงานเลี้ยงที่เอิกเกริกที่สุดที่สุดเท่าที่บัวเกี๋ยงเคยพบมา นับแต่สถานที่กว้างขวางโอ่อ่าของบ้านบริรักษ์เวชการประดับไฟราวต่างสี ตกแต่งสถานที่ด้วยธงทิว และกระถางดอกไม้งาม อาหารสำหรับรับรองแขกก็คัดสรรมาอย่างดี คุณหญิงบริรักษ์รู้ว่าใครมีฝีมือทางไหนก็ไปไหว้วานให้ทำส่งมาให้ แต่ที่คุยได้ไม่หยุดปากก็คือฝีมือของวันวัสสาน์ ที่ขนบริวารมาทำกันที่นี่ เหมือนเป็นการบอกกลาย ๆ ว่าไม่แคล้วจะได้เป็นสะใภ้บ้านบริรักษ์เวชการแน่นอน

สิ่งที่บัวเกี๋ยงเพลินตาก็คือรถยนต์คันงามและรถม้าที่เวียนเข้ามาจอดส่งแขกที่หน้าตึก ถัดมาก็คือตัวแขกผู้มาร่วมงานเอง แขกที่เป็นสุภาพบุรุษมีหลายวัย ที่สูงวัยหน่อยก็แต่งกายด้วยเสื้อราชปะแตนนุ่งโจงกระเบนสวมถุงเท้ายาวถึงน่องและรองเท้าหนังอย่างดี บางรายมีสายนาฬิกาพกหนีบจากอกเสื้อแล้วเก็บตัวเรือนไว้ในกระเป๋า ที่รุ่นหนุ่มลงมาก็แต่สูทสากลเต็มยศ เสื้อตัวในปิดกระดุมถึงคอ มีเสื้อนอกทับอีกชั้นหนึ่ง บัวเกี๋ยงมองแล้วก็ขันที่เห็นบางคนที่ท้วมหน่อยคอยจะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้าและลำคอ เพราะอากาศในพระนครวันนี้ร้อนเหลือใจ แต่ก็ไม่มีใครยอมถอดเสื้อนอกออกสักคนด้วยเห็นว่าเป็นการไม่สุภาพ

แขกสตรีมีอะไรน่ามองกว่า เพราะแต่งตัวหลายแบบ ที่เป็นผู้ใหญ่เคร่งครัดหน่อยก็สวมเสื้อลูกไม้คอตั้งแขนฟูพองที่เรียกว่าเสื้อแขนหมูแฮม นุ่งกับโจงกระเบนหลากสี คาดแถบแพรผูกเป็นโบทิ้งชายไว้ข้างตัว ที่สาวลงมาก็แต่งอย่างที่บัวเกี๋ยงคุ้นตา เพราะว่าอี่นายซ้องปีบแต่งบ่อย ๆ คือเสื้อลูกไม้โปร่งเบา นุ่งกับซิ่น ที่วิจิตรกว่าก็คือเครื่องประดับที่ส่วนใหญ่เป็นสร้อยมุกสายยาวคล้องคอลงมาเกือบถึงเอว และแถบคาดศีรษะอันเป็นแพรบ้าง เพชรบ้าง แล้วแต่คนแต่งจะเลือกมาให้เข้าชุด ที่ประดับด้วยขนนกและดอกไม้เพชรก็มี

“ดูเพลินเลยนะ ฉันอยากรู้จริง ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เดาว่าเธออยากแต่งสักชุดหนึ่ง”

เสียงทุ้มดังขึ้นมาข้างหูอย่างหยอกล้อ บัวเกี๋ยงสะดุ้งเพราะตกใจ หันไปมองก็พบดวงหน้าของกลางวสันต์ แปลกใจที่เขาอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ควรจะอยู่ร่วมโต๊ะบนตึกใหญ่มากกว่า

“คุณกลาง ทำไมมาอยู่ตรงนี้”

“ก็ทีเธอล่ะ ทำไมมาอยู่ตรงนี้” กลางวสันต์ไม่ตอบ กลับย้อนให้เสียอีก สนุกที่ได้ต่อปากต่อคำ

“ฉันอยู่ตรงนี้ก็ไม่แปลก เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับงานนี้ แต่คุณกลางสิ ควรจะอยู่กับกลุ่มแขกที่อยู่บนตึกมากกว่า”

ชายหนุ่มเบะปากพ่นลมออกมาแสดงอารมณ์อย่างหนึ่ง

“ฉันเบื่อฟังคุณแม่โอ้อวดบรรดาลูก ๆ กับคนอื่น พี่ใหญ่กับคุณเล็กเขาชอบ เขาบ้ายอก็ให้เขาอยู่ไป ฉันไม่เอาด้วยหรอก”

ขณะที่พูดอยู่นั้น สายตาของกลางวสันต์ก็เห็นคุณหญิงมารดาก้าวออกมาจากตึกใหญ่ สีหน้าไม่สบอารมณ์ เหลียวซ้ายแลขวา ทักถามคนนั้นคนนี้ก็ได้รับแต่อาการส่ายหน้าตอบ

“คุณแม่ต้องตามฉันไปร่วมโต๊ะแน่ ๆ เธอบังฉันไว้ก่อนนะ อย่าให้คุณแม่เห็น”

กลางวสันต์ผลุบตัวลงแอบข้างหลังบัวเกี๋ยง ราวกับว่าเขาเป็นเด็กตัวน้อย หญิงสาวร่างแบบบางคนหนึ่งสามารถบังเขาได้มิด

คุณหญิงต่วนสอดส่ายสายตาหาเร็ว ๆ เดินมาทางที่บัวเกี๋ยงยืนอยู่ กลางวสันต์ก็ยิ่งทำตัวลีบลงให้พ้นสายตาของมารดา คุณหญิงคลังมองมาทางบัวเกี๋ยงแวบหนึ่ง ลังเลใจว่าจะเข้ามาถามดีหรือไม่ แต่เพราะความชังน้ำหน้ามีเหนือกว่า จึงสะบัดหน้าเดินคอแข็งกลับเข้าไปในตึก

กลางวสันต์เห็นแล้วว่าเท้าของคุณแม่กำลังก้าวจากไป แต่เสียงใสของหญิงสาวก็ทักขึ้นมาว่า

“คุณหญิงคะ”



Don`t copy text!