วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๖ : ความสัมพันธ์ที่น่าสงสัย

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๖ : ความสัมพันธ์ที่น่าสงสัย

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

คุณหญิงต่วนหันมาทางหญิงสาวด้วยสายตาไม่พอใจ ที่บังอาจเรียกหล่อน

“คุณหญิงหาอะไร หรือหา ‘ใคร’ ให้หนูช่วยไหมคะ” บัวเกี๋ยงถาม

ลึก ๆ ในใจคุณหญิงต่วนก็อยากถาม สังหรณ์ใจว่านังเด็กคนนี้มันรู้แน่ แต่ค่าที่ชังน้ำหน้าเหลือเกินจึงสะบัดเสียงเอ็ดไปว่า

“มิใช่กงการอะไรของเรา อย่าจุ้น”

บัวเกี๋ยงยิ้มสู้อย่างท้าทาย

“แหม เผื่อว่าคุณหญิงกำลังหาใคร หนูจะได้ช่วยหา หรือถ้าเห็นก็จะบอกได้ว่าอยู่ตรงไหน”

ขณะที่พูดก็สัมผัสได้ว่ามือของคนที่ซ่อนข้างหลังขยำเสื้อหล่อนกำแน่นขึ้น ครางเสียงลอดไรฟัน

“เธออย่าแกล้งฉันสิ”

คุณหญิงต่วนสะบัดหน้าเดินกลับเข้าตึกไปแล้ว แต่บัวเกี๋ยงยังนึกสนุก จึงเรียกออกไปอีกครั้ง

“คุณหญิงคะ”

เปล่าหรอก ครั้งนี้บัวเกี๋ยงมิได้เรียกคุณหญิงต่วน แต่เรียกแขกสาวคู่หนึ่งที่กำลังเดินมาที่โต๊ะอาหาร ยิ้มหวานแล้วบอกว่า

“ขนมจานนั้นอร่อยค่ะ หนูเห็นคนหยิบไปเยอะเชียว เหมือนว่าจะเป็นจานสุดท้ายแล้วนะคะ”

“ขอบใจจ้ะหนู” สตรีผู้หนึ่งว่า แล้วหยิบขนมใส่จาน

กลางวสันต์พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยืดตัวตรงมองหน้าบัวเกี๋ยงอย่างหมั่นเขี้ยว ที่หลอกเขาได้ บัวเกี๋ยงก็หัวเราะที่แกล้งชายหนุ่มสำเร็จ

“ฉันเชื่อแล้ว ว่าคุณไม่อยากไปร่วมโต๊ะกับคุณหญิงจริง ๆ” บัวเกี๋ยงชวน “ไปนั่งในสวนกันไหม ถัดจากศาลาที่เล่นดนตรีตรงนี้ไปนิดเดียว ไม่มีใครไปถึงตรงนั้นหรอก”

“ดีเหมือนกัน”

กลางวสันต์เห็นด้วย ไม่กี่นาทีต่อมาหนุ่มสาวก็นั่งลงบนม้ายาวในสวนที่แวดล้อมไปด้วยพืชสมุนไพรที่พระยาบริรักษ์เวชการปลูกไว้เพื่อศึกษาเรื่องยาพร้อมขนมหนึ่งจาน เสียงดนตรีแว่วหวานมาเบา ๆ คลอเคล้ากับสายลมพัดเฉื่อยฉิว กลิ่นดอกไม้หลายชนิดอวลอบอยู่ในอณูอากาศสดชื่น

“ทำไมคุณถึงไม่อยากอยู่ที่งานเลี้ยง ใคร ๆ เขาดูสนุกกันออก” บัวเกี๋ยงถามตรง ๆ

“ทำเป็นพูด ตัวเองยังแอบหนีออกมา แล้วนี่แน่ะ เลิกเรียกฉันว่าคุณได้ไหม ฟังแล้วดูห่างเหิน แล้วก็แบ่งชนชั้นวรรณะอย่างไรบอกไม่ถูก เธอกับฉันก็อายุพอ ๆ กัน เรียก เธอ ฉัน หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คุณ”

บัวเกี๋ยงขยับจะอ้าปาก ชายหนุ่มก็ดักคอไว้ก่อน

“อย่าให้ถึงขนาดเรียก ไอ้ เป็นพอ”

“แหม ดักคอกันเสียนี่ ตอนอยู่บ้านเก่า เพื่อนกี่คน ๆ ฉันก็เรียกไอ้ทั้งนั้น”

“เรียก วสันต์ก็ได้ ฉันว่าไม่ทางการมากไป แล้วก็ดูเป็นเพื่อนระดับเดียวกัน เรียกชื่อเต็มยศ หรือเรียกคุณกลางแล้ว ได้ยินทีไร ขนลุกพิกล” ชายหนุ่มสรุป “ตกลงเรียก วสันต์ ก็แล้วกันนะ ดูเท่าเทียมกันดี”

บัวเกี๋ยงฟังชายหนุ่มพูดแล้วก็ออกจะเวียนหัว ว่าชายหนุ่มพูดวกไปวนมา บางคำก็ฟังแปลก ๆ เหมือนเขาจะบอกอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรให้ง่ายกว่านั้น

“ฉันบอกให้ก็ได้ ว่าทำไมไม่อยากออกงานกับคุณพ่อคุณแม่”

ชายหนุ่มเอ่ยออกมาเองโดยไม่ต้องรบเร้าถาม

“เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่น่ะ อะไรก็ดี เสียแต่เวลาสนทนากับคนอื่นชอบวางท่าข่มอยู่เรื่อย เผลอ ๆ ก็ข่มเลยไปถึงคนอื่นที่ไม่อยู่ตรงนั้น คนโน้นก็ไม่ดี คนนี้ก็มีเรื่องให้ตำหนิ พี่ใหญ่ก็พลอยเป็นไปด้วยอีกคน กระบวนไม่เห็นหัวใครละก็ เขาละ ที่หนึ่งเชียว”

บัวเกี๋ยงซ่อนยิ้มในความมืด ที่ชายหนุ่มเล่าให้ฟังอยู่นี้ ตัวเองก็เชื้อไม่ทิ้งแถวเหมือนกัน

“เธอขำอะไร?”

“ก็ขำเรื่องที่เธอพูดอยู่นะสิ รู้ตัวหรือเปล่า ว่าเธอก็กำลังนินทาพ่อแม่กับพี่ชายเธออยู่”

กลางวสันต์ลอยหน้าให้รู้ว่าเขาไม่ใส่ใจ ส่งขนมเข้าปากแทนการแก้ตัว เคี้ยวขนมหมดคำเขาก็หันมาจ้องหน้าบัวเกี๋ยงตาเป๋ง เปลี่ยนเรื่องถาม

“ฉันเห็นว่า ตอนที่ฉันมาถึง เธอจ้องหน้าฉันใหญ่เลย มีอะไรหรือเปล่า”

กลางวสันต์ถามพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ดวงหน้าของหญิงสาว

“อ๋อ ฉันรอพบเธออยู่”

“รอพบฉัน ?…เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เธอรอพบฉันทำไม ?”

“ฉันอยากเห็นหน้าเธอ อยากรู้ว่าเธอจะหน้าเหมือนคุณเล็กไหม คุณหญิงแม่เธอว่าคุณเล็กมีฝาแฝดเป็นผู้ชาย”

“เธอไม่เคยเห็นฝาแฝดเหรอ” ชายหนุ่มถาม

“เคยสิ แต่ไม่เคยเห็นฝาแฝดที่เป็นชายกับหญิง นึกหน้าคุณเล็กเป็นผู้ชายแล้วก็ตลกดี”

กลางวสันต์พยักหน้ารับรู้ ถามกลับ

“เห็นแล้วเป็นอย่างไร เหมือนที่เธอคิดไว้หรือเปล่า ตลกไหม”

ไม่ถามเปล่า แต่ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ให้ฝ่ายนั้นได้มองถนัดตา เกือบชิดหน้าจนบัวเกี๋ยงสะดุ้ง บ่าวรับใช้ในบ้านที่แอบซุ่มดูอยู่พักหนึ่งก็ตกใจแทบร้องออกมา ดีว่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้วยกันเอามือตะครุบปิดปากเพื่อนไว้ทัน

บัวเกี๋ยงใจเต้นตึกตัก ถอยห่างออกมา ไม่คิดว่าเขาจะจู่โจมขนาดนี้

“ไม่เหมือนซะทีเดียวหรอก ดูเป็นพี่น้องกันมากกว่าฝาแฝด วสันต์ดูเป็นพี่ โตกว่าคุณเล็ก” เงียบไปครู่หนึ่ง บัวเกี๋ยงก็ปรารภออกมาว่า “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ใครเห็นก็จำได้ ไม่สับสนว่าใครเป็นใคร”

ประโยคสุดท้ายคล้ายบัวเกี๋ยงรำพึงกับตัวเอง นึกถึงอี่นายกาสะลอง ซ้องปีบ และชะตาชีวิตของนาง

“แล้วเธอชอบแบบไหนมากกว่ากัน แบบฉัน หรือคุณเล็ก”

ชายหนุ่มถามพลางส่งสายตาเป็นประกายอย่างเห็นชัดว่ายั่วให้สนุก ส่งขนมเข้าปากอย่างเพลินอารมณ์

บัวเกี๋ยงจึงตอบไปว่า

“วสันต์ลองแต่งตัวเป็นคุณเล็กสิ ฉันอาจจะจับไม่ได้ก็ได้ เผลอ ๆ จะสวยกว่า”

ไม่คิดว่าหล่อนจะย้อนมาอย่างนี้ ขนมที่ส่งเข้าปากจึงติดอยู่ที่คอ สำลักกระอักกระไอ

บัวเกี๋ยงตกใจเพราะชายหนุ่มมีท่าทางทรมาน ทั้งตบหน้าอก ทั้งล้วงคอก็ไม่เป็นผล น้ำก็ไม่มีเสียด้วย หล่อนจึงบอกให้เขายืนขึ้น ตัวเองขยับไปอยู่ข้างหลังแล้วโอบรัดชายหนุ่มไว้ ยกขึ้นลงแรง ๆ สองสามที ขนมที่ติดคออยู่ก็หลุดออกมา กลางวสันต์กระแอมกระไอจนแสบคอน้ำตาไหลไปอีกครู่ใหญ่

“แหมเกือบตายแน่ะ ตะกี้เหมือนหายใจไม่ออก”

นางบ่าวที่แอบมองอยู่รีบวิ่งออกมา กลัวว่าถ้าอยู่ต่อไปจะต้องเห็นอะไรบัดสีบัดเถลิงยิ่งกว่านี้เป็นแน่ มีอย่างที่ไหน ชายหนุ่มหญิงสาวเพิ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมงก็จูงมือกันมากอดรัดในที่ลับตาคน

กลางวสันต์นั่งนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึก ยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก

“กลิ่นดอกปีบนี่หอมจังเลยนะ”

อีกครั้งที่ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องก่อนหน้านี้ บัวเกี๋ยงพอจะคุ้นกับลักษณะนี้แล้วจึงไม่แปลกใจเท่าตอนแรก กลางวสันต์เป็นคนเปิดเผย พูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จนบางครั้งอาจจะดูห่าม แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เขาอาจจะพูดอะไรขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ หรือมีสิ่งใดผ่านเข้ามากระทบใจในตอนนั้น อย่างเรื่องกลิ่นดอกปีบนี่อย่างไรเล่า

“กลิ่นหอม แล้วก็มีสรรพคุณทางยาด้วย” บัวเกี๋ยงว่า

“เธอศึกษาเรื่องยาด้วยเหรอ อ้อ จริงสิ เธออยากเรียนแพทย์เหมือนพี่สุพล”

บัวเกี๋ยงเม้มริมฝีปาก เสียงแข็งขึ้นเมื่อถามกลับ

“ทำไมล่ะ อย่างฉันจะเรียนแพทย์ไม่ได้หรือ”

“เปล่า ๆ ฉันไม่ได้ดูถูกเธอนะ ฉันทึ่งว่าวันนี้มีผู้หญิงอยากเป็นหมอ ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่”

“แปลกรึ ผู้หญิงจะเป็นหมอไม่ได้หรือไง?” น้ำเสียงบัวเกี๋ยงยังคงไม่พอใจ

“ไม่เลย ฉันทึ่งว่าได้เจอคนแบบเธอเสียทีต่างหาก จะผู้หญิงหรือผู้ชาย ทั้งเรื่องเรียนเรื่องทำงานก็ทำได้เหมือน ๆ กัน ทำไมต้องจำกัดว่าอาชีพไหนสงวนไว้สำหรับผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น ฉันชอบผู้หญิงแบบเธอนี่ละ ฉันไม่ชอบหรอกนะ ผู้หญิงที่วัน ๆ เอาแต่หุงข้าวต้มแกง ฝึกฝนตัวเองไว้ปรนนิบัติผัว คร่ำครึ”

“เธอพูดจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงบัวเกี๋ยงอ่อนลง เมื่อรู้ว่าทัศนะของกลางวสันต์นั้นมิได้ดูแคลนหล่อน

“จริงสิ ฉันคิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ฉันไม่ได้พูดเพื่อเอาใจเธอหรอก” ชายหนุ่มว่า มองไปที่ต้นปีบใหญ่ กิ่งหนึ่งทอดต่ำลงมาพอเอื้อมได้ เขาจึงลุกเดินไปใกล้

“เธอชอบดอกปีบไหม ฉันเด็ดให้”

บัวเกี๋ยงอยากบอกว่าชอบ แต่หล่อนยังไม่ต้องการตอนนี้ ไม่ต้องเด็ดมาให้ แต่กลางวสันต์ก็ยังเขย่งเท้ายืดแขนขึ้นไปสุดล้าเพื่อโน้มกิ่งปีบลงมาโดยไม่รอฟังคำตอบว่าบัวเกี๋ยงอยากได้หรือไม่

“โอ๊ย!”

พร้อมกับช่อดอกไม้หลุดจากกิ่ง ร่างของชายหนุ่มก็ล้มลงไปกองกับพื้น

ทีแรกบัวเกี๋ยงคิดว่าชายหนุ่มเสียหลักล้มลงอย่างธรรมดา แต่กลางวสันต์ยังร้องโอดโอยไม่หยุด และเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงจะยันตัวลุกขึ้นได้เอง มือกุมอยู่ที่ข้อเท้า บัวเกี๋ยงมองตามก็ตาไวทันเห็นลำตัวยาวเลื้อยหายเข้าไปในพุ่มพฤกษ์

“เธอถูกงูกัด!”

บัวเกี๋ยงเหลียวซ้ายแลขวา จะร้องหาคนช่วยก็คงไม่มีใครได้ยิน เพราะเสียงดนตรียังบรรเลงก้อง จะวิ่งออกไปตามคนมาช่วย ชายหนุ่มก็รั้งข้อมือหล่อนไว้ ร้องว่า

“อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว”

บัวเกี๋ยงประคองชายหนุ่มให้นั่งเอนบนม้ายาว เหยียดขาตรง เลิกกางเกงขึ้นก็เห็นรอยเขี้ยวงู หล่อนจึงดึงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาผูกเหนือรอยกัดเป็นการขันชะเนาะ ปากก็ปลอบว่า

“ไม่เป็นไรนะ วสันต์ เธอไม่ต้องกลัว”

“ใครทำอะไรกันตรงนั้น!”

เสียงห้าวดังขึ้น แม้จะเป็นเสียงตะโกนถามอย่างธรรมดา แต่ริ้วขุ่นเขียวไม่พอใจก็แทรกอยู่ปิดไม่มิด

หนุ่มสาวในสวนหันไปมองก็พบว่า สุพลยืนหน้าตึงอยู่ โดยมีศุภางค์ยืนหน้าง้ำเกาะแขนพี่ชายมองมาเช่นกัน

“งูกัดค่ะ วสันต์ถูกงูกัด”

ได้ยินเท่านั้นความขุ่นมัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ

 

เมื่อการรับประทานอาหารสิ้นสุดลง คุณหญิงต่วนก็บ่นไม่หยุดเรื่องลูกชายหายตัวไป ไม่ยอมมาร่วมโต๊ะ สุพลและศุภางค์สองพี่น้องก็มองหาบัวเกี๋ยงในงานเลี้ยง แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ จนเจอบ่าวสาวสองคนยืนซุบซิบกันอยู่ หน้าตาไม่สู้ดีเหมือนไปเจอเรื่องอะไรมา ซักถามเข้าจึงได้ความว่าบัวเกี๋ยงกับกลางวสันต์อยู่ด้วยกันตามลำพังในสวน เล่าไปก็ทำหน้าไม่สู้ดี พอซักก็อ้ำอึ้งเอ้ออ้าน่ารำคาญ เห็นท่าไม่ชอบมาพากล สุพลจึงคาดคั้นเอาจริง นางบ่าวจึงยอมเล่าราวกับไม่อยากพูดเรื่องบัดสีที่ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่กันตามลำพังในสวนลับตาผู้คน กอดรัดฟัดเหวี่ยงไม่อายผีสางเทวดา

สุพลสาวเท้าราวลูกธนูหลุดจากแล่ง ครั้งถึงสวน ก็ชะงักค้างอยู่ตรงนั้น

เงาตะคุ่มที่ม้ายาว ถ้าเป็นหนุ่มสาวพลอดรักกันก็กำลังถึงเวลาที่จะทำบัดสี ด้วยชายหนุ่มนั่งเอนกาย เหยียดขาสบายเต็มที่ ส่วนอีกคนนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น จับขาชายหนุ่มมาประคองไว้ ก้ม ๆ เงย ๆ สาละวนอยู่แต่ตรงนั้น

ก่อนเหตุการณ์จะเลยเถิด สุพลจึงตะโกนออกไปไม่ให้ทั้งสองถลำลึกไปกว่านั้น

เมื่อรู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร จินตนาการในทางร้ายที่เหมือนฟองสบู่ก็ถูกจิ้มให้แตก สติกลับคืนมา สุพลสั่งน้องสาวให้รีบออกไปแจ้งข่าวก่อน ส่วนเขาสอดแขนเข้าช้อนร่างกลางวสันต์ อุ้มออกมาที่ตึกใหญ่โดยไม่รู้ว่าพละกำลังเหล่านั้นมาจากไหน บัวเกี๋ยงวิ่งตามมา ปลอบอยู่ไม่ห่าง

“ไม่ต้องห่วงนะ วสันต์ เธอต้องปลอดภัย”

ความชุลมุนเพราะตื่นตกใจเกิดขึ้นครู่หนึ่งแล้วจึงสงบลงได้เมื่อนายแพทย์ทั้งหลายลงความเห็น ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ไม่ใช่งูพิษ คุณหญิงวางใจได้”

อันที่จริง แค่เห็นรอยเขี้ยวงู ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่งูพิษ บัวเกี๋ยงพยายามบอกเพื่อย้ำความมั่นใจว่าที่หล่อนเห็นคืองูเขียวพระอินทร์ ไม่มีพิษอะไร แต่ด้วยความตกใจ และคุณหญิงต่วนยังยึดมั่นเอาว่าคนถูกงูกัดพิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจ ถ้ารักษาไม่ทันเวลาก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงตีโพยตีพายไปใหญ่ ต่อว่าบัวเกี๋ยงว่าเป็นต้นเหตุ พาบุตรชายซอกซอนไปในสวนที่ทั้งมืดและรกไปด้วยต้นไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของงู

เมื่อแพทย์อาวุโสทั้งหลายยืนยันว่ากลางวสันต์ปลอดภัย คุณหญิงต่วนจึงยอมเชื่อถือ

งานเลี้ยงเลิกอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อแขกส่วนหนึ่งเห็นว่าตนไม่อาจช่วยแก้ไขอะไรได้ อยู่ไปก็รังแต่จะเกะกะเจ้าของบ้านเปล่า ๆ จึงขอตัวกลับ ครั้นแก้ไขคนเจ็บเรียบร้อย แขกที่เป็นหมอก็ถือโอกาสลากลับด้วย ไม่มีใครมีแก่ใจจะรื่นเริงต่อ บ้านพระยารัชฎาสรรพกิจจำต้องกลับเร็วกว่าที่คาดไว้แต่แรก เพราะกลางวสันต์ต้องการพักผ่อน

พระอาจวิทยาคม หรือหมอยอร์ชเป็นแขกคนสุดท้าย ถามบัวเกี๋ยงถึงสิ่งที่คาใจ

“ใครสอนหนูปฐมพยาบาลคนถูกงูกัดแบบนี้”

“หมอทรัพย์เจ้าค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบพร้อมกับนึกแปลกใจว่า หมอฝรั่งผู้นี้พูดภาษาสยามได้คล่อง คงเพราะอยู่มานานนั่นเอง

“หมอทรัพย์…” หมอยอร์ชทวนคำพลางนึก

บัวเกี๋ยงเล่าถึงนายหมอทรัพย์อย่างย่นย่อแต่ได้ใจความครบถ้วน หมอยอร์ชฟังไปพยักหน้าไป แล้วก็หันไปเอ่ยกับพระยาบริรักษ์เวชการ

“คงไม่ผิดตัวแน่ เจ้าคุณ เด็กจีนใส่แว่นคนนั้นอย่างไรละ ที่ฉันเคยพูดถึงบ่อย ๆ ว่าสติปัญญาปราดเปรื่อง เฉลียวฉลาด เรื่องเล่าเรียนเขียนอ่านไม่เป็นรองใคร เรียนสำเร็จแล้วก็มุ่งมั่นจะไปอยู่หัวเมือง แทนที่จะรับราชการอยู่ในพระนครนี้ ทั้ง ๆ ที่สบายกว่าและฉันก็ชักชวนเองแท้ ๆ”

ใจของบัวเกี๋ยงพองฟูขึ้นมา เมื่อได้ยินว่าหมอฝรั่งอาวุโสที่ใคร ๆ ก็ให้ความเคารพนับถือผู้นี้ชมนายหมอทรัพย์ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาพบกับอาจารย์ของนายหมอ ได้ยินคำชมจากปากเลยทีเดียว

“วิธีขันชะเนาะอย่างที่หนูทำ มีทรัพย์ทำคนเดียว”

พระอาจวิทยาคมพูดพลางหัวเราะกับพระยาบริรักษ์เวชการ ราวกับภาพในอดีตไหลย้อนคืนมา เมื่อครั้งสอนนักศึกษาแพทย์ฝึกปฐมพยาบาลผู้ป่วยถูกงูกัดด้วยการขันชะเนาะเหนือรอยกัด กันพิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ

“ทรัพย์เขาเถียงฉันว่า จุดสำคัญอยู่ที่ตำแหน่งการรัดและความแน่นของปม ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของปม ฉันก็เถียงไม่ออก”

เงียบไปครู่หนึ่งคล้ายจะดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ ปรารภอย่างเป็นห่วงระคนเสียดายว่า

“ทรัพย์นี่ อะไรก็ดีนะ ฉันห่วงอยู่อย่างเดียว เรื่องผู้หญิง” หมอยอร์ชเล่าต่อโดยไม่รอให้ใครถาม “เขาเคร่งกับตำรามากเกินไป อบายมุขไม่แตะต้อง ทั้งสุราและนารี ฟังดูเหมือนจะดีนะ แต่มันก็ทำให้เขาไม่ประสีประสากับทางโลกเอาเสียเลย ฉันจึงห่วงและกังวลว่า ถ้าวันหนึ่งทรัพย์มีความรัก เขาจะจัดการเรื่องวุ่น ๆ ที่เกิดจากความรักนี้ไม่ได้”

พระอาจวิทยาคมสรุปในตอนท้ายว่า

“ทรัพย์เชี่ยวชาญในวิชาความรู้ แต่เขาอ่อนต่อเรื่องทางโลกเสียเหลือเกิน”

บัวเกี๋ยงนิ่งเงียบ หากแต่ในใจนึกถึงนายหมอทรัพย์ ที่หมอยอร์ชเป็นห่วงนั้นไม่ผิดเลย ความไม่ประสีประสาต่อความรักนี่แล้ว ที่ทำให้นายหมอและอี่นายมีจุดจบเช่นนั้น จนใคร ๆ ก็ประณามนายหมอทรัพย์ว่า เสียแรงมีวิชาความรู้ ไม่น่าจะโง่เขลาเพราะเรื่องความรักนี้เลย

พระอาจวิทยาคมลากลับแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปที่ห้องของตัว

สุพลยังติดใจเรื่องที่บัวเกี๋ยงอยู่กับกลางวสันต์ตามลำพัง กับที่หล่อนเรียกฝ่ายนั้นว่า วสันต์ แทนที่จะเป็น คุณกลาง แสดงว่าชั่วเวลาไม่นานเท่าไรนี้ ทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้น ก่อนแยกเข้าไปในห้อง สุพลอดถามไม่ได้ว่า

“คนอื่นเขาอยู่ในงานเลี้ยงกัน ทำไมหายไปอยู่ในสวนกันสองคน” คำถามนั้นเหมือนผู้ใหญ่กำลังไต่สวนเด็กที่ทำความผิด

“ก็มันเบื่อ” บัวเกี๋ยงบอกออกไปตามตรง

“แล้วคุยเรื่องอะไรกัน”

“คุยไปเรื่อย ๆ เรื่องอะไรบ้างก็จำไม่ได้แล้ว” บัวเกี๋ยงแกล้งย้อนเมื่อสุพลทำเสียงแข็งขึ้นทุกที หันไปทางเพื่อนสนิท “วสันต์เขาคุยสนุกดีนะ พัด”

สองพี่น้องสะกิดใจกับสรรพนามที่บัวเกี๋ยงใช้เรียกฝ่ายนั้น แต่ไม่พูดออกมา สุพลตัดบทด้วยการอบรมว่า

“เป็นสาวเป็นนาง อย่าเที่ยวไปนั่งเล่นกับชายหนุ่มสองต่อสองในที่ลับตาคน ใครมาเห็นเข้าเขาจะคิดไม่ดี คนเขาจะเก็บเอาไปนินทาได้”

บัวเกี๋ยงไม่โต้ตอบ ใครจะคิดยังไงก็คิดไป ตัวหล่อนเองรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำอะไร คิดอะไรอยู่ก็แล้วกัน

เข้ามาในห้อง ยังไม่ทันจะทรุดตัวลงนั่ง ศุภางค์ก็ถามขึ้นมาอีก

“ตัวหายไปกับคุณกลางตั้งแต่เมื่อไหร่ คุยอะไรกันบ้าง”

บัวเกี๋ยงถอนใจออกมาให้รู้ว่าเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ หล่อนไม่ตอบ ตัดบทด้วยการคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปในห้องน้ำ หากแล้วคำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิด

สองพี่น้องคู่นี้ดูจะใส่ใจเรื่องของหล่อนกับกลางวสันต์เสียเหลือเกิน

 

หญิงสาวลงมาที่สวนแต่เช้า กวาดตามองดูพื้นหญ้าจนทั่วแล้วก็ไม่พบ จึงยอบตัวลงนั่งมองอย่าถี่ถ้วนอีกครั้ง ทั้งใต้ม้านั่ง โคนต้นไม้ กระทั่งแหวกพุ่มใบ เผื่อว่ามันจะติดอยู่แถวนั้น

“เธอหาอะไรอยู่หรือ ท่าจะสำคัญมาก”

บัวเกี๋ยงตกใจ หันไปก็เห็นสุพลยืนเอามือไขว้หลังอยู่

จะบอกดีไหม ว่าสิ่งที่หาอยู่ก็คือกิ๊บติดผมรูปแมลงปอ ที่ศุภางค์ติดผมให้หล่อนเมื่อวาน บัวเกี๋ยงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าหล่อนติดกิ๊บอันนั้น ตั้งแต่ผละออกมาจากหน้ากระจก มารู้ตัวว่าหายไปก็ตอนที่ผลัดผ้าอาบน้ำ หล่อนตั้งใจจะบอกเพื่อน แต่เมื่อศุภางค์อาบน้ำเสร็จแล้วก็ยังถามวนเวียนอยู่แต่เรื่องกลางวสันต์ บัวเกี๋ยงไม่อยากตอบจึงชิงหลับเป็นการตัดบท

คงตกหายในสวนนั่นละ…บัวเกี๋ยงคิด พรุ่งนี้เช้าลงมาหา น่าจะพบก่อนยายพัดตื่น

“ฉันถามว่าเธอหาอะไร เธอไม่ได้ยินหรือ” สุพลทำเสียงเข้มขึ้นแกมประชด “หรือว่าพอพบเพื่อนใหม่ ก็ไม่เห็นหัวฉันเสียแล้ว”

บัวเกี๋ยงยืดตัวยืนขึ้น พ่นลมหายใจออกมาอย่างระอา ตัดสินใจบอกไปว่า

“กิ๊บติดผมรูปแมลงปอที่ยายพัดติดให้นะสิ ตกหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ฉันคิดว่าคงตกแถวนี้”

“แน่ใจนะว่าทำตก ไม่ได้ถอดเอาไปให้ใคร”

“ใครจะทำอย่างนั้นกัน ไม่ใช่ของของฉันสักหน่อย จะเอาไปให้คนอื่นได้ยังไง” บัวเกี๋ยงสวนด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นบ้าง

“กิ๊บติดผมอันนั้น ฉันซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ยายพัด” สุพลเปรยออกมา แต่บัวเกี๋ยงชักหัวเสียแล้วจึงสะบัดเสียงตอบไปว่า

“รู้แล้วน่า ก็เพราะรู้ว่าเป็นของสำคัญนี่ละ ถึงลงมาหานี่ไง”

สุพลอึ้ง ไม่คิดว่าบัวเกี๋ยงจะแปลคำพูดเขาไปทางนั้น อยากตบปากเสียจริงที่พูดจาค่อนแคะมากเกินไป

“ถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันมีอีกตัวหนึ่ง ซื้อมาพร้อมกัน เธอเอาอันนั้นไปคืนยายพัดก็ได้”

บัวเกี๋ยงไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะหล่อนเชื่อมั่นว่ามันต้องตกอยู่ตรงไหนสักแห่งในบ้านนี้ สุพลจึงยอมแพ้

“เอาละ ฉันจะให้บ่าวช่วยตามหา เขาเก็บงานตอนเช้านี้ คงพบตกอยู่สักที่หรอก”

ชายหนุ่มดึงมือหญิงสาวไปนั่งที่ม้ายาว จับมือหล่อนหงายขึ้นแล้ววางสิ่งหนึ่งลงไป บัวเกี๋ยงจำได้ว่ามันเป็นอัญมณีสีแดงล้อมเพชร ประดับบนหน้าซอสามสายที่ชายหนุ่มเล่นเมื่อวาน

“ฉันมอบให้เธอไว้เป็นของแทนตัวฉัน ตอนที่ฉันต้องอยู่ไกล ถ้าเธอได้เห็นมัน เธอจะได้คิดถึงฉัน”

“ของมีค่ามีราคาขนาดนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก” ว่าพลางก็ส่งคืนเขาไป

“ทำไมนะบัวเกี๋ยง ทำไมเธอต้องปฏิเสธทุกอย่างที่ฉันให้เธอ”

“เพราะฉันเห็นว่ามันไม่จำเป็นนะสิ ถ้าฉันจะคิดถึงเธอ ฉันก็คิดถึงได้ โดยไม่ต้องมีอะไรมาดูต่างหน้า”

“เธอสัญญาหรือเปล่า ว่าจะคิดถึงฉัน” สุพลคาดคั้น

“ฉันบอกเธอเมื่อวานไปครั้งหนึ่งแล้ว และฉันยังยืนยันคำเดิม” หญิงสาวเน้นเสียงหนักแน่น

“ฉันไม่สัญญา”

 



Don`t copy text!