เวียงวนาลัย บทที่ ๗ พิมานพงไพร “ลมหายใจสุดท้าย”

เวียงวนาลัย บทที่ ๗ พิมานพงไพร “ลมหายใจสุดท้าย”

โดย : เนียรปาตี

เวียงวนาลัย เรื่องราวของวิลเลียม หนุ่มอังกฤษที่เดินทางมาทำงานในบริษัทสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือของสยาม เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าต้องเผชิญกับอะไรมากมายในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งมิตรแท้ สงครามและความรัก มาเอาใจช่วยหนุ่มอังกฤษคนนี้กับชีวิตอันแสนจะโลดโผนในเวียงวนาลัย นวนิยายออนไลน์ โดย เนียรปาตี ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ

 

งานในปางไม้คืบหน้าช้าลงเพราะคนงานลดจำนวนลาออกไป ที่ยังอยู่ก็อกสั่นขวัญหายกลัวว่าตนจะโดนดีเข้าสักวัน ความหวาดกลัวนั้นเกิดจากคนงานถูกเสือลากไปกินไม่เว้นแต่ละวัน คนงานผวาหนักถึงกับมาขอเบิกเงินค่าแรงล่วงหน้าแล้วลาออกไปพร้อมกัน เสนอว่าจะกลับมาทำงานอีกครั้งตอนผูกแพซุงล่องน้ำ

แต่ไม่ขออยู่อย่างหวาดระแวงในป่านี้อีกต่อไปแล้ว

ฝั่งคนเลี้ยงช้างก็ระส่ำระสายไม่ผิดกัน เพราะปู้อึ่งช้างน้อยวัยเจ็ดขวบที่พามาฝึกในปางไม้เป็นปีแรกได้รับบาดเจ็บจากเสือกัด แผลอักเสบมีหนองและเริ่มเน่าสร้างความทรมานแก่ช้างน้อย ปะเลบอกแก่นายห้างวิลเลียมว่า

“ยังบ่ถึงเวลาที่หมอช้างจะเข้ามาตรวจ” ปะเลหมายถึงสัตวแพทย์ที่จะเข้ามาในแคมป์คนเลี้ยงช้างปีละหนเพื่อตรวจสุขภาพช้าง อย่างน้อยก็มาช่วยถ่ายพยาธิให้ เพราะช้างมีความเสี่ยงจะเป็นโรคเซอร่า อันเกิดจากพยาธิที่ติดมากับแมลงดูดเลือดในป่าที่มาเกาะดูดเลือดช้าง เมื่อพยาธิเข้าไปในกระแสเลือด ก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคร้ายอื่นที่มักเกิดกับช้างก็คือแอนแทรกซ์หรือฝี ถ้าปล่อยให้อักเสบจนกลายเป็นหนองก็เสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิตเช่นกัน

วิลเลียมไปดูปะเลล้างแผลหนองให้ปู้อึ่งด้วยน้ำอุ่นผสมด่างทับทิม กลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ ปู้อึ่งร้องด้วยความทรมาน ยามใดที่ช้างน้อยร้อง ช้างเชือกอื่นก็ร้องตามจนเสียงช้างร้องสับสนไปทั้งแคมป์

คนงานบางคนเชื่อว่าเสือที่กัดปู้อึ่งเป็นเสือสมิง เพราะตอนที่ปู้อึ่งคลุ้มคลั่งนั้น อาการคล้าย ‘โดนของ’ มากกว่าทรมานเพราะเจ็บแผล

ความเชื่อนี้ถูกสำทับด้วยอาการของแก่ช้างที่บางครั้งก็เหม่อลอยเหมือนคนไม่มีสติ ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บางครั้งก็คลุ้มคลั่งเหมือนคนวิปลาส แต่ไม่อาจหาสาเหตุได้ คนงานในปางไม้พูดไปในทำนองเดียวกันว่า แก่ช้างโดนของ

วิลเลียมไม่เชื่อเรื่องนี้ มุ่ยเล่าให้เขาฟังเรื่องการ ‘ทำของ’ และ ‘ยาสั่ง’ เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธที่จะเชื่อถือ

“จะเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีอะไรพิสูจน์ทั้งนั้น ทั้งเสือแปลงร่างเป็นคน พ่นคาถาใส่กัน แล้วยังเรื่องยาสั่งอะไรนี่อีก” วิลเลียมยืนยันความคิดของตน “แก่ช้างคงจะป่วย ร่างกายอิดโรย ก็ดูซูบซีดไปเท่านั้น”

ในวันหนึ่งที่แก่ช้างมีอาการคงคืนเป็นปกติ วิลเลียมก็ยิ้มออกว่าเขาคิดไม่ผิดไป อยากให้กำลังใจแก่ช้างในวาระที่สร่างไข้เป็นปกติ จึงให้ปะเลเรียกมาร่วมวงในมื้อเที่ยง ขณะปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำปู๋กินแนมกับหน่อไม้ต้ม แก่ช้างยังบอกแผนการแก่นายห้างวิลเลียมว่าควรทำอย่างไรที่จะให้ช้างที่เหลือลากซุงออกมาจากป่าได้ทันเวลาก่อนน้ำหลาก ซึ่งต้องล่องซุงลงแม่น้ำ

การพูดจาฉะฉานเป็นเรื่องเป็นราว ที่มุ่ยสอนภาษาพื้นเมืองว่า…พูดจาเป็นจะเป็นนะ…ทำให้วิลเลียมโล่งใจว่าแก่ช้างหายป่วยเป็นปกติดีแล้ว

จนกระทั่งแก่ช้างยกจอกเหล้าขึ้นจิบ น้ำใสรสร้อนแรงล่วงผ่านลำคอ แก่ช้างก็กระตุกทีหนึ่งแล้วแข็งค้างเหมือนทั้งร่างกลายเป็นหิน ชั่วอึดใจต่อมาก็ดุจว่าเขามิใช่แก่ช้างคนเดิม ดวงตาที่เบิกโพลงแข็งค้างดุจไร้แวว ปากหนาที่เจรจาเมื่อครู่แย้มออกเผยให้เห็นฟันดำเงาเพราะเคี้ยวหมาก น้ำลายยืดไหล ใบหน้าของแก่ช้างเอียงไปมา ปากขยับส่งภาษาอันใดฟังไม่รู้ความ

นาทีต่อมาแก่ช้างก็ลุกขึ้นเดินไปทักทายคนนั้นคนนี้อย่างไม่มีสติ

วิลเลียมเห็นท่าไม่ดี ร้องสั่งคนงานให้ช่วยกันคุมตัวแก่ช้างไว้ ฝ่ายนั้นก็ดิ้นรนให้พ้นพันธนาการ ยากที่จะบอกว่าด้วยสัญชาตญาณหรือเพราะคลุ้มคลั่งด้วยไสยเวทย์ที่ครอบงำอยู่ ครั้นหลุดจากมือคนงานทั้งหลาย แก่ช้างก็ฉีกทึ้งเสื้อผ้าที่เก่าเปื่อยอยู่แล้วขว้างไปให้พ้นจากตัว เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าวิ่งวนไปในปางไม้ก่อนจะเตลิดหายไปในป่า คนงานตามหาหลายวันก็ไม่พบ

“แน่แล้วว่ายาสั่งที่แก่ช้างโดนต้องเป็นเหล้าแน่ ๆ” มุ่ยบอกแก่นายห้าง ถามด้วยแววตาว่าตอนนี้จะเชื่อได้หรือยัง ว่าแก่ช้างโดนยาสั่งจริง ๆ

“แก่ช้างก็เป็นคนมีวิชาอาคม ทำไมถึงยังโดนยาสั่งได้” คำถามของวิลเลียมทำให้มุ่ยยิ้มออกนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็แปลว่าพอจะเชื่อแล้วบ้าง

“ให้เฮาเดานะนายห้าง” ปะเลบอก “นี่อาจจะเป็นฝีมือไอ้ฮูโอ”

ปะเลเล่าให้ฟังว่าหม่องฮูโอกับแก่ช้างไม่ลงรอยกัน ด้วยแก่ช้างเองก็เป็นผู้ที่เหล่าควาญช้างให้ความเคารพนับถือทั้งในแง่ความอาวุโสและความรู้ประสบการณ์ในเรื่องเกี่ยวกับช้าง ในขณะที่หม่องฮูโอนั้นก็สำคัญตัวว่าเป็นหนึ่ง เพราะคุมช้างเชือกที่ดุที่สุดในปางไม้ได้ แม้แต่แก่ช้างยังคุมช้างเชือกนั้นไม่ได้

การแสดงความเหนือกว่าระหว่างแก่ช้างและหม่องฮูโอจึงเกิดขึ้นเป็นระยะในกลุ่มคนเลี้ยงช้าง ทว่าวิลเลียมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

หม่องฮูโอเป็นคนมีวิชาอาคมเหมือนกัน แต่เทียบกับแก่ช้างแล้วยังด้อยกว่า

“เฮาคิดว่าไอ้ฮูโอคงให้เจ้าหมู่…พวกพ้อง…ที่มีวิชาแก่กล้าเท่าแก่ช้างทำของใส่” ปะเลบอก

“และก็คงมาจัดการเมื่อวันจ่ายค่าแรง ที่พวกแม่ค้าเอาเหล้าน้ำขาวมาขายในแคมป์นั่นละ” เมืองช่วยสรุปข้อสันนิษฐาน

จึงเป็นอันว่าจากที่วิลเลียมไม่เชื่อถือเรื่องการต่อสู้กันด้วยไสยศาสตร์ ก็เปิดใจยอมรับบ้าง เพราะยังไม่อาจหาเหตุผลอื่นใดมาอธิบายเรื่องนี้ ส่วนเรื่องปู้อึ่งช้างน้อยคลุ้มคลั่ง เขายังปักใจว่าเป็นเพราะพิษบาดแผลมากกว่าถูกคุณไสย

แต่ปะเลก็ยังแย้งอ่อย ๆ ว่า

“ปู้อึ่งกับแก่ช้างรักกันมาก” นัยจะบอกว่าผู้ที่ทำของใส่แก่ช้างมุ่งทำลายสิ่งที่แก่ช้างรักด้วย

สามวันต่อมา คนงานพบซากของแก่ช้างถูกเสือขย้ำอยู่ในป่า

อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดจากนั้น ปู้อึ่งก็จากไปด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว…ในความคิดของวิลเลียม

แต่สำหรับเหล่าคนเลี้ยงช้าง ต่างก็เชื่อกันว่า วิญญาณของแก่ช้างมาพาช้างน้อยปู้อึ่งเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยกัน

 

การเสียชีวิตของแก่ช้างและปู้อึ่งไม่ว่าจะเกิดจากเสือหรือเวทมนตร์ มีผลทำให้คนงานในปางไม้เสื่อมศรัทธาในตัวนายห้างว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ อีกทั้งข่าวโจรดักปล้นก็ถี่ขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ฝนเริ่มซาลงไป

สิ่งที่ปรากฏชัดก็คือคนงานลาออกไปมาก ที่ยังอยู่ก็เหมือนอยู่ไปแกน ๆ มิได้ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่

กลางดึกคืนหนึ่งวิลเลียมสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงร้องมาจากทางคอกช้าง แม้เป็นคืนแรมแต่ก็ยังเห็นทางโดยไม่ต้องพึ่งแสงไต้หรือตะเกียง วิลเลียมคว้าไรเฟิลแล้ววิ่งไปที่คอกช้างก็เห็นการประจันหน้าระหว่างเสือและช้าง

นายห้างหนุ่มเล็งไปที่เสือตัวใหญ่หมายให้กระสุนนัดเดียวปลิดชีวิต

ปัง!

ภายใต้แสงจันทร์คืนแรม วิลเลียมไม่เห็นว่ากระสุนพุ่งเข้าไปถูกจุดไหน แต่เสียงคำรามที่ร้องขึ้นมาบอกให้เขารู้ว่าเจ้าเสือตัวนั้นบาดเจ็บ แล้วมั่นก็วิ่งหายเข้าไปในป่า

ไต้และตะเกียงถูกจุดขึ้นมาให้ความสว่าง รอยเท้าบนพื้นบอกให้รู้ว่าเสือที่เข้ามาในปางไม้มีมากกว่าหนึ่งตัว คนงานคนหนึ่งกลัวจนฉี่ราดร้องออกมา

“ถ้านายห้างยังบ่จัดการเรื่องนี้ เฮาขอลาออก”

อีกหลายเสียงประสานกัน

วิลเลียมจึงบอกลีรอยในตอนเช้าเมื่อพยายามกลืนขนมปังลงคอด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากเคี้ยวกระดาษหยาบ ๆ ว่า

“ถึงเวลาต้องเข้าป่าล่าเสือแล้วละ”

 

คณะล่าเสือประกอบด้วยวิลเลียม ลีรอย เมือง และปะเล

มุ่ยรบเร้าขอติดตามไปด้วยแต่วิลเลียมไม่อนุญาตและกำชับเด็ดขาดมิให้ออกจากแคมป์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มุ่ยทำหน้าง้ำค้อนควักให้ทุกหน้าไม่เว้นแม้แต่พี่ชายของตน

ซากกวางริมแม่น้ำในป่าเป็นจุดเริ่มต้นให้แกะรอย รอบตัวกวางเต็มไปด้วยรอยเท้าเสือเดินย่ำ

“มันต้องกลับมาที่นี่อีกแน่ นายห้าง” ปะเลบอก

“ทำไมล่ะ” วิลเลียมถาม

เมืองเป็นผู้ให้ความกระจ่างว่ากวางเคราะห์ร้ายตัวนี้เป็นเหยื่อของเจ้าเสือผู้หิวโหย แต่มันกินไม่หมดจึงยังทิ้งซากเอาไว้ และมันจะกลับมาเพื่อกินต่อให้หมด

วิลเลียมได้ยินดังนั้นแล้วจึงสั่งการ

“ปะเล กลับไปที่แคมป์นะ เอาช้างมาสองเชือก…ปู้คำตุ่นกับปู้คำแสนก็ได้…แล้วเอาก้อนหินใส่ย่ามมาด้วย เลือกก้อนสักเท่ากำปั้น เอามามาก ๆ ฉันกับลีรอยจะคอยซุ่มดูอยู่ที่นี่”

ปะเลรับคำสั่งแล้วกลับไปที่แคมป์พร้อมกับเมือง ไม่นานในความเป็นจริง แต่นานในความรู้สึกของนายห้างหนุ่มทั้งสอง ช้างสองเชือกและควาญก็มาถึงยังจุดนัดพบ

ทุกอย่างพร้อมแล้ว วิลเลียมจึงบอกแผนปฏิบัติการล่าเสือ ทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วก็เดินหน้าทำตามแผน

อะไรบางอย่างรบกวนจิตใจวิลเลียมให้เขาแหงนขึ้นไปมองควาญที่ขี่คอปู้คำแสน แล้วคิ้วทั้งสองก็ลู่มาชนกัน แม้ฝ่ายนั้นจะแต่งตัวพรางกายอย่างใดเขาก็จำได้…มิใช่จดจำจากรูปกาย แต่รู้ได้จากความรู้สึก…หันมาจ้องหน้าเมืองนิ่ง รอยยิ้มน้อย ๆ เจื่อนจางที่ปรากฏบนใบหน้าของเมืองเป็นคำตอบอย่างดีที่สุดโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

มุ่ยแอบตามมาจนได้

แผนการล่าเสือของวิลเลียมคล้ายการไล่ราว ช้างสองเชือก…ปู้คำแสนและปู้คำตุ่น…เดินฝ่าเข้าไปในพงแฝกริมฝั่งแม่น้ำ ขณะเดียวกันควาญช้างก็ระดมขว้างก้อนหินเข้าไปในป่า ไม่นานช้าเสือโคร่งตัวเขื่องก็ปรากฏกายออกมาจากพงแฝกด้วยความรำคาญใจที่ถูกก่อกวน

วิลเลียมคอยท่าอยู่แล้วหลังต้นไม้ ครั้นเห็นร่างเหลืองเหมืองฟางประดับด้วยลายพาดสีดำย่างออกมา เขาก็เหนี่ยวไกไรเฟิลออกไปทันที

ปัง!

แรงกระสุนปะทะร่างเสือโคร่งให้แน่นิ่งไปกับพื้น แต่ยังไม่ทันกระหยิ่มใจว่าสามารถปลิดชีพมันได้ด้วยกระสุนนัดเดียว เจ้าเสือร้ายที่ทรหดก็ขยับลุกยืน กระโจนพรวดไปทางควาญช้างตัวเล็กที่ไต่ลงมาจากคอช้างเพื่อจะเข้าไปดูผลงานของตัวเอง

ปัง!

วิลเลียมโยกคานเหวี่ยงปืนดังแกร็ก แล้วยิงออกไปอีกหน

เสือตัวใหญ่ไถลครูดไปนอนกับพื้นอีกครา ขณะที่วิลเลียมหันมามองเพื่อความมั่นใจว่ามุ่ยปลอดภัยดี เมืองและลีรอยก็วิ่งไปดูเจ้าเสือร้ายที่ล้มอยู่บนพื้น

เจ้าเสือร้ายยังไม่หมดฤทธิ์แม้จะถูกยิงล้มไปแล้วถึงสองครั้ง แต่ยังหยัดกายกระโจนพุ่งแหวกอากาศไปปะทะร่างของลีรอยได้ เหวี่ยงขาตะกุยตะปบไปด้วยความโกรธจนร่างลีรอยเป็นแผลเหวอะชุ่มไปด้วยเลือด

เสียงกระสุนดังขึ้นมาอีกหลายนัดก่อนร่างเสือและคนจะแน่นิ่งไปทั้งคู่

วิลเลียมสั่งให้นำร่างทั้งหมดกลับไปที่ปางไม้ ปะเลรับหน้าที่ถลกหนังเสือไว้ให้นายห้างดูเป็นอนุสรณ์แห่งปฏิบัติการครานี้ ในขณะที่เมืองอาสาดูแลอาการของนายห้างลีรอยจนกว่าจะหายดี เคราะห์ดีที่บาดแผลบนตัวลีรอยไม่น่าห่วงมากนัก เพียงแค่ระวังไม่ให้อักเสบและกลายเป็นแผลติดเชื้อลุกลาม

เมื่อนายห้างวิลเลียมกลับแคมป์พร้อมด้วยซากเสือโคร่งตัวใหญ่ เหล่าคนงานก็ใจมาขึ้นบ้าง ทว่าวิลเลียมคิดว่าเขาต้องชำระความกับมุ่ยเสียก่อน โทษฐานขัดคำสั่ง แอบเข้าป่าไปล่าเสือจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

มุ่ยเองก็รู้ตัวว่ามีความผิด แต่คร้านจะเถียงในตอนนี้ จึงหาทางบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปจนวิลเลียมอ่อนใจ เลิกล้มความคิดจะชำระความไปเอง

ความตระหนกเรื่องเสือเข้ามาอาละวาดในปางไม้คลายไปราวสองสัปดาห์พร้อมกับอาการของลีรอยค่อย ๆ ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทดี ก็มีเรื่องเดิมวนกลับมาให้ผวาอีกรอบ

“คนงานถูกเสือลากไปกินแหมแล้ว นายห้าง”

เสียงแจ้งข่าวคนงานผู้ประสบเคราะห์ร้ายจากเสือมีให้ได้ยินทุกวัน วิลเลียมจึงวางแผนปฏิบัติการล่าเสืออีกครั้งหนึ่ง

นายห้างวิลเลียมไปเยี่ยม ๆ มอง ๆ แถวคอกเลี้ยงสัตว์หลังโรงครัวที่บัดนี้ไก่ที่ขนมาถูกนำไปปรุงอาหารหมดเล้าแล้ว สิ่งมีชีวิตสองตัวในคอกนั้นคือหมูสองตัว…ไอ้เลี่ยมกับนางเบ็ด

“นายห้างมาตรงนี้ยะหยัง” มุ่ยย่นคิ้วถามน้ำเสียงเอาเรื่อง ขาดแต่เท้าสะเอวเท่านั้น

“ฉันคิดว่าจะหาสัตว์สักตัวไปแขวนล่อเสือในป่า” วิลเลียมบอกตามตรง

น้ำเสียงและแววตาของมุ่ยกร้าวขึ้นมาทันที

“ถ้ามีไผมายุ่งกับไอ้หมูสองตัวนี่ละก็…คอยดู้”

คำท้ายขู่ให้รู้ว่าเอาจริง

 

นายห้างวิลเลียมพบทำเลเหมาะสำหรับตั้งห้างล่อเสือก็สั่งปะเลให้คุมคนงานผูกห้างไว้บนคบไม้ใหญ่ แล้วสั่งอีกด้วยคำเมืองที่วิลเลียมพยายามใช้บ่อยขึ้นเพื่อให้จดจำได้และสื่อสารกับคนงานท้องถิ่นได้ง่ายกว่าการพูดคนละภาษา

“ปะเล ไปเอาแปมา”

คนรับคำสั่งทำหน้างงหากไม่ย้อนถาม เพราะตอนนายห้างวิลเลียมสั่ง น้ำเสียงติดจะฉุนนิด ๆ คล้ายไม่สบใจอะไรอยู่ แต่ในหัวของปะเลยังคิดไม่ตกด้วยความไม่เข้าใจ…นายห้างจะเอาแพไปทำไม

แต่ถึงกระนั้น ปะเลก็เข้าป่าหากอไผ่ ตัดไม้รวกหลายลำขนาดเสมอกันมาผูกเป็นแพ

ครั้นวิลเลียมเห็นก็เกาหัวแกรก หน้ายู่คิ้วย่น ถามหงุดหงิด

“เอาแปมายะหยัง”

“ก็นายห้างสั่งหื้อไปเอาแปมา” ปะเลย้อนว่านายห้างสั่งให้ไปหาแพมา

“แป! บ่ใช่แป” วิลเลียมยังเสียงแข็ง

“ก็นี่ละ แป” ปะเลไม่ยอมในคราวนี้ “นายห้างจะเอาแปอย่างใด ก็บอกมาถี่ ๆ แล่…บอกมาให้ชัด ๆ สิ”

“แป…ที่พวกแขกมันเลี้ยงรีดนมน่ะ รู้จักไหม”

คราวนี้หน้าปะเลเปลี่ยนไปปนเปหลายอารมณ์ ทั้งอยากหัวเราะด้วยความขำ กับในที่สุดก็รู้เสียทีว่านายห้างหมายถึงอะไรกันแน่

แต่ผู้ที่แสดงความขบขันออกมาอย่างไม่ปิดบังนั่งอยู่ไม่ไกล ก็คือมุ่ย ครูผู้สอนภาษาถิ่นให้เข้านั่นเอง

“แป๊ะแม่นก่? นายห้างหมายถึง ‘แป๊ะ’ เม่นก่?” ปะเลถามย้ำว่าหมายถึง ‘แพะ’ ใช่ไหม ครั้นวิลเลียมยอมรับอย่างเสียหน้าหน่อย ๆ ที่ออกเสียงผิดจนเข้าใจคลาดเคลื่อนกันไปคนละทาง ปะเลก็ส่ายหน้าพึมพำว่า “แปก็แป แป๊ะก็แป๊ะ มันออกเสียงเหมือนกันที่ไหน นายห้าง”

ว่าแล้วปะเลก็เดินจากไป ออกไปยังหมู่บ้านใกล้ ๆ แล้วกลับมาพร้อมซากแพะหนึ่งตัวที่ขอซื้อมาจากชาวบ้าน ในขณะที่วิลเลียมหันมาขึงตาใส่ ‘ครู’ สอนภาษา

“เจ้ารู้แต่แรก ยะหยังบ่บอกปะเลให้หาแพะ”

“จะฮู้กา ว่าต้องช่วยบอก ก็คิดว่านายห้างเก่งแล้ว อู้กำเมืองแหลวแล่ด…คล่องแคล่ว”

“เจ้าไม่ต้องมาย้อนเรา รอให้ปฏิบัติการแพะล่อเสือของฉันสำเร็จเสียก่อน ฉันจะกลับมาชำระความ โทษฐานที่สอนคำเมืองฉันไม่ได้เรื่อง”

“ลูกศิษย์ผญาปึก…โง่เง่าเอง…จะใดมาโทษว่าเป็นความผิดครู” มุ่ยย้อนแกมบ่น “บอกหลายเตื้อแล้วว่า ออกเสียงให้ถูกต้อง บ่อั้นความหมายมันจะผิด แล้วฟังไหมเล่า”

“ถ้ามุ่ยถี่ถ้วนในการสอนกว่านี้ ฉันก็บ่อู้ผิด”

“ก็ได้…” มุ่ยลากเสียงยาว ตาพราวระยิบแบบที่วิลเลียมรู้แล้วว่าแววตาอย่างนี้มีเล่ห์กล “จากนี้ไปเฮาจะเคร่งในการสอน ประกบนายห้างบ่ให้ห่างเลย เริ่มตั้งแต่คืนนี้ เฮาจะไปล่อเสือกับนายห้าง”

“บ่ได้!”

“ได้!” มุ่ยย้อน “เฮาต้องดูให้เห็นกับตา ว่านายห้างเอา ‘แป๊ะ’ ไปล่อเสือ บ่ใช่หมูของเฮา”

มุ่ยแกล้งย้ำคำว่า แป๊ะ หรือแพะอย่างล้อเลียน

เป็นอันว่าการล่อเสือในคืนนั้นมุ่ยติดตามวิลเลียมไปนั่งอยู่บนห้างที่ผูกไว้บนคบไม้ใหญ่ มีซากแพะแขวนอยู่ลอยสูงเหนือพื้นดินราวเมตรครึ่ง

“นายห้างคิดว่าวิธีนี้จะได้ผลกา” มุ่ยถามเสียงเบาเมื่อน้ำค้างเริ่มลงแต่ยังไม่เห็นว่าเสือจะปรากฏตัวออกมา

“มันได้กลิ่นคาวเลือด มันต้องออกมาแน่” วิลเลียมตอบ

“เสือบ่ใช่ยุงหรือทาก หรือปลิง ที่จะล่อมันออกมาด้วยคาวเลือด” มุ่ยอยากจะบอกว่าธรรมชาติของเสือเป็นสัตว์นักล่า แม้เวลากินเหยื่อมันจะกินซากที่ตายแล้ว แต่ก่อนที่จะกินมันต้อง ‘ล่า’ เสียก่อน การเอาซากแพะมาแขวนล่อเช่นนี้ไม่ต่างจากการเสียเวลาไปกับสิ่งไร้ผล

หากมุ่ยก็ไม่เอ่ยออกมา ถ้านายห้างได้รู้ด้วยตนเองน่าจะดีกว่า เช่นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

เคียวจันทร์คล้อยต่ำไปทางตะวันตก หนังตาของมุ่ยก็หนักลงทุกที นาทีสุดท้ายก่อนมุ่ยจะนั่งหลับนกศีรษะพิงต้นไม้ เจ้าตัวถามคนนั่งอยู่บนห้างเบา ๆ ว่า

“นายห้างคิดถึงแหม่มเบ็ตตี้บ้างไหม มาอยู่ในป่านาน ๆ แบบนี้”

วิลเลียมกระตุกนิดหนึ่ง ไม่คิดว่ามุ่ยจะเอ่ยคำถามนี้ออกมา สายตาที่จับจ้องไปในราวป่าจึงอ่อนแสงลง บอกแก่สาวน้อยที่นั่งเคียงกันว่า

“ตลอดเวลาที่อยู่ในป่านี้ แค่ฉันเห็นมุ่ยอยู่ในสายตา ฉันก็ไม่เคยคิดถึงเบ็ตตี้เลย”

นายห้างหนุ่มหันมา หวังว่าจะพบรอยยิ้มละไมฉายบนใบหน้าผ่องนวลกระทบแสงสีอ่อนจากดวงจันทร์ แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้น คือวงหน้าเรียวของสาวน้อยผู้หนึ่งหลับตาพริ้มอยู่ในนิทรารมณ์ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ไร้พิษสงฤทธิ์เดชใด ๆ เช่นในยามตื่น

มนตร์ลึกลับของป่ายามค่ำคืนดึงดูดให้วิลเลียมแตะจมูกของตนลงบนหน้าผากโค้งมนของสาวน้อยบลูแวนด้า…กลิ่นหอมของฟ้ามุ่ยกล้วยไม้ป่ากำซาบเข้าไปถึงลึกที่สุดในทรวง

เขาคงจะอ้อยอิ่งทิ้งปลายจมูกไว้ตรงนั้นอีกนาน ถ้ามุ่ยจะไม่ขยับตัวพลิกกายไปอีกด้านเสียก่อนโดยไม่รู้ตัวเลยว่า สัมผัสแผ่วเบาที่นายห้างหนุ่มประจงแตะลงมานั้น เกิดจากความเสน่หาล้ำลึกเพียงใด

 

คืนแรกผ่านไปอย่างไร้ผล

คืนที่สองวิลเลียมพยายามอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็เช่นเดิม…ไม่มีเสือโง่หลงกลผ่านมาให้เขาจับ

“คืนที่สอง กลิ่นเลือดแพะมันบ่มีแล้ว มีแต่กลิ่นเน่ามาแทน เสือที่ไหนหากินของเน่า” มุ่ยบอกให้วิลเลียมได้คิด เขาก็เห็นด้วย

“เราต้องเอาสัตว์ที่ยังไม่ตายมาผูกล่อ”

วิลเลียมพูดแค่นั้นมุ่ยก็ร้องดังขึ้นมา

“บ่ได้!”

“บ่ได้อะไร เรายังไม่ได้พูดสักคำว่าจะเอาไอ้หมูสองตัวนั่นไปแขวนล่อเสือ”

“อู้มาแค่นี้ ก็เห็นกำกึ๊ด…ความคิด…ของนายห้างแล้ว” มุ่ยแย้งอย่างรู้ทัน

วิลเลียมจำต้องทำเสียงอ่อนอ้อนวอน

“นะมุ่ยนะ ขอยืมไปล่อเสือตัวเดียว ตัวไหนก็ได้ เฮาสัญญาว่าจะบ่ยอมให้ไอ้ลายมันขย้ำหมูของเฮาได้เด็ดขาด”

“หมูของเฮา?” มุ่ยย้อนถามทวนคำ ไม่แน่ใจว่าหูเฝื่อนไปหรือเปล่า

“ใช่! ฉันพูดว่าหมูของเฮา แปลว่าหมูของเรา ก็ตอนที่ไปเลือกหมูมาแข่งวิ่ง เฮาก็เลือกด้วยกันบ่ใช่กา” วิลเลียมย้อนความแต่หนหลัง “สำนวนอังกฤษอันหนึ่งว่า Love me, love my dog…เมื่อฉันรักมุ่ย ฉันก็ต้องรักหมูของมุ่ยด้วย แต่ไอ้หมู่คู่นั้นไม่ใช่หมูของมุ่ยคนเดียว แต่เป็นหมูของเฮา…ของเราทั้งคู่ ฉันต้องปกป้องให้มันปลอดภัยแน่นอน”

มุ่ยยอมด้วยเงื่อนไขว่าภารกิจนี้ต้องมีการ ‘คุมเข้ม’

วิลเลียมสั่งปะเลให้เพิ่มจำนวนคนงานที่จะเข้าป่าล่าเสือ มั่นใจว่าคืนนี้ไอ้ลายต้องโผล่ออกมาแน่ ส่วนมุ่ยก็เชื่อเช่นกัน จึงแต่งกายรัดกุมทะมัดทะแมง เบิกตากว้างไม่ยอมให้ความง่วงครอบงำจนพลาดวินาทีสำคัญ

ภารกิจในคืนนี้ลุล่วงไปด้วยดี ราวตีสองไอ้เลี่ยมที่ถูกแขวนร้องอู๊ดอี๊ดก็ล่อเสือโคร่งตัวใหญ่ออกมาได้ ในจังหวะที่มันกระโจนจะขย้ำหมูที่แขวนอยู่ เสียงปืนก็ดังทำให้มันทั้งตกใจและได้รับบาดเจ็บ ปะเลพาคนงานวิ่งตามไป วิลเลียมกำชับให้มุ่ยอยู่กับไอ้เลี่ยม ปลดออกมาจากเชือกแขวน แล้วพากลับไปที่แคมป์ก่อน

ในตอนเช้าทั้งหมดก็กลับมาที่แคมป์ พร้อมด้วยซากเสือโคร่งตัวใหญ่เป็นหลักฐานของชัยชนะ

วิลเลียมชะโงกหน้าเข้าไปดูที่ห้องนอนของมุ่ย เห็นร่างเล็กนั้นนอนอยู่ก็โล่งใจ จึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลับพักผ่อนด้วยอดนอนมาทั้งคืนและอ่อนเพลีย

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกสดชื่น พละกำลังคงคืนเหมือนยามปกติ เรียกกาแฟและขนมปังมากินรองท้อง แล้วจึงไปเล่าเรื่องภารกิจล่อเสือให้ลีรอยฟัง พอใจที่อาการของเพื่อนรักดีวันดีคืน จนกระทั่งหมดเรื่องคุย วิลเลียมก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติไปจากทุกวัน

ความผิดปกตินั้นคือมุ่ย

วิลเลียมรีบลุกไปดูที่ห้องนอนของมุ่ยก็พบว่าเจ้าตัวยังนอนอยู่บนเตียง จึงขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่ามุ่ยมีไข้หน้าแดง แต่อาการเหมือนเจ้าตัวหนาวสั่น

“มุ่ย…เป็นยังไงบ้าง”

“เจ็บหัว…ปวดศีรษะ ไข้ฮาก…อยากอาเจียน”

มุ่ยตอบเสียงเบาในสภาพรู้ตัวครึ่ง ๆ พยายามลืมตาให้กว้างแต่ก็ลำบากเกินจะทำได้ ร่างกายอ่อนแรงครั่นเนื้อครั่นตัวปวดไปหมดตามข้อแขนข้อขา

วิลเลียมหายาลดไข้มาให้กินแล้วเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด มุ่ยสงบเพราะหลับไปอีกครั้งแต่วิลเลียมยังร้อนใจ ค้นหายาที่ติดมามือไม้สั่น พลันก็ลืมไปหมดสิ้นว่าหมอสจ๊วตเคยอธิบายการใช้ยาแต่ละชนิดว่าอย่างไรบ้าง ตอนค่ำกุ๊กจีนต้มข้าวเละ ๆ เกือบเป็นโจ๊กใส่เกลือมาให้ มุ่ยกินได้ไม่กี่คำก็หมดแรงกลืน และอีกพักหนึ่งก็อาเจียนโพรกออกมาทั้งหมด กินยาหลับไปอีกครั้งอย่างอ่อนแรง

เช้าวันใหม่เมื่อวิลเลียมเข้ามาดูอาการก็พบว่ามุ่ยตัวเหลืองซีด ใช้นิ้วถ่างเปลือกตาดูก็พบว่าเหลืองไม่แพ้กัน ทว่าสิ่งที่ทำให้วิลเลียมใจหายและแทบคลั่งขึ้นมาก็คือ เนื้อตัวของมุ่ยบัดนี้พร้อยไปด้วยจุดเลือดสีแดง

เขารู้ในทันทีว่านี่คือมาลาเรีย

“ไม่ได้การแล้ว เราต้องพามุ่ยไปหาหมอโดยเร็วที่สุด” วิลเลียมร้องออกมา ด้วยรู้ว่าอาการที่มุ่ยเป็นอยู่เกินกำลังของเขาและคนในปางไม้จะแก้ไขได้

ไม่มีใครคัดค้านความคิดของนายห้าง ทุกคนคิดตรงกันว่าควรพามุ่ยไปหาหมอสจ๊วตให้เร็วที่สุด

เมืองสั่งปะเลให้เตรียมควายเทียมเกวียนเพื่อพามุ่ยออกจากป่าได้เร็วที่สุด วิธีการนี้เร็วกว่าใช้ช้าง แต่ก็แลกกับการกระเทือนไปตลอดทาง วิลเลียมจึงกำชับว่าให้ปูผ้าบุรองไว้หลาย ๆ ชั้น มุ่ยจะได้ไม่กระทบกระเทือนมาก

เกวียนมาจอดเทียบหน้าบังกะโล วิลเลียมเป็นผู้อุ้มร่างคนไข้ไปวางในเกวียนด้วยตนเอง ระหว่างนั้นมุ่ยเหลือสติรับรู้เพียงไม่มาก แม้อยากขัดขืนอย่างใดก็ไม่มีแรงสู้ได้ วิลเลียมละล้าละลังอยู่หน้าบังกะโล ขณะปะเลรอคอยคำสั่งให้เดินทาง เขาก็พร้อมจะกระตุ้นควายคู่นั้นให้ออกเดิน

ลีรอยเกาะระเบียงร้องออกไป

“นายไปกับมุ่ยเถอะ วิลเลียม ภาระทางนี้ฉันจัดการเอง ตอนนี้อาการของฉันก็หายเกือบเป็นปกติแล้ว”

สีหน้าวิลเลียมค่อยดีขึ้น อย่างน้อยเพื่อนรักก็รู้ใจ รู้ถึงความกังวลที่ทำให้เขากระสับกระส่ายกินไม่ได้นอนไม่หลับไม่ผิดผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเกวียน หันมาทางเมือง รอฟังว่าพี่ชายของมุ่ยจะว่าอย่างไร จะเดินทางไปด้วยกันหรือไม่ เมืองก็บอกเขาว่า

“ผมจะอยู่ช่วยนายห้างลีรอยที่นี่ นายห้างไปกับมุ่ยเถอะ ผมรักน้อง เป็นห่วงน้อง แต่ถ้านายห้างคุมเกวียนกลับไป ผมก็วางใจหายห่วงได้มิใช่หรือ”

วิลเลียมตบบ่าชายหนุ่ม จ้องตาเขาแน่วนิ่งดุจให้สัญญา

“เธอวางใจในตัวฉันได้ เมือง”

เกวียนแล่นออกจากปางไม้มุ่งสู่บ้านหมอสจ๊วตที่เมืองละกอน ระหว่างทางมุ่ยมีอาการเพ้อบ้าง วิลเลียมก็พยายามแก้ไขให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ นึกโมโหเส้นทางที่ดูเหมือนทอดยาวไกลไม่เห็นจุดหมายปลายทางเสียที และนึกโทษตัวเองที่ไม่เด็ดขาดกับมุ่ยมากกว่านี้

ที่มุ่ยเป็นไข้มาลาเรียก็เพราะถูกยุงก้นปล่องกัดตอนที่ไปเฝ้าห้างล่อเสือนั่นเอง

ช่วงเวลาที่อยู่ในแคมป์ วิลเลียมได้ฟังเรื่องโรคภัยต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นกับพวกคนทำไม้ ไม่ว่าจะเป็นโรคเล็กน้อยอย่างทากดูดเลือด เท้าเปื่อย หรือแผลฝีหนอง แต่ที่ร้ายแรงคือไทฟอยด์และมาลาเรีย

จากเรื่องเล่าและสิ่งที่เขาเผชิญด้วยตาตนเอง หลายชีวิตทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ในป่า

แต่เขาจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดกับมุ่ยเด็ดขาด ถ้าเทพฮาเดส…เทพแห่งความตายในปกรณัมกรีก หรือพญามัจจุราชปรากฏขึ้นต่อหน้า เขาก็พร้อมจะคุกเข่าวิงวอน หรือถ้าต้องสู้ก็ขอสู้ให้รู้กันไปเสียตั้งหนึ่ง

รั้วบ้านหมอสจ๊วตที่กระทบตาเปรียบเหมือนประตูแห่งความการุณย์จากพระผู้เป็นเจ้า

ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ลมหายใจของมุ่ยยังอยู่ แม้แผ่วอ่อนรวยริน

ผู้ที่เยี่ยมหน้าออกมาเป็นคนแรกคือเบ็ตตี้

วิลเลียมเห็นหล่อนแล้ว ไม่ประหลาดใจว่าทำไมหล่อนอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคืออุ้มมุ่ยเข้าไปในบ้านให้หมอสจ๊วตดูอาการแล้วรีบรักษาโดยเร็วที่สุด แม้จะถึงมือหมอ…โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง…แต่วิลเลียมก็ยังอดคิดถึงเรื่องร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาพามุ่ยมาถึงมือหมอสจ๊วตช้าเกินไปหรือเปล่า

ความพะวักพะวนของวิลเลียมสร้างความขุ่นใจให้เบ็ตตี้ หล่อนทักทายเขาเสียงใส

“ไม่คิดว่าเธอจะออกจากแคมป์เร็วกว่ากำหนด ถ้าไม่ใช่เพราะแม่แวนด้าป่าป่วยหนัก เธอก็คงยังเพลินดูลิงค่างบ่างชะนีในป่าไม่รู้จบสินะ คงเพลินจนลืมว่า ทิ้งใครบางคนไว้ที่นี่”

ด้วยความเหนื่อยและโมโห วิลเลียมจึงสะบัดหน้าเสียงเกรี้ยวตอบกลับเบ็ตตี้อย่างที่หล่อนเองก็ไม่เห็นเขามีท่าทีเช่นนี้มาก่อน

“มันใช่เวลาที่เธอจะมาประชดประชันกันตอนนี้ไหม”

เบ็ตตี้ตัวแข็งค้าง เบิกตากว้าง ปากคอสั่น ตัวสั่นไปทั้งร่าง นึกหาคำพูดไม่เจอ ทว่าหยาดน้ำใสร่วงลงมาจากเรียวตางามสู่แก้มนวลผ่อง ครั้นตั้งสติได้หญิงสาวจึงกระแทกเสียงอวยพร ก่อนสะบัดหน้าหมุนตัววิ่งออกไป

“ขอให้หายวันหายคืนเถอะ ฉันจะช่วยสวดมนต์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าให้”

 



Don`t copy text!