ยาใจด้วยรัก บทที่ 40 : วันธรรมดาที่แสนวิเศษ

ยาใจด้วยรัก บทที่ 40 : วันธรรมดาที่แสนวิเศษ

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

เช้าวันธรรมดาที่พิเศษกว่าวันไหนๆ หญิงสาวเดินจากห้องนอนชั้นสองลงมาข้างล่าง จมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมฟุ้งจากข้าวเหนียวนึ่ง มองไปเห็นน้ำพริกหนุ่ม ผักนึ่ง แคบหมู ไส้อั่ว ปลานิลทอด และที่ขาดไม่ได้คือแมงนูนทอด ของโปรดของหญิงสาวที่แทบจะหาทานไม่ได้เลยในกรุงเทพฯ

“ตื่นแล้วเหรอลูก มานั่งๆ”

อารีย์กำลังจัดเตรียมอาหารบนโต๊ะ ในจังหวะเดียวกันที่บอสและนฤเบศร์เดินมานั่งประจำที่ ถึงแม้  เมื่อวานจะมีการคุยเคลียร์เปิดใจกันแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่ชินก็ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ดี อย่างไรก็ตามความอึดอัดนี้ก็ทำให้เบสต์มีความสุข หญิงสาวตักอาหารเข้าปากคำแรก ลิ้นสัมผัสถึงรสมือแม่ที่เธอไม่ได้กินมาตั้งแต่เข้าเรียนมหา’ ลัยชวนให้หวนนึกถึงวันเก่าๆ เพียงแต่ตอนนี้การทานอาหารร่วมกันกับครอบครัวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว

“หลังจากหาหมอแล้ว เบสต์จะเอายังไงต่อ” ผู้เป็นมารดาเปิดบทสนทนาขึ้น

“กลับมาอยู่บ้านมา” ผู้เป็นบิดาเอ่ยคำตอบแทน แม้จะเป็นประโยคเดียวกันกับเมื่อครั้งก่อน แต่เมื่อไร้อคติความหมายของมันก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่การดุด่าหรือดูถูก หากแต่คือความเป็นห่วงที่ซ่อนไว้ภายใต้น้ำเสียง  ขึงขังและดุดัน

ข้อเสนอของบิดาทำให้หญิงสาวครุ่นคิด ตอนนี้ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องหนีออกจากบ้านหลังนี้ เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองแบบผิดๆ อีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่หญิงสาวยังตัดใจไม่ได้

กิ๊งก่อง

เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังขึ้นเป็นสัญญาณของผู้มาเยือน เบสต์รีบลุกขึ้นและเดินไปเปิดประตูทันที ความคิดถึงและโหยหานั้นสิ้นสุดลงเมื่อสายตาได้บรรจบกับรอยยิ้มกว้างท่ามกลางแสงแดดอ่อน

“ไง” ภพกล่าวทักทายอย่างสดใสเฉกเช่นทุกครั้ง ทำให้หญิงสาวอดที่จะส่งยิ้มตอบไม่ได้

“ไง” เธอกล่าวคำทักทายสั้นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอยู่เต็มหัวใจ

ที่โต๊ะทานอาหาร สมาชิกในครอบครัว 3 คน คอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ คนหัวดีวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรู้ทัน

“ผมว่าเราได้คำตอบแล้วละ” หลังกล่าวจบบอสหยิบกาแฟดำรสขมขึ้นจิบอย่างวางมาด ทำให้นฤเบศร์ต้องยกกาแฟแก้วของตนขึ้นมาจิบตามแก้ความคับข้องใจ ถึงจะรู้ว่าลูกสาวสมควรแก่วัยที่จะมีความรักแล้ว แต่ในสายตาของเขา เธอก็ยังเป็นเหมือนเด็กน้อยอยู่วันยันค่ำ ผู้เป็นมารดาเห็นอาการของสองหนุ่มต่างวัยแล้วถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

“บอสนี่ ถอดแบบออกมาจากคุณเลยนะ”

คำทักทำให้ชายสองคนที่อายุห่างกันเกินหนึ่งรอบหันมามองหญิงวัยกลางคนเป็นตาเดียว บอสผุดรอยยิ้มขึ้นมาบนมุมปากเบาๆ เขาเพิ่งจะตระหนักรู้เดี๋ยวนี้เองว่าความปากเสียนี่ได้มาจากใคร

 

เบสต์จูงมือภพเดินเข้ามาในพื้นที่รับประทานอาหารของครอบครัว

“ยังไม่เคยแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลย ผมชื่อภพนะครับ ตอนนี้เป็นนักดนตรีอิสระ อาศัยอยู่ข้างห้องของพี่เบสต์ที่กรุงเทพ ถึงตอนนี้ผมอาจจะยังดูไม่เอาไหน แต่ผมสัญญาว่าจะพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ชายที่คู่ควรกับลูกสาวคุณพ่อคุณแม่ให้ได้เลยครับ ยินดีที่ได้รู้จักแล้วก็ฝากตัวด้วยครับ” ภพกล่าวด้วยความมั่นใจและ    ยิ้มแย้มในแบบฉบับที่เป็นเขา ถึงแม้จะเป็นการแนะนำตัวที่ช้าไปมากทีเดียว

“จ้ะ ขอบคุณที่ดูแลเบสต์แทนพวกเรานะ นั่งสิ กินข้าวด้วยกัน” ผู้เป็นมารดาลุกขึ้นกำลังจะจัดแจงต้อนรับแขกตามความเคยชินหากแต่เบสต์หยุดเธอไว้

“ไม่เป็นไรแม่ เดี๋ยวเบสต์จัดการเอง แม่กินต่อเถอะ” หญิงสาวว่าพลางจัดเก้าอี้และเครื่องจานเพิ่มอย่างคล่องแคล่ว ตอกย้ำให้อารีย์รู้ว่าลูกสาวของเธอพึ่งพาตัวเองได้ ไม่เหมือนเด็กน้อยที่เธอต้องคอยเฝ้าดูไม่ห่างตาอีกต่อไปแล้ว

หญิงวัยกลางคนตักแมงนูนทอดให้ภพทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดผวาเนื่องจากเขาไม่ค่อยถูกกับแมลงสักเท่าไร แต่ก็ขัดใจผู้ใหญ่ที่คะยั้นคะยอให้ลองเสียไม่ได้ เขาหลับตาปี๋กลั้นใจตักเข้าปาก เคี้ยวไปสองสามที เสียงกร้วมกรอบกระทบฟันทำให้ชายหนุ่มค้นพบว่าเมนูนี้อร่อยกว่าภาพลักษณ์ที่มันเป็น และอาจจะกลายเป็นเมนูโปรดของเขาในไม่ช้า บนโต๊ะอาหารที่มีเพียงสองสามีภรรยามาตลอดหลายปี บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเมื่อมีคนหนุ่มสาวเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เบสต์เอ่ยคำตอบที่เธอเพิ่งตัดสินใจได้เมื่อครู่

“พ่อคะ แม่คะ เบสต์คิดว่าเบสต์อยากจะกลับไปหางานทำที่กรุงเทพค่ะ” เธอเอ่ยแผนในอนาคต

“ถึงแม้ตอนนี้สุขภาพจิตของเบสต์จะยังไม่แข็งแรงดี อาจจะทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง แต่เบสต์ก็คิดว่าเบสต์ทำได้”

“เบสต์ไม่ต้องฝืนตัวเองนะลูก พ่อกับแม่ไม่ได้คาดหวังอะไร แค่อยากให้เบสต์มีความสุขในทุกๆ วันก็พอแล้ว” อารีย์เอ่ยเสียงอ่อน

“ค่ะ เบสต์รู้ตัวเองดี เบสต์จะไม่ฝืนตัวเองอีกต่อไปแล้วค่ะ ถ้าเหนื่อยเบสต์ขอกลับมานอนที่บ้านนะคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สดใสเทียบเท่ากับรอยยิ้มของเด็กหนุ่ม แต่ก็ทำให้คนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความมั่นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในร่างเล็ก

“จะทำอะไรก็ทำ” ชายชรากล่าวเสียงเรียบ สายตาดุดันถูกส่งไปทางเด็กหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ

“พ่อเขาก็แค่เหงาที่จะมีคนมาแย่งลูกสาวสุดที่รักของเขาไปแล้วน่ะ” ภรรยากล่าวความในใจขึ้นแทนสามีอย่างรู้ทัน ด้วยความเขินนฤเบศร์จึงลุกเดินหลบขึ้นไปชั้น 2 อย่างรวดเร็ว เห็นอาการดังนั้น เบสต์อดที่จะหลุดขำออกมาไม่ได้

“ภพใช่มั้ยลูก” อารีย์เอ่ยทักเด็กหนุ่มที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มหลังอาหาร

“ครับผม!” เขาตอบกลับอย่างร้อนรนด้วยความเกร็ง

“แม่รู้ว่าเบสต์เค้าโตแล้ว มีความเป็นผู้ใหญ่และพึ่งพาตัวเองได้ แต่ถึงยังไง แม่ก็ต้องขอฝากเบสต์ด้วยนะ” เธอพูดพลางยิ้มด้วยความเอ็นดูจนภพรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ

“ครับ ผมจะดูแลพี่เบสต์เป็นอย่างดีตลอดไปเลย” เขาพูดพลางฉีกยิ้มกว้างจนตาทั้งสองข้างปิดเข้าหากัน เบสต์ตีแขนของเด็กหนุ่มอย่างแรงแก้เขิน แม้คำพูดของเขาจะดูเกินจริงไปอยู่มาก แต่หญิงสาวก็รู้สึกได้ว่าเขาหมายความตามที่พูดออกมาจากใจ

“เวอร์!” เสียงเข้มตะโกนลั่นดังลงมาจากชั้นสอง ทำให้ทุกคนในวงสนทนาเงียบลงในอึดใจ ทั้งหมดหันหน้ามองกันไปมาก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ คนที่ทำท่าทีไม่สนใจ ที่ไหนได้กลับมานั่งแอบฟังอยู่ตรงริมบันไดนี้เอง

เบสต์หัวเราะน้ำตาไหลจนรู้สึกเมื่อยที่แก้มทั้งสองข้าง ไม่รู้ว่านับจากนี้อนาคตจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เธอก็มั่นใจได้ว่า ตอนนี้หัวใจของเธอแข็งแรงมากพอที่จะผ่านพ้นอุปสรรคใดๆ จากนี้ได้อย่างแน่นอน

 



Don`t copy text!