
คุยกับ ๔ นักเขียนจาก ‘อ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖’ ที่เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นเรื่องจริง
โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
![]()
ในโลกของการเขียนนิยาย หลายคนเริ่มต้นด้วยคำถามเดียวกัน ‘เราพร้อมหรือยัง?’
แต่สำหรับผู้ชนะจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ ได้แก่ คุณวิตต ตุลยธัญ ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงานเรื่อง ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ คุณภัทรภร วิวัฒนาการ ผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากผลงานเรื่อง Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง คุณนิรมล วุฒิฤกษ์ ผู้คว้ารางวัลชมเชย จากผลงานเรื่อง จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา และคุณนภาภรณ์ เชิดธรรม ผู้คว้ารางวัลชมเชย จากผลงานเรื่อง Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความพร้อม แต่อยู่ที่การ ‘เริ่ม’ และ ‘เขียนให้จบ’

เพราะบางครั้ง ความฝันไม่ได้ต้องการความมั่นใจตั้งแต่ต้น แต่ต้องการเพียง ‘การลงมือทำ’
บทความนี้จะพาไปรู้จักนักเขียนทั้งสี่คนผ่านตัวตน วิธีคิด และเส้นทางที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความลังเลให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง
วิตต ตุลยธัญ (นามปากกา วิตต ตุลยธัญ)
‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’

ชายหนุ่มคนนี้คือคนทำงานสายครีเอทีฟที่เติบโตมาจากโลกของความคิดและการเล่าเรื่อง เขาเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก่อนจะมาทำธุรกิจส่วนตัว และเป็นแอดมินเพจ ‘ทำเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องใหญ่’ เพจที่หยิบเรื่องราวคำพูดในหนังมาสร้างพลังบวก สร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และการเติบโตของชีวิต
ก่อนหน้านี้ เขาเคยมีผลงานหนังสือแนวฮีลใจอย่าง ‘วันนี้เธอขอบคุณตัวเองแล้วหรือยัง’ และ ‘โลกจะยิ้มให้เธอในวันที่เธอยิ้มให้ตัวเอง’ ซึ่งสะท้อนความสนใจในความคิดและความรู้สึกของมนุษย์มาโดยตลอด
แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าเขาอยากลองเขียนนิยาย แต่เมื่อลงมือทำก็พบว่ามีบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถสร้างงานได้สำเร็จ “ผมไม่เคยเขียนนิยายเลย ก็เลยไม่แน่ใจว่าภาษาเราหรือไอเดียเรามันโอเคหรือยัง” เขาเล่าถึงหนึ่งในความลังเลที่สะท้อนขึ้นมาจากความคิด
การเข้าร่วมโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ พร้อมกันนั้นก็ได้นำวิธีคิดแบบสถาปนิกมาปรับใช้กับการเขียนด้วย เช่น การวางโครงเรื่องเหมือนเขียนแบบแปลน ก่อนจะค่อยๆ ลงรายละเอียด ซึ่งนิยายเรื่อง ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ นั้นเริ่มจากเพียงชื่อเรื่อง ก่อนจะเติบโตเป็นเรื่องราวความรักที่ผสมแฟนตาซี ผ่านแนวคิดของการใช้ชีวิตในร่างของคนอื่น
และนี่คือนิยายเรื่องแรกในชีวิตที่เขาเขียนจนจบ พร้อมคว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖
“คุณหมอโอ๊ตบอกว่าเขียนให้มันสนุกก่อน ผมเลยลองทำดู จากนั้นค่อยไปปรับรายละเอียดบางจุดให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้นทีหลังครับ เพราะถ้าเขียนไม่จบ เราจะไม่ได้รับฟีดแบ็กครับ” คุณวิตตเล่าถึงหนึ่งในวิธีคิดที่ได้รับระหว่างเข้าคลาส จนสามารถคว้ารางวัลมานอนกอดได้ในที่สุด
ภัทรภร วิวัฒนาการ (นามปากกา คเณชารี)
Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง

ภัทรภร วิวัฒนาการ หรือคุณเอ๋ คือคนทำงานสายเรื่องเล่าที่อยู่กับตัวหนังสือมาโดยตลอด ทั้งในบทบาทอีเวนท์ออกาไนเซอร์ นักเขียนคอลัมน์ และนักแปล เธอคุ้นเคยกับการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้อื่นผ่านตัวอักษร แต่กลับยังไม่เคยมีเรื่องของตัวเองอย่างจริงจัง
ในอีกด้านหนึ่ง เธอเติบโตมากับบ้านที่เต็มไปด้วยหนังสือหลายพันเล่ม การอ่านจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และค่อยๆ หล่อหลอมสำนวนการเขียนของเธอโดยไม่รู้ตัว
เมื่อถึงวันที่ตัดสินใจเขียนนิยาย เธอเลือกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนถึงชีวิตของตัวเองผ่านนามปากกา คเณชารี พร้อมกับตั้งชื่อให้กับผลงานเรื่องนี้ว่า Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ที่เธอบอกว่า “แรงบันดาลใจมาจากตัวเองเลยค่ะ เพราะอยากเปิดร้านหนังสือ”
เบื้องหลังของนิยายเรื่องนี้คือความพยายามอย่างหนัก เธอต้องเขียนท่ามกลางชีวิตที่ต้องเดินทางตลอด และเคยเกือบจะถอดใจ “ตอนแรกคิดว่าคงเขียนไม่จบแล้ว…แต่ก็ตั้งหลักใหม่จนเขียนจบค่ะ” และเมื่อถึงนาทีที่ได้รู้ว่านิยายเรื่องแรกของเธอสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากโครงการนี้ คุณเอ๋ก็เล่าด้วยน้ำเสียงเปื้อนยิ้มว่า “กรี๊ดดังมาก น่าจะสนั่นซอยบ้านเลยค่ะ สติแตก (หัวเราะ) แต่ความจริงสิ่งแรกที่ได้หลังจากส่งงานคือเราชนะตัวเองแล้วค่ะ”
นิรมล วุฒิฤกษ์ (นามปากกา สีหมอก ดอกรัก)
จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา

คุณเอก-นิรมล วุฒิฤกษ์ เคยทำงานในตำแหน่ง Strategic Planning & Risk Management Manager ในบริษัทปิโตรเคมี ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อกลับมาดูแลพ่อและแม่ การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งนั้นอาจดูเหมือนการหยุดพัก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิต
ปัจจุบันเธอช่วยงานวิเคราะห์โครงการในบริษัทของน้องชาย และเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนอย่างจริงจัง ในนามปากกา ‘สีหมอก ดอกรัก’
ในฐานะแฟนนักอ่านตัวยงของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม กิ่งฉัตร และพงศกร การได้เข้าร่วมคลาสอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เธอตั้งใจคว้าไว้เต็มที่
“จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่เราได้เขียนให้พี่ๆ อ่าน”
นิยายของเธอเต็มไปด้วยรายละเอียดของชีวิตและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ตัวละครทุกตัวมีที่มา มีอดีต และมีเหตุผลรองรับในการกระทำ
“เราเขียนภูมิหลังให้เขาหมด แม้แต่ป้าข้างบ้านค่ะ”
ผลงานเรื่อง จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่า หากแต่เป็นพื้นที่ที่เธอถ่ายทอดชีวิตและความเข้าใจต่อมนุษย์อย่างลึกซึ้ง และพาเธอคว้ารางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ มาเป็นกำลังใจสำคัญ
ในวัยห้าสิบพลัส เธอยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น พร้อมย้ำอย่างชัดเจนว่า “ไม่เคยคิดว่าอายุเป็นอุปสรรคในการเขียนเลยค่ะ”
นภาภรณ์ เชิดธรรม (นามปากกา ภีมรดา)
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง

คุณเม๋-นภาภรณ์ เชิดธรรม เป็นคนทำงานสายความคิดสร้างสรรค์ที่คลุกคลีอยู่กับผู้คนและการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ปัจจุบันเธอทำงานในฐานะ Creative Freelance และที่ปรึกษาด้านการออกแบบโครงการฝึกอบรม บทบาทที่ทำให้เธอต้องทำความเข้าใจทั้งความคิดของมนุษย์ และทิศทางของโลกที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง
ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในงานอาชีพ แต่ค่อยๆ กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของงานเขียนของเธอ
ก่อนหน้านี้ เธอเคยคว้ารางวัลชนะเลิศวรรณศิลป์อุชเชนี ปี ๒๕๖๓ จากงานเขียนความเรียง ในนามจริง นภาภรณ์ เชิดธรรม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของนิยาย พื้นที่ของจินตนาการและการเล่าเรื่องในอีกมิติหนึ่ง เธอเลือกใช้นามปากกา ภีมรดา ที่เหมือนเป็นอีกพาร์ตของการเป็นนักเล่าเรื่อง
นิยายเรื่อง Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง นั้นเป็นมากกว่างานเขียน หากแต่เป็นภาพสะท้อนของคนรุ่น Gen X ที่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของโลก จากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนบางครั้งชีวิตก็ต้องเร่งปรับตาม
“เราเป็นคนรุ่นที่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่ออยู่รอด” คุณเม๋เล่า
ดังนั้นตัวละคร ‘เชิงชาญ’ ในเรื่องจึงเป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่พยายามอย่างเต็มที่ แต่กลับต้องเผชิญกับคลื่นของยุคสมัยที่ใหญ่เกินควบคุม
“เขาเหมือนเรือประมงลำน้อยที่ต้องเจอคลื่นลูกใหญ่”
แม้เรื่องราวจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความสูญเสีย และความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ภีมรดาเลือกจะส่งต่อกลับเรียบง่ายและทรงพลัง เพราะเธอเล่าว่าแมสเสจในเรื่องนี้คือ “ความรักชนะทุกสิ่งค่ะ”
ไม่ใช่ความรักในอุดมคติ หากแต่เป็นความรักที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ในผู้คนรอบตัว และในช่วงเวลาธรรมดาที่เรามักมองข้าม ดังนั้นผลงานเรื่องนี้จึงไม่เพียงสะท้อนยุคสมัย แต่ยังชวนให้ผู้อ่านหันกลับมามองคุณค่าเล็กๆ ที่ยังคงหล่อเลี้ยงชีวิต และท้ายที่สุดก็สามารถชนะใจกรรมการ จนคว้ารางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖
สำหรับคุณเม๋ การเขียนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องหนึ่งเรื่องให้จบ แต่คือการยืนยันกับตัวเองว่าเรื่องเล่าจากชีวิตจริงก็สามารถกลายเป็นพลังที่เชื่อมโยงผู้คนได้เช่นกัน
อ่านเอาก้าวแรก ให้อะไรกับนักเขียน
เมื่อมองผ่านเรื่องราวของทั้งสี่คน จะเห็นว่าแม้เส้นทางจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โครงการนี้ไม่ได้เพียงสอนการเขียนนิยาย แต่สร้างพื้นที่ที่ทำให้คนที่เคยลังเลกลายเป็นคนที่ลงมือทำจริง สำหรับคุณวิตต มันคือวินัย โครงสร้าง และคำแนะนำจากพี่ๆ วิทยากร คณะกรรมการ ที่ช่วยให้เขามั่นใจจนเขียนจบ ขณะที่คุณภัทรภรมองว่าที่นี่คือพื้นที่ที่ทำให้เธอหยิบความฝันที่เคยเลื่อนออกไป นำกลับมาทำอย่างจริงจัง และพิสูจน์กับตัวเองว่าเธอทำได้

ด้านคุณนิรมล โครงการนี้คือโอกาสที่ทำให้นักอ่านคนหนึ่งได้กลายเป็นนักเขียน และได้ส่งผลงานให้กับนักเขียนที่เธอเคยชื่นชมได้อ่านสิ่งที่เธอถ่ายทอด ขณะที่คุณนภาภรณ์ได้รับทั้งมิตรภาพ ความเข้าใจ และความมั่นใจว่าเส้นทางนักเขียนไม่จำเป็นต้องเดินเพียงลำพัง
สิ่งเหล่านี้อาจมองไม่เห็นเป็นรางวัล แต่คือสิ่งที่ทำให้คนมีฝันกล้าสร้างฝันให้เป็นจริง
แล้วคุณล่ะ…จะเริ่มเมื่อไหร่
นักเขียนทั้งสี่คนไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่นใจ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปคือการ ‘ลงมือเขียน’
“ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองไม่พร้อมมาตลอด…จนกระทั่งได้เริ่มครับ” คุณวิตตทิ้งท้ายไว้ในช่วงท้ายของบทสนทนาอย่างเรียบง่าย แต่ชัดเจน
บางที สิ่งที่เรารอ อาจไม่ใช่ความพร้อม แต่คือการยอมให้ตัวเอง ‘เริ่ม’
และเมื่อก้าวแรกเกิดขึ้นแล้ว ก้าวต่อไป…ก็จะตามมาเอง






