
‘Full Moon Bookshop’ นิยายรองชนะเลิศอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 6 : ‘Based on a True Story’ เรื่องจริงอิงนิยายของ ‘คเณชารี’
โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
![]()
แม้ ‘Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง’ จะเป็นผลงานเล่มแรกของ ‘คเณชารี’ หรือคุณเอ๋-ภัทรภร วิวัฒนาการ แต่ความจริงแล้ว นักเขียนป้ายแดงคนนี้คร่ำหวอดอยู่ในวงการน้ำหมึกมานานหลายสิบปี ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นคอลัมนิสต์ ทั้งงานเขียนและงานแปลให้กับนิตยสารหลายเล่ม รวมถึงสัมภาษณ์ผู้คนจากหลากหลายแวดวงมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังเคยทำงานด้านเอ็นจีโอกับหลายองค์กร ทั้งด้านการอนุรักษ์ เด็กและเยาวชน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ
ปัจจุบันงานหลักของเธอคือการทำงานด้านออร์แกไนเซอร์ โดยเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการให้กับนักเขียนอิสระประมาณสามถึงสี่เล่ม เรียกได้ว่าเส้นทางการทำงานที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และความฝันในการเขียนที่ไม่เคยหายไป ได้พาเธอมาถึงวันที่สามารถสร้างสรรค์นิยายเล่มแรกจนสำเร็จ
และไม่เพียงแต่เขียนนิยายเล่มแรกจนจบเท่านั้น Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ยังคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๖ มาครองอีกด้วย จากคนที่เคยเขียนพล็อตมากมายแต่ไม่เคยพานิยายไปถึงตอนจบ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ครั้งนี้เธอทำสำเร็จ และเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มาร่วมพูดคุยกับคเณชารีไปพร้อมกัน

จากคนชอบอ่าน สู่เส้นทางการเขียน จนก้าวมาเป็นคเณชารี
“ครอบครัวชอบอ่านหนังสือค่ะ แม่อ่าน เพชรพระอุมา แล้วเราก็อ่านตาม ท่านมักชอบพูดว่า เอ๋อ่านทุกอย่างที่หาได้ ถุงกล้วยแขกก็อ่าน น้องชายอ่านการ์ตูน เราก็หยิบมาอ่าน พอโตขึ้นมาสักพัก แถวบ้านก็เริ่มมีร้านนิยายเช่า ซึ่งเป็นร้านของบ้านเพื่อน ก็ไปตะลุยอ่าน เป็นสมาชิกเบอร์หนึ่ง พออ่านมากเข้าก็พบว่าชอบหมวดนิยาย เพราะอ่านง่าย แล้วก็ได้ใช้จินตนาการด้วย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าอยากเขียนนิยายนะคะ” คุณเอ๋เล่าย้อนถึงความชอบของตัวเองที่มีมาตั้งแต่วัยเด็ก
ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้เล่าเรียนมาในสายที่ตัวเองชื่นชอบ หากเรียนจบมาทางด้านการเงินตามความต้องการของทางบ้าน แต่ความรักในการอ่านและการเขียนก็ยังอยู่ในใจมาโดยตลอด
“ตอนทำงานแรกๆ ไม่ได้ทำงานด้านเขียนเลย แต่ก็สนใจงานด้านนี้อยู่เสมอ ที่ผ่านมาเคยทำงานบริษัทด้านเรียลเอสเตตอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเส้นทางพาไปยังไง กลายเป็นไปทำงานเอ็นจีโอแล้วอยู่ยาวเลย ซึ่งองค์กรสุดท้ายเป็นองค์กรต่างประเทศที่ให้มาเบสอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วเริ่มมีงานฟรีแลนซ์ ทำให้ได้เข้าไปอยู่กับทีมเพื่อนที่ทำวารสาร มีโอกาสได้ทำงานสัมภาษณ์ งานเขียน และงานบทความต่างๆ ตรงนั้นเหมือนเป็นการได้ฝึกการเขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อกลับมาอ่านงานตัวเองก็เห็นว่าเราก็พอเขียนได้นะ แต่ว่าทำไมถึงเขียนนิยายไม่จบ เป็นคำถามที่ถามตัวเองมาประมาณสิบเจ็ดปี เคยลงคอร์สสั้นๆ หลายคอร์ส แต่ก็ยังทำไม่ได้ เราพยายามมาตลอด วางพล็อตแล้วลองเขียนเอง แต่ก็ไม่เห็นทิศทาง ถ้าเปิดคอมพิวเตอร์ส่วนตัวจะเห็นว่ามีพล็อตที่เขียนไว้เป็นสิบเรื่อง อีกอย่างการทำงานของเรายังต้องเดินทางอยู่ตลอด ซึ่งพอกลับมาก็ลืมเรื่องที่เขียนไปแล้ว
สำหรับคอร์สของอ่านเอาก้าวแรก ตัวเองก็เล็งไว้นานมาก แต่เวลาไม่เคยตรงกัน จนกระทั่งรุ่นหกถึงได้มีเวลาตรงกันพอดี เลยรีบสมัคร เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าตัวเองเป็นคนทำงานแบบที่ต้องมีไม้เรียวนิดหนึ่ง มีคนคอยกระตุ้นให้ทำงานส่ง มีเดดไลน์ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะต้องทำอะไรให้จบค่ะ”
แล้วนามปากกา ‘คเณชารี’ ก็เริ่มต้นขึ้นตอนที่เริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่ส่งประกวดในโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๖ นี่เอง
“ระหว่างเขียนเราลองคิดเล่นๆ ว่า ควรจะใช้นามปากกาดีไหม เพราะไม่ค่อยชอบใช้ชื่อจริงไปทำอะไรเท่าไหร่ ซึ่งตอนแรกคิดชื่อไว้หลายชื่อ กระทั่งก่อนวันส่งงานประมาณหนึ่งถึงสองวัน ตอนนั้นเพิ่งไปไหว้องค์พระพิฆเนศมา เพราะนับถือและไหว้ท่านอยู่แล้ว ตกคืนนั้น ช่วงที่นอนอยู่ จู่ๆ ชื่อนี้ก็แวบขึ้นมาในหัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วก็รู้สึกว่าชื่อนี้ดีนะ ส่วนตัวเป็นคนที่เชื่อเรื่องชื่อด้วยค่ะ พอลองถาม AI ว่าชื่อนี้เหมาะกับเราหรือเปล่า AI ก็วิเคราะห์เรื่องผลรวมของชื่อให้ประมาณว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เป็นผู้ที่ดำเนินรอยตามแนวทางขององค์พระพิฆเนศ ซึ่งเรามีความผูกพันกับความหมายในลักษณะนี้อยู่แล้ว สุดท้ายก็ตัดสินด้วยตัวเองว่า ‘ไม่รู้ล่ะ ฉันชอบชื่อนี้’ แล้วส่งงานในวันนั้นเลยค่ะ”
จุดกำเนิดของ Full Moon Bookshop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง
การเรียนอ่านเอาก้าวแรกทำให้คุณเอ๋ได้ประสบการณ์ที่ดีหลายอย่าง และหลังจากจบคอร์ส การเขียนเพื่อทำงานส่งก็เริ่มขึ้น
“เอ๋กลับมาคิดถึงเหตุการณ์หนึ่งค่ะ ตอนนั้นไปทำงานที่หนึ่ง แล้วเก็บปิ่นอันหนึ่งได้ เป็นปิ่นรูปพระจันทร์เสี้ยว เราก็พยายามถามหาเจ้าของ แต่ก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา เวลานั้นก็เริ่มจินตนาการต่อว่า คนที่ใช้ปิ่นแบบนี้ควรเป็นใคร เป็นผู้หญิงแบบไหน แล้วถ้าเธอเป็นคนที่มีพลังพิเศษล่ะ จากนั้นชื่อพบจันทร์ นางเอกของเรื่องก็เกิดขึ้น”
เมื่อตัวละครตัวแรกปรากฏตัว คุณเอ๋ก็เริ่มใส่รายละเอียดให้กับเธอ เช่น ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นหมอดูมาตั้งแต่แรก เธอควรจะมีอาชีพอะไร จากนั้นก็หยิบหลายๆ อย่างจากสิ่งรอบตัวและประสบการณ์ของตัวเองมาใช้ในเรื่อง
“ส่วนเรื่องการมองเห็นผี เอ๋เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ค่ะ แต่ไม่กล้าเขียนเรื่องผีที่น่ากลัว เพราะถ้าเขียนผีน่ากลัวมากๆ เราคงไม่กล้าทำงานตอนกลางคืนเลย คิดว่า ถ้าพบจันทร์มองเห็นผี จะเขียนอย่างไรให้ผีที่เธอเจอไม่น่ากลัว”
จากนั้นฉากหลังของเรื่องจึงเริ่มตามมา เนื่องจากเธอใช้ชีวิตอยู่ทางภาคเหนือ มีโอกาสเดินทางไปแถวริมแม่น้ำโขง บริเวณเชียงของ ตรงนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆ ที่น่ารักและมีบรรยากาศบางอย่างที่เธอชอบ “เราเลยคิดต่อว่าถ้านางเอกได้อยู่บ้านในหมู่บ้านแบบนี้ก็คงดี โดยเฉพาะหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำ และในคืนพระจันทร์เต็มดวงคงสวยมาก เลยนำมาไว้ในเรื่อง สุดท้ายหมู่บ้านนั้นก็เลยกลายมาเป็น ‘เดือนเต็มดวง’ ทั้งเป็นชื่อของหมู่บ้านและเชื่อมโยงกับชื่อนางเอกด้วยค่ะ”
ในเรื่องนี้คุณเอ๋สร้างให้นางเอกของเรื่องเป็นเจ้าของร้านหนังสือด้วย ซึ่งเป็นการสานฝันของเธอเองเช่นกัน “เพื่อนทุกคนจะรู้ เพราะเป็นคนที่สะสมหนังสือและมีกองหนังสือเต็มบ้านอยู่แล้ว เอ๋อยากเปิดร้านหนังสือ พอจะเขียนนิยายเรื่องนี้เลยมาคิดต่อว่า ถ้านางเอกกลับมาอยู่บ้านในหมู่บ้านเล็กๆ เธอสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะเป็นเด็กที่เรียนจบจากกรุงเทพ เมื่อมาใช้ชีวิตที่นี่ที่ไม่ได้มีงานหรืออาชีพให้ทำมากนัก เธอจะทำอะไรดี เลยคิดว่าลองเปิดร้านหนังสือไหม เพราะแถวบ้านตัวเองก็มีร้านหนังสือของรุ่นพี่อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่า ‘ร้านหนังสือเล็กๆ’ ค่ะ ซึ่งร้านนั้นน่ารักมาก แต่อยู่ไกลถึงขนาดต้องเข้าไปในหมู่บ้านค่อนข้างลึก ถึงอย่างนั้นคนก็ยังเดินทางไป เป็นเหมือนแหล่งรวมของชุมชน มีเด็กๆ ไปนั่งอ่านหนังสือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไปรวมตัวกัน ตรงนี้ทำให้เห็นว่าร้านหนังสือเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในเมือง เราเลยสร้างให้ร้านหนังสือของนางเอกเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอกัน พูดคุยกัน และมีหนังสือเป็นจุดเชื่อมโยงเหมือนร้านที่เคยเห็นค่ะ”

ประสบการณ์จริงที่ถูกนำเสนอ
เรื่องหนึ่งที่คุณเอ๋ได้หยิบมาจากเรื่องที่เคยเจอมาเลยจริงๆ คือความโชคร้ายของเด็กคนหนึ่งในเรื่องนี้ ที่มาของการนำเสนอประเด็นชวนสะเทือนใจมาจากประสบการณ์ตอนที่เธอทำงานเอ็นจีโอ ซึ่งคุณเอ๋ได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นอยู่ในป่าและเป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์
“วันนั้นช่วงเย็นมากแล้ว มีเด็กคนหนึ่งอายุประมาณห้าหกขวบวิ่งมาหาเอ๋ แล้วขอให้ช่วย เขาพูดประมาณว่า ‘พี่ช่วยพาผมไปซ่อนหน่อย แม่ผมมา’ ตอนแรกคิดว่าเด็กคงหนีแม่ตามปกติ แต่พอเด็กเปิดเสื้อให้ดูก็พบว่าตัวของเขามีรอยถูกเฆี่ยนและฟกช้ำเต็มไปหมด เราก็ตกใจมากว่า ทำไมแม่ถึงทำกับลูกได้ขนาดนี้
พอพาเด็กไปส่งไว้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็ได้พูดคุยกับคนในชุมชน จึงรู้ว่าแม่ของเด็กติดยา และเวลามีอาการหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็จะทำร้ายลูก ถึงขั้นล่ามโซ่เด็กไว้ในบ้าน ไม่ให้ลูกออกไปไหน และทำร้ายร่างกายเขา ภาพนั้นฝังอยู่ในหัวเอ๋มาก ทำให้สุดท้ายเรื่องของเด็กคนนั้นก็กลายมาเป็นฉากหนึ่งและเป็นตัวละครตัวหนึ่งในนิยาย เราอยากให้คนอ่านเห็นว่า เรื่องแบบนี้มีอยู่จริงในสังคม ส่วนตัวไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอเรื่องแบบนี้จริงๆ จนได้มาเห็นกับตาตัวเอง”
ตัวละครแห่งความทรงจำและความประทับใจ
ตัวละครหลายตัวในเรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากประสบการณ์ของเธอจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ยมทูต หมอเมฆา หรือขวัญเอย เพื่อนสนิทของนางเอกในเรื่อง
“ยมทูตเกิดขึ้นมาก่อนพระเอกอีกค่ะ เขาคือเพื่อนสมัยเด็กของเอ๋ เราสนิทกัน แล้วเขาเป็นคนตัวเล็ก เลยชอบถูกเพื่อนผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่ารังแก เราก็ไปช่วยเขา แล้ววันหนึ่งเขาก็หายไปจากชีวิตเราเลย เหมือนเราไปโรงเรียนอีกวันหนึ่งแล้วเพื่อนก็หายไป ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงเพื่อนคนนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นตัวละครยมทูตจึงเหมือนเป็นการสร้างเพื่อนคนนั้นกลับมาในเรื่องอีกครั้งค่ะ”
สำหรับหมอเมฆา พระเอกของเรื่อง คุณเอ๋ได้ยืมหน้าตาและคาแร็กเตอร์ของรุ่นน้องซึ่งเป็นคุณหมอเด็กมาเป็นต้นแบบในการเขียน
“เอ๋รู้สึกว่าคาแร็กเตอร์เขาเหมาะกับพบจันทร์ดีค่ะ เราตั้งใจให้พบจันทร์กับหมอเมฆาเป็นคนที่ค่อนข้างตรงข้ามกัน พบจันทร์อยู่ในโลกของไสยศาสตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติ ส่วนหมอเป็นคนที่อยู่กับวิทยาศาสตร์ เลยอยากให้สองคนนี้มีความขัดแย้งกันนิดๆ แล้วค่อยๆ ดูว่าเมื่อคนสองขั้วมาอยู่ด้วยกันจะลงตัวกันได้อย่างไร”
สำหรับขวัญเอยที่เป็นอีกหนึ่งรสชาติของความสนุกในนิยายเรื่องนี้ เป็นตัวละครที่อยู่ในหัวของคุณเอ๋ตั้งแต่ก่อนจะเขียนผลงานชิ้นนี้ด้วยซ้ำ
“ตัวละครนี้เกิดจากพล็อตของนิยายอีกเรื่องที่เคยคิดไว้ เอ๋รักตัวละครตัวนี้มาก เลยคิดว่า ‘ฉันจะเอานางไปอยู่ตรงไหนดี อยากให้นางได้เกิดสักที’ สุดท้ายเลยให้มาเป็นเพื่อนของพบจันทร์ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันได้ ทั้งบุคลิกและนิสัยบางอย่างมีความคล้ายกันค่ะ”
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวลึกลับ แฟนตาซี มีเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งนักเขียนเล่าว่าช่วงแรกเธอไม่คิดว่าจะเป็นการนำทุกอย่างมารวมกัน
“พอเริ่มเขียนพล็อตไปสักพัก ก็เริ่มเห็นว่าเรื่องนี้ควรมีเรื่องราวมากกว่านี้อีกหน่อยนะ แล้วเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ในหัวก็เริ่มแวบเข้ามา เช่น เรื่องของเด็กที่ถูกทำร้าย เอ๋ก็คิดต่อว่า แล้วเด็กคนนี้เป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วก็ค่อยๆ นำเรื่องต่างๆ มาต่อกัน
การมีผีเข้ามาช่วยในการสืบสวนในนิยายเรื่องนี้ก็ทำให้เรื่องง่ายขึ้นด้วย เพราะบางเรื่องเราจะไปหาความจริงจากใครได้ แต่ถ้าเด็กกลายเป็นวิญญาณ เขาก็สามารถออกมาเล่าเรื่องของตัวเองได้ ทีนี้โจทย์ของเราก็คือ ทำอย่างไรให้เด็กที่เป็นผีไม่ได้กลายเป็นตัวร้าย หรือไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร เรื่องทั้งหมดจึงค่อยประกอบกันขึ้นมาจากหลายสิ่ง ทั้งประสบการณ์จริง เรื่องที่เคยได้ยิน ความทรงจำ และจินตนาการของตัวเอง
ที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสืบสวนที่ไม่มีตำรวจ เพราะเราให้หมอกับหมอดูมาช่วยกันสืบเอง เนื่องจากบางเรื่องต้องไปคุยกับผี ถ้ามีตำรวจก็อาจทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นิยายเลยออกมาแบบไม่ใช่การสืบสวนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ”

เรื่องราวที่อยากส่งต่อ
ถ้าถามว่าอยากให้คนอ่านผลงานชิ้นนี้แล้วรู้สึกอย่างไร คุณเอ๋กล่าวว่า “อย่างแรกเลย อยากให้เขารู้สึกว่า ฉันอยากไปร้านหนังสือร้านนี้ อยากไปเจอนางเอกจังเลย แต่เรื่องที่อยากให้คนจำได้มากที่สุดคือเรื่องของเด็กที่ต้องทุกข์ทรมานและถูกกระทำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นในนิยายก็ย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นั้นค่ะ
นอกจากเด็กคนนั้นแล้ว ก็อยากให้คนอ่านจำตัวละครอื่นๆ ได้ด้วย เพราะตัวละครทุกตัวที่เขียน ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคน ล้วนมีที่มาจากเรื่องที่เคยพบเจอจริง หรือเป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง อยากให้ตัวละครเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำของคนอ่านหลังจากปิดหนังสือไปแล้วค่ะ”
ความยากที่สุดไม่ใช่การเขียน แต่คือ ‘การเขียนให้จบ’
หลังจากเล่าถึงรายละเอียดของนิยายกันพักใหญ่ เราก็ย้อนกลับมาถามกระบวนการเขียนของเธออีกครั้ง คุณเอ๋เล่าว่าส่วนที่ยากและท้าทายที่สุดของการเขียนสำหรับเธอคือการวางพล็อต
“เนื่องจากพล็อตต้องเขียนให้จบภายในจำนวนหน้าที่กำหนด ประมาณสี่ถึงห้าหน้า แต่พอเริ่มคิดพล็อต มันจะยาวขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่จบ สำหรับเอ๋ ปัญหาหนักที่สุดของการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งคือจะจบอย่างไร
บางครั้งเราเริ่มต้นได้ คิดภาพได้ รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ กลับหาทางลงไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นเหมือนปมของตัวเองมาตลอดว่า ‘เขียนได้ แต่จบไม่ได้’ พอมาเจอกับเรื่องนี้ที่ต้องเขียนให้จบภายในกรอบที่กำหนดเลยเครียดมากค่ะ ต้องคิดหนักว่าเรื่องจะจบอย่างไร จะพาเรื่องไปทางไหน แล้วจุดพีคควรอยู่ตรงไหน
เอ๋ต้องใช้ความรู้ทุกแขนงที่เคยเรียนมา แล้วนำมาประกอบกันว่าถ้าเรื่องเดินมาถึงตรงนี้ เราต้องพาไปทางไหน ต้องมีจุดพีคตรงไหน และจุดพีคนั้นควรหนักแค่ไหนถึงจะกระทบความรู้สึกของคนอ่าน แล้วหลังจากพีคแล้ว เรื่องจะลงอย่างไรให้จบ เพราะฉะนั้น การเขียนพล็อตให้จบจึงเป็นส่วนที่ยากที่สุด
พี่หมอโอ๊ต (พงศกร) พี่เอียด (ปิยะพร ศักดิ์เกษม) และพี่ปุ้ย (กิ่งฉัตร) เคยพูดว่า ถ้าพล็อตจบ ทุกอย่างก็จะจบตามไปด้วย ซึ่งจริงมาก เพราะเมื่อเรามีพล็อตที่จบแล้ว เท่ากับว่าภาพทั้งหมดในหัวถูกครอบเอาไว้แล้วว่า เรื่องจะเกิดขึ้นที่ไหน ตัวละครเป็นใคร และจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเราก็แค่นำพล็อตใหญ่ๆ นั้นมาแตกออกเป็นรายละเอียดเล็กๆ ทีละส่วน
สิ่งสำคัญคือพยายามอย่าให้เรื่องหลุดจากพล็อตที่วางไว้ ตัวเองถึงกับต้องนั่งเขียนโน้ตเป็นแผ่นใหญ่ๆ ว่า ตัวละครคนนี้ชื่ออะไร เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น วันไหน และเรื่องต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร ซึ่งบางเหตุการณ์ต้องนับถอยหลังตามปฏิทินด้วยค่ะ เช่น ถ้าวิญญาณเด็กตนหนึ่งจะออกมาในคืนพระจันทร์ดับ เราก็ต้องย้อนดูว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดวันไหน แล้วนำไปเทียบกับไทม์ไลน์ของตัวละครทั้งหมด สมมติว่าหมอบอกว่าเกิดเหตุวันนี้ หรือพบศพวันนี้ ทุกอย่างต้องสอดคล้องกันหมด ซึ่งพี่ต้อม (รัญชณ์ ตรีธรรมวุฒิกุล) บรรณาธิการก็ตรวจรายละเอียดแบบเดียวกันค่ะ”
นอกจากงานเขียนที่ต้องใส่ทุกอย่างในทุกมิติ งานหลักของเธอก็ทิ้งไม่ได้
“ช่วงที่เขียนก็เครียดค่ะ เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม แล้วต้องส่งงานในเดือนธันวาคม ขณะเดียวกันก็มีงานหนังสือช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ทำให้สามเดือนนั้นแทบไม่ได้อยู่บ้านเลย ปกติถ้าทำงานอยู่เชียงใหม่ เราจะสามารถนั่งเงียบๆ แล้วเขียนได้ แต่ช่วงนั้นต้องเดินทางไปกรุงเทพ นครสวรรค์ จันทบุรี ศรีราชา รวมหลายจังหวัดมาก ต้องแบกคอมพิวเตอร์ไปด้วย
ในวันที่ทำงานก็แทบไม่มีเวลาที่จะเปิดคอมแล้วนั่งเขียนจริงๆ แต่บางคืน ถ้างานเบาลงก็จะพยายามงัดคอมออกมาเขียน แล้วบอกตัวเองว่าขอสักหนึ่งหรือสองหน้าก็ยังดี พยายามไม่ให้ตัวเองหยุดนาน เพราะถ้าหยุดนาน บรรยากาศในเรื่องจะหลุด แล้วเราก็ลืมว่ากำลังอยู่ตรงไหน และคิดกับตัวเองว่า ต้องเขียนให้จบภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรืออย่างช้าสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม จะได้มีเวลาตรวจทาน แล้วในที่สุดเราก็ทำสำเร็จค่ะ”

มากกว่ารางวัล
หลังจากเขียนจบก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก จากนั้นเรื่องใหม่ก็เกิดขึ้นในเวลาอีกไม่กี่เดือนต่อมา นั่นคือวันประกาศผล
“วันนั้นอยู่บ้านกับเพื่อนๆ ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกันประมาณสองถึงสามคน แล้วเพื่อนที่สนิทกันซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็บอกว่า วันนี้วันประกาศผลนะ อย่าลืม เราก็คิดว่าไม่ได้หรอก มีคนส่งตั้งเยอะ แต่ก็เปิดรอฟังอยู่ค่ะ พอใกล้ถึงเวลาประกาศ พี่เขาก็ยังแชตมาถามว่า แก จะประกาศแล้วกี่โมง แล้วก็คอยลุ้นไปกับเราด้วย
ตอนประกาศก็เปิดเสียงไว้ แล้วเดินไปเดินมา ฟังไปเรื่อยๆ พอประกาศรางวัลชมเชยครบก็คิดว่า ไปแล้วสองชื่อ สองเรื่องแล้ว ฉันไม่ได้แล้วแหละ ไม่ได้คิดเลยว่าจะไปไกลกว่านั้น จนพี่หมอประกาศรางวัลรองชนะเลิศที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ฟู…’ เราก็ยืนเกาะหน้าจอเลยค่ะ แล้วพอได้ยินเป็นชื่อของตัวเองก็ ‘เฮ้ย!’ คือกระโดด กรี๊ดบ้านแตก เพื่อนได้ยินเสียงก็วิ่งออกมาจากห้อง ถามว่า เป็นอะไรพี่ มีอะไร! เราก็เลยตอบกลับไปบอกว่า ‘แก ฉันได้รางวัล!’
รางวัลนี้มีความหมายกับเอ๋มากกว่าคำว่า ‘รางวัล’ เยอะมาก เพราะเป็นเป้าหมายที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปถึงด้วยซ้ำ การเขียนนิยายให้จบสักเรื่องหนึ่งที่มีความยาวเป็นร้อยหน้า เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ บางครั้งก็รู้สึกว่า ‘หรือเราไม่ได้มาทางนี้นะ’ แต่พี่หมอนี่แหละบอกว่าลองสมัครดูสักรอบ ก็เลยกัดฟันลองไปเรียนจริงๆ จังๆ ในปีนั้น
ตอนแรกก็ยังคิดว่า ต่อให้เรียนแล้ว ส่งหรือไม่ส่งก็อีกเรื่อง เพราะมองจากชีวิตตัวเองแล้ว ทั้งทำงานหนัก ทั้งเดินทางเยอะ คงเขียนไม่จบหรอก แต่ในวันที่เขียนจบ เรารู้สึกว่าตัวเองก้าวข้ามตรงนั้นมาได้แล้ว และเรื่องรางวัลยังไม่อยู่ในหัวเลย แค่รู้สึกว่า ‘ฉันส่งได้แล้ว ฉันเขียนจบ’ แล้วก็ชื่นชมตัวเองว่า ‘เก่งว่ะ เขียนจบได้ยังไง’ (หัวเราะ) เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเขียนนิยายจบเลย เราภูมิใจตรงนี้ที่สุด ภูมิใจที่เขียนจนจบได้ ภูมิใจที่เรื่องไม่ออกทะเล และที่สำคัญคือเขียนไปตามพล็อตที่วางไว้ แล้วพอนำงานที่เขียนเสร็จแล้วมาเทียบกับพล็อตที่ตัวเองเขียนไว้ และพบว่ามันยังเดินตามพล็อตได้จริงๆ ตอนนั้นดีใจมากค่ะ ส่วนรางวัลถือว่าเป็นกำไร เป็นสิ่งที่เกินจากความฝันไปอีกขั้นหนึ่งเลย
ยิ่งพอมารู้ว่านิยายจะได้ตีพิมพ์เป็นเล่มนะ ตรงนี้ต้องกรี๊ดต่อเลยค่ะ เพราะไม่เคยคาดฝันมาก่อน เพื่อนๆ ก็แซวกันตลอดว่า แล้วจะยังไง ต้องแจกลายเซ็นแบบไหน ใช้ชื่อจริงหรือนามปากกาเซ็น เราก็เครียดไปหมดเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคืออยากเห็นหนังสือเป็นเล่มจริงๆ ค่ะ แบบไหนก็ได้ ขอแค่ได้เห็นหนังสือของตัวเองเป็นเล่มก็มีความสุขแล้ว นี่ถึงขั้นคิดไปไกลแล้วว่า อยากทำของเล็กๆ น้อยๆ ไปแจกเป็นการขอบคุณคนอ่าน และอยากขอบคุณทั้งสำนักพิมพ์ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาค่ะ”

สิ่งที่ได้รับจากการเรียน “อ่านเอาก้าวแรก”
“ถ้าถามว่าสิ่งที่ได้รับจากการเรียนอ่านเอาก้าวแรกคืออะไร คำตอบคือความรู้ที่เรียนมานำมาใช้ได้หมดเลยค่ะ รวมถึงเรื่องราวและประสบการณ์ที่วิทยากรแต่ละคนสอน ทั้งพี่เอียด พี่ปุ้ย และพี่หมอ บางเรื่องอาจไม่ได้เป็นทฤษฎีแบบจริงจัง แต่สิ่งที่พวกเขาเล่าคือประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะเราได้เห็นวิธีคิดและวิธีทำงานของคนที่เขียนจริงๆ
อีกอย่างที่สำคัญคือการมีเพื่อนร่วมเรียนในห้องค่ะ ทำให้เราได้เห็นคนอื่นๆ แล้วเกิดแรงฮึดขึ้นมา ตอนแรกคิดว่า เราอายุมากแล้ว จะมาเริ่มเขียนหนังสือตอนนี้มันช้าไปหรือเปล่า แต่พอเห็นพี่ๆ ในห้องที่อายุมากกว่าเราแล้วก็ยังมาเรียน เห็นบางคนที่เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มแล้วก็ยังมาเรียนด้วย ก็รู้สึกว่า เราก็อยากเรียน อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร และการไปเรียนครั้งนั้นเป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซน เพราะเป็นคนอินโทรเวิร์ต ไม่ค่อยชอบเข้ากลุ่มใหญ่ๆ หรือไปจอยกับคนเยอะๆ โชคดีที่ในคลาสมีคนรู้จักเลยไปเรียนได้สบายใจขึ้น แต่พอไปถึงจริงๆ ทุกคนเอ็นจอยและสนุก บรรยากาศดี ความรู้ที่ได้รับก็ดีมาก โดยเฉพาะวิทยากรรับเชิญจากข้างนอก แต่ละคนเป็นตัวท็อปของวงการทั้งนั้น เลยเปิดโลกเราไปหลายอย่างมาก”
หลังจาก Full Moon Bookshop อยากเขียนต่อไหม
“อยากเขียนต่อค่ะ แต่พล็อตกระจายเต็มไปหมดแล้ว เคยไปปรึกษาพี่หมอด้วยว่า ‘หนูมีพล็อตแล้วนะคะ’ แต่พอได้รางวัลแล้ว เหมือนพุ่งมากค่ะ รู้สึกว่าฉันอยากเขียน! ซึ่งเรื่องต่อไปอยู่ในหัวตั้งแต่ตอนที่ยังเขียน Full Moon Bookshop ไม่จบด้วยซ้ำ วันที่เขียนเรื่องนี้จบ ทำให้มีแรงขึ้นมาว่า ต่อให้ไม่ต้องประกวดก็ได้ แต่ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถเขียนนิยายให้จบได้อีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้พล็อตมีแล้วค่ะ แต่ปัญหาก็กลับมาที่เดิมอีกแล้วว่า…แล้วมันจะจบยังไง เพราะฉะนั้นเลยไปถามพี่หมอว่า ปีนี้จะมีอ่านเอาก้าวแรก รุ่นเจ็ดให้ได้ลงเรียนไหมคะ อยากลงเพิ่มให้ตัวเองอีกสักคอร์ส อยากให้ครูมาถือไม้เรียวรอตอนจบคอร์ส จะได้ตั้งใจทำการบ้านส่งค่ะ (หัวเราะ)”







