“รักในสิ่งที่ทำ” จุดเริ่มต้นของทุกความสนใจในชีวิตของ ‘นวาภัส’ เจ้าของผลงานเรื่อง ‘เหมันต์ตะวันรอน’

“รักในสิ่งที่ทำ” จุดเริ่มต้นของทุกความสนใจในชีวิตของ ‘นวาภัส’ เจ้าของผลงานเรื่อง ‘เหมันต์ตะวันรอน’

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

ครั้งที่แล้วเราได้พูดคุยถึงเส้นทางชีวิตของนักเขียนคนนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำงาน การก้าวเข้าสู่วงการเขียนบท ไปจนถึงที่มาของนิยายเรื่อง เหมันต์ตะวันรอน รวมถึงเบื้องหลังการสร้างตัวละครสำคัญ ๆ ของเรื่องกันไปแล้ว

แต่เมื่อเรื่องราวค่อย ๆ คลี่คลายออกมา สิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปริศนา ความสัมพันธ์ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง ก็คือแก่นสำคัญที่พี่แอมตั้งใจสื่อสารผ่านนิยายเรื่องนี้ นั่นคือคำว่า ‘ความรัก’

“หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือเรื่อง ‘ความรัก’ ค่ะ แต่ไม่ใช่แค่ความรักแบบชายหญิงอย่างเดียว มีฉากหนึ่งช่วงท้ายเรื่อง ตอนที่ความจริงของเพชรพริ้งถูกเปิดเผย ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าเธออยู่เบื้องหลังเรื่องราววุ่นวายต่าง ๆ รวมถึงการพยายามทำร้ายท่านชาย สิ่งที่พี่ชอบในฉากนั้นคือความรักของคนเป็นพ่อ

“พ่อของเพชรพริ้งรู้ว่าลูกทำผิด แต่เพราะความรักที่มีต่อลูก เขาจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกต้องติดคุก ถึงขั้นยอมทำร้ายคนอื่น หรือยอมรับความเสี่ยงต่าง ๆ แทนลูก เพื่อให้ลูกของตัวเองรอดพ้นจากผลของการกระทำ สำหรับพี่ นั่นเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นความรักที่บริสุทธิ์ แต่เลือกใช้วิธีที่ผิด เขารักลูกมาก แต่ความรักนั้นกลับพาให้ตัดสินใจผิด เพราะอยากปกป้องลูกจนเกินขอบเขต ตรงนี้แหละที่อยากสื่อว่าความรักมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแค่ความรักระหว่างพระเอกกับนางเอก ซึ่งจริงๆ เป็นความรักที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ความซับซ้อนกลับอยู่ที่ตัวเพชรพริ้ง อยู่ที่คนรอบตัวที่รักเธอ และยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ

“เมื่อเธอตัดสินใจทำสิ่งผิดพลาด คนที่รักเธอก็ต้องตัดสินใจทำสิ่งผิดพลาดตามไปด้วย เพื่อปกป้องเธอ อันนั้นแหละคือความซับซ้อนของเรื่อง”

หากจะสรุปแก่นของ เหมันต์ตะวันรอน ออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ พี่แอมบอกว่า “ความรักที่แท้จริงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และต้องไม่เห็นแก่ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่ความรักกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ทุกอย่างจะเริ่มบิดเบี้ยว และมันจะไม่ใช่ความรักอีกต่อไป”

จาก ‘ตะวันอ้อมข้าว’ สู่ ‘เหมันต์ตะวันรอน’

นอกจากเรื่องราวในนิยายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือชื่อเรื่องที่ผู้อ่านคุ้นเคยกันในวันนี้ เพราะก่อนจะกลายมาเป็น เหมันต์ตะวันรอน นิยายเรื่องนี้เคยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งมาก่อน

“ตอนแรกชื่อ ตะวันอ้อมข้าว ค่ะ เหตุผลที่ใช้ชื่อนั้นเพราะเหตุการณ์สำคัญในเรื่องเกิดขึ้นช่วงหน้าหนาว ที่บ้านพี่มีคำเรียกช่วงเวลาหนึ่งว่า ‘ตะวันอ้อมข้าว’ คือช่วงที่ดวงอาทิตย์เปลี่ยนทิศทางการขึ้นและการตกในฤดูหนาว เหมือนดวงอาทิตย์อ้อมผ่านท้องนา เป็นคำที่คนโบราณใช้เรียกกัน และในบทแรกของนิยายก็พูดถึงช่วงเวลานี้เอาไว้ด้วย แต่พอส่งให้พี่เอียด (ปิยะพร ศักดิ์เกษม) ดู พี่เอียดก็ท้วงว่า ต้องเปลี่ยนชื่อนะ เพราะไปคล้ายกับชื่อหนังหรือชื่อผลงานเรื่องหนึ่ง ซึ่งพี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย เพราะเป็นผลงานที่นานมากแล้ว

“จากนั้นก็กลับมานั่งคิดชื่อใหม่ สิ่งหนึ่งที่อยากเก็บเอาไว้คือบรรยากาศของฤดูหนาว เพราะทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องเกิดขึ้นในฤดูหนาวเหมือนกัน พอพูดถึงฤดูหนาว คำแรกที่นึกถึงก็คือ ‘เหมันต์’ แล้วก็คิดต่อว่า ถ้าจะใช้คำว่าเหมันต์อย่างเดียวก็คงยังไม่ครบ แล้วคำว่า ‘ตะวัน’ ซึ่งเป็นชื่อที่นางเอกตั้งให้พระเอกในช่วงที่เขาความจำเสื่อมก็ปิ๊งขึ้นมา เลยเอาสองอย่างมารวมกัน”

สำหรับพี่แอมแล้ว ชื่อ เหมันต์ตะวันรอน ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ไพเราะ หากยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและความหมายของนิยายเอาไว้ในตัวเองด้วย

“คำว่า เหมันต์ตะวันรอน มีความหมายอยู่สองชั้นค่ะ ความหมายแรกคือ ตะวัน ที่รอนแรมมา เปรียบเหมือนพระเอกที่เดินทางผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนจะมาพบกับนางเอก ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือภาพของดวงอาทิตย์ยามเย็นในฤดูหนาว ช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์อ่อนลงเป็นสีทองอมส้ม กำลังทอดตัวลงสู่ผืนดิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรื่องราวสำคัญของนิยายเริ่มต้นขึ้น และในตอนจบ เรื่องราวก็กลับมาสิ้นสุดลงท่ามกลางบรรยากาศเดียวกัน คือฤดูหนาวและแสงตะวันยามเย็น ชื่อ เหมันต์ตะวันรอน จึงเชื่อมโยงทั้งตัวละคร เวลา และอารมณ์ของเรื่องเอาไว้พร้อมกัน พอส่งชื่อใหม่นี้เข้าไปก็ผ่านเลยค่ะ”

ไม่ใช่เพียงชื่อเรื่องเท่านั้นที่ผ่านการคิดและกลั่นกรองอยู่หลายรอบ เพราะในช่วงที่กำลังเตรียมต้นฉบับส่งเข้าประกวด พี่แอมยังต้องเผชิญกับอีกหนึ่งโจทย์สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการตั้งนามปากกา และอย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง การหาชื่อที่จะใช้แทนตัวตนของนักเขียนคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ยากไม่ต่างจากการตั้งชื่อให้กับนิยายสักเรื่องเลย

“ตอนส่งผลงาน เขากำหนดให้ต้องส่งนามปากกาด้วย บอกเลยว่าการตั้งนามปากกายากพอ ๆ กับการตั้งชื่อเรื่องเลยนะคะ คิดอยู่นานมาก ลองหลายแบบมาก อันนี้ก็ไม่เวิร์ก อันนั้นก็ไม่ใช่ ไม่ถูกใจสักที จนวันหนึ่งไปเห็นนักเขียนรุ่นน้องคนหนึ่งเล่าว่า เขาใช้วิธีนำชื่อภาษาอังกฤษของตัวเองมาเขียนย้อนกลับ ก็เลยลองบ้าง ตอนแรกลองใช้ชื่อปัจจุบันก่อนแต่ไม่ได้ สุดท้ายเลยหยิบชื่อเดิมมาใช้ กลายมาเป็น ‘นวาภัส’ พอได้ชื่อแล้วก็นำไปเช็กเลขศาสตร์ในอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าเลขออกมาดี ก็เลยใช้ชื่อนี้ค่ะ”

ตัวหนังสือโลดแล่นบนจอแก้ว

เมื่อพูดถึงการเดินทางของ เหมันต์ตะวันรอน จากนิยายบนหน้ากระดาษสู่ละครโทรทัศน์ อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคงหนีไม่พ้นเรื่องความแตกต่างระหว่างนิยายกับละคร โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียนต้นฉบับเองก็มีประสบการณ์ในฐานะคนเขียนบทละครมาก่อน ตรงนี้พี่แอมมองว่าการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นธรรมชาติของการเล่าเรื่องในสื่อที่แตกต่างกัน

“ถ้าหมายถึงเรื่องแอ็กชันที่มีเข้ามา จริง ๆ ในนิยายเองก็มีความเป็นแอ็กชันอยู่แล้วนะคะ เพราะมีทั้งการตามล่า โจร การปล้น ฆาตกรรม และความขัดแย้งหลายอย่าง ฉะนั้นพอเห็นว่าทางละครหยิบไปต่อยอดให้มีความเป็นแอ็กชันมากขึ้นก็เข้าใจได้ แล้วก็รู้สึกว่าถูกต้อง ด้วยความที่เป็นคนเขียนบทละครด้วย เข้าใจเลยว่านิยายหนึ่งเล่มไม่พอสำหรับการทำละครยาวหลายตอนหรอก ต้องมีการขยายเรื่อง มีการเพิ่มเหตุการณ์ มีการต่อยอดตัวละคร เพื่อให้เรื่องราวมีน้ำหนักมากพอสำหรับการเล่าในรูปแบบละคร

“แต่สิ่งที่รู้สึกดีมากคือ ถึงจะมีการขยายหรือดัดแปลงเพิ่มเติม แต่แกนหลักของเรื่องยังอยู่ครบ เส้นเรื่องสำคัญยังอยู่ ทุกคนยังตามหาว่าชายปริศนาที่มาพร้อมแหวนวงนั้นเป็นใคร ตัวละครหลักยังอยู่ครบเกือบทั้งหมด อาจมีบางตัวที่ถูกตัดออกไปบ้างตามข้อจำกัดของละคร แต่โดยรวมแล้ว ละครยังเดินตามเส้นทางของนิยาย ยังคงเรื่องราวและหัวใจของ เหมันต์ตะวันรอน เอาไว้ได้ค่ะ”

สำหรับพี่แอมแล้ว ทั้งนิยายและละครต่างมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันให้กับผู้เสพ

“การอ่านกับการดูต่างกันอยู่แล้วค่ะ หนังสือต้องอาศัยจินตนาการ เวลาเราอ่านก็จะสร้างภาพทุกอย่างขึ้นมาเองในหัว แต่ละครอยู่บนจอโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการนำสิ่งที่อยู่ในตัวหนังสือไปแปลงเป็นภาพให้เราเห็นเลย คนที่อ่านนิยายมาก่อนก็อาจมีภาพของตัวละครหรือเหตุการณ์ในแบบของตัวเอง พอไปดูละคร มันอาจไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้

“ในขณะเดียวกัน ละครก็มีวิธีเล่าเรื่องของเขา มีการปรับ มีการเพิ่ม เพื่อให้สนุกในรูปแบบของละคร ในมุมมองของนักเขียนเองเห็นว่าทั้งสองเวอร์ชันสนุกคนละแบบนะคะ นิยายให้พื้นที่กับจินตนาการ ส่วนละครเราได้เห็นอารมณ์ เห็นภาพ และเห็นการแสดงอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องจินตนาการเอง เพราะฉะนั้น ต่อให้มีการเพิ่มหรือลดอะไรไปบ้าง ก็ยังสนุกทั้งคู่ และเป็นประโยชน์กับคนดูคนอ่านทั้งสองแบบ ดีเสียอีก อ่านนิยายก็ได้อารมณ์แบบหนึ่ง ดูละครก็ได้อีกอารมณ์หนึ่ง ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน”

คลังวัตถุดิบจากชีวิตจริง และศาสตร์ที่แตกต่าง

เรียกได้ว่ากว่าที่จะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางการเขียนนิยายอย่างที่ตัวเองวาดฝันไว้ พี่แอมได้ผ่านสนามประสบการณ์มาหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานเขียนสารคดี งานเขียนบทละคร รวมถึงการทำงานสร้างสรรค์อีกหลายแขนง ซึ่งเธอมองว่าทุกบทเรียนที่ได้เรียนรู้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญที่หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นนักเขียนในวันนี้ โดยเฉพาะงานสารคดี ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เธอได้สัมผัสชีวิตผู้คนอย่างใกล้ชิด และกลายเป็นคลังวัตถุดิบชั้นดีที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทั้งในการเขียนนิยายและเขียนบทละคร

“ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ทำงานมา ได้สัมภาษณ์ผู้คนนับไม่ถ้วน และนั่นแหละคือสิ่งที่นำมาใช้ในการเขียนนิยายและเขียนบทละคร เราได้เห็นว่าชีวิตจริงของคนคนหนึ่งต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง ต้องเจอความทุกข์แบบไหน ต้องต่อสู้อย่างไร ตัวตนของมนุษย์เหล่านั้นกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในงานของเรา เมื่อมาเขียนบทละคร สิ่งที่ได้จากงานสารคดีก็ยิ่งช่วยเสริมงานเขียน เพราะเราสามารถนำเรื่องจริง ความรู้สึกจริง และตัวตนจริงของผู้คน มาแปลงเป็นตัวละครและเรื่องราวที่มีชีวิตได้ และในเวลาต่อมาก็ส่งผลต่อวิธีคิดในการเขียนนิยายด้วย”

แต่แม้จะทำงานเขียนมาหลายรูปแบบ หากเมื่อได้ลงมือเขียนนิยายอย่างจริงจัง เธอกลับค้นพบว่าการเขียนนิยายนั้นแตกต่างจากที่เคยคิดเอาไว้ไม่น้อย

“ตอนแรกพี่คิดว่าการเขียนบทละครกับการเขียนนิยายไม่ต่างกันนะคะ แต่เอาเข้าจริง บอกเลยว่าการเขียนนิยายยากกว่าการเขียนบทละคร เพราะเราต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเองทั้งหมด เราคือคนที่นับหนึ่งตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ความละเอียดในการหาข้อมูล ใช้ทั้งเวลาและจินตนาการสูงมาก

“ส่วนการเขียนบทละคร เรามีเรื่องราวหลักอยู่แล้ว แต่ต้องนำเรื่องนั้นมาแตกเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสนุก เกิดความน่าติดตาม และสิ่งสำคัญมากของการเขียนบทก็คือ ตัวละคร และบทสนทนา ที่ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงสอดคล้องกับตัวละคร อีกทั้งต้องมีบทที่น่าสนใจ ไม่เชย และเป็นธรรมชาติ ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวให้เดินหน้าต่อไปได้ด้วย การเขียนนิยายกับการเขียนบทละครเลยแตกต่างกันตรงรายละเอียดค่ะ แต่สำหรับพี่ก็คือศาสตร์เดียวกัน”

ดีเอ็นเอปลายจวัก และงานคราฟต์บำบัดใจ

นอกจากบทบาทนักเขียนแล้ว ชีวิตของพี่แอมยังเต็มไปด้วยความสนใจอีกหลากหลาย ทั้งการทำอาหาร งานประดิษฐ์ การทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ เราเองมีโอกาสทำงานร่วมกับเธอมาหลายปี จึงได้เห็นมุมเหล่านี้อยู่เสมอ และอดสงสัยไม่ได้ว่า กิจกรรมที่ดูแตกต่างกันเหล่านี้มีส่วนหล่อหลอมวิธีคิดและการทำงานของนักเขียนคนหนึ่งมากน้อยเพียงใด

“เรื่องการทำอาหาร ไม่ได้เรียกว่าสนใจนะคะ แต่มันอยู่ในสายเลือดมากกว่า คือแม่พี่เปิดร้านอาหาร แต่ไม่ได้เปิดตั้งแต่พี่ยังเด็ก แม่มาเปิดตอนที่พี่โตและทำงานแล้ว แต่ตอนเด็ก ๆ แม่ต้องออกไปรับจ้างทำงานข้างนอก พี่เลยอยู่กับยาย แล้วก็ถูกเรียกให้ช่วยงานในครัวอยู่ตลอด พอช่วงปิดเทอม โตขึ้นมาหน่อย ก็ถูกส่งไปอยู่กับอาที่เปิดร้านอาหาร แล้วก็ต้องช่วยทำอาหารอยู่เรื่อย ๆ ชีวิตเลยวนเวียนอยู่กับการทำอาหารมาตลอด กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในดีเอ็นเอไปแล้ว”

เมื่อพูดถึงการทำอาหาร พี่แอมกลับมองเห็นความคล้ายคลึงบางอย่างระหว่างอาหารกับงานเขียน ซึ่งอาจเป็นมุมที่หลายคนคาดไม่ถึง

“พี่มองว่าการเขียนนิยายก็เหมือนการปรุงอาหารนั่นแหละ แต่ต่างกันตรงที่ว่า การทำอาหาร เราปรุงให้ถูกปากตัวเอง เราชอบรสชาติแบบไหน เราก็ทำแบบนั้น ไม่ได้สนใจหรอกว่าคนอื่นจะชอบเหมือนเราหรือเปล่า เพราะเราทำเพื่อกินเอง แต่การเขียนนิยายไม่เหมือนกัน การเขียนนิยายต้องปรุงให้ถูกใจคนอ่านด้วย ไม่ใช่ถูกใจเราอย่างเดียว เราต้องรู้ว่าคนอ่านชอบอะไร ต้องค่อย ๆ หยอดเครื่องปรุงลงไป หยอดความหวาน ความขม ความเปรี้ยว ความเค็ม เติมอารมณ์ต่าง ๆ ลงไป เพื่อให้คนอ่านได้รู้สึก ได้อิน และได้เสพสุนทรียะไปกับเรื่องราว เพราะฉะนั้นมันจึงยากกว่า”

และหากการทำอาหารเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด งานประดิษฐ์ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่พี่แอมใช้ดูแลหัวใจและความคิดของตัวเอง เพราะนอกจากบทบาทนักเขียนแล้ว หลายคนที่ติดตามเธอมักจะเห็นภาพของผู้หญิงคนนี้กำลังลงมือทำงานคราฟต์ ประดิษฐ์ดอกไม้ หรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ด้วยสองมืออยู่เสมอ สำหรับเธอแล้ว กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพาตัวเองออกมาจากช่วงเวลาที่ความคิดติดขัด และช่วยให้กลับไปทำงานเขียนได้อย่างมีพลังอีกครั้ง

“มันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ใช้สมาธิ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในอีกแบบหนึ่ง จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำอย่างจริงจังหรอกนะ ทำเพื่อพาตัวเองออกมาจากจุดที่กำลังเครียด กำลังคิดไม่ออก ก็ลุกออกมาก่อน แล้วไปทำอย่างอื่น เอาไว้ตั้งจิต ตั้งสมาธิ เพราะเวลาทำงานสร้างสรรค์ เรามักจะหมกมุ่นกับมันมาก คิดอย่างเดียวว่า ต้องคิดให้ออก ต้องคิดให้ออก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้”

การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานสารคดี งานเขียนบท งานเขียนนิยาย การทำอาหาร หรือแม้แต่งานประดิษฐ์ จะเห็นได้ว่าทุกประสบการณ์ที่เธอผ่านมาล้วนเชื่อมโยงถึงกันอย่างน่าสนใจ แต่ละสิ่งอาจดูแตกต่างกันในรายละเอียด ทว่ากลับหล่อหลอมวิธีคิด วิธีมองโลก และวิธีทำงานของเธอไปทีละน้อย

และเมื่อเราขอให้เธอสรุปการเดินทางของตัวเองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พี่แอมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยพลังของคนที่ยังไม่หยุดเรียนรู้

“ทุกอย่างที่เราเจอ ได้เรียนรู้ ล้วนนำพามาสู่ นวาภัส ในวันนี้ และต่อจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวให้ต้องเรียนรู้ต่อ เพราะโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ ฉะนั้น ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ แม้ทุกวันนี้พี่จะอายุมากขึ้นทุกปี แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีอีกหลายอย่างที่อยากเรียน ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากลองทำ พี่ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอก ถ้ามีอะไรใหม่ ๆ เข้ามา แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็อยากลอง ถ้าทำแล้วเวิร์ก ก็ทำต่อ ถ้าทำแล้วไม่ใช่ ก็หยุดแค่นั้น”

สำหรับพี่แอมแล้ว ชีวิตไม่ใช่เส้นทางที่มีจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียว แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยบทเรียนใหม่ ๆ ให้ค้นพบอยู่เสมอ

“การเดินทางของคนเราไม่มีจุดสิ้นสุดหรอก มันเดินทางต่อไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าเราจะหมดแรงที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งถ้าหมดแรงจริงๆ ก็คงหมายถึงหมดชีวิตแล้วล่ะ อีกอย่าง งานที่ทำก็ต้องการวัตถุดิบใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพี่หยุดเรียนรู้ไม่ได้”

บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่แอมยังคงสนุกกับทุกสิ่งที่ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานครัว งานประดิษฐ์ หรือกิจกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะเบื้องหลังสิ่งเหล่านั้นมีแรงขับเคลื่อนสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่

และเมื่อถามว่าอะไรคือจุดร่วมของทุกเรื่องราวในชีวิต เธอก็ตอบออกมาได้อย่างชัดเจน“มันคงเป็นความรัก”

คำตอบสั้น ๆ แต่กลับสะท้อนตัวตนของ ‘นวาภัส’ ได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นงานสารคดี งานเขียนบท งานเขียนนิยาย การทำอาหาร หรืองานประดิษฐ์ ทุกเรื่องราวล้วนมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน นั่นคือความรักในสิ่งที่ทำ และความสุขจากการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอนั่นเอง

Don`t copy text!