
รอยภูษา : เมื่อผืนผ้ากลายเป็นสายใยที่บันทึกเรื่องราวของชีวิต
โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
![]()
บ่ายวันหยุดแสนสบาย ที่ d’Kunst Art Space & Cafe จังหวัดราชบุรี คุณติ้ว–วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินเซรามิกและผู้ก่อตั้งพื้นที่ศิลปะแห่งนี้ ได้จัดงานเสวนา ‘รอยภูษา : ความเชื่อ ความทรงจำ และชีวิตในผืนผ้า’ ขึ้น โดยมี ทพญ.ภูริตา จโนภาส (หมอจ๋า) ร่วมดำเนินรายการ พร้อมได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษสองท่าน ได้แก่ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ และ อาจารย์อนุรักษ์ ก้านจันทร์ มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ผ่านบทสนทนาอันอบอุ่น

บรรยากาศภายในคาเฟ่เต็มไปด้วยผู้คนที่ตั้งใจมาร่วมฟังการเสวนา เสียงทักทายและบทสนทนาค่อย ๆ แผ่วลง เมื่อพิธีกรทั้งสองเริ่มเปิดวงสนทนา
สิ่งที่ทำให้เราประทับใจตั้งแต่เริ่มต้น คือประโยคเกริ่นของคุณติ้วที่หยิบข้อความจากหนังสือของคุณหมอพงศกรมาแบ่งปัน
“ผ้าทุกผืนมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแทรกซึมอยู่ในทุกเส้นใย บางครั้งคนเรามุ่งแต่จะศึกษาประวัติศาสตร์จากจดหมายเหตุ ตำรา หรือหนังสือ แต่ในความเป็นจริง หากเราได้ศึกษาผ้าโบราณจากแต่ละภูมิภาค จะพบว่าผ้าเหล่านี้คือบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของมวลมนุษยชาติ”
ก่อนจะตั้งคำถามชวนคิดว่า “ในฐานะที่คุณหมอเป็นทั้งนักสะสมและนักเล่าเรื่อง อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ‘ผ้า’ สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปครับ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่พาผู้ฟังเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และความทรงจำ ที่ถูกถักทอไว้ในทุกเส้นใย
คุณหมอพงศกรกล่าวทักทายผู้ร่วมงาน ก่อนจะตอบคำถามอย่างเรียบง่ายแต่น่าขบคิดว่า
“ผ้าอยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีระบบตัวอักษรหรือการบันทึกพงศาวดารเสียอีก คนโบราณได้ถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ความรัก และความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอน ผ่านเส้นใยและลวดลายบนผืนผ้า”
คุณหมอยกตัวอย่างผ้าบาติกจากจังหวัดพัทลุง ซึ่งถ่ายทอดภาพภูเขา แม่น้ำ หมู่บ้าน และวิถีชีวิตของผู้คนผ่านลวดลายบนผืนผ้า จนกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจพบได้ในตำราหรือเอกสารทั่วไป

“สำหรับผม ผ้าไม่ใช่เพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นบันทึกชีวิต ความเชื่อ และรากเหง้าของผู้คนในแต่ละพื้นที่ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดครับ”
จากนั้น อาจารย์อนุรักษ์ ก้านจันทร์ ได้ต่อยอดบทสนทนา โดยเล่าว่า เดิมทีตั้งใจเตรียมหัวข้อ ‘ผ้าในนิยาย’ มาพูด แต่เมื่อทราบว่าการเสวนาครั้งนี้มีการพูดเรื่อง ‘ผ้าราชบุรี’ ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
อาจารย์อธิบายว่า หากมองในฐานะนักสะสมผ้า สิ่งแรกที่สังเกตได้จากผืนผ้าคือ สีสัน ลวดลาย และโครงสร้าง ซึ่งล้วนสะท้อนข้อตกลงร่วมหรือวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละชุมชน ยกตัวอย่าง วัฒนธรรมการแต่งกายของผู้คนในลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำปิง หรือลุ่มน้ำน่าน ที่ชาวไทยวนและชาวไทยลื้อนิยมนุ่งผืนห่มผืน แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกหรือจีนที่ตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นชิ้น
แม้แต่โครงสร้างของผ้าซิ่นก็สะท้อนภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทุกชุมชนต่างมีความเข้าใจร่วมกันว่า ลวดลายควรอยู่บริเวณเชิงผ้าหรือตีนซิ่น ไม่ใช่บริเวณหัวผ้า ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมที่ส่งต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
นอกจากลวดลายแล้ว ผืนผ้ายังสะท้อนถึงความชำนาญของช่างทอ สภาพเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่น ผ่านเส้นใย วัสดุ และสีที่เลือกใช้ อาจารย์ยกตัวอย่างผ้าซิ่นของ คุณยายซ้อน กำลังหาญ แม่ครูทอผ้าคนสำคัญของราชบุรี ผู้มีคติประจำใจว่า ‘จะถูกจะแพงก็แดงเข้าไว้’ จึงนิยมใช้สีแดงเป็นสีหลักของผืนผ้า

เมื่อเปรียบเทียบกับผ้าของชาวไทยวนเชียงแสน แม้จะมีลวดลายบางอย่างคล้ายคลึงกัน แต่ผ้าของคุณยายซ้อนกลับโดดเด่นด้วยการใช้ฝ้ายปั่นมือ ย้อมสีธรรมชาติจากมะเกลือ และมีเทคนิคการทอที่ประณีตจนแทบแยกไม่ออกว่าด้านใดคือด้านหน้าหรือด้านหลังของผืนผ้า ถือเป็นภูมิปัญญาชั้นสูงที่หาได้ยากในปัจจุบัน
เมื่อบทสนทนาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น พิธีกรจึงชวนตั้งคำถามต่อว่า “เหตุใดมนุษย์จึงเลือกบันทึกเรื่องราวลงบนผืนผ้า ทั้งที่ในอดีตก็มีการจารึกลงบนศิลา หรือบันทึกไว้ในสมุดไทย อะไรคืออัตลักษณ์ที่ทำให้ผ้ามีความพิเศษกว่าสื่อบันทึกอื่นๆ”
คุณหมอพงศกรมองว่า เหตุผลสำคัญเป็นเพราะผ้าอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่เกิดจนตาย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผืนผ้าจึงแนบแน่นกว่าหนังสือหรือเอกสารใด ๆ
“เมื่อ ๗๐-๘๐ ปีก่อน ผู้หญิงจำนวนมากไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ทุกคนต้องเรียนรู้การทอผ้า จึงกล่าวได้ว่า ผืนผ้าคือ ‘บันทึกชีวิต’ ที่ซื่อตรงที่สุดของผู้หญิงในอดีตครับ”
ในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตล้วนมีผืนผ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ หรือแม้แต่งานศพ ลวดลายแต่ละแบบจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากยังแฝงความเชื่อและความหมายไว้ด้วย เช่น ลายหงส์ ที่สื่อถึงความรักมั่นคงของคู่ชีวิต หรือ ลายสำเภา ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองและความมั่งคั่ง
คุณหมอยังยกตัวอย่างกลุ่มชาติพันธุ์เย้า ซึ่งจะตั้งใจทอผ้าที่งดงามที่สุดในชีวิตไว้เพียงผืนเดียว เพื่อใช้เป็น ‘มรณาภรณ์’ สำหรับสวมใส่ในวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผืนผ้าไม่เคยแยกขาดจากวิถีชีวิตของผู้คน แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ความเชื่อ และความทรงจำที่ถูกส่งต่อโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวอักษร
อาจารย์อนุรักษ์เองก็เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว พร้อมเสริมว่า แท้จริงแล้ว ‘ผ้า’ มีมาก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียอีก ในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีตัวหนังสือ ผู้คนสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปหงส์ สำเภา หรือรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งล้วนสะท้อนความเชื่อ ความหวัง และโลกทัศน์ของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง แม้จะไม่พบหลักฐานการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่นักวิชาการสันนิษฐานว่า ลวดลายเรขาคณิตบนเครื่องปั้นดินเผาอาจได้รับอิทธิพลมาจากลวดลายบนผืนผ้าที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาท ความเชื่อดั้งเดิมก็หลอมรวมเข้ากับเรื่องราวทางศาสนา ลายหงส์จึงไม่ได้หมายถึงความรักเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับชาดกและพุทธประวัติอีกด้วย
“ผืนผ้าจึงเป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งความเชื่อ อารมณ์ ความงาม และภูมิปัญญาของผู้คน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นจารีต” อาจารย์อนุรักษ์กล่าว

นอกจากจะบันทึกเรื่องราวของผู้คนแล้ว คุณหมอพงศกรยังชวนมองผืนผ้าในอีกแง่มุมหนึ่งว่า นี่คือ ‘บันทึกธรรมชาติวิทยา’ โดยยกตัวอย่างนวนิยายเรื่อง สิ้นแสงฉาน ที่มีฉากหนึ่งกล่าวถึงผ้าจากรัฐฉาน ซึ่งปรากฏลวดลาย ‘ดอกเมเมียว’ ดอกไม้พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะในรัฐฉานเท่านั้น ช่างทอได้นำดอกไม้ชนิดนี้มาถ่ายทอดเป็นลวดลายบนผืนผ้า จนผู้ที่มีความรู้สามารถบอกได้ทันทีว่า ผ้าผืนนั้นมีต้นกำเนิดจากรัฐฉาน
“นี่คือความมหัศจรรย์ของผืนผ้าเพียงผืนเดียว ที่สามารถบันทึกเรื่องราวทั้งภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นเอาไว้ได้อย่างลึกซึ้ง”
ยิ่งฟังบทสนทนาดำเนินไป ก็ยิ่งทำให้เราเข้าในว่า ผืนผ้าหนึ่งผืนอาจบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนได้มากกว่าที่คิด อาจารย์อนุรักษ์ชวนขยายมุมมองต่อว่า… แม้ชาวไทยวนในราชบุรีจะมีรากเหง้ามาจากกลุ่มเดียวกัน แต่เมื่อผู้คนกระจายตัวไปตั้งถิ่นฐานในแต่ละชุมชน รูปแบบการทอผ้าก็ค่อย ๆ พัฒนาไปตามวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่เพียงที่ลวดลาย หากยังรวมถึงการจัดวางองค์ประกอบ การเลือกใช้สี และเทคนิคการทอ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันภายในแต่ละสกุลช่าง สำหรับผู้ที่ศึกษาผ้าทอ องค์ประกอบเล็ก ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือน ‘ลายเซ็น’ ของชุมชน เพียงมองผืนผ้าก็สามารถสันนิษฐานได้ว่า ผืนผ้านั้นมีต้นกำเนิดจากที่ใด ผ่านมือช่างกลุ่มไหน และสะท้อนรากทางวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่นั้นอย่างไร
ผืนผ้าจึงไม่ใช่เพียงงานหัตถกรรม หากเป็นหลักฐานที่บอกเล่าตัวตนของผู้คน และรากเหง้าที่หล่อหลอมชุมชนแต่ละแห่งขึ้นมา
…สำหรับคุณหมอพงศกร เรื่องราวของผืนผ้ายังไม่สิ้นสุด… เพราะรอยเปื้อนเล็ก ๆ บนผ้าตาดทองที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การค้นคว้าและการสร้างสรรค์นวนิยายที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับมามอง ‘ผืนผ้า’ ด้วยสายตาที่ต่างออกไป
เรื่องราวนั้น… เราจะชวนทุกคนไปติดตามกันในตอนต่อไปค่ะ







