บ่วงสุคนธา บทที่ 2 : การดับสูญอันหอมหวาน

โดย : ปองวุฒิ

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

 

นับตั้งแต่จำความได้ อาสาวตีก็ไม่อาจรับรู้กลิ่นใดในโลกได้ ไม่ว่าหอมล้ำปานใดหรือเหม็นเกินทนสักแค่ไหน เธอไม่ได้กลิ่นทั้งสิ้น

เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนั้นพ่อและแม่พาเธอไปเที่ยวต่างจังหวัด ระหว่างทางรถโดยสารเกิดอุบัติเหตุจนทั้งครอบครัวบาดเจ็บสาหัส เมื่อรอดมาได้ก็พบว่าลูกสาวคนเดียวได้สูญเสียประสาทรับกลิ่นไปอย่างถาวรเสียแล้ว

หมอบอกว่าเป็นเพราะตอนเกิดอุบัติเหตุนั้น จมูกของเด็กน้อยกระแทกเข้ากับเบาะนั่งอย่างแรงจนส่งผลให้เส้นประสาทรับกลิ่นในช่องจมูกฉีกขาด อีกทั้งกระดูกบริเวณโดยรอบประสาทนั้นยังแตกหักเสียหาย ถึงแม้จะเยียวยาได้ แต่ไม่อาจกลับคืนสภาพ

ไม่มีการรักษาใดช่วยให้ภาวะรับกลิ่นกลับมาได้นอกจากรอคอยเวลาเท่านั้น ไม่แน่อาจกลับหายได้เอง ทว่าในกรณีของอาสาวตีนั้น เส้นประสาทรับกลิ่นดูเหมือนถูกทำลายมากจนเกินไป

พ่อกับแม่ใจสลาย โทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ กระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ และด้วยความเป็นเด็ก อาสาวตีจึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจมากนัก เพียงประหลาดใจเล็กน้อยที่ตัวเองไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ และเสียดายเพียงแค่ว่าไม่มีโอกาสได้ดมกลิ่นหอมของน้ำปรุงที่ยายทำอีกแล้ว ทว่ากลิ่นนั้นยังติดตรึงในความทรงจำของเด็กตัวน้อย เธอชอบนอนหนุนตักฟังยายเล่าถึงกระบวนการปรุงน้ำแสนหอมหวานตำรับของท่าน และนึกฝันว่าจะลองปรุงด้วยตัวเองสักวัน แม้จะรู้ว่าเป็นได้แค่นึกคิดก็ตาม แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว บางคราวเธอนำผ้าที่ยายอบร่ำไว้มาแนบลำตัว แล้วจินตนาการว่ายามในโรงเรียน เพื่อนๆ อาจได้กลิ่นหอมและทักว่าตัวเธอนั้น ‘หอมจนติดกระดาน’ อย่างที่ยายเคยเล่า

อาสาวตีผูกพันกับกลิ่นหอมทั้งที่ไม่อาจรับกลิ่นได้ เธอคงเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพเช่นนี้ตลอดไป ถ้าหากไม่เกิด ‘เหตุ’ หนึ่งเข้าเสียก่อน

เด็กน้อยในวัยหกขวบนั่งรถรับส่งจากโรงเรียนซึ่งปกติแล้วจะมาส่งถึงหน้าบ้าน หากวันนั้นต่างออกไป ถนนภายในหมู่บ้านปิดซ่อมแซมทำให้รถไม่อาจเข้าออกได้ รถโรงเรียนจึงจำต้องจอดส่งที่ด้านหน้า โดยครูพี่เลี้ยงอาสาเดินมาส่งนักเรียนแทน

ลุงยามหน้าหมู่บ้านโบกมือทักทายพลางยิ้มให้ อาสาวตีโบกมือหยอยๆ ตอบ ทันใดกลิ่นหอมก็ลอยเข้าจมูก ทำเอาเด็กหญิงขมวดคิ้วในคราวแรกเพราะไม่คุ้นเคยจนครูสาวร้องทัก

“วตี หนูเป็นอะไรไปคะ”

“ครูขา” เด็กน้อยมองคนสูงวัยกว่าที่กำลังจูงมือตนอย่างไม่แน่ใจ “หนูได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้”

“ไหนคะ ครูไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย” อีกฝ่ายทำจมูกฟุดฟิด หากจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้กลิ่นอะไรแต่อย่างใด

“มันเหมือน… อะไรหอมๆ ค่ะ”

“สงสัยวตีหิวมั้งคะ ไป ครูรีบพาเดินกลับบ้านดีกว่า” ครูสาวตีความคำว่า ‘หอม’ ของเด็กหญิงวัยประถมผิดไปไกลลิบ ทว่าเด็กน้อยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงเงียบไป เดินจับมือครูไปอย่างเชื่อฟัง

ทว่ากลิ่นหอมนั้นยังติดจมูกไม่คลายลงแม้แต่สักนิดเดียว

เพียงออกเดินต่อไม่ทันสักกี่ก้าว เสียงร้องเจ็บปวดก็ดังตามหลังจนสองสาวต่างวัยชะงัก ต่างหันหน้ากลับไปมองต้นเสียงพร้อมกันในทันใด

ลุงยามล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น ครูสาวตกใจรีบปล่อยมือนักเรียนในปกครองแล้ววิ่งไปหาชายชรา ปากก็ร้องตะโกนเรียกคนขับรถซึ่งอยู่ไม่ห่างไปนักให้มาช่วย ฝ่ายนั้นวิ่งหน้าตั้งแพลบเดียวถึงตัวแล้วรีบอุ้มอีกฝ่ายหมายพาขึ้นรถทันที หากก่อนไปครูไม่ลืมหันมาทางอาสาวตี เอ่ยถามเร่งร้อน

“วตี หนูกลับบ้านคนเดียวได้ใช่ไหมคะ”

“ค่ะ ครู” เธอพยักหน้า

“ครูต้องพาลุงยามไปส่งโรงพยาบาล ถ้าหากคุณยายถามก็บอกไปตามนี้นะคะ” หล่อนไม่อยากเดือดร้อนหากผู้ปกครองเด็กโวยวายว่าทิ้งเด็กตัวเล็กๆ ให้เดินกลับบ้านคนเดียว หากคนป่วยก็สำคัญเช่นกัน สภาพของชายชราไม่ดีเลย ถ้าปล่อยไว้หรือรอรถพยาบาลอาจไม่ทันการณ์

“ทราบค่ะ คุณครู” อาสาวตีรับคำแข็งขัน เฝ้ามองรถโรงเรียนขับจากไปอย่างเร่งรีบ พลางคิดว่าเพื่อนในรถจะตกใจกันขนาดไหนหนอ เสร็จแล้วเด็กหญิงก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับบ้านตัวเองโดยไม่รอช้า

หากเมื่อกลับมาถึงและเจอคุณยาย สิ่งแรกที่เธอเอ่ยกลับเป็นว่า

“คุณยายขา เมื่อกี้วตีได้กลิ่นด้วยแหละ”

“กลิ่น? กลิ่นอะไรลูก วตีล้อยายเล่นล่ะมั้ง” คุณยายช้องนาง

“จริงๆ นะคะ วตีได้กลิ่นห้อมหอมตอนครูมาส่งหน้าหมู่บ้านค่ะ” เธอยืนกราน

ยายหันมายิ้ม ก่อนเอ่ยว่า “ยายเชื่อวตี แล้วกลิ่นหอมที่ว่าเป็นอย่างไรล่ะ”

“หอมมากค่ะ” เด็กหญิงพยายามคิด แล้วยิ้มเผล่ “แต่น้อยกว่ากลิ่นน้ำปรุงของคุณยาย”

“แหม ปากหวาน” คนสูงวัยลูบหัวเด็กน้อย “หิวหรือยังลูก เดี๋ยวยายเอาของว่างให้กิน”

“หิวค่ะ” พูดถึงของกินแล้ว ท้องเล็กๆ ก็ร้องสอดรับขึ้นมาทันที ครู่เดียวก็นั่งหยิบข้าวตังหน้าตั้งเข้าปากเคี้ยวหยับๆ อย่างเอร็ดอร่อย สลับกับเอ่ยถึง ‘กลิ่นหอม’ ไปตลอดช่วงเย็น

 

ค่ำวันนั้น พ่อแม่ของอาสาวตีกลับจากทำงานพร้อมด้วยข่าวน่าตกใจ ลุงยามหน้าหมู่บ้านที่ทุกคนคุ้นเคยนั้นเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถึงแม้จะพาส่งโรงพยาบาลเร่งด่วนแล้วก็ตาม ทว่าโชคร้ายที่ไม่อาจช่วยชีวิตเอาไว้ได้

“น่าเศร้านะครับ เห็นกันอยู่หลัดๆ” พ่อทอดเสียงพลางถอนหายใจยาว

“หนูยังพูดกับพจน์อยู่เลยนะคะว่าลุงแกแข็งแรงมาก ปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านทุกวัน ไม่มีท่าทีป่วยเลย”

“คนเราก็อย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรแน่นอน” คุณยายช้องนางเอ่ยอย่างคนเข้าใจชีวิต นางเองก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งเช่นกัน เผลอๆ จะอายุมากกว่ายามที่เสียชีวิตไปด้วยซ้ำ

“แม่คะ หนูได้ยินว่าลุงแกหัวใจวายตอนรถโรงเรียนมาส่งเด็กพอดี คงไม่ใช่รถของวตีใช่ไหมคะ” คนเป็นแม่นึกได้ “หนูล่ะเป็นห่วง กลัวว่าลูกจะเห็นอะไรเข้าแล้วจำติดตา”

“แม่ก็ไม่แน่ใจ แต่วตีไม่เห็นพูดถึงเลยนะ”

“งั้นคงไม่ใช่” ว่าแล้วก็ขมวดคิ้ว “วตีเป็นอย่างนี้ไปแล้ว หนูไม่อยากให้ลูกจดจำเรื่องไม่ดีเพิ่มมาอีก”

“ผมว่าคุณห่วงลูกมากเกินไป เด็กน่ะลืมง่ายออก”

“ไม่จริงสักหน่อย” ภรรยาหันไปค้อนสามี

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แม่จะลองเลียบเคียงถามวตีดู แต่ไม่ต้องกังวลหรอกลูก แม่ว่าวตีคงไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” หญิงชราสัญญา

นางเหลียวมองหลานสาวที่กำลังนั่งระบายสีอยู่ในห้องรับแขกด้วยสีหน้าครุ่นคิด นึกสะกิดใจจากคำพูดของลูกสาวเรื่องยามชราประจำหมู่บ้าน เด็กหญิงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับยามคนนี้ก็จริง ทว่าเอ่ยถึงเรื่องกลิ่นหอมซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความตื่นเต้น ถึงแม้มันไม่เกี่ยวข้องกันก็จริง หากเรื่องนี้ติดอยู่ในใจของคุณยายช้องนางอย่างบอกไม่ถูก

ก่อนนอนคืนนั้น คุณยายถือโอกาสเป็นคนพาหลานสาวเข้านอน และเอ่ยถามขึ้นมา

“วตี เมื่อตอนกลับบ้านมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าลูก”

“มีค่ะ” เด็กหญิงตอบทันที ทำเอาผู้เป็นยายชักใจคอไม่ดี  

“เล่าให้ยายฟังหน่อยได้ไหม”

“ลุงยามค่ะ ลุงยามล้ม ครูตกใจน่าดูเลยบอกให้วตีกลับบ้านเอง ครูจะพาลุงยามไปโรงพยาบาล”

“ไม่เห็นวตีบอกยายเลยลูก”  

“ขอโทษค่ะ” เด็กน้อยหน้าสลด นึกว่าโดนดุเข้าเสียแล้ว “วตีลืม ก็วตีได้กลิ่นหอมขึ้นมานี่คะ เลยอยากรีบบอกคุณยาย”

ความรู้สึกที่รบกวนจิตใจของหญิงชราย้อนกลับมาอีกหน นางถามทันใด

“วตีได้กลิ่นตอนไหน บอกยายสิ”

“ตอน…” อาสาวตีนิ่งย้อนคิด ก่อนบอกเสียงใส “ตอนเดินกับครูค่ะ ลุงยามโบกมือให้ แป๊บเดียวก็ได้กลิ่น ครูว่าวตีคงหิวเลยได้กลิ่น แต่ไม่ใช่หรอกค่ะ วตีได้กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ไม่ใช่ขนมสักหน่อย”

คุณยายช้องนางหน้าเคร่งขึ้นมาทันที นางกริ่งเกรงประหลาดในความคิด ปกติแล้วนับแต่เกิดอุบัติเหตุมา ไม่มีสักครั้งที่หลานรักจะได้กลิ่นอันใด หมอเองก็ยืนยันว่าอาสาวตีนั้นประสาทรับกลิ่นเสียไปอย่างถาวร เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จำเป็นต้องรับการตรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนมาถึงข้อสรุป หากแล้วอยู่ๆ เด็กน้อยกลับได้กลิ่นขึ้นมา ซ้ำยังเป็นกลิ่นหอมหวานปานดอกไม้ซึ่งไม่มีอยู่ในบริเวณหน้าหมู่บ้านอีกด้วย จะว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมของครูสาว เหตุใดเด็กหญิงจึงไม่ได้กลิ่นตั้งแต่ก่อนหน้าเล่า

ไม่มีข้อสรุปในวันนั้น หากเวลาต่อมา คุณยายช้องนางก็แน่ใจว่า… อาการของหลานสาวตนนั้นมิได้เรียกว่าความผิดปกติ แต่เป็นความพิเศษต่างหาก!

นับจากวันที่ได้กลิ่นหอมเป็นครั้งแรก คุณยายกำชับหลานสาวไม่ให้บอกใครนอกจากตนเอง และในหลายครั้งต่อมาที่อาสาวตีได้กลิ่นนั้น ยิ่งทำให้หญิงชรามั่นใจว่าการรับกลิ่นเกี่ยวข้องกับความตาย หรือไม่ก็ภาวะคับขันถึงชีวิตของใครก็ตามที่เข้าใกล้ตัวหลานสาวตัวน้อยอย่างแน่นอน

เมื่อแน่ใจเช่นนั้นแล้ว คุณช้องนางก็พยายามเหลือเกินที่จะปกป้องอาสาวตีให้พ้นจากอาการ ‘พิเศษ’ ที่ว่า ขณะเดียวกันก็ตั้งมั่นว่าจะค่อยๆ อธิบายให้เธอเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็น

ระหว่างนั้นคุณยายไม่ได้บอกใครแม้กระทั่งพ่อแม่ของเด็กหญิง ท่านเล็งเห็นแล้วว่าเรื่องเช่นนี้เหลือเชื่อจนไม่น่าที่ใครจะยอมเชื่อได้ง่ายๆ เผลอถ้านางบอกให้ลูกสาวฟังและอาสาวตียืนยันตามนั้น ไม่นางก็หลานสาวคนใดคนหนึ่งคงถูกส่งตัวหาจิตแพทย์เป็นแน่แท้

“วตีต้องเก็บเรื่องกลิ่นหอมเป็นความลับระหว่างเรา สัญญากับยายนะลูก” นางเอ่ยกับหลานสาว

“ทำไมล่ะคะ” เด็กน้อยเอียงคอสงสัย “บอกแม่ไม่ได้เหรอคะ แม่ต้องดีใจแน่เลยที่วตีหายแล้ว”

“ไม่ได้หรอก” หญิงสูงวัยส่ายศีรษะ “วตีไม่ได้กลิ่นตลอดนี่นา ถ้าหากบอกแม่ หนูต้องถูกพาไปให้หมอตรวจบ่อยๆ นะลูก”

“วตีไม่อยากไปหาหมอ” อีกฝ่ายตอบเสียงอ่อย หน้าเผือดลง “ไม่บอกแล้วค่ะ วตีไม่อยากให้แม่พาไปหาหมอ”

ดังนั้น ‘ความลับ’ ระหว่างยายหลานจึงยังคงอยู่จวบจนวันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากไปตลอดกาล

โชคดีสำหรับอาสาวตีที่ความตายไม่ได้ใกล้ตัวเธอมากมายนัก ตลอดระยะเวลานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันหญิงสาวได้กลิ่นหอมนั่นเพียงไม่กี่ครั้ง และพอได้กลิ่นทีไรเธอมักหาทางหนีไปจากตรงนั้นก่อนจะค้นพบสาเหตุของมันเรื่อยไป อีกทั้งข่มใจไม่อยากรู้อยากเห็นจนต้องเสาะแสวงหาข่าวให้เดือดร้อนใจเปล่าๆ

บางครั้งเธอคิดเหมือนกันว่าจิตใจคุ้นชินจนด้านชาเกินไปหรือเปล่า เธอควรเตือนคนกำลังถึงฆาตบ้างไหม หากแล้วก็เตือนตัวเองว่าความตายนั้นมาอย่างปุบปับเสมอ ไม่มีใครแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงมันได้ ต่อให้พยายามทำสักแค่ไหน สุดท้ายก็ไร้ผลอยู่ดี

จะมีก็เพียงคราวนี้เท่านั้น เธอไม่ระแคะระคายมาก่อนเลยสักนิด จนได้พบเห็นมันเต็มตาต่อหน้า…

คงลืมไม่ลงไปอีกนานแน่!

“กาแฟร้อนสักแก้วไหมครับ น้องแอน” เสียงทุ้มของคนที่แอบชอบทำให้อาสาวตีพ้นจากภวังค์ความคิด เกือบเผลอถอนหายใจ ทว่าเปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆ ได้ทัน ไม่อยากให้ตรีวิทย์คิดว่าหน่ายเขา

“ขอบคุณพี่ตั้นมากนะคะ แต่แอนคงกินอะไรไม่ลง”

“พี่เข้าใจ” ชายหนุ่มพยักหน้า นั่งลงข้างๆ “พอเกิดเรื่องทุกคนตกใจกันหมด คุณสมยศโวยวายจนพูดไม่รู้เรื่อง เห็นว่าเลขาฯ ต้องพาแอดมิดเข้าโรงพยาบาลไปเลย”

หญิงสาวยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อจินตนาการได้ว่าลูกค้าของเธอคนนี้จะมีปฏิกิริยาเช่นไร เห็นทีสมยศอาจเข็ดหลาบกับการจัดงานเปิดตัวไปอีกนานทีเดียว

“น่าเห็นใจนะคะ ไม่มีใครอยากให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น”

“พราวเองก็ตกใจมาก” ตรีวิทย์เอ่ยถึงเพื่อนสนิทของหญิงสาว ซึ่งตอนนั้นเสียขวัญจนหน้าเผือดสี ตัวสั่นเทายืนแทบไม่ติดจนทีมงานต้องประคองเข้าห้องแต่งตัว

“ตอนนี้พราวอยู่ที่ไหนคะ” เธอนึกขึ้นได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่ได้คุยกับอีกฝ่ายเลย รู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะมัวแต่คิดเรื่องของตัวเองจนลืมคนอื่นเสียสนิท

“กลับบ้านไปแล้วละครับ พี่โทรไปเล่าให้พี่แป๋มฟังแล้วถือโอกาสลางานให้น้องๆ แล้วนะ”

“ขอบคุณมากค่ะ” เธอยกมือไหว้ชายหนุ่ม ซาบซึ้งใจที่เขาจัดการทุกอย่างให้

“ระหว่างนี้แอนก็ทำใจให้สบายนะครับ อย่าคิดอะไรมาก มันไม่ใช่ความผิดของเรา” เขาปลอบ แตะมือที่หัวไหล่ของเธอแผ่วเบา “กลับบ้านเลยดีไหม เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

หัวใจของหญิงสาวพองโตขึ้นมาทันใด แม้เหตุการณ์ร้ายไม่คาดคิดจะทำลายงานทั้งหมดในชั่วพริบตา หากอย่างน้อยก็ทำให้ได้ใกล้ชิดกับคนที่แอบชอบมาเนิ่นนาน ถือว่าในความโชคร้ายก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง

ระหว่างนั่งรถของตัวเองกลับโดยมีตรีวิทย์อาสาเป็นสารถีให้ อาสาวตีก็อดย้อนคิดถึงอดีตไม่ได้  

“ฮือๆ คุณยายขา… คุณยาย”

เธอยังจำเสียงร่ำไห้ของตัวเองในคืนวันนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ตอนเกิดเรื่องอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น น่าจะลืมไปนานแล้วแท้ๆ แต่กลับประทับตรึงแน่นในความทรงจำ ผ่านมานานเท่าไรก็ยังจดจำรายละเอียดได้ มีบางครั้งที่เลิกนึกถึง แต่หากจำขึ้นมาครั้งใด ทั้งภาพและความเจ็บปวดก็ย้อนกลับมาราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวานเสมอไป

หญิงสาวได้กลิ่นหอมหวนจากตัวคุณยายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กลิ่นนั้นควรจรุงใจ หากกลับกลายทำให้เธอกลัวมากที่สุดในชีวิต เพราะรู้แน่ว่ายายกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

อาสาวตีไม่กล้าปริปากว่าได้กลิ่น ทว่าท่านคงรู้ดี แววตาอ่อนโยนของคุณยายมองหลานสาวคล้ายปลอบประโลมว่าอย่ากลัว กระทั่งน้ำเสียงพร่าของท่านก็ยังอ่อนละมุน

ผ่านมาหลายต่อหลายปี เธอก็ยังคิดว่าคุณยายช่างเป็นหญิงแกร่งเหลือเกิน ท่านเผชิญความตายอย่างกล้าหาญ เพื่อฉุดหลานสาวคนเดียวจากความหวาดหวั่น ทั้งจริงๆ แล้วท่านเองก็อาจกำลังกลัวเช่นกัน

ยายเคยบอกว่าเธอเป็นคนพิเศษ หากอาสาวตีคิดว่าโดนสาปมากกว่า ไม่มีคราวไหนเลยที่หญิงสาวจะเกลียดความสามารถของตัวเองเท่าครั้งนั้น และอาจเป็นสาเหตุให้เธอไม่อยากข้องเกี่ยวกับมันแม้สักเสี้ยว มาระยะหลังนี้เองที่อาการได้กลิ่นย้อนกลับมาหลายหน ซึ่งเธอหาทางหลีกหนีมาได้ตลอด จนต้องมาประจันหน้าในวันนี้เอง

และไม่เพียงพบเห็นความตายในระยะเผาขน ยังต้องมาเจออะไรบางอย่างที่ไม่น่าปรารถนาแม้แต่น้อยอีกด้วย

ภาพของบุรุษหนุ่มเผยในความคิดคำนึง ใบหน้าเฉยชาและดวงตานิ่งดุจน้ำเย็นเฉียบทำให้สะท้านทรวงอกจนร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว

“น้องแอนหนาวหรือครับ” ตรีวิทย์สังเกตเห็น เขาถามอย่างเป็นห่วง มือเอื้อมไปปรับระดับเครื่องปรับอากาศภายในรถ

“คะ?” เธอหันมองเขา ก่อนส่ายหน้า “เปล่าค่ะ แอนแค่… ไม่สบายใจ”

“กลับบ้านไปน้องแอนรีบพักเลยนะครับ ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก เข้านอนเลย” เขาเอื้อมมือมาสัมผัสหลังมือของเธออย่างแผ่วเบาเพียงแค่ชั่วครู่ก่อนชักมือกลับไปจับพวงมาลัยดังเดิม หากเพียงเท่านั้นก็รู้สึกราวกับความอบอุ่นแผ่ซ่านจากชายหนุ่มมาถึง ช่วยชโลมใจให้คลายความกังวล

หญิงสาวไม่รู้สักนิดว่าในอนาคตจะต้องเผชิญกับสิ่งที่เกลียดกลัวอีกนับครั้งไม่ถ้วน

 

ซื้อบ่วงสุคนธาฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com

เพื่อสนับสนุน ‘ปองวุฒิ’

และเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

ใต้เงามืดแห่งรัตติกาล ร่างผ่าเผยของใครคนหนึ่งยืนนิ่งประดุจหุ่นปั้น ถ้าหากไม่มีความเคลื่อนไหวจากอีกร่างหนึ่งเดินเข้ามาใกล้และคุกเข่าลงแทบเท้าพนมมือประสานหว่างอก ยกพุ่มไหว้เหนือศีรษะโค้งลงมาประนมไว้ที่เดิมอย่างหวาดหวั่น หากมีคนพบเห็นคงนึกว่าทั้งหมดเป็นฉากหนึ่งของงานจัดแสดงนิทรรศการสักอย่างเป็นแน่

‘เขา’ ผู้มีลักษณะองอาจ ทุกอณูของร่างกายบ่งบอกอำนาจ คือบุรุษผู้ปรากฏในความคิดคำนึงของอาสาวตีเมื่อไม่นานมานี้

สีหน้าของเขาหาได้นิ่งเรียบดังที่หญิงสาวเคยเห็น ตรงกันข้ามกลับเปี่ยมอารมณ์… คุกรุ่นด้วยโทสะ เหตุเนื่องจากตัวเธอนั่นเอง

ทำไมนางยังไม่ตาย!

“เหตุใดถึงพลาด” เขาเอ่ยถามคนข้างกาย น้ำเสียงเรียบก็จริง ทว่าทำให้คนฟังรุ่มร้อนดังไฟสุม  

“ข้าหาทราบไม่” คนแทบเท้าเอ่ยเสียงสั่น “ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบการ ตามปกติแล้วนางไม่ควรรอด”

“เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นเช่นนั้น แน่ใจนะว่าสมุดบัญชีของเจ้าไม่ผิดพลาด”

“ไม่พลาดแน่ขอรับ ข้าตรวจหลายรอบแล้วก่อนจะรายงานแก่ท่าน นางถึงฆาตแล้วจริงๆ ขอรับ ท่านยมราช”

ชายผู้ถูกเรียกขานว่า ‘ยมราช’ คือพญายม ผู้เป็นใหญ่ในยมปุระ เมืองหลังความตายซึ่งวิญญาณหมดอายุขัยจะถูกส่งมาเพื่อชำระบาปบุญ   

เขาคือผู้ตัดสินว่ามนุษย์คนใดจะได้ขึ้นสวรรค์เสวยสุขหรือลงนรกชดใช้กรรมโดยอิงจากการกระทำอันล้วนถูกบันทึกไว้ในสมุดบัญชีรายชื่ออัครสันธานา ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามครรลอง จนกระทั่ง… หญิงสาวคนนี้โผล่มา

เจตคุปต์ บริวารมือขวาข้างกายนำความมาแจ้งเมื่อไม่กี่วันก่อนว่ามีมนุษย์คนหนึ่งหมดอายุขัย ถึงฆาตไปได้หลายเดือน แต่วิญญาณกลับยังมาไม่ถึงยมปุระ

“มีเรื่องเช่นนั้นด้วยหรือ” เขาขมวดคิ้วมุ่น เขม่นตามองบริวารซึ่งหดหัวลงทันควัน

“ขอรับ” เจตคุปต์ตอบกล้าๆ กลัวๆ ด้วยรู้นิสัยใจคอบุรุษผู้เป็นใหญ่แห่งดินแดนชำระความนี้ดี

พญายมนั้นทรงธรรมยิ่งนัก อีกทั้งตั้งในความยุติธรรมหาผู้ใดเสมือน ทว่าท่านแสนเด็ดขาด และเกลียดการทำงานผิดพลาดเป็นที่สุด ขณะนี้เขากำลังนำปัญหามารายงาน จะให้ไม่หวั่นเกรงได้อย่างไร!

ยมราชนิ่งเป็นนาน สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้บริวารยิ่งนัก หากแล้วผู้ครองนครก็ผุดลุก ก่อนเอ่ยคำ

“เราจะขึ้นไปโลกมนุษย์และจัดการความเรื่องนี้เอง”

ตามบัญชีรายชื่อในครอบครองของเจตคุปต์นั้น มีชายชะตาถึงฆาตในบริเวณเดียวกับหญิงสาวอยู่พอดี พระยายมจึงสั่งการให้ชายคนนั้นเลือกกระโดดลงมาในตำแหน่งเดียวกับที่อาสาวตียืนอยู่ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทว่าไม่นึกเลยว่างานง่ายๆ เพียงนี้จะพลาดได้อย่างน่าประหลาด

ไม่เคยมีสักครั้งที่คนของยมปุระจะพลาดได้ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนหลีกพ้นความตาย ไม่ว่ายากดีมีจนสักแค่ไหนย่อมถึงแก่ความตายเท่าเทียมกันยามเวลาของตนมาถึง

แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเป็นข้อยกเว้น

นางคลาดจากความตายทันเวลาราวกับรู้ล่วงหน้า ซ้ำสายตาของหญิงสาวยังมองตรงมาทางเขาอย่างกับมองเห็น…

ยามนั้นพญายมผู้เป็นใหญ่ถึงกับฉงนอยู่ภายใต้ดวงหน้าเฉย ไม่แน่ใจว่านางมองเขาจริงหรือเพียงบังเอิญ กระนั้นเพียงชั่วครู่ต่อมานางก็ผละสายตาเพราะถูกชายคนหนึ่งดึงตัวออกจากตรงนั้น ทำให้เขาไม่อาจพินิจว่าเป็นอย่างไรแน่โดยละเอียด

“พระยมท่าน ทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ” บริวารคู่ใจเอ่ยถามทั้งยังหมอบแนบพื้น

“รอดูไปก่อน” เขาตัดสินใจ ถึงอย่างไรก็พลาดไปแล้ว “ยังต้องมีการตรวจสอบหาสาเหตุว่าทำไมนางจึงรอดจากชะตาฆาตได้ถึงหลายครั้งหลายครานัก เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุปกติจะด่วนเร่งร้อนไม่ได้เป็นอันขาด และอีกอย่างเรายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ”

“เรื่องนั้น…”

“เงียบปากของเจ้าให้สนิท เจตคุปต์” พญายมพูดเสียงเฉียบเปี่ยมอำนาจ “ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม เข้าใจไหม”

“เข้าใจขอรับ ข้าจะไม่มีวันปริปาก” อีกฝ่ายสัญญาหนักแน่น

ผู้ครองยมปุระพยักหน้าอย่างพอใจ เขาไว้ใจบริวารคนสนิทมาก นอกจากเจตคุปต์แล้วยังมีกาฬบุรุษอีกคน ทั้งสองเป็นบริวารประจำกาย เปรียบดังมือซ้ายขวา ขาดข้างใดข้างหนึ่งไปก็ไม่สะดวกนัก จำต้องมีครบถ้วนทั้งสอง

หากเวลานี้… ปัญหากำลังปรากฏในดินแดนซึ่งเขาเป็นเจ้าปกครอง ไม่เพียงมนุษย์หญิงผู้รอดความตายเท่านั้น ทว่ายังมีเรื่องใหญ่กว่านั้นท้าทายอำนาจของยมราช เขาจำต้องแบ่งแยกบริวารให้รับผิดชอบงานต่างหากจากกัน และเขาเลือกเจตคุปต์ให้ติดตามเรื่องนี้ลับๆ ส่วนอีกหนึ่งบริวารนั้นให้จัดการเรื่องอื่นไป

สังหรณ์ของผู้เป็นใหญ่คาดไว้ว่า… เห็นทีคงไม่ใช่เรื่องเล็ก สิ่งที่เผชิญในเวลานี้เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็ก รอคอยพายุใหญ่ซัดสาดเข้ามาในภายหลังเท่านั้น

ทว่าพายุใหญ่ลูกนั้นจะเกี่ยวพันกับหญิงสาวชื่ออาสาวตีหรือไม่

 


บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

Don`t copy text!