วายัง บทที่ 4 : วิปลาส
โดย : กันตพิชญ์
วายัง โดย กันตพิชญ์ นวนิยายผีจากเจ้าของบทประพันธ์ ม่อนเมิงมาง 1 ใน 5 นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาที่ได้รับคัดเลือกไปสร้างเป็นละครกับเรื่องราวของชายหนุ่มที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณอาฆาตที่ยังวนเวียนสิงสู่อยู่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในบาหลี วิญญาณนั้นอาจจะเป็นหญิงสาวชาวไทยที่ประสบชะตากรรมอันน่ารันทดที่รอการล้างแค้นอยู่อย่างใจเย็น
ลมพายุครืนครั่นระดมซัดบานหน้าต่างวิลล่าหรูในรีสอร์ต ‘มาจาลัน’ จนแทบจะพังครืน กระแทกกรอบจนเกิดเสียงเสียดประสาทถี่ยิบ
สายฟ้าแตกแขนงเป็นริ้วแวบวาบดุจใยแมงมุมลอยเหนือฟากฟ้า เสียงกัมปนาทลั่นสะเทือนตามด้วยม่านฝนคลี่ลงคลุม เซมินยัก ย่านชานเมืองติดทะเลอีกแห่งของบาหลี พื้นที่นี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติ
กลุ่มนักท่องเที่ยวพลุกพล่านบนชายหาดต่างวิ่งเข้าร้านกาแฟ ร้านอาหาร สปา และบูติกของดีไซเนอร์ชื่อดัง เพื่อหลบหยาดน้ำที่กำลังซัดกระหน่ำ
“นั่นมันแสงอะไรน่ะ”
กูปูมองผ่านบานกระจกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยฝ้าจากไอน้ำ ชี้นิ้วไปยังแสงวับแวมในเรือนหลังหนึ่งซึ่งถูกปิดตาย
ตัวเรือนเป็นสีดำทั้งหลัง ตัดกับดอกลั่นทมแดงเข้มที่ยืนต้นถี่รายล้อมทั้งสี่ทิศ ยิ่งวิลล่าโดยรอบเรือนหลังนั้นมืดสนิทเพราะไม่ได้เปิดให้เข้าพัก ก็ยิ่งขับให้เรือนปิดตายดูน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เรือนทะมึนเก็บงำความมืดไว้ภายใน มันอยู่อย่างนั้นมาเกือบปีแล้ว ผนังทุกด้านยังคงตั้งตรงแข็งแรง ประตูทุกบานปิดสนิท ความวิเวกทอดกายติดแน่นบนแผ่นไม้และก้อนอิฐ
ด้วยความที่กูปูเป็นคนโผงผาง กอปรกับเพิ่งเข้าทำงานในตำแหน่งแม่บ้านของรีสอร์ตมาจาลัน เมื่อเห็นอะไรสะดุดตาเข้าก็โพล่งทันทีโดยไม่ยั้งคิด
“ปากเสีย กลางค่ำกลางคืนเห็นอะไรใครเขาให้ทัก”
เบเบ หัวหน้าแม่บ้านร่างหนาเอ็ดเสียงเขียว เขม็งตาด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมไม่เปิดวิลล่าฝั่งนั้นให้แขกได้เข้าพักล่ะป้า ปิดไว้สองสามหลังเสียดายออก”
กูปูพยักพเยิดไปทางวิลล่าฝั่งตรงข้าม ผิวน้ำในสระระบบเกลือขนาดใหญ่ที่กั้นอยู่ตรงกลางกระเพื่อมด้วยเม็ดฝน
“ผีเจาะปากมาพูดหรือไงกัน ถ้าว่างมากก็รีบมาช่วยฉันนี่ เดี๋ยวลูกค้าก็ขึ้นมา”
“ป้าจะกลัวอะไรนักหนา มองรีสอร์ตจากมุมนี้สวยจะตาย ถ้าหนูมีแฟนนะ จะพามาออกเดตที่นี่แหละ บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติก”
กูปูไม่นำพา ยังคงจ้องประกายไฟเบอร์ออปติกใต้น้ำยามค่ำคืน เปล่งแสงระยับราวกับองค์เทวากอบดวงดาวมาโปรยไว้อย่างไรอย่างนั้น
“เงียบสักวินาทีจะได้ไหม”
เบเบอดถอนใจไม่ได้ขณะตวัดชายผ้าปูตรงมุมเตียงให้เป็นรูปสามเหลี่ยมก่อนใช้ฝ่ามือสอดเข้ามุมสวีต สปอต แล้วเหน็บใต้ฟูกจนตึงเปรียะ
“ลูกค้านี่ก็เหลือเกิน เห็นว่าค่าปรับไม่แพงละมั้ง ถึงได้ขยันทำไวน์หกใส่กันจัง”
ลูกไฟดวงน้อยลอยวนขึ้นมาอีกครั้ง กูปูหรี่ตามองพลางกวักมือเรียกเบเบไม่ลดละ
“มีอะไรอีกล่ะ” น้ำเสียงแม่บ้านวัยกลางคนบ่งความเบื่อหน่ายอย่างไม่คิดจะปิด
“ไปดูกันไหมป้า ฉันละอยากรู้จริง ๆ ว่ามันคือดวงไฟอะไรกันแน่”
เบเบตะคอกเสียงดัง “อยากตายหรือไง ถ้าคุณมาวาร์รู้เข้า เขาไม่เอาไว้แน่ ไม่รู้เหรอว่านั่นมันไฟจากตะเกียงอารตีของ…” คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากในสิ่งไม่ควรพูด เบเบหุบขากรรไกรฉับ เม้มปากสนิท
ปัง!
“กรี๊ด…!!”
ลมหอบฝนคงสาดบานประตูห้องไหนสักห้องจนเปิดออก เสียงฟ้าร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงหวีดร้องของผู้หญิง ฟ้าแลบแปลบปลาบจนตาพร่า
“นั่นมันเสียงคุณมาวาร์ไม่ใช่เหรอ”
เบเบไม่ตอบคำกูปู วิ่งออกจากวิลล่าตรงแน่วไปยัง บาเล เรือนสไตล์บาหลีที่ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ระหว่างผนังและโครงหลังคาสูง เพิ่มความสามารถในการถ่ายเทอากาศตามธรรมชาติ หลังคามุงจากซ้อนกันสองชั้นด้านบนอันเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น
กูปูสืบเท้าเร็ว ๆ ไม่นานก็ตามหลังป้าเบเบทัน
นักท่องเที่ยวบางคนแหวกม่านวิลล่าสังเกตการณ์ด้านนอกด้วยสายตาใคร่รู้
“เกิดอะไรขึ้น”
เบเบโผเข้าไปถามพวกรักษาความปลอดภัยที่ยืนชะเง้ออยู่หน้าบาเลสองสามคน
“อาการกำเริบอีกแล้วละมั้ง แต่พยาบาลที่คุณมูนาจ้างมาอยู่ข้างในแล้ว เลยไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่มย่าม”
“อยู่ทั้งสองคนเลยหรือเปล่า”
แม่บ้านหมายถึง ลานัง บุรุษพยาบาลกับพยาบาลสาวที่ชื่อลีมา ได้ยินว่าลูกสาวคุณมาวาร์พิถีพิถันคัดคนมาดูแลผู้เป็นแม่เองกับมือ
พนักงานรักษาความปลอดภัยผงกศีรษะ เอามือปาดน้ำฝนบนใบหน้า บางส่วนไหลเข้าตา ทำให้แสบจนต้องขยี้
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นอีกครั้ง ทุกคนสะดุ้งเฮือกทันที
แสงแลบสว่างวาบสะท้อนกระจกที่กรุรอบตัวเรือน ปรากฏใบหน้าซีดเซียวของหญิงผู้หนึ่ง มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง นัยน์ตาขมึงทึงเพ่งอย่างเอาเรื่อง ดูน่าพรั่นพรึงในคืนห่าฝนเช่นนี้
มาวาร์เริ่มโหยหวนไม่เป็นภาษา ทึ้งผมตัวเองพลางชี้นิ้วสั่นเทาไปในอากาศอันว่างเปล่า
“นังนั่นมันมาอีกแล้ว ไม่รู้จะจองล้างจองผลาญกูไปถึงไหน กูไม่ได้ทำ กูบอกว่ากูไม่ได้ทำ!”
มาวาร์จ้องอากาศเขม็ง ตาขวางคลุ้มคลั่งไม่ต่างอะไรกับคนวิกลจริต ใบหน้าสีแทนใต้แสงราตรีดูซีดขาวกว่าปกติ
“คุณมาวาร์ คุณมาวาร์คะ ลีมากับลานังอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีใครทำอะไรคุณมาวาร์ได้หรอกค่ะ”
พยาบาลสาวใบหน้ากลม เรือนร่างอรชร รีบเข้าไปแกะกรงเล็บที่กำลังขยุ้มศีรษะ พยายามปลอบให้มาวาร์สงบ พร้อมป้องกันไม่ให้เธอทำร้ายตัวเองไปในตัว
ลีมาบุ้ยใบ้ให้ลานังเข้ามาช่วยเธอจับ ‘คนไข้’ นอนลงบนเตียง
กูปูเห็นอาการคลุ้มคลั่งของเจ้านายถึงกับเผลอถอยหลังออกไปห่าง ๆ ทั้งที่ตนก็ยืนอยู่นอกตัวเรือนบาเลอยู่แล้ว ส่วนเบเบกับพนักงานรักษาความปลอดภัยยังคงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ลีมาลูบแผ่นหลังมาวาร์ครั้งแล้วครั้งเล่า “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ไม่มีอะไรแล้ว”
มาวาร์สงบลงได้ครู่หนึ่ง สีหน้าพลันตกตะลึง
หนาวเหลือเกิน…
แว่วเสียงเยียบเย็น อาการเผอิลแล่นริ้วพาขนลุกทั่วสรรพางค์
มาวาร์หันขวับทันที หากทิศทางที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดเสียงกลับว่างเปล่า
หูแว่วอีกแล้วหรือ
มาวาร์ยังไม่ทันหายใจได้ทั่วท้องกลับต้องเบิกตาโพลง
ตรงมุมห้องเบื้องหน้าเห็นเงาตะคุ่มยืนก้มหน้า สองไหล่ของผู้หญิงคนนั้นสั่นสะท้าน หยดน้ำตาแดงฉานที่หลั่งลงเปรอะชุดขาวอย่างเงียบงันกลับกลายเป็นเสียงสะอื้น
ฉันเจ็บ…ตรงนี้…
“สินิทธ์!”
สิ้นคำมาวาร์ ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าพรึ่บ! เล็บมือข้างซ้ายทั้งยาวและคมค่อย ๆ กรีดคว้านเข้าหน้าอกเหนือขั้วหัวใจ โลหิตทะลักดุจทำนบแตก พากลิ่นคลื่นเหียนราวกับกลิ่นสาบเดรัจฉานคละคลุ้งในอากาศ
จู่ ๆ สิ่งไม่คาดฝันก็บังเกิด เมื่อสินิทธ์เอื้อมแขนขวาซีดเผือดออกมาข้างหน้า พุ่งปราดจากมุมห้องหมายใช้กรงเล็บคว้าตัวมาวาร์
หญิงวัยกลางคนเผลอกรีดร้องทันที สัญชาตญาณพาเธอให้ถอยหลังกรูด ปิดเปลือกตาแน่นไม่ยอมเห็นภาพสยดแสยงอีกต่อไป
“คุณมาวาร์คะ”
ลีมากระชับวงแขนให้แน่นขึ้น หันไปสบตากับบุรุษพยาบาล เป็นที่เข้าใจกันดีระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ว่าเจ้าของรีสอร์ตมาจาลันมีอาการประสาทหลอน ร่างกายเกิดการรับรู้ทั้งที่ไร้สิ่งกระตุ้น จัดได้ว่าเป็นผู้ป่วยในระยะอาการกำเริบ
ครืด…
เสียงขูดกระจกเสียวแปลบเข้าลึกถึงกลางกระหม่อม มันดังต่อเนื่องประหนึ่งคร่ำครวญด้วยความโศกเศร้า มันไล่จากบานกระจกหนึ่งไปยังอีกบาน…และอีกบานรอบตัวเรือน
“ฮือ…พอได้แล้ว…”
ริมฝีปากมาวาร์สั่นระริก หยาดน้ำตาไหลเป็นสายสุดทานทน
เสียงกรีดกระจกเงียบหายทันที ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบได้ยินเพียงเสียงฝนซู่ด้านนอกคละเสียงหายใจของพยาบาลทั้งสอง
มาวาร์ค่อย ๆ ลืมตา เห็นลีมากับลานังกำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาเป็นห่วง ยังมีแม่บ้านกับพนักงานรักษาความปลอดภัยชูคอสลอนอยู่หน้าประตู
ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร กล้ามเนื้อของเธอกลับต้องกระตุกขึ้นมาอีกรอบ เมื่อสินิทธ์กรรโหยทรมานแทบขาดใจ
มาวาร์ยกมือปิดหู หากมันกลับไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เหงื่อผุดโซมกายทั้งที่อากาศโดยรอบยะเยือกเย็น เสียงกระซิกนั้นประหนึ่งสะท้อนอยู่รอบตัว ทำให้ผู้ได้ยินถึงกับรวดร้าวเข้าไปถึงกระดูก
นังแพศยา!
ภาพขนพองสยองเกล้าพลันปรากฏ
เส้นผมยาวเฟื้อยค่อย ๆ เคลื่อนลงมาจากด้านบนจนสัมผัสกับใบหน้าของแม่บ้าน ตามด้วยหัวสินิทธ์ห้อยลงตรงวงกบประตูด้านบนพร้อมเสียงคำรามข่มขู่
วิญญาณอาฆาตยิ้มแสยะขณะจรดปลายเล็บลงมุมปากแล้วกระชาก โลหิตสีคล้ำสาดลงเปรอะแต่พนักงานด้านล่างกลับไม่รู้สึกรู้สา
ทีนี้กูก็สวยกว่ามึงแล้ว…
มาวาร์ขวัญกระเจิง กรีดร้องสุดเสียงด้วยความพรั่นกลัวก่อนหมดสติล้มพับไป
ลีมาประคองมาวาร์นอนลงบนเตียง แม้จะนอนแบ็บไม่รู้สึกตัว ทว่าไรขนที่แขนยังตั้งชันจนสังเกตได้ ลานังบิดผ้าชุบน้ำอุ่นส่งให้อย่างรู้หน้าที่ พยาบาลสาวจึงบรรจงเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวเต็มหน้า น้ำตายังคงทิ้งคราบให้เห็นเด่นชัด
“ท่าทางอาการหนักเหมือนกันนะป้า”
กูปูกระซิบ เห็นอาการของเจ้านายแล้วอดเวทนาไม่ได้
“คุณสินิทธ์อีกแล้วหรือ…”
เบเบพึมพำ เมื่อครู่เธอได้ยินเจ้านายตะโกนเต็มสองหู ตั้งแต่ปะระไมสรีเข้าพิธีเบอลาก็เกือบปีแล้ว นับวันอาการ ‘ผีหลอก’ ของคุณมาวาร์ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
คุณมูนาก็ไม่รู้อย่างไร ยอมตามใจแม่ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้ตลอดเวลา
“สินิทธ์คือใครเหรอป้า เมื่อกี้ได้ยินคุณมาวาร์ตะโกนเสียลั่น”
เหมือนกูปูอ่านใจเบเบออก ยิงคำถามได้ตรงจุดจนแม่บ้านปลายวัยกลางคนสะท้าน เบเบเหลียวมองรอบกายก่อนตอบ
“ปะระไมสรีของคุณเตอกัลน่ะ ตอนแกยังมีชีวิตอยู่ ได้ยินแกออกเสียงว่าประไหมสุหรีตามสำเนียงบ้านเกิดอยู่บ่อย ๆ”
“นี่ป้าทะลุเวลามาจากอาณาจักรมัชปาหิตหรือเปล่าเนี่ย อยู่ ๆ ก็พูดถึงอัครมเหสีของระตู”
“ก็คุณสินิทธ์สั่งให้ทุกคนเรียกเธออย่างนั้นนี่ คงเพราะพื้นเดิมแกเป็นคนชอบอ่านชอบจินตนาการ โดยเฉพาะนิทานปันจี (1) ของพวกเรา ถึงขนาดบินมาศึกษาค้นคว้าถึงถิ่นกำเนิดเลยเชียว”
“อ้อ” กูปูพยักหน้า “เลยมาพบรักที่บาหลี แล้วพื้นเพเธอมาจากไหนหรือป้า ฟังจากชื่อไม่น่าใช่คนแถวนี้”
“ประเทศไทย”
กูปูเลิกคิ้ว “คนไทยก็รู้จักนิทานปันจีด้วยเหรอ”
เบเบเขกหน้าผากหลานสาวไม่แรงนัก “นี่ละหนาขายควายส่งควายเรียน ดินแดนแถบนี้เขารู้จักนิทานปันจีกันหมดนั่นแหละ มีแต่เอ็งที่โง่ดักดาน”
เด็กสาวลูบหน้าผากทำหน้ามุ่ย “บอกกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือ”
“ป้ายังจำสีหน้าคุณสินิทธ์ตอนเห็นเรือนเก็บตัวหนังเมื่อครั้งแต่งเข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ แกดีใจเหมือนได้เห็นขุมทรัพย์อย่างไรอย่างนั้น”
แววตาเบเบอ่อนลงขณะมองตามพนักงานรักษาความปลอดภัยผละจากไป เท่าที่คะเน คืนนี้คุณมาวาร์คงสิ้นฤทธิ์ หลับยาวจนถึงเช้า
“เรือนเก็บตัวหนัง?”
เบเบถอนหายใจยาว พยักพเยิดไปทางเรือนที่ปิดตายซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้
“วายัง กูลิต การแสดงที่เล่นล้อกับฉากและเงา เคยได้ยินคุณสินิทธ์บอกว่าเหมือนการเล่นหนังในเมืองไทยสมัยก่อน แต่วายัง กูลิตของเราตั้งจอติดพื้น ให้คนดูนั่งเรียงทางหน้าจอ มี ‘ดาลัง’ พากย์เสียงอยู่ข้างหลังตอนเอาตัวหนังตั้งเชิด แต่ก่อนรีสอร์ตเราแสดงเรื่องรามายณะและมหาภารตะให้ลูกค้าดู หลัง ๆ ลูกค้าคงเบื่อ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไหร่เลยเก็บเข้าเรือนไป”
“วายังที่แปลว่าเงาน่ะเหรอ”
แม่บ้านพยักหน้าให้หลานสาวพลางเหม่อนึกถึงความหลังก่อนเล่าต่อ
“ก็ได้คุณสินิทธ์นี่แหละที่มาปลุกตัวหนังให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ แต่คราวนี้แกใช้บทละครเรื่องอิเหนาของไทยมาแสดง ถึงขั้นจ้างช่างแกะฉลุหนังจากไทย ลวดลายจึงละเอียดลออ ผ่านวิธีทำหนังให้คงรูปไม่บิดงอ เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามากเชียวละ”
เสียงวิ่งฝ่าฝนดังใกล้เข้ามาดึงความสนใจของคนทั้งคู่ การระลึกถึงความหลังจึงถูกหยุดไว้กลางคันเพียงเท่านั้น
“แม่ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ”
“คุณมูนา ทำไมไม่กางร่มมาด้วยล่ะคะ เดี๋ยวก็ล้มป่วยไปอีกคน” เบเบเอ่ยด้วยความเป็นห่วง ก่อนชะเง้อไปยังทิศทางที่มูนาเพิ่งวิ่งมา
ทางนั้นมันเรือนเก็บตัวหนังของคุณสินิทธ์ไม่ใช่หรือ!?
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“แล้วนี่คุณมูนาวิ่งมาจากไหนเหรอคะ” กูปูไม่ทันสังเกต
มูนาไม่ตอบคำถาม สีหน้าหม่นมัวยากตีความว่าหญิงสาวรู้สึกเช่นไร ขณะมองลีมาที่กำลังพิถีพิถันเช็ดตัวให้แม่ ดวงตาของหญิงสาวช่างงดงามเปี่ยมเสน่ห์ หวานซึ้งทว่าแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น
แววตาทอประกายประหลาดจริง กูปูเพิ่งเห็นเจ้านายสาวเป็นครั้งแรกแล้วนึกในใจ
“กูปูว่าเราควรตามหมอมาดีไหมคะ”
เบเบรีบดึงแขนหลานสาวพลางกระซิบเสียงเขียว “อย่าปากมาก สอดเรื่องของเจ้านายเขาเรียกว่าไร้มารยาท”
“หมอมากี่ครั้งก็บอกแค่ว่าจิตใจเหนื่อยล้าจนอ่อนเพลีย ครั้งหนึ่งเคยหลอกล่อคุณแม่ไปโรงพยาบาลจนได้ ถึงขนาดการตรวจอีอีจีเพื่อหาความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองแต่ก็ไม่พบอะไร ตั้งแต่พ่อกับคุณแม่ใหญ่เสียไป การบริหารงานรีสอร์ตทุกอย่างก็ตกอยู่ในมือแม่”
มูนาผุดรอยยิ้มอ่อนแรง เธอเรียกสินิทธ์ว่าแม่ใหญ่มาตั้งแต่จำความได้
“บางทีความเครียดกับการพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันนานเข้า ความอิดโรยจู่โจมทั้งกายใจ ผลที่ได้คงเป็นอย่างที่เห็น ถ้าฉันช่วยแบ่งเบาภาระได้สักนิดก็คงดี”
“โหย…คุณมูนาอย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิคะ ทุกวันนี้ก็เห็นยุ่งขิงตั้งแต่เช้าจรดค่ำ”
เบเบเดินเข้าไปจับแขนทายาทเพียงหนึ่งเดียวของมาจาลัน แม้เตอกัลจะมีน้องชายแท้ ๆ อีกหนึ่งคน แต่ฝั่งนั้นก็มีธุรกิจนำเที่ยวอยู่แล้ว จึงไม่ได้เข้ามาช่วยทางนี้มากนัก
“ขอบใจมากจ้ะ” มูนาลูบหลังมือเบเบเบา ๆ
“ยังไงคุณมูนาไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนไหมคะ เดี๋ยวเป็นหวัดจะแย่เอา”
มูนาระบายลมหายใจแล้วผงกศีรษะ
“เบเบกับกูปูมีอะไรก็ไปทำเถอะ แม่มีพยาบาลดูแลตั้งสองคน คงไม่มีอะไรแล้วละ”
เจ้านายสาวผละจากทันที แม่บ้านทั้งสองจึงต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อ ทว่ากูปูยังไม่คลายสงสัย
“ป้า”
“อะไรอีกล่ะ”
“ฉันยังอยากไปดูเรือนปิดตายหลังนั้นอยู่เลย เมื่อกี้ฉันเห็นดวงไฟลอยอยู่จริง ๆ นะ ไม่รู้มีคนแอบเข้าไปเล่นพิเรนทร์หรือเปล่า”
เบเบทำท่าจะตบปากหลานสาว จนอีกฝ่ายหลบเป็นพัลวัน “ฉันบอกไม่ให้พูดไง หุบปากสักนาทีมันจะขาดใจตายเหรอ”
“ทำไมพูดไม่ได้ล่ะป้า เผื่อมีขโมยมันแอบเข้ามาจะทำยังไง”
“ไม่มีขโมยที่ไหนมันกล้าเข้าเรือนหลังนั้นหรอก”
เบเบลูบแขน ไม่รู้เป็นเพราะอากาศหนาวหรือเพราะ ‘สิ่งอื่น’
“ฉันจะบอกเอ็งแค่รอบเดียว แล้วไม่ต้องมาถามอีก เรือนที่ปิดตายนั่นน่ะ เอาไว้เก็บตัวหนังวายัง กูลิตของคุณสินิทธ์อย่างไรล่ะ”
กูปูมุ่นหัวคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าแค่เรือนเก็บตัวหนังทำไมป้าเบเบถึงได้ทำท่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้น
เชิงอรรถ :
(1) Panji หรือ ปันหยีในสำเนียงไทย เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อกลุ่มนิทานที่กำเนิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของชาวชวา เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่แพ้ รามายณะ และมหาภารตะ