วายัง บทที่ 1 : แบหลา

วายัง บทที่ 1 : แบหลา

โดย : กันตพิชญ์

Loading

วายัง โดย กันตพิชญ์ นวนิยายผีจากเจ้าของบทประพันธ์ ม่อนเมิงมาง 1 ใน 5 นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาที่ได้รับคัดเลือกไปสร้างเป็นละครกับเรื่องราวของชายหนุ่มที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณอาฆาตที่ยังวนเวียนสิงสู่อยู่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในบาหลี วิญญาณนั้นอาจจะเป็นหญิงสาวชาวไทยที่ประสบชะตากรรมอันน่ารันทดที่รอการล้างแค้นอยู่อย่างใจเย็น

พยับเมฆตั้งเค้าทะมึนมาพร้อมกับลมมรสุมพัดฝุ่นและซากแห้งตามไหล่ภูเขาไฟ กูนุง บาตูร์ ฟุ้งตลบ ก่อความมืดราวตกอยู่ในห้วงอเวจี

สินิทธ์ไล่สายตาตาม เจปุน ลั่นทมสีแดงก่ำดุจโลหิตปลิดปลิวจากช่อดอก ก่อนพลิ้วหยุดลงบนผิวน้ำข้างกอคล้าในบ่อทรงสี่เหลี่ยมซึ่งโอบเอาไว้ด้วยศิลาแลงสกัดเป็นแท่ง

เธอปิดเปลือกตาลงทั้งที่หัวคิ้วยังขมวดมุ่น สูดเอากลิ่นละมุนละไมแฝงความเย้ายวนชวนหลงใหลของเจปุนที่ปลูกเอาไว้สลับสล้างไปทั่วทั้งส่วนหย่อม

เมื่อก่อนกลิ่นไม้ดอกชนิดนี้ช่วยให้สินิทธ์รู้สึกผ่อนคลาย เป็นผัสสะที่ทำให้สบายใจ บางคราวมันช่วยให้เธอรู้สึกอบอุ่นในยามเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ทว่าบัดนี้จิตใจเธอย่ำแย่เหลือคณา กระทั่งกลิ่นคาวปลาและกลิ่นเค็มของน้ำทะเลอันแสนจะคุ้นเคยยังก่อให้เกิดอาการคลื่นเหียนได้อย่างง่ายดาย

ใบหน้าที่เคยกลมมนดูซูบผอมเผยให้เห็นโหนกแก้มสูงไม่เหลือเค้าเดิม สินิทธ์แก่ลงจนเหมือนหญิงชราภายในเวลาไม่กี่วัน ชีวิตไร้ความหมายอื่นใดนอกจากปล่อยลมหายใจให้ซังกะตายไปวัน ๆ

เธอเคยมีครอบครัวแสนอบอุ่น คืนวันหวานชื่นเริ่มกร่อยเฝื่อนเมื่อไร้ทายาทสืบทอดธุรกิจวิลล่าขนาดใหญ่บนเกาะแห่งนี้

หลังพยายามอยู่หลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์ ถึงได้รู้ว่าสินิทธ์เป็นหมันส่วนสามีของเธอแข็งแรงดี

เธอคร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิด กล่าวโทษตัวเองไม่เลิกรา เรือนร่างทรุดโทรมเพราะขาดการดูแล ซ้ำร้ายยังมีฝันร้ายคุกคามจากภายใน จิตใจเธอจึงพังทลายยับเยิน

ผลคือสินิทธ์เริ่มไม่พูดจา นัยน์ตาว่างเปล่า สีหน้าปราศจากความรู้สึก

ระยะนั้นเองที่สามีเธอไปมีผู้หญิงคนใหม่ ไม่นานก็มีแก้วตาดวงใจด้วยกันหนึ่งคน

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าสมัยนี้แล้วจะยังมีคนยึดถือ ‘พิธีเบอลา’ อย่างกับเป็นชาวชวามลายูโบราณกลับชาติมาเกิด ทั้งที่เป็นคนต่างชาติต่างภาษาแท้ ๆ”

น้ำเสียง เปอดันดา พราหมณ์เฒ่าเปี่ยมด้วยความทึ่งระคนชื่นชม

พราหมณ์ผู้นี้จัดเป็นนักบวชชั้นสูงจากบุคคลวรรณะพราหมณ์ ซึ่งศาสนาฮินดูแบบบาหลีมีอีกสองระดับที่ลดหลั่นกันไป คือ เปอมังกู นักบวชประจำศาสนสถาน เป็นบุคคลจากวรรณะกษัตริย์ แพศย์ และศูทร และ บาลียัน เป็นหมอผีหรือผู้เป็นสื่อกลางสำหรับติดต่อกับเทพเจ้า

ขณะภวังค์จดจ่อราวถูกแรงดึงดูดให้จมดิ่งสู่ก้น ดาเนา บาตูร์ ทะเลสาบรูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า

หญิงวัยต้นสี่สิบกลับทะลึ่งเฮือกขึ้นมากลางคัน

ชั่วพริบตาต่อมาโสตประสาทของเธอก็ตื่นตัวเต็มที่ราวถูกกระชากให้หลุดจากห้วงฝัน เสียงพูดคุยประสานเสียงลมยิ่งโหมเปลวอัคคีในก้นบึ้งหัวใจให้ทะลักขึ้นมาอีกคำรบ ไม่ต่างอะไรกับกูนุง บาตูร์ที่รอวันปะทุ

สินิทธ์เผลอหยักหยันตรงมุมปาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำทะเลสาบ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยพัดซากปลาตายหลายพันตัวเข้าหาฝั่งโดยไม่รู้สาเหตุ

แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบาหลีอันเกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟแห่งนี้ยังคงมีปริศนาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายทางวิทยาศาสตร์

และโพรงในอกของเธอก็มีสภาพไม่ต่างจากแอ่งลึกตรงหน้า!

พิธีเบอลาตามที่พราหมณ์เฒ่าเอ่ย คนไทยอย่างเธอกลับได้ยินคล้ายเบอะลาเสียมากกว่า

แต่สำหรับผู้ชื่นชอบการอ่านนิทานและวรรณคดีด้วยแล้ว ย่อมรู้ดีว่าพิธีเบอลาก็คือ ‘การแบหลา’ ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมยอมตายเพื่อผู้อื่นนั่นเอง

ยามนี้ สินิทธ์กำลังเดินรอยตามมเหสีและเหล่านางสนมของ ระตู หรือเจ้าเมืองผู้สิ้นชีวิตในศึกสงครามเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน โดยสตรีเหล่านี้จะเบอลาโดยการกระโจนเข้ากองไฟกลางสนามรบ

“นิทธ์…เธอแน่ใจแล้วหรือ”

สินิทธ์จับอาการสั่นสะท้านตรงหางเสียงที่ยกขึ้นสูงของมาวาร์ได้ รู้ดีว่าน้ำเสียงเช่นนี้มีไว้เร่งปฏิกิริยาตอบสนองจากตัวเธอเอง

เจ้าของคำถามยืนหน้าซีดอยู่ข้างพุ่ม บุหงามาวาร์ กุหลาบแดงสดงดงามหากซุกซ่อนหนามคมกริบไว้ใต้กลีบอวบอิ่มเพื่อคอยทิ่มตำผู้ต้องการเข้ามาเด็ดดม

สินิทธ์หยักยิ้มเปี่ยมเลศนัย เมื่อสายตาไปหยุดตรงหย่อมต้นละหุ่งใบแดงเข้ม

เป็นจังหวะที่สายตาเธอปะทะเข้ากับมาวาร์พอดี

ชั่วขณะนั้นมาวาร์รู้สึกว่าสายตาสินิทธ์ทะลุทะลวงเข้าไปยังซอกหลืบดำมืดที่สุดในหัวใจ คล้ายกำลังสำรวจความลึกลับที่ไม่เคยมีใครเห็น

มุมมืดที่มาวาร์ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้!

กระทั่งมาวาร์ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด รู้สึกสะท้านขึ้นมาอยู่ครามครัน ประหนึ่งสินิทธ์ ‘รู้เช่นเห็นชาติ’ เธอมานานแสนนาน

หึ! มาวาร์อย่างนั้นหรือ แพศยาอย่างมันควรชื่อ ‘มัส’ เสียมากกว่า!

สินิทธ์เบ้ปากหยัน

พฤติกรรมของมันช่างเหมือนกับ ‘บุหงามัส’ ทุกกระเบียด หากจะแปลตรงตัวก็คือดอกไม้สีทองนั่นอย่างไรล่ะ บุปผาประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องบรรณาการในความสัมพันธ์แบบรัฐจารีตเมื่อครั้งโบราณกาล

สวยแต่รูป ยามจูบกลับไม่ค่อยจะหอม!

สินิทธ์รู้สึกปวดร้าวกระบอกตาจนแทบทนไม่ไหว ยังคงไร้เสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปากบาง เธอครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนอีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ สุดท้ายเธอกระตุกมุมปากอย่างสังเวชตัวเอง

“สมัยนี้แล้ว…เธอไม่เห็นต้องยึดติดพิธีกรรมเก่าแก่อย่างนั้นเลย คิดหรือว่าเตอกัลบนสวรรค์จะดีใจที่เห็นเธอคิดสั้น”

มาวาร์เบิกตาโพลง เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนออกจะปากพล่อยไปหน่อยในช่วงเวลาอันเครียดขึ้งเช่นนี้

สินิทธ์ปรายตามองมาวาร์ที่ยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก แขนและศอกของนังนั่นพาดอยู่เหนือหน้าอกกลมกลึงทำองศาเย้ายวนได้อย่างเหมาะเจาะ ช่างเป็นจริตจะก้านบนทรวดทรงที่เตอกัลพึงใจเสมอมา

นัยน์ตาคู่นั้นกำลังเยาะหยันเธอ ไพร่กระฎุมพีที่เติบโตจากการฝึกปรือไขว่คว้าหาความร่ำรวยของผู้ชาย หากพลิกเล็บปลอมสีสันสดสวยขึ้นดู คงพบแต่เศษปฏิกูลจากการปีนป่ายอย่างทะเยอทะยาน

เธอระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังได้ยินน้ำเสียงคล้ายกำลังหดหู่หนักอึ้งคละเคล้าอาการใจหายเสียเต็มประดาของอีกฝ่าย

ตอแหลสิ้นดี!

สินิทธ์กัดริมฝีปากแล้วเสตาไปทางอื่น กลัวว่าประกายชิงชังในแววตาจะปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป

อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอต้องการจดจำทุกซอกมุมของ รูมะฮ์ อาดัต ซึ่งเป็นคำเรียกรวมของที่อยู่อาศัยพื้นเมืองที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นบาหลีแห่งนี้ไว้ลึกสุดใจเป็นครั้งสุดท้าย

แม้ รูมะฮ์ กาดัง เรือนหลังใหญ่ตรงหน้าไม่ได้มีขนาดมหึมาอย่างสุมาตราตะวันตก ทว่าหลังคาทรงโค้งมียอดแหลมซ้อนกันหลายชั้นด้านบนอันเกิดจากความประดิดประดอยของช่างศิลป์พื้นถิ่นนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้ของมัน

นอกจากชาวมีนังกาเบาจะสร้างรูมะฮ์ กาดังเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น หมู่บ้านตรุนยันแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบาหลีอากาหรือชาวบาหลีแห่งขุนเขา

ผู้คนที่นี่ผิดแผกไปจากชาวบาหลีที่ราบลุ่มอย่างสิ้นเชิง ด้วยยึดมั่นพิธีกรรมโบราณอย่างเคร่งครัด และไม่พบพฤติกรรมเช่นนี้ในกลุ่มชนอื่นใดในบาหลี

โดยเฉพาะพิธีปลงศพ!

เมื่อมีคู่สมรสเสียชีวิต ชาวบ้านจะวางศพไว้บนผืนดินให้เน่าเปื่อยตามธรรมชาติแทนการเผา แล้วทิ้งร่างคลุมไว้ด้วยผ้าแพรและซุ้มไผ่เพียงเท่านั้น

ไม่แปลกที่สถานที่แห่งนี้จะปลูกลั่นทมและต้นบันยัน (1) เพื่อดับกลิ่นซากเน่าเปื่อยไว้มากมายขนาดนี้

สินิทธ์มองทัศนียภาพอึมครึมโดยรอบพลางคิดว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกหมู่บ้านตรุนยันประกอบพิธีเบอลา

เตอกัล…ถ้าคุณมองทะลุเปลือกนอกจนเห็นเนื้อแท้ของนังนี่ คุณก็คงไม่ด่วนจากไปอย่างคนโง่งมแบบนั้น

เมื่อนึกถึงรอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงซี่เป็นระเบียบบนหน้าคร้ามคม และนัยน์ตาที่ครั้งหนึ่งเคยล้อแสงระยิบอย่างคนมีคารมคมคายใต้แผงคิ้วหนาบนเนื้อผิวเข้มจัดนั้น สินิทธ์พลันหมดอาลัยตายอยาก ราวกับถูกฉุดลงสู่ท้องทะเลอันมืดมิด

เธอเคยนึกเปรียบสภาพจิตของคนกับทะเลสาบแห่งนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนซุกซ่อนความลึกลับดำมืดไว้ภายในใจ

เมื่อใดร่างกายอ่อนแอ กลิ่นจากห้วงลึกที่เคยถูกสกัดกั้นจะเริ่มโชยจนคนรอบข้างมีปฏิกิริยาต่อต้าน และถือว่ามันผู้นั้นกลายเป็นคนป่วยไข้ ‘ไม่เข้าพวก’ ทันที

เหมือนสินิทธ์ที่ถูกส่งถึงมือแพทย์อย่างไม่เต็มใจ และเธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าหมอทำได้อย่างมากแค่ปลูกต้นลั่นทมสีสวยรายล้อมรอบทะเลสาบ เปลี่ยนกลิ่นคลื่นเหียนให้หอมจรุงขึ้นมาหน่อยก็เท่านั้น

ปัญหาคือ หมอสามารถทำให้เธอมีความสุขขึ้นได้จริงหรือ

“นี่เธอ…ไม่ได้แอบหยุดยาเองใช่ไหม”

“แม่…”

มูนา ลูกสาวคนเดียวของเตอกัลกับมาวาร์รีบสะกิดแขนผู้เป็นแม่ที่ยังคงพล่ามไม่หยุด หญิงสาวรู้ดีว่ามารดาเพิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเร่งให้กูนุง บาตูร์ปะทุลาวาออกมาทำลายล้างทุกคนเบื้องหน้า

“กูไม่ได้บ้า!”

ใบหน้ากลมมนของหญิงม่ายในชุดขาวดูบิดเบี้ยวไม่เป็นธรรมชาติ

จู่ ๆ น้ำตาแห่งความคับแค้นที่บรรจุไว้ด้วยความขมขื่นก็เอ่อท้นวาววามตรงหางตา จากนั้นจึงตกกระทบยอดหญ้าก่อนกระจายออกเป็นเสี่ยง

สินิทธ์กรีดร้องพลางทำท่าจะกระโจนเข้าทึ้งมาวาร์ให้ฉีกเป็นชิ้น ๆ

“จวนได้เวลาแล้วกระมัง”

โชคยังดีที่พราหมณ์ชราปราดเข้าไปรั้งแขนสินิทธ์เอาไว้ได้ทันแล้วเอ่ยเพื่อดึงความสนใจ

หญิงม่ายกัดฟันกรอด กำนิ้วมือผ่ายผอมจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ พายุบุแคมในอกยากจำแนกว่าเป็นความเศร้า ความโกรธ หรือความเจ็บใจ

มูนารีบเข้าไปประคองผู้มีศักดิ์เป็น ‘แม่’ ของเธออีกคน ลูบมือและแผ่นหลังสินิทธ์แผ่วเบา ให้ลมหายใจที่หยุดเป็นห้วง ๆ กลับคืนสู่จังหวะปกติ

สินิทธ์มองลูกสาวของสามี ระบายยิ้มบาง อาการขุ่นข้องเมื่อครู่ถูกกดลงไปได้อย่างยากเย็น

ในที่สุดเหมือนเธอจะตัดใจจากสวนหย่อมเขตร้อนได้เสียที จึงพยายามก้าวขาอันสั่นเทาเข้าไปในรูมะฮ์ กาดัง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พิธีนี้ดูเหมือนไร้ที่สิ้นสุด

ขณะที่มูนาหมายเข้าไปประคองสินิทธ์ให้ก้าวได้สะดวก มาวาร์กลับจิกเล็บแหลมลงบนแขนลูกสาวพลางกระซิบขู่

“อย่าพะนอมันให้มากนัก”

“แต่แม่ใหญ่จะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว”

มาวาร์จิกเล็บแรงกว่าเดิม “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าริเถียงผู้ใหญ่”

มูนาจึงได้แต่มองสินิทธ์เดินระโหยเข้าเรือนไป

ห้องหนึ่งด้านในมีแท่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กึ่งกลางแท่นประดิษฐานเทวรูปไม้แกะสลักพระแม่กาลีแบบบาหลี นัยน์ตาเทวรูปเบิกโพลงกลมโต ฟันแหลมยาวเฟื้อยโผล่พ้นริมฝีปากสีแดงชาด มือขวาข้างถันเปลือยเปล่าห้อยย้อยถือศีรษะมนุษย์ เป็นภาพลึกลับที่ยากแก่การเข้าใจยิ่ง

หญิงม่ายชอบความลึกลับของรูปสลักชิ้นนี้ที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง

ไอควันจากธูป กำยาน และเตาน้ำมันหอมช่วยขับให้พระแม่กาลีมีความดุดัน เกรี้ยวกราด และเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว

“ได้เวลาอำลาญาติพี่น้องแล้ว”

พราหมณ์แนะขั้นตอนประกอบพิธี พราหมณ์ที่เหลืออีกสามคนรอจุดไฟเผาศพเตอกัลในหลุมซึ่งถูกขุดเอาไว้หลังเรือนรูมะฮ์ กาดัง

พิธีเบอลาในชวามีอยู่สองลักษณะ ลักษณะแรกใช้กริชแทงตัวตายแล้วนำศพไปเผาในกองเพลิงเดียวกันกับสามี เรียกว่า เบอลาซูดุก อีกลักษณะคือ เบอลาเกอเตอร์จูนัน เป็นการกระโจนเข้ากองไฟที่เผาสามีกระทั่งสิ้นใจตามกันไป ซึ่งแตกต่างจากพิธีสตีในอินเดียอันเป็นบ่อเกิดของพิธีกรรมนี้เล็กน้อย

และสินิทธ์เลือกเบอลาซูดุก เพราะต้องการบูชาอารตีเป็นครั้งสุดท้ายจึงไม่อาจกระโจนเข้ากองไฟไปพร้อมกับศพสามีได้

๏ เมื่อนั้น                                                ระเด่นบุษบาสาวสวรรค์

ในอกหมกไหม้ดังไฟกัลป์                       อยู่ยังห้องสุวรรณไสยา

บรรทมรำพึงคะนึงไป                              ให้คลั่งคลุ้มกลุ้มใจหนักหนา

ตัวกูแม้นม้วยมรณา                                 ก็ดีกว่าที่เป็นดังนี้

ไม่สรงไม่เสวยกระยาหาร                        เยาวมาลย์มัวหมองรัศมี

ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนทวี                                ดังเลือดตามารศรีจะหยัดลง ฯ

พราหมณ์เฒ่าหันมองหน้ามาวาร์กับมูนาเลิ่กลั่กราวกับกำลังหาคำตอบ คำอำลาของสินิทธ์ช่างพิลึกพิลั่น เหมือนเอื้อนกลอนอะไรสักอย่าง

ชาวบาหลีแต่กำเนิดหารู้ไม่ ว่าคำหญิงม่ายสั่งเสียล้วนยกมาจากอิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ของไทยทั้งกระบิ

ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะกระจ่าง สินิทธ์ก็สวดต่อทันที

“โอม ศรีมหา กาลิกาไย นะมะห์…”

ปากขยับพลางหยิบกริชคดที่วางข้างถาดสัมฤทธิ์ ปลายกริชคมปลาบสะบัดคล้ายริ้วไฟเหนือตะเกียงอารตี เธอหยิบถาดโบกตะเกียงให้เปล่งแสงวับแวมทาบทับเทวรูปก่อนเวียนสามครั้งตามเข็มนาฬิกา

“ศรัทธาทั้งปวงที่ลูกมีต่อองค์เทพ โปรดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของลูกในทุกอณูทั้งห้าธาตุ…อากาศ ลม ไฟ ดิน และน้ำ”

เสียงสังวัธยายเงียบลงไปครู่ใหญ่ หญิงม่ายนั่งนิ่งก่อเงาตะคุ่มไหวระริกบนพื้น ศีรษะแหงนขึ้นประหนึ่งไม่ต้องการละสายตาไปจากเทวรูปพระแม่กาลีแม้แต่พริบตาเดียว

พราหมณ์ชราค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้

“คุณสินิทธ์…”

ชายแก่ถึงกับสะดุ้งเฮือกกับภาพตรงหน้า ไรขนตั้งชันทั่วทั้งสรรพางค์

ผู้ถูกขานชื่อเบิกตาโพลงมองตรงไปยังนัยน์ตาเทวรูป บ่งความแน่วแน่ ตั้งมั่น และความปรารถนาอย่างแรงกล้าส่งผ่านถึงทวยเทพในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ริมฝีปากเล็กบางโค้งค้างอยู่อย่างนั้น เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวเหลือประมาณ

ปลายกริชเสียบลึกลงบนอกข้างซ้ายแล้วคาไว้อย่างนั้น หยดโลหิตสาดลงบนกุหลาบและลั่นทมแดงสดในถาดอารตีเป็นหย่อม

เนตรแข็งกร้าวของเธอยังคงสะท้อนบางสิ่งที่ยังฝังรากลึกภายในกาย

บางสิ่งที่ทำให้สินิทธ์ยังไม่เป็นอิสระง่าย ๆ

และต่อแต่นี้ มันจะรัดรึงเธอไว้ด้วยพันธนาการสุดแน่นหนายากหลุดพ้น

 

เชิงอรรถ : 

(1) Banyan Tree เป็นไม้วงศ์เดียวกับต้นไทร เรียกอีกอย่างว่าต้นตารู เม็นยัน หมายถึง ไม้มีกลิ่นหอม

 



Don`t copy text!