
แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 19 : ครั้งสุดท้าย
โดย : จันทร์จร
แด่หัวใจที่เป็นสุข สารนิยายโดย จันทร์จร เมื่อวันที่โรคร้ายทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ความกลัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การก้าวข้ามความกลัวในใจด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และการค้นพบความสุขเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกวันธรรมดา เพื่อจะเรียนรู้ว่าบางครั้งความกลัวก็ไม่ใช่ศัตรู หากแต่เป็นครูที่มาสอนให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิต
ในวันที่ต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดเป็นครั้งสุดท้าย กัลย์กมลมาพร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจที่แฝงด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ โดยมีจิตบุณย์มาอยู่เคียงข้างเธอด้วยเช่นเคย ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยส่งกำลังใจเงียบ ๆ ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากยิ่งขึ้น
แม้ในใจลึก ๆ จะยังมีความรู้สึกใจหายอยู่บ้าง เพราะการมาเยือนห้องเคมีบำบัดครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายในเส้นทางการรักษา และหญิงสาวก็ได้ตระหนักว่าตัวเองได้กลายมาเป็นรุ่นพี่อย่างสมบูรณ์ในหมู่ผู้ป่วยด้วยกัน เพราะผู้คนที่เคยทำเคมีบำบัดร่วมกันก่อนหน้านั้นต่างทยอยจบการรักษาไปหมดแล้ว แม้จะใจหายแต่เธอก็รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ได้ผ่านมา ไม่แน่ว่าสิ่งที่เธอผ่านมาอาจเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ บ้างไม่มากก็น้อย
เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับยาเคมีบำบัด กัลย์กมลก็เอนกายลงบนเตียงอย่างว่าง่าย เธอเหลือบมองพยาบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ด้วยความคุ้นเคย ความรู้สึกถึงสัมผัสของถุงมือค่อย ๆ จับแขนเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะเริ่มเปิดเส้นเพื่อแทงสายน้ำเกลือ ครั้งนี้หญิงสาวมองการทำงานของพยาบาลพร้อมกับส่งยิ้มให้ นับเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่แสดงถึงความขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากการต่อสู้อันยาวนานนี้กำลังจะสิ้นสุดลง
“ครั้งสุดท้ายแล้วใช่ไหมเนี่ย” เสียงหวานของพยาบาลคนเดิมเอ่ยถาม
และกัลย์กมลก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ค่ะ”
“เก่งมากเลยค่ะที่มาจนถึงครั้งสุดท้ายได้ ต่อไปก็ไม่ต้องมาห้องนี้อีกแล้วนะคะ ดีใจไหม”
“ดีใจค่ะ แต่ก็คงใจหายอยู่เหมือนกัน” หญิงสาวยอมรับ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทุกครั้งที่เธอเข้ามาในห้องนี้ก็จะได้รับแรงใจที่ดีกลับไปเสมอ พอนึกไปนึกมาก็เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหาย
“นั่นแน่…คิดถึงพยาบาลใช่ไหมล่ะ” พยาบาลสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดคุยอย่างเป็นกันเอง “กลับไปแล้วก็ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะคะ อย่าลืมทำตามที่หมอสั่งล่ะ”
“แน่นอนค่ะ” กัลย์กมลตอบแล้วปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายระหว่างที่พยาบาลค่อย ๆ ทำหน้าที่ของตัวเอง เธอหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหลับตาลง รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเบา ๆ ของพยาบาลที่ทำทุกขั้นตอนอย่างเชี่ยวชาญ
วันนี้เธอตั้งใจมองดูของเหลวในสายน้ำเกลือที่ค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ราวกับว่าได้ปลดเปลื้องความกังวลทั้งหมดไปแล้ว ใจของเธอสงบนิ่งเหมือนกับลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะรับยาเข้าสู่ร่างกาย
ต่อไปนี้ฉันจะไม่ต้องกลับมาทำเคมีบำบัดอีกแล้ว…
เธอหลับลง แล้วปล่อยเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเพียงเสี้ยวนาที ทุกอย่างเกิดขึ้นและดำเนินไปเงียบ ๆ ขณะนอนนิ่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกที่เคยอึดอัดไม่สบายก่อนหน้านั้นจางหายไปอย่างเงียบงันจนเธอไม่ทันสังเกตตัวเอง
มันช่างเป็นช่วงเวลาที่เบาสบาย จนได้ยินเสียงหนึ่งบอกว่า
“เสร็จแล้วค่ะคนไข้”
กัลย์กมลลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พร้อมกับความรู้สึกเหมือนกับว่าเวลานั้นได้ผ่านไปแล้ว
“ขอบคุณมากเลยนะคะ สำหรับที่ผ่านมาด้วย” เธอลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วกล่าวคำขอบคุณพยาบาลที่คอยช่วยเหลือจากใจจริง
และสิ่งที่ตอบกลับมาก็คือกำลังใจเล็ก ๆ ของพยาบาลสาวที่ชูสองนิ้วให้กับเธอ
“สู้ ๆ นะคะ”
“ค่ะ…”
หญิงสาวส่งยิ้มกว้างด้วยความสุขที่ไม่ปิดบัง ในขณะที่เดินออกจากห้องเคมีบำบัด ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกก็พอทำให้หายใจได้โล่งสบายกว่าทุกครั้ง คล้ายกับว่าโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นทันตาเห็น กัลย์กมลสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกถึงอากาศบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนเข้ามา ด้วยการต่อสู้ที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลได้กลายเป็นความทรงจำไปแล้ว
ที่หน้าห้องเคมีบำบัด กัลย์กมลเหลือบไปเห็นจิตบุณย์ที่นั่งรออยู่กับญาติผู้ป่วยคนอื่น ๆ เขายิ้มให้กับเธอเมื่อเห็นเธอออกมาจากห้อง
“ทำหน้าแบบนี้ โล่งใจแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามเธอก่อน แล้วก้ได้เห็นใบหน้าที่แสดงความยินดีอย่างเต็มที่
“ที่สุดเลยค่ะ ไม่เคยโล่งขนาดนี้มาก่อนเลย” หญิงสาวชูมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับรับรู้ได้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นแตะลงมาที่หมวก ปล่อยความอบอุ่นผ่านผ้าเนื้อนิ่มจนเธอรับรู้ได้ถึงความยินดีของเขา
“อีกเดี๋ยวพอผมขึ้น หมวกนี้ก็ไม่จำเป็นแล้วนะ” จิตบุณย์บอกขณะที่มองหมวกที่เขาให้ไว้กับเธอ สิ่งที่เธอใส่ติดหัวมาตลอดหลายเดือน ในอีกไม่ช้าก็จะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
แต่สำหรับกัลย์กมลแล้วเธอไม่คิดเช่นนั้น
“ใครว่าล่ะคะ หนูดีติดหมวกนี้ไปแล้ว ถ้าไม่ได้ใส่นอนคงไม่หลับแน่”
“งั้นพี่จะหาหมวกใบใหม่มาให้”
จิตบุณย์บอกกับหญิงสาว ก่อนจะเห็นเธอยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจ กัลย์กมลก้าวเดินไปพร้อมกับเขาอย่างมั่นใจ ปล่อยให้ประสบการณ์กับห้องเคมีบำบัดคลายเห็นความทรงจำที่แสนทรงคุณค่า และต่อจากนี้ไปก็จะเป็นการเข้าสู่การเดินทางครั้งใหม่ ซึ่งเธอก็หวังว่าจะเป็นอีกครั้งที่ทำให้เธอยิ่งห่างไกลจากโรคนี้มากขึ้น
ในเย็นวันนั้นอากาศดูปลอดโปร่งและสบายกว่าทุกวัน กัลย์กมลรู้สึกถึงลมที่พัดพาความกังวลในใจออกไปพร้อมกับความหวาดกลัวต่อการทำเคมีบำบัด และจากนี้ไปเธอไม่ต้องถูกแทงเข็มเพื่อให้น้ำเกลืออีกต่อไปแล้ว รวมถึงอาการข้างเคียงที่ผ่านมาจะกลายเป็นแค่สิ่งที่เคยเผชิญเท่านั้น ความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตต่อยิ่งทำให้ใจเธอรู้สึกอิ่มเอมไปด้วย
และดูเหมือนว่าดลฤดีเองก็เห็นความสำคัญของวันนี้เช่นกัน จึงตัดสินใจฉลองอย่างอบอุ่นด้วยการเตรียมชาบูหม้อใหญ่ น้ำซุปหอมกรุ่นเต็มไปด้วยเครื่องปรุงที่เธอใส่ใจอย่างละเอียด พร้อมด้วยผักสด เนื้อชิ้นสวย และลูกชิ้นหลากหลายชนิดที่จัดเรียงอยู่ในจานอย่างน่ารับประทาน และที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ เพื่อนบ้านผู้ที่เกือบจะกลายมาเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งอย่างจิตบุณย์ก็มาร่วมวงฉลองด้วย ซึ่งการที่เขามานั่งร่วมโต๊ะทำให้บรรยากาศในบ้านยิ่งอบอุ่นมากขึ้นไปอีก
“น่ากินที่ซู้ด…” กัลย์กมลสูดกลิ่นน้ำซุปที่หอมกรุ่นด้วยเสียงท้องที่ร้องขึ้นมา
“ดีใจไหมล่ะทำคีโมจนจบสักที” ดลฤดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือของเธอลูบศีรษะของลูกสาวผ่านหมวกเนื้อนิ่มคลุมศีรษะที่ยังรอคอยให้เส้นผมงอกใหม่
“เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยค่ะ” เธอบอกอย่างคนที่รู้ลึกโล่งใจอย่างที่สุด แล้วบรรจงใส่ลูกชิ้นลงในหม้อชาบูอย่างระวังไม่ให้น้ำร้อนกระเด็นมาโดนมือ
“แล้วหมอรังสีเขานัดตอนไหนล่ะ” ดลฤดีถามต่อ และช่วยวางผักที่สุกช้าลงในหม้อน้ำซุป
“อีกสองสัปดาห์หมอนัดตีเส้นค่ะ ส่วนฉายแสง…” หญิงสาวหยุดคิดครู่หนึ่ง “เห็นหมอบอกว่าจะเริ่มครั้งแรกหลังจากหมดคีโมสักเดือนก่อน”
“จะไปเมื่อไรบอกนะ เดี๋ยวพี่ไปรอเป็นเพื่อนเอง” จิตบุณย์เป็นฝ่ายอาสา
ซึ่งแน่นอนว่าหญิงสาวนั้นไม่คิดขัด เพียงแต่เป็นกังวลว่าจะเป็นการรบกวนเขาเท่านั้น
“แต่ฉายแสงต้องไปทุกวันนะคะ พี่บุ๋นจะไหวเหรอ”
“ไหวสิ เรื่องแค่นี้เอง” เขาตอบอย่างมั่นใจ พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเธอ
ดลฤดีแอบมองลูกสาวกับชายหนุ่มข้างบ้านด้วยแววตาที่รู้ดีถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในแววตานั้น แม้จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพิเศษระหว่างทั้งสองที่มีให้กับ แต่เธอเลือกที่จะเฝ้ามองด้วยความเอ็นดูโดยไม่พูดแซวอะไรออกมา
พอหม้อชาบูเริ่มร้อนจนส่งกลิ่นหอมลอยอบอวลจากอาหารที่ใส่ไปก่อนหน้า กัลย์กมลจึงค่อย ๆ หยิบเนื้อชิ้นบาง ๆ ใส่ลงไปในน้ำซุปอย่างตั้งใจ มองเนื้อที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีอย่างใจจดใจจ่อ รอจนเนื้อสุกได้ที่แล้วค่อยตักขึ้นมาพักไว้ที่จาน พร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ เผยขึ้นบนใบหน้าเมื่อคิดถึงรสชาติของคำแรกที่จะได้ลิ้มลอง
“ระวังร้อนนะลูก” ดลฤดีเอ่ยเตือนลูกสาว ด้วยเห็นว่าเธอยังคงกินของที่ร้อนมากไม่ได้ ก่อนจะยื่นถ้วยน้ำจิ้มให้ “เอาน้ำจิ้มไหม”
“ไม่ค่ะ ตอนนี้ยังกินเผ็ดไม่ค่อยได้ ขอกินจืด ๆ แบบนี้ก่อนดีกว่า” กัลย์กมลยิ้มบาง ๆ ขณะบอกแม่ว่าเธอยังต้องขอผ่านน้ำจิ้มรสเผ็ดไปก่อน แม้ว่าความจริงเธอจะเริ่มกลับมากินได้บ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังแอบกังวลถึงผลที่อาจตามมา
“โถลูกสาวฉัน…แล้วดันอยากจะกินชาบูฉลอง” คนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะแซวลูก ถึงอย่างนั้นก็เป็นเธอเองที่ตามใจกัลย์กมลทุกอย่าง
“แหม ก็ขอฉลองนิดเดียวเอง เดี๋ยวตอนกลับมากินอะไรได้ปกตินะ หนูดีจะสั่งกะเพราถาดเผ็ด ๆ มากินให้ดู” เธอตอบอย่างหมายมั่น ว่ากันตามจริงช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเธอกลับนึกถึงอาหารรสจัดจ้านตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัดกะเพรารสเผ็ดอาหารกันตายที่คิดถึงที่สุด
“ทำพูดเข้า ถึงเวลากินไม่หมดแม่จะตีให้”
“แม่ก็…” กัลย์กมลบึนปากแล้วเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะ
เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข ขณะที่นั่งล้อมวงกันรอบหม้อชาบูอันเต็มไปด้วยความใส่ใจของแม่ กัลย์กมลยิ้มกว้างขณะมองดูแม่และจิตบุณย์ที่นั่งข้าง ๆ พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง มื้อง่าย ๆ นี้กลับอิ่มเอมไปด้วยความรัก พลอยให้เธอรู้สึกถึงความสุขที่มีค่าควรรักษาไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
หลังจากการฉลองด้วยชาบูหม้อใหญ่จบลง กัลย์กมลก็เดินออกมาส่งจิตบุณย์ที่หน้าบ้าน รอยยิ้มบนใบหน้าเกลี้ยงเกลายังคงระบายอยู่ไม่จางหาย สิ่งที่เกิดขึ้นในเย็นวันนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงการปลดปล่อยสิ่งที่กดดันตัวเองไว้อย่างแท้จริง
“อิ่มชะมัดเลย…”
หญิงสาวพูดพลางลูบพุงเต่งของตัวเองด้วยท่าทางแสนสบาย ที่ดูน่ารักจนคนที่เห็นอดยิ้มไปด้วยไม่ได้
“วันนี้กินได้เยอะเลยนะ” เขาแซวเบา ๆ ทว่าก็รู้สึกดีใจที่เห็นเธอมีความสุข
“แน่สิคะ หนูดีอยากกินมาตั้งนานแล้ว”
น้ำเสียงสดใสตอบกลับมา ใบหน้าที่หมดจดนั้นมีแววของความแจ่มใส จิตบุณย์สังเกตเห็นเธอที่ดูผ่อนคลายและร่าเริงกว่าที่เคยเห็น จึงเอ่ยขึ้น
“จะว่าไปพี่รู้สึกว่าวันนี้หนูดีดูผ่อนคลายลงเยอะเลยนะ”
“พอไม่ต้องทำคีโมแล้วเลยรู้สึกว่าชีวิตมันง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ” เธอยอมรับว่าการทำเคมีบำบัดนั้นกัดกินความสุขของตัวเองไปไม่น้อย และพอรู้ว่าเธอไม่ต้องเจอกับสิ่งนั้นอีกแล้ว มันก็ทำให้กัลย์กมลรู้สึกโล่งใจ จนทำให้เจริญอาหารมากขึ้นไปด้วย
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องดูแลตัวเองนะ” ชายหนุ่มเตือนด้วยความหวังดี แน่ทีเดียวว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มอันเปลี่ยนโลกทั้งใบให้สดใสในทันควัน
“รับทราบค่ะ หนูดีจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลย” กัลย์กมลยิ้มกว้าง พร้อมยกมือขวาขึ้นทำท่าตะเบ๊ะอย่างขี้เล่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มและแววตาที่สดใสทำให้ท่าทางนั้นดูน่ารักน่าหยิกจนจิตบุณย์อดหัวเราะไม่ได้
“ถ้าแม่พี่เห็นหนูดีในตอนนี้คงต้องดีใจมากแน่ ๆ” จิตบุณย์ยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะมองกัลย์กมลที่ทำท่าทะเล้นอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน
ขณะที่หญิงสาวยืนนิ่งรับสัมผัสนั้น รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไหลผ่านจากมือของเขามาสู่หัวใจซึ่งกำลังพองโต ในอีกทางหนึ่งเธอก็คิดถึงคนที่จากไปด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันทรงคุณค่า
“นั่นสิคะ เพราะป้าดาเองก็เป็นหนึ่งแรงใจสำคัญที่ทำให้หนูดีคิดสู้ต่อ คอยปลอบเวลาที่กังวล แถมยังทำให้หนูดีไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องสู้อยู่คนเดียวด้วย” เธอพูดด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจ ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดของปรีดา ทำให้เธอสามารถปล่อยวางและรับมือกับสิ่งที่เธอกังวลได้ง่ายขึ้น คำพูดนั้นไม่เพียงแต่ปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้กัลย์กมลเข้าใจว่าชีวิตมีทั้งช่วงเวลาแห่งความกลัวและความหวัง การที่ปรีดายอมรับชะตาชีวิตด้วยความกล้าหาญได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอค่อย ๆ ปลดเปลื้องความกลัวและเริ่มที่จะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเข้มแข็ง
“ใช่ นั่นแหละแม่พี่ล่ะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นแฝงความระลึกถึงผู้ที่จากไปอย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับกัลย์กมลที่ยังคงคิดถึงเรื่องราวของปรีดาเสมอ
“สำหรับหนูดี ป้าดาเป็นคนที่กล้าหาญที่สุดเลยล่ะค่ะ”
“จริง ๆ แม่พี่ก็ผ่านความกลัวมามากเหมือนกันนะ แกเป็นห่วงพี่ กลัวโน่นนี่เต็มไปหมด กว่าจะปลงได้ก็เล่นเอาพี่แทบแย่เหมือนกัน” เขานึกย้อนถึงช่วงเวลาที่เขาต้องดูแลแม่ในช่วงที่สภาพจิตใจยังเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใย ทั้งห่วงลูกชาย ห่วงอนาคต และกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถอยู่เป็นที่พึ่งให้กับเขาได้อีก ความกังวลของแม่ทำให้จิตบุณย์เองก็รู้สึกแย่อยู่ช่วงหนึ่งเช่นกัน เขาจำได้ดีว่าช่วงนั้นแทบจะทำอะไรไม่ถูก คำปลอบโยนหรือความพยายามใด ๆ ที่จะทำให้แม่สบายใจก็ไม่เพียงพอ เป็นช่วงเวลาที่เขาแทบจะต้องหยุดชีวิตของตัวเองเพื่อให้แม่รู้ว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ เธอเสมอ
ซึ่งกัลย์กมลเองก็พอรู้เรื่องนี้มาบ้าง
“ป้าดาเคยบอกหนูดีเหมือนกันค่ะ พี่บุ๋นก็เก่งมากเลยนะคะที่ผ่านมาได้”
“ไม่หรอก ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น พี่ก็คงแย่เหมือนกัน” จิตบุณย์นิ่งไปครู่หนึ่ง ด้วยความทรงจำที่มีต่อแม่นั้นกลับเข้ามา “แต่พอนึกย้อนกลับไป ตอนนี้ดันมีแต่ความคิดถึง”
กัลย์กมลเอื้อมมือไปแตะที่บ่ากว้างอย่างให้กำลังใจ เป็นการย้ำเตือนว่าเธอยังอยู่ตรงนี้ และยังคงเชื่อมั่นในตัวเขา
“หนูดีเชื่อว่าพี่บุ๋นทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้วค่ะ”
“จริงเหรอ…พี่ว่าพี่น่าจะยังทำได้ดีกว่าตอนนั้นนะ” ชายหนุ่มรู้สึกไม่แน่ใจนัก เพราะในบางครั้งที่หวนคิดถึงช่วงเวลานั้น ความคิดหนึ่งก็แอบแทรกขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้ เขามักจะเผลอคิดว่าเขาน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลแม่ให้ดีขึ้น หรืออาจจะทำอะไรบางอย่างที่จะช่วยคลายความทุกข์ของแม่ได้มากกว่าที่ทำไปแล้ว
และกัลย์กมลก็เข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี
“ไม่จริงหรอกค่ะ พี่บุ๋นทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะถ้าความคิดถึงจะพาเราย้อนไปช่วงนั้นแล้วรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หนูดีว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ”
“ขอบใจนะหนูดี”
ทั้งสองยิ้มให้กันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่เกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ต่างคนต่างเข้าใจความรู้สึกของกันและกันโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมา เพียงแค่รอยยิ้มที่มีให้กันก็พอแล้วที่จะบอกถึงความรู้สึกนั้น
“งั้น…หนูดีเข้าบ้านก่อนนะคะ”
“อืม…พักผ่อนเถอะ”
คนตัวเล็กค่อย ๆ หันหลังเพื่อเดินกลับเข้าบ้าน จิตบุณย์ยืนมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้ เขามองตามแผ่นหลังของเธอขณะค่อย ๆ ก้าวห่างออกไปด้วยความโหวงเหวงเล็ก ๆ ทุกครั้งที่เธอเดินออกมาส่งแล้วจากไป เขามักจะรู้สึกเช่นนี้ แต่วันนี้กลับยิ่งชัดเจนจนเขาเผลอเรียกชื่อเธอออกมา
“หนูดี…”
“คะ…”
เธอหันกลับมามองด้วยสายตาสงสัย จิตบุณย์ชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ แต่เขาก็กลืนคำพูดและความรู้สึกนั้นลงไปอย่างเงียบงัน ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ส่งให้เธอแทนคำพูดทั้งหมด ปล่อยให้ความอบอุ่นยังคงทุ้มอยู่ในใจ รอคอยวันที่ตนจะกล้าพูดออกมา
“…ฝันดีนะ”
“ค่ะ ฝันดีนะคะ”
หลังจากเธอหันหลังเดินจากไป ชายหนุ่มก็ได้แต่ยืนนิ่งกับความรู้สึกว่าตัวเองพลาดโอกาสที่จะบอกบางสิ่งไปแล้ว จึงได้แต่พึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกเสียดาย
บ้าเอ๊ย…กล้า ๆ หน่อยสิบุ๋น
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 19 : ครั้งสุดท้าย
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 18 : รุ่นพี่
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 17 : ต้องเดินต่อไป
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 16 : ขอแค่นี้...
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 15 : ด้วยเวลาที่เหลือ
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 14 : ยามุ่งเป้า
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 13 : ภาวะวิตกกังวล
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 12 : อาการไม่พึงประสงค์
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 11 : รอยแผลเป็น
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 10 : ไม่ยากอย่างที่คิด
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 9 : จะผ่านความรู้สึกนี้ไปได้อย่างไร
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 8 : บราวนี่ของเราไม่เหมือนกัน
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 7 : ต้นทานตะวันแคระ
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 6 : ของขวัญแทนสิ่งที่หายไป
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 5 : ของรักสุดใจ
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 4 : ใคร ๆ ก็ต้องมีครั้งแรกกันทั้งนั้น
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 3 : เรื่องที่ไม่อยากให้เกิด
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 2 : คาเฟ่ในโรงพยาบาล
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข บทที่ 1 : อย่าลืม! ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้ง
- READ แด่หัวใจที่เป็นสุข : บทนำ