
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

พ.ศ.2531 : ยายตาลตำนานเรือข้ามฟาก
คืนนั้นเรือเที่ยวสุดท้ายออกช้ากว่าปกติ เพราะความปรานีของพี่อุ๋ยคนขับเรือข้ามฟาก ที่เห็นวัยรุ่นโขยงหนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าอย่างสุดกำลังเพื่อให้ทันเรือออก แกนับหัวได้ห้าคนเหมือนอย่างเคยก็ตะโกนถามให้แน่ใจ
“ครบคนแล้วนะ”
ภิภพซึ่งเป็นคนรั้งท้ายอยู่ในชุดไพรเวตดูไม่เหมือนนักศึกษาทั้งที่วัยมันใช่ ตะโกนตอบเสียงดังมาจากกลางสะพาน เสียงแซงหน้าเพื่อนอีกสี่คนที่กระโจนลงเรือไปแล้ว อันประกอบด้วยเชิงชาญ กัลยา สมหญิง และสุวิทย์
“ครบแล้วพี่ ไปเลยๆ”
“เออๆ”
พี่อุ๋ยตะโกนรับเช่นกัน แกปลดเชือกออกจากเสาโป๊ะโยนมันกลับขึ้นเรือ จังหวะเดียวกับที่ภิภพเหยียบพื้นเรือเต็มสองเท้าแล้ว
ได้เวลาเรือออกพี่อุ๋ยสลับหน้าที่กลับไปเป็นคนขับ คว้าพวงมาลัยได้แกก็บิดหัวเรือออก แล้วเร่งเครื่องพาผู้โดยสารเที่ยวสุดท้ายแล่นหายไปในความดำมืดของลำน้ำเจ้าพระยา
เรือโคลงเบาๆ เมื่อพ้นโป๊ะ เสียงเครื่องครางต่ำสม่ำเสมอ ลมเย็นตัดผ่านลำเรือ ภิภพมองหาพรรคพวกแล้วตามไปยืนเกาะกลุ่ม ที่นั่งดีๆ มีเจ้าของหมดแล้ว เรือเที่ยวสุดท้ายมักเป็นเช่นนี้คือรอจนกว่าคนจะเต็ม หรือจอดแช่เกินเวลาอีกราวห้าถึงสิบนาที ผู้โดยสารเที่ยวสุดท้ายจึงมีความหลากหลาย ทั้งคนทำงานกะบ่าย นักเรียนนักศึกษารวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าตลาดแบกะดิน
ตรงกลางเรือ ที่ม้านั่งฝั่งซ้าย หญิงชราคนหนึ่งนั่งหลังงอ ผมขาวกระเซิงทั้งที่รวบไว้กลางหลัง ผิวคล้ำจัด ใบหน้าดูอิดโรยตลอดเวลา และไม่ชอบสบตากับผู้คน ถ้าไปเจอลักษณะอย่างนี้ตามบ้านนอก อาจถูกมองว่าเป็นผี เป็นปอบ
แกชื่อยายตาล อาชีพเปิดแผงขายของแบกะดิน บนทางเท้าเส้นท่าช้างไปท่าพระจันทร์ แกเป็นหนึ่งในขาประจำเรือเที่ยวสุดท้าย ถ้าใครสังเกตดีๆ จะเห็นยายตาลนั่งอยู่แถวสุดท้ายท้ายเรือ ที่เดิม ท่าเดิม บนตักแกมีกระเป๋าผ้าใบเก่าๆ ยี่ห้อดังเสียด้วย ในนั้นเต็มไปด้วยของเก่า ของมือสอง ที่แกคุ้ยเจอจากกองขยะ ในสภาพยังพอใช้ได้ หรือไม่ก็เป็นของเก่าของสะสมที่แกได้มาจากไหนก็สุดจะเดา
ภิภพเคยเห็นยายตาลยามอยู่บนบก แถวๆ ตรอกหน้าวัดอรุณ แกชอบรื้อคุ้ยของในถังขยะ แต่แกไม่ได้ทำรกนะ แกกำลังแยกหาของที่ยังใช้งานได้เพื่อเอามาขาย คู่กับสินค้าหลักอีกอย่างของแก คือเชือกเทียนถักสำหรับห้อยพระ ฝีมือถักเชือกของยายตาลไม่ธรรมดา ทุกเส้นแน่นหนามีระเบียบ แกถักได้ทั้งเชือกเทียน เชือกร่ม สุดแท้แต่แหล่งวัตถุดิบที่ได้มาจากบรรดาเซียนพระแถวนั้น
กิจวัตรของยายตาล ทุกวันราวบ่าย 3 โมง แกจะมายืนจองที่ตั้งร้านเลยป้ายรถเมล์ไปหน่อย บางทีก็ป้ายติดท่าช้าง บางวันก็โผล่ไปทางท่าพระจันทร์ ไม่มีใครรู้ว่าแกใช้เกณฑ์อะไรเลือกทำเล ทุกวันแกจะทำอะไรซ้ำๆ วางกระเป๋าที่บรรจุขุมทรัพย์ลงบนพื้น หยิบผ้าข้าวม้าเก่าๆ ออกมาพับครึ่งแล้วบรรจงปูบนพื้น แล้วจึงค่อยจัดสินค้าที่จะขายออกวางเรียงกัน นอกจากเชือกถัก ก็ยังมีของเก่าประเภทของเล่นพังๆ เหรียญ แหนบ ตระกรุดทองเหลือง บางครั้งมีคนได้ไฟแช็กที่มีเสียงป๊องจากแผงของแกด้วย
ยายตาลสวมเสื้อผ้าชุดเดิมตลอดกาล เสื้อเชิ้ตสีฟ้าเก่าๆ ทับเสื้อคอกระเช้าลายดอก ผ้านุ่งของแกมีสองผืน ใส่สลับกันเป็นลายขวางริ้วหนา กับผ้าพื้นสีน้ำตาลอ่อน เนื้อตัวแกดูไม่ค่อยสะอาดเอี่ยม แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถนนรอบตัวแกจะต้องสะอาด จนได้ชื่อว่าเป็น ‘หน่วยปราบขี้ผง’ ชื่อนี้ได้มาจากพ่อค้าแม่ค้าร้านตึกแถวที่เต็มใจให้แกทำหน้าที่นี้ คือกวาดขยะบนทางเท้า
ที่ร้านหนังสือเก่าแก่ย่านท่าพระจันทร์ เจ้าของร้านตั้งใจวางบุ้งเต้า หรือที่โกยขยะที่ตัดครึ่งจากปี๊บน้ำมันพืชวางไว้คู่กับไม้กวาดทางมะพร้าว ก่อนเปิดร้านยายตาลจะตรงเข้าไปคว้าไม้กวาด แล้วออกสำรวจบนพื้นถนน โดยมากจะมีก้นบุหรี่ เปลือกลูกอม ไม้เสียบลูกชิ้น และถุงก๊อบแก๊บ ยายตาลเจอขยะเหล่านี้เมื่อไหร่ แกต้องเก็บต้องกวาดทิ้ง จนถนนเอี่ยมอ่อง
แต่เราต้องไม่ทิ้งขยะพวกนั้นให้แกเห็นเด็ดขาด ไม่งั้นละก็…
คือมันเป็นอย่างนี้ ถ้าแกเห็นคาตาว่าใครบังอาจทิ้งขยะในมือลงถนน แกจะตามไปจ้องหน้าทำปากขมุบขมิบราวกับสาปแช่งอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกว่าคนคนนั้นจะเก็บมันขึ้นมาทิ้งลงถังขยะ
เป็นอันรู้กัน
กิจวัตรประจำวันแก ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ หลังตลาดวาย ยายตาลจะเก็บของที่ขายได้บ้างไม่ได้บ้างลงกระเป๋า สะบัดผ้าให้หายฝุ่นจับ พับอย่างเรียบร้อยลงไปด้วย แล้วค่อยๆ ลุงขึ้นคีบรองเท้าแตะสะพายกระเป๋าขึ้นไหล่ เดินปะปนไปกับผู้คนสองข้างถนน
ก่อนจะกลับมานั่งบนเรือเที่ยวดึก
เหมือนเดิม
เหมือนทุกคืน
“กัลยา…เธอเห็นยายคนนั้นมั้ย เมื่อกี้แกสบตาชั้นแล้วพูดอะไรไม่รู้ ขนลุกว่ะ”
สมหญิงกระซิบฟ้องกัลยา
“อ๋อ…แกชื่อยายตาล ถ้าตุ๊กไม่อยากให้แกมอง แกต้องเก็บขยะไว้กับตัว อย่าทิ้งลงพื้นเด็ดขาด”
“คนบ้านี่หว่า”
“ไม่ขนาดนั้น”
“คุยอะไรกันอยู่สาวๆ”
เชิงชาญดันตัวออกจากราวกันตก ยื่นหน้าเข้าใกล้อยากร่วมสนทนากับสาวๆ หมอนี่แอบชอบสมหญิง หรือตุ๊กตา ส่วนกัลยาก็อยากจับคู่ให้เพื่อนก็เลยชวนสมหญิงมาค้างที่หอพักตนเอง อ้างว่าทำงานส่งอาจารย์ ตุ๊กตาเองก็ดูจะมีใจ เพราะงานที่อ้างนั้นเธอทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน
“ยายตาลคนนั้นน่ะสิ เมื่อกี้ตุ๊กตามันฟ้องว่าโดนแกจ้องตา”
“อ๋อ…ยายแม่มดนั่นน่ะเหรอ ไม่มีอะไรหรอก แกเพี้ยนน่ะตุ๊ก แกชอบเก็บขยะมาขายเลยไม่ชอบให้ใครทิ้งขยะลงพื้น แล้วทำไมเหรอ ตุ๊กเผลอทิ้งขยะหรือเปล่า”
“ไม่มีๆ ตุ๊กล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วนี่มันหล่นลงมา” สมหญิงยื่นตลับยาหม่องให้เพื่อนๆ ดู “แต่ตุ๊กไม่ทันรู้สึก ตอนนั้นแหละ แกจ้องตาเป๋งมาที่ตุ๊ก แล้วก็ทำปากขมุบขมิบใส่ ชี้มือลงพื้นด้วย ตุ๊กก็เลยเห็นว่านี่มันหล่น”
“แกกำลังสวดบริกรรมคาถาน่ะตุ๊ก” เชิงชาญทำเป็นแซวให้สมหญิงกลัว
“ใช่ๆ แกกำลังสาปคนทิ้งขยะลงพื้น” กัลยาแจงตามที่ตนเคยได้ยินมา “พี่ภพเคยเล่าให้ฟัง ยายตาลแกจะสาปเด็กทิ้งขยะลงพื้นให้มือหงิก จริงมั้ยพี่”
กัลยาสะกิดถามคนต้นเรื่องที่ยืนพิงราวอยู่ท้ายเรือ รายนั้นได้ยินเพื่อนคุยตั้งแต่แรก แต่ด้วยความเบื่อที่จะพูดถึงยายตาลจึงทำเฉย
“อืม ไม่ต้องไปสนใจหรอก ยายตาลก็แค่หนึ่งในผู้หญิงเสียสติแถวนี้ ถ้าชอบเรื่องคนเพี้ยนๆ กันนักไว้พี่จะแนะนำคนอื่นให้รู้จัก แถวบ้านพี่มีแบบนี้อีกเยอะ”
ภิภพอ้างขึ้นมาเพราะความเป็นเจ้าถิ่น ครอบครัวของเขาตั้งรกรากอยู่ย่านถนนอรุณอมรินทร์มาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ยังเด็กเขาวิ่งข้ามถนนมาเล่นซนกับเพื่อนๆ ในละแวกหลังวัดและท่าเรือ ได้ยินเรื่องเล่าถึงผู้คนมากมายหลายประเภท ยายตาลก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งที่จริงแล้วแกไม่ได้มีพิษสงอะไร แต่ออกจะนิสัยเพี้ยนๆ ไปบ้างค่อนไปทางน่ากลัวในสายตาเด็กๆ แต่หลังๆ นี้เนื่องจากสภาพร่างกายแกทรุดโทรมไปมาก มองเผินๆ คล้ายพวกแม่มดหมอผี นี่อาจทำให้ดูน่ากลัว
เรือเทียบท่าพอดี ผู้โดยสารวัยรุ่นโขยงนั้นรอจนคนอื่นๆ ขึ้นท่าจนหมดรวมทั้งยายตาล พวกตนจึงก้าวขึ้นฝั่งบ้าง
หลายวันต่อมาภิภพเป็นฝ่ายพูดถึงยายตาลขึ้นมาก่อน ขณะอยู่ในสตูดิโอวาดรูปของวิทยาลัย เวลานั้นอยู่กันครบทีม ทั้งสมหญิง กัลยา และสุวิทย์ที่กำลังตั้งใจวาดภาพชิ้นงานส่งอาจารย์ ส่วนเชิงชาญไม่เกี่ยวข้องอันใดกับวิชานี้ แต่ชอบมานั่งขลุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท คืนนี้ทุกคนมีนัดจะไปนอนค้างบ้านของภิภพกันอีก
“เออ พวกมึง…ว่าจะไม่บอกแต่บอกดีกว่า”
“อะไรของมึงว่ะไอ้ภพ มีลับลมคมใน เดี๋ยวบอกเดี๋ยวไม่บอก” เชิงชาญว่า
“ไม่มีอะไรหรอก แต่คืนนี้พวกมึงจะไปบ้านกู เลยต้องบอกไว้ก่อนดีกว่าไม่อยากให้ไปรู้เอาแถวนั้น เดี๋ยวจะขนหัวลุกกันเสียเปล่าๆ”
“ยิ่งอยากรู้ใหญ่เลย อะไรวะไอ้ภพ” เชิงชาญยื่นหน้าเข้าใกล้ ส่วนคนอื่นๆ จดจ่ออยู่กับเฟรมวาดรูปตรงหน้าของตัวเอง คอยฟังอย่างเดียว
“ยายตาลตายแล้วนะ”
ทุกคนรู้สึกตรงกัน ยายตาลตายแล้ว! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเขา เว้นก็แต่สมหญิง รายนั้นขนลุกขนชันขึ้นมาทันที เพราะดันไปนึกสีหน้าแววตาของยายตาลในวันนั้น
“เฮ้ย…ตายแล้วเหรอ ตายยังไง แกเป็นอะไรตายเหรอพี่ภพ”
ในที่สุดก็มีเหยื่อเข้ามาติดกับ ภิภพจึงแกล้งถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบ ขัดกับเรื่องราวชวนสยดสยองที่กำลังจะเล่า
“ทุกคนจำได้ใช่มั้ย ที่นิสัยยายตาลแกไม่ชอบให้ใครทิ้งขยะลงพื้น”
ทุกคนหยุดการวาด ถือพู่กันคาไว้ในมือ ครางเสียงตอบรับพร้อมๆ กันว่าเออ
“คืนนั้นโว้ย…”
ภิภพโผล่หน้าขึ้นจากเฟรมวาดภาพ ทำท่าจะเล่าเรื่องต่อ รู้สึกสนุกที่เห็นคนอื่นๆ ที่นั่งกระจัดกระจายล้อมวัตถุต้นแบบ ต่างเงี่ยหูฟังอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ก๊วนนี้
“คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง”
ผู้ฟังรู้จุดจบอยู่แล้วว่ากำลังพูดถึงผู้ล่วงลับ การที่ดึงบรรยากาศพระจันทร์เต็มดวง ยิ่งทำให้น่ากลัว ไหนว่าไม่อยากเล่า กลัวเพื่อนจะกลัว ไอ้เวรภิภพ…เชิงชาญคิด
“ยายตาลล่องเรือเที่ยวสุดท้ายข้ามฟากเพื่อกลับบ้าน ดังเช่นทุกคืน…แต่ทว่า…”
พลั่ก!
เชิงชาญที่รำคาญเต็มทน ชิดปลายนิ้วตบถากๆ ไปที่หน้าผาก หรือที่เรียกว่าเบิร์ดกะโหลกเพื่อนไปหนึ่งที
“เฮ้ยไอ้ชาญ มึงอย่าขัด”
“มึงก็ไม่ต้องทำยังกับพากย์หนังผีอย่างนั้นสิวะ รู้ทั้งรู้ทุกคนมันพร้อมจะกลัว”
“ฮ่าๆ ขวัญอ่อนกันไปได้…แต่ว่าไม่ได้ มันก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อย สำหรับคนที่เคยโดนยายตาลหมายตาไว้…ใช่มั้ยจ๊ะน้องตุ๊กตา”
“ว้าย บ้า ไอ้พี่ภพ อย่ามาขู่กันอย่างนี้สิ…งั้นวันนี้ไม่ไปด้วยนะ”
“นั่นไงล่ะ ไอ้ภพเป็นเรื่องแล้ว มึงจะเล่าอะไรก็ว่ามา อย่าทำเสียเรื่อง…ตุ๊กตาไม่ต้องกลัวนะ ชาญอยู่ด้วยทั้งคน”
หนุ่มชาญตีโอบไหล่สาวหมายจะปลอบ แต่อีกคนที่มือไวกว่าดึงตัวสมหญิงหลบพิกัดปลาหมึกเชิงชาญ อีกทั้งขู่เตือน
“มึงนั่นแหละ ที่ตุ๊กตามันควรจะต้องกลัวมากกว่าผี”
“อ่าวๆ ไอ้ซ้ง” เชิงชาญหมายถึงกัลยา “อย่ามาใส่ร้ายเพื่อนนะครับ เพื่อนออกจะน่ารักรูปหล่ออีกต่างหาก”
เชิงชาญม้วนปลายผมทรงรากไทรเน้นให้เห็นความหล่อ แต่ดูทะแม่งๆ ในสายตาเพื่อนผู้หญิงโดยเฉพาะเพื่อนคู่กัดอย่างกัลยา ทั้งที่อันจริงเชิงชาญเป็นคนหล่ออย่างที่เจ้าตัวเคลมนั่นแหละ แต่ในสายตาของกัลยาเชิงชาญก็แค่หนุ่มหน้าตาไทยๆ ที่ริอาจไว้ผมทรงเดียวกับพี่ต้น แมคอินทอช
“แหวะ ไอ้หอยหลอด หน้าอย่างมึงนะ หล่อตายแหละ หล่อฉิบหาย”
การศึกดูท่าจะเริ่มแล้วลงยาก
“จะฟังต่อมั้ยครับพวกมึง ถ้าฟังช่วยเงียบเสียงด้วยนะครับ กำลังจะถึงตอนสำคัญ”
เชิงชาญแลบลิ้นใส่กัลยาเป็นเด็กๆ รายนั้นก็ใช่ย่อย ชูนิ้วกลางสู้ ก่อนจะกลับเข้าสู่วงสนทนา ที่แทบกลายเป็นกลุ่มเล่านิทานรอบกองไฟอยู่รอมร่อ
แต่ละคนหยุดฝีแปรง บิดขี้เกียจ บางคนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ถือเป็นการพักมือจากการวาดภาพอันเมื่อยล้าไปด้วยในตัว แล้วอีกอย่างในเวลาแบบนี้สมาธิหดหายกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว
“ว่ามาครับ ไอ้คุณภิภพ”
มีเสียงกระแอมเบาๆ จากผู้เล่า ก่อนจะกลับเข้าเรื่องต่อว่า
“คืนนั้น…”
“เออ…มึงคืนนั้นมาสามทีแล้ว ช่วยเดินหน้าหน่อย เอาสักทีเว้ยเพื่อน”
มีเสียงดังจากอีกมุมห้อง ท่าทางคงอยากฟังเต็มประดา จนคนเล่าเขิน
“เออๆ งั้นเล่าย่อๆ เลยก็แล้วกัน คืนนั้นยายตาลแกเฮี้ยนหนัก เพราะเจอกลุ่มพวกแสวงบุญในเรือเที่ยวสุดท้าย คนพวกนั้นทำอีท่าไหนไม่รู้ โยนถุงใส่ขยะทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นว่าเป็นพวกเปลือกส้มที่แกะกินระหว่างนั่งเรือนั่นแหละ ยายตาลแกไม่พอใจ ชี้หน้าเข้าไปในกลุ่มนั้น แล้วดูเหมือนคนในกลุ่มก็ไม่พอใจเหมือนกันก็เลยชี้หน้าแกกลับ แล้วพูดว่าอย่า…สอใส่เกือก เท่านั้นแหละ ยายตาลร้องกรี๊ดขึ้นมาดังลั่น แล้วกระโดดน้ำลงไปดังตูม ต่อหน้าต่อตาทุกคน”
คนที่ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับยายตาลมาก่อน พากันมองหน้าหาสาเหตุของเรื่องเล่า จนมีกลุ่มกระซิบกระซาบถ่ายทอดให้ฟังพอสังเขป พอรู้เรื่องเท่ากันเท่านั้นแหละ ทุกคนหันหน้ามองไปที่สมหญิงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“หื้ย น่ากลัวว่ะ แล้วยังไงต่อ แกเลยจมน้ำตายเลยใช่มั้ย”
“ไม่ใช่…แกไม่ได้จมน้ำตายเดี๋ยวนั้นหรอก ร่างแกถูกกระแสน้ำดูดอยู่ข้างๆ เรือ แกพยายามจะหาอะไรเกาะให้ได้ ส่วนพี่อุ๋ยคนขับเรือ แกก็ไวนะ โยนห่วงยางส่งให้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องเอะอะของคนในเรือ”
ภิภพหยุดเล่าไปเสียดื้อๆ
“เฮ้ย แล้วยังไงต่อวะ”
“มันถึงตอนหวาดเสียว กูจะให้โอกาสพวกปอดแหกออกไปก่อน ถ้าไม่อยากฟังต่อ”
“กูว่าไม่มีใครไม่อยากฟังแล้วว่ะเพื่อน…มึงต่อเลย”
ภิภพตั้งท่ายกมือไหว้ท่วมหัว ท่องนะโมหนึ่งจบ คล้ายๆ จะอุทิศส่วนกุศลไปให้ยายตาล และคล้ายจะบอกเป็นนัยๆ ว่าไม่ได้ลบหลู่ แค่เป็นการเล่าอย่างสรรเสริญยกย่อง เสร็จสิ้นพิธีกรรมภิภพก็เล่าต่อว่า
“คนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าว่า เขาเห็นยายตาลคว้าห่วงยางไว้ได้แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงปล่อยมือแล้วว่ายพุ่งไปข้างหน้าอีก คราวนี้ยายตาลก็เลยหายไปกับสายน้ำจริงๆ”
“อะโห้…อย่าบอกนะว่ายายตาลว่ายน้ำไปเก็บขยะ” เสียงมาจากเชิงชาญ
“ใช่…ไอ้ชาญ คนเก็บศพบอกว่าแกกำขยะถุงเปลือกส้มไว้ในมือจนแน่น ทุกคนเลยลงความเห็นว่า แกปล่อยมือจากห่วงยางไปเก็บขยะ”
“ตายในหน้าที่ว่างั้น”
“เออสิ…นี่แหละ เลยต้องเล่าให้ฟังก่อน ตอนลงเรือไม่อยากจะเล่า”
สมหญิงตัวสั่นขึ้นมาทันที ทั้งกลัวทั้งสงสารยายตาล และรู้สึกเห็นใจตัวเองด้วยที่ต้องมารู้เห็นไปกับเรื่องนี้อย่างเต็มๆ เธอยังจำแววตาดุดันของยายตาลได้อยู่เลย แต่คืนนั้นเธอแค่ทำของร่วงหล่นโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น ไม่ถึงกับโยนทิ้งลงแม่น้ำ แล้วยายพวกนักแสวงบุญเหล่านั้นล่ะตั้งใจโยนทิ้งเห็นๆ แล้วยังมีการด่ากลับสู้ตากันอีกด้วย ไม่อยากนึกภาพเลยว่าจะหลอนติดตาไปอีกกี่ภพกี่ชาติ
“พี่ภพ สุ วันนี้ตุ๊กตาขอกลับบ้านนะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้มีธุระกับแม่น่ะ”
สมหญิงแจ้งความประสงค์ ในเวลานั้นเชิงชาญถึงกับแยกเขี้ยวใส่ภิภพ แต่ก็เข้าใจได้ เป็นใครก็ต้องกลัว ตำนานยายตาลกันทั้งนั้นแหละ แม้แต่เขาเอง ผ่านไปเป็นปีก็ยังนึกถึงเรื่องเล่านั้นได้อยู่ราวกับเห็นด้วยตาตัวเอง
ไม่รู้เพราะยายตาลเฮี้ยน หรือภิภพเล่าเรื่องเก่ง
“มึงจะเอาเรื่องยายตาลส่งประกวดงาน ABC อวอร์ด (Advertising Bangkok and Culture Awards) จริงเหรอวะ มันเป็นงานประกวดหนังโฆษณานะเว้ยไม่ใช่ประกวดหนังผี”
ปี พ.ศ.นั้นเชิงชาญเรียนถ่ายภาพจนถึงปีสุดท้ายแล้ว ก็เกิดโครงการพิเศษนี้ขึ้นในงานประกาศรางวัลโฆษณาระดับประเทศ เรียกว่าเป็นแคมเปญรณรงค์สร้างจิตสำนึกในด้านการรักษาความสะอาด โดยผู้ส่งผลงานต้องเป็นนักเรียนนักศึกษา และต้องเป็นผลงานที่ไม่ได้ลอกเลียนจากที่ใดทั้งสิ้น เงินรางวัลสูงถึง 3 หมื่นบาท เป็นที่ล่อตาล่อใจยิ่งนัก
“กูแค่จะเอาเรื่องยายตาลมาบิดมุมเล่าใหม่ ไม่ได้ยกมาทั้งดุ้น มึงเรียนศิลปะยังไงวะ อาจารย์ลืมสอนเรื่อง อินสไปร์เรชั่นหรือไงวะ”
“ไอ้ชาญ ไอ้ปากเสีย อาจารย์สอนหมดแหละ แต่กูอาจจะโดดเรียนคาบนั้น…มึงว่ามา อินสไปร์ ชั่นๆ อะไรของมึงมันเป็นยังไง”
เชิงชาญอธิบายโดยสรุปให้เพื่อนฟัง
“ถ้ามึงจำรายละเอียดของเรื่องยายตาลได้ แล้วสังเกตให้ดีๆ เรื่องของเรื่องมันมีใจความหลักอยู่สองประเด็น ที่กูจับทางได้คือความกลัว กับความสะอาด”
“แล้ว…”
“กูเลยคิดว่า ถ้าจะคิดแคมเปญรณรงค์ให้คนเลิกทิ้งขยะมั่วซั่ว มันต้องทำให้คนกลัว แบบที่ยายตาลพยายามจะทำมาตลอด ถึงขั้นยอมแลกด้วยชีวิต”
“อืม…ก็มีเค้าลางอยู่นะ เพราะกูก็ได้ยินพวกคนเรือพูดกันอยู่ ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องยายตาลขึ้น คนเรือไม่มีใครกล้าทิ้งขยะลงแม่น้ำอีกเลย มันหลอนๆ สายตาของแกด้วยอะไรอย่างนั้นมั้ยวะ”
“นั่นแหละ กูว่าวิธีของยายตาลแกมาถูกทางแล้ว เพียงแค่ฮาร์ดคอร์ไปหน่อย เล่นชี้นิ้วแช่ง เล่นสบตาน่ากลัว ถึงขั้นกระโดดน้ำตามไปเก็บ บรื้อส์ อย่างนั้นมันก็ชวนขนลุกไป”
“เออ…มึงก็ช่างคิดเปรียบเทียบเนอะ แล้วมึงจะเล่ายังไงวะ ไอ้ชาญ”
“ไม่รู้ว่ะ…กูยังคิดไม่ออก แต่คิดว่านี่เป็นหนทางให้คิดต่อ อาจารย์กูสอนว่า ภาพจะงามไม่ได้อยู่แค่กล้องดีกับฝีมือคนถ่าย แต่ต้องโฟกัสให้ถูกจุดก่อน นี่กูกำลังเล็งจุดโฟกัสอยู่”
“เอาสิ…มึงคิดไป แล้วจะให้กูช่วยปั้นงานส่งยังไงก็บอกมา เดี๋ยวกูช่วย”
เชิงชาญรู้อยู่แล้วว่า ภิภพต้องขันอาสาช่วยเขาแน่ๆ ลำพังตัวคนเดียว เขาคงไม่สามารถผลิตผลงานส่งประกวดแน่ๆ ฝีมือวาดภาพห่วยๆ อย่างเขา ควรยึดอาชีพช่างภาพตามที่เรียนมานั่นแหละเหมาะสมแล้ว
“เขาให้ส่งงานเป็นสตอรี่บอร์ด ถึงตอนนั้นกูจะให้มึงช่วยวาดรูปให้ แล้วถ้าได้รางวัล เรามาแบ่งตังค์กันคนละครึ่ง ดีมั้ย”
“เฮ้ย กูช่วยมึงฟรีๆ ตังค์เติงอะไรไม่เอาหรอก ยกให้มึงแหละ คนต้นคิด”
“เหอะน่า…แบ่งกันนั่นแหละ มึงช่วยกูมาเยอะแล้ว ค่าที่ซุกหัวนอนมึงก็ไม่คิด ค่าข้าว ค่ารถค่าเรือ มึงก็ออกให้…ถึงเวลาแบบนี้ ให้กูแบ่งมึงเหอะเพื่อน”
เชิงชาญคิดเช่นนั้นจริงๆ ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ทางบ้านส่งเงินให้เขาใช้เดือนละหนึ่งพันบาท รวมกินอยู่หลับนอน ซึ่งจะเอาที่ไหนมาพอ ถ้าไม่ได้ความใจกว้างของภิภพและครอบครัวที่แบ่งให้ทั้งที่นอน ที่กิน เขาเองก็คงจะแย่ ชีวิตนี้หากสุขสบายขึ้นมา คนแรกๆ ที่อยากตอบแทนนอกจากแม่และพ่อครู ก็คือเพื่อนคนนี้และครอบครัว
“เอาเถอะไอ้ชาญ ให้มันได้รางวัลจริงๆ ซะก่อน อย่าเพิ่งฝันเฟื่อง เผื่อใจไว้กับเรื่องผิดหวังบ้างนะมึง”
และแล้ววิญญาณยายตาลก็เข้าข้างคนคิดดี ผลงานของเชิงชาญที่ได้แรงบันดาลใจจากหญิงชรารักษาความสะอาดยิ่งชีพ ก็ผ่านเข้ารอบได้อันดับหนึ่ง
กรรมการตัดสินบอกว่า การเล่าเรื่องในสตอรี่บอร์ด ชัดเจน สร้างสรรค์ ภาพประกอบโดดเด่น หากนำมาใช้ผลิตเป็นหนังโฆษณาสามารถใช้ภาพวาดเป็นแอนิเมชันได้เลย
ยังกับการ์ตูนดิสนีย์ โทนภาพ เรื่อง คำพูด
เสียงส่วนใหญ่วิจารณ์แบบนี้ ก็จะไม่ให้เหมือนดิสนีย์ได้ยังไง เชิงชาญเล่นเปลี่ยนคาแรกเตอร์ยายตาลให้กลายเป็นเทพีแห่งสายน้ำที่แสนงดงาม และคอยปราบปรามผู้ร้ายซึ่งก็คือขยะต่างๆ ที่หล่นลงมาในอาณาจักรของนาง
เป็นตุเป็นตะ กัลยาเคยแซวเอาไว้ ที่เชิงชาญเปลี่ยนยายตาลให้กลายเป็นเทพีแสนสวย
“จิตใจมึงช่างหยาบช้านัก ไอ้ซ้ง…สำหรับกู ยายตาลคือคนสวยโว้ย แกสวยงามมาจากจิตใจข้างใน เราไม่ควรมองคนอย่างฉาบฉวย แต่ให้มองที่แก่นแท้ข้างใน จิตใจยายตาลคือความสวย ความงดงาม ความสะอาดบริสุทธิ์ ไม่เชื่อไปถามไอ้ภพแฟนมึงสิ ไม่งั้นมันจะวาดออกมาสวยปานนั้นจนกรรมการติดใจได้ยังไง”
“จริงเหรอพี่ภพ”
ภิภพไม่ได้ตอบคำถามนั้น ได้แต่อมยิ้ม
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง : บทนำ







