Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 6 : การเป็นตัวเองได้ในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นอย่างอื่นตลอดเวลา นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 6 : การเป็นตัวเองได้ในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นอย่างอื่นตลอดเวลา นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

เชิงชาญพินิจแก้วกาแฟตรงหน้าแล้วคิดไปเรื่อยเปื่อย แก้วกระดาษใบนี้ใช้สัญลักษณ์ใบไม้พื้นถิ่นเป็นโลโก้ เขาไม่รูัจักว่ามันคือใบอะไร แต่น่าจะเป็นเมเปิล

มองผ่านๆ คิดได้สองมุม อย่างแรกมันคือแก้วสีแดงที่เลอะลายขาว หมายถึงสีแดงมีของมันอยู่ก่อนแล้ว สีขาวเพิ่งเติมมาทีหลังและเป็นเพียงพื้นที่ส่วนน้อยแต่ดันมีรูปทรงใบไม้ชัดเจนจึงดึงความสนใจไปจากสีแดงจนหมด ส่วนอีกมุมมองก็คือมีสีขาวอยู่ก่อนแต่นำสีแดงมาถมเพื่อให้ขาวเด่นเด้งขึ้นมา ไม่ว่าอะไรจะมาก่อนมาหลังแต่เมื่อมันรวมกันอยู่ตรงนั้นอย่างจำเพาะเจาะจง แก้วใบนี้จึงมีเรื่องราว

แก้วพยายามเล่าว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน และมีความเป็นมาอย่างไร แน่นอนว่าคนที่พอมีความรู้อยู่บ้างก็จะมองออกในทันทีนี่คือแก้วจากแคนาดา แต่ใครไม่รู้ก็อ่านจากพยานแวดล้อมในร้านเอาเอง เช่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าร้าน พร้อมข้อความที่บอกว่า กาแฟละมุนแท้สัญชาติแคนาดา นี่แหละหน้าที่ของงานโฆษณาที่ช่วยให้แก้วมีตัวตนชัดเจนขึ้นอีกเยอะ

การอยากมีตัวตนสำคัญเท่ากับการอยากมีชีวิตอยู่ แต่ความอยากมีตัวตนของคนแต่ละยุคไม่เท่ากัน สมัยก่อนโน้นนานๆ ครั้งผู้คนอยากมีตัวตนก็ต้องแสดงออกผ่านการสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อไต่ระดับจากมุมอับสู่มุมเฉิดฉายที่ประจักษ์สายตาในทันที ศิลปิน นักดนตรี แม้แต่เจ้าผู้ครองแคว้นที่อยากมีตัวตนชั่วนิรันดร์ ถึงกับใช้พระนามของตนเองตั้งเป็นชื่อเมืองสำคัญๆ และแม้แต่ชื่อเดือน

แต่ยุคนี้ ทุกอย่างดูลัดขั้นตอนไปหมด ไม่ต้องพยายามให้ใครยอมรับ แค่ปล่อยสัญญาณภาพออกไปทางเครือข่าย ให้คนเห็นบ่อยๆ หนักๆ แล้วตัวตนเหล่านั้นก็จะดึงดูดพวกเดียวกันมาให้เราเป็นจ่าฝูงในสิ่งนั้นๆ

เชิงชาญเติบโตอยู่ในยุคเฉยๆ กับการมีตัวตน มาสู่ยุคคลั่งตัวตนขั้นสุด จะเรียกลัทธิได้มั้ยนะ ได้สิ มองไปทางไหนทุกคนก็มีบับเบิลขึ้นหัว ว่าตัวกูอยู่นี่ ตรงนี้นะคือกู เป็นแบบนี้ เป็นอย่างนี้

ดูได้จากอะไร ก็การหันหน้าจอเข้าตัวแล้วพูดคุยกับคนอีกฟากด้าน อยากให้รู้ว่าตนมาถึงที่นี้แล้ว กำลังกินอะไร สะพายอะไรอยู่ ได้เจอกับใครบ้าง รู้สึกนึกคิดกับสิ่งใด คนลัทธินี้มุ่งเน้นใส่ใจมนุษย์ที่มีตัวตนเช่นกันอยู่อีกฝั่ง จนเดินชนเขาเข้าแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ครั้งหลังสุดชนหนักหน่อยถึงขั้นแก้วกาแฟในมือกระฉอกรดขากางเกง เชิงชาญต้องยกขึ้นจิบให้มันพร่องลงบ้างด้วยความเสียดาย กาแฟหลักร้อยหกหายไปทีก็หลายสิบ

แล้วเชิงชาญก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า คนสมัยนี้สร้างตัวตนเก่ง จนไม่ต้องพึ่งพามืออาชีพก็ได้ ทุกคนเปิดหน้าเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าตัวเองได้เอง เล่าเรื่องตลกขบขัน หัวเราะร้องไห้ประกอบการขายของได้เอง สร้างสรรค์เนื้อหาที่เรียกว่าคอนเทนต์ได้เหมาะกับตัวตนได้เอง นักโฆษณาอย่างเขาจึงหาที่ยืนได้ยากขึ้นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าตกงานกันระนาว และมีไม่น้อยที่ผันตัวไปทำอย่างอื่นที่อยู่ภายใต้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เคยมี มันก็ไม่ยากอะไร เพราะคนอย่างพวกเขา ปรับตัวเก่งจนน่าทึ่ง

แต่ไม่ใช่สำหรับคนอีกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสายงานเดียวกัน  อย่างเช่นฝ่ายเสื้อผ้ายังจำเป็นอยู่มั้ย ในเมื่อความเป็นตัวตนมันขายได้ ยังจะต้องปรุงแต่งไปเพื่อ ฝ่ายจัดหานักแสดงยังจำเป็นอยู่ใช่มั้ย ในเมื่อลูกค้าชี้เป้าจากจำนวนตัวเลขผู้ติดตาม เหลือแค่กดส่งข้อความเข้าดีเอ็มก็ถึงตัวได้ง่ายๆ แล้วยังพวกตากล้อง ช่างไฟ คนคุมเสียงแสง เหล่านี้ทำงานต่อเนื่องสอดคล้องกันอยู่แล้ว เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้กล้องคุณภาพสูงสำหรับงานสะท้อนตัวตน ผู้คนประจำจุดหลังกล้องก็อันตรธานไปด้วยโดยปริยาย  นี่รวมไปถึงขั้นโพสโพรดักชันที่หมายถึงการตัดต่อทำเสียงประกอบด้วยนะ ในเมื่อลัทธิตัวตนคือสิ่งที่ใครต้องการ จะเสียงแหบเป็ด ไก่กา หมาฉี่ใส่สังกะสียังไงก็ได้ ไม่เห็นต้องตำหนิ ให้เกิดประเด็นบุลลี

ผู้คนเบื้องหน้าที่เขากำลังจะไปพบ คือมนุษย์ผู้ได้รับผลกระทบจากวิบัติครั้งนี้โดยตรง และเป็นอย่างชนิดหลังคือ แก่ปูนนี้แล้ว จะให้เริ่มงานใหม่ที่ไหนได้วะ

เต็นท์ชั่วคราวที่ดูแข็งแรงในระดับกันลมกันฝนเพียงเบาๆ ขนาบหน้าเข้าหากัน คั่นด้วยถนนซีเมนต์หยาบๆ ดีกว่าลูกรังหน่อยเดียว ขนาดหนึ่งคูหาของมันนั้นแสนคับแคบ แค่เดินเข้าออกสวนสองสามคนกันก็แน่นร้านแล้ว แต่กลับได้รับความนิยมจากลูกค้าต่างชาติมากหน้าหลายตา ทั้งมาเช็กอินรายงานตัวตน ทั้งมาจับจ่ายใช้สอยจริงๆ มากิน มาดื่ม มาหิ้ว เชิงชาญรู้เส้นทางดี เขาต้องเดินผ่านย่านนี้ไปอีกสองซอย หรือราวๆ 500 เมตรสองทบ จึงจะถึงที่หมาย ‘ตลาดคาวบอย’ ตลาดไนต์ในเมือง จากไอเดียออกแบบของเขาร่วมกับหลานชาย นายเมืองสมุทร

แต่ถ้าจะรื้อฟื้นถึงความเป็นมาเกี่ยวกับตลาดแห่งนี้ ขอบอกก่อนว่า มันไม่ได้ชื่อตลาดคาวบอยมาก่อน แต่เป็นเพราะถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และความปรารถนาของเจ้าของที่ตัวจริง

หากสนใจตัวตนของตลาดแห่งนี้ ต้องย้อนไปฟังการสนทนาในครั้งกระโน้นก่อน…

 

สามปีก่อนเมืองสมุทรเป็นคนริเริ่มโครงการรวบรวมสุดยอดฝีมือที่ถูกปลดระวางจากอาชีพ เนื่องด้วยเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งสมาชิกรุ่นบุกเบิกเกินกว่าครึ่งคือลุงๆ ป้าๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมวงการกับแม่ และอาชาญนั่นเอง จำได้ไม่ลืมว่า คืนนั้นก่อนจะเมาฟุบโต๊ะ แต่ละคนเอาแต่ตัดพ้อเรื่องวิถีอายุทำงาน สวนทางกับอายุสังขาร

“ฮ่าๆๆ แม่งจะให้สมัครใจลาออก บ้าป่าววะ เศรษฐกิจหมาหงอยแบบนี้ คิดได้ไงวะสมง สมอง”

“เดี๋ยวก่อนๆ ไอ้ก้อง อย่างมึงเรียกฟรีแลนช์ ต้องลาออกจากอะไรวะ กูงง”

“หมายถึงเมียคนโตกู ที่มันอยู่แบงก์โว้ย มันโทรมาร้องไห้กับกู ถามว่าเอาไงดี ลาออกได้ตังค์ชดเชย หรือทู่ซี้ทำไปให้ถึงหกสิบดี”​

เมียคนโตหมายถึงภรรยาในสมรสที่อาจจะแยกทางกันแล้ว หรือยังอยู่ด้วยกันก็แล้วแต่ โดยนัยจะต้องมีเมียคนกลาง คนเล็กอีกแน่ๆ

“ไอ้ห่าก้อง แล้วมึงให้ความเห็นว่า…”

“ออกสิ เอาตังค์ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง เอามาทำทุนห่าอะไรไปก่อนก็ยังดีกว่าอยู่ให้มันมองข้ามหัวไปข้ามหัวมา”

“แล้วมึงจะทำอะไร มีบิซิเนสแพลนอะไรแล้วว่างั้น”

“กูว่าจะไปเซ้งที่ขายของในสวน”

“ขายอะไรวะ…กูไม่เห็นมึงทำอะไรได้นอกจากคอยเดินตามผู้กำกับต้อยๆ สับเป็นแต่สเลตนะมึงอะ”

“ไอ้ถั่วมึงอย่าดูถูก เห็นอย่างนี้กูทำกับข้าวอร่อยนะเว้ย ที่มึงเห็นเมียคนโตกูยังไม่ทิ้งกูไปไหน เพราะมันติดใจปลายจวักกูเนี่ย…”

เห็นจะจริง เรื่องที่ก้องเกียรติเก่งเรื่องอาหาร เขาเคยแข่งขันในรายการเชฟบ่ะมาแล้ว แต่ตกรอบคัดเลือก เห็นว่าลักษณะไม่เข้าทางรายการเท่าไร และส่วนหนึ่งเพราะอยู่ในเจนเนอเรชันเกินเกณฑ์ หรือพูดง่ายๆ ว่าแก่ไป คนวัยพ่อแม่ของเมืองสมุทรจัดอยู่ในหมวดว่าที่ราษฎรอาวุโสแล้วหรือนี่ ยังจำความหนุ่มสาวของพวกเขาได้อยู่เลย สมัยกระเตงๆ กันเที่ยวทั่วไทย โดยมีเขาเป็นเด็กสองคนในกลุ่มที่ลุงป้าผลัดกันอุ้มพาเข้าห้องน้ำห้องท่า

พวกเขากำลังตกที่นั่ง…ต้องนับหนึ่งกันใหม่ในวัยใกล้ฝั่ง

“ถ้าเพื่อนๆ แม่อยากหาอาชีพใหม่กันจริงๆ ผมช่วยได้นะครับ” เมืองสมุทรขันอาสา หลังจากใคร่ครวญปัญหาเบื้องต้น อย่างมีทฤษฎี

“ฮืม” กัลยาในขณะนั้น กำลังแช่ผ้ามัดหัวท้ายลงอ่างสีย้อมสกัดจากถั่วเหลือง เทคนิคใหม่ที่เพิ่งรับการคายกระสือจากกูรูแห่งวงการ

“อย่าไปให้ท้ายพวกมันเลย ก็คงแค่บ่นกันไปงั้นแหละ ไอ้พวกนี้มีที่ทางอยู่ต่างจังหวัดกันทั้งนั้น ไล่มันกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิดน่ะดีแล้ว แม่ว่า”

เมืองสมุทรมองดูแม่กดผ้าลงน้ำจนมิด ก่อนหาอะไรมาทับไว้ไม่ให้ลอยขึ้นมา ทุกขั้นตอนงานฝีมือของแม่ เขาจะไม่พยายามเข้าไปช่วย เข็ดและจำแล้ว เมื่อไหร่งานออกมาไม่ถูกใจก็จะถูกดุ พอได้สวมหมวกศิลปิน แม่จะกลายเป็นคนละคน

“แต่ก็มีอีกหลายคน ที่เป็นคนกรุงเทพไม่ใช่เหรอแม่ ผมเห็นเขาซื้อบ้านอยู่ชานเมืองกันทั้งนั้น ได้ยินว่ายังผ่อนเหลืออีกตั้งหลายปี คนรุ่นแม่เหมือนจะเก็บเงินไม่เก่งจริงมั้ยครับ”

ก็จริงน่ะสิ พวกนี้มีเงินพอดาวน์บ้านก็รีบคว้าไว้ก่อน ซื้อบ้านตั้งแต่หนุ่มสาว สมัยมีเครดิตพนักงานบริษัท จนตกงานก็ใช้เครดิตเดิม คนพวกนี้ใช้เงินหมดไปเดือนๆ การมีรายได้พิเศษ ก็แค่ช่วยทำให้เดือนนั้นพิเศษขึ้นมานิดหน่อย ไม่ได้หมายถึงต้องหามาเก็บ

“อย่าเอาคนอย่างพวกแม่ไปเปรียบกับคนอื่นเลยลูกเอ๊ย พวกเรามันสุขนิยมรายวัน ไม่เคยคิดเผื่อวันข้างหน้าหรอก ดีแค่ไหนแล้วที่มีประกันสังคมให้เกาะอยู่บ้าง กับอะไรนะสามสิบบาทา”

“บาทสิครับแม่…สามสิบบาทาไม่น่าจะรอดนะครับ”

“ฮึๆ แม่ล้อเล่น…ก็นั่นแหละ แม่ไม่อยากให้เมืองคิดมาก ชีวิตใครชีวิตมัน ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลนั้นให้ได้สิ แฟร์ๆ จริงมั้ย”

“แต่ถ้าผมช่วยได้ ผมก็อยากทำนะครับแม่”

กัลยามองตาปริบๆ ลูกชายมีความคิดเช่นนี้จริงๆ เพราะอะไรนะ

“แม่เข้าใจงานที่ผมทำมั้ยครับ…” เมืองสมุทรร้อนวิชา หลังจากลงเรียนปริญญาโท เคยอธิบายให้แม่ฟังหลายรอบ แต่รับรองได้ แม่ไม่เข้าใจหรอก

ผู้เป็นมารดาขยับตัวออกจากโซนเปียก ล้างมือในอ่าง

“ไปคุยกันดีๆ ทางโน้นมั้ย แม่เมื่อย เล่ามาให้แม่เข้าใจด้วยนะ…” กัลยาปั้นหน้าราวกุนซือ “เข้าใจแล้วแม่จะได้ไปถามพวกมันก่อน”

ใช้เวลาไม่นานที่จะเล่าให้แม่ฟัง แต่ใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าแม่จะเข้าใจ แต่เพราะความปรารถนาดีผนวกกับประสบการณ์ตั้งแต่สมัยฝึกงานกับระดับท็อปของวงการกลยุทธ์​ ไล่ไปจนถึงลงภาคสนามจริงในท้องถิ่นทางภาคเหนือของไทย ในที่สุดเมืองสมุทรก็หาแนวร่วมได้คืออาชาญของเขา ซึ่งอาสาจะทำเรื่องโฆษณาให้ ผลงานที่ผ่านมาเชิงชาญกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้เข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ

เขาเล่าให้ทุกคนฟังว่า ทุกคนต้องมองหาวินนิ่งโซนของตัวเองให้ได้ หมายถึง การรู้จักตัวเอง วิเคราะห์จุดแข็งแล้วเชื่อมโยงกับความต้องการของลูกค้าที่มี เลี่ยงจุดอ่อนหรือจุดด้อยที่แข่งขันมากเกินไปแล้วหนีไปก่อน ซึ่งหลังจากช่วยกันระดมความคิด ตั้งคำถามวิจัยในเชิงลึก เมืองสมุทรจึงได้ประชากรมากฝีมือส่วนหนึ่งที่พร้อมแล้วจะก่อตั้งในรูปแบบตลาดนิช เชิงชาญบอกว่า ชอบความหมายคำว่าอินดี้ ในยุคของเขาคำนี้หมายถึงคนเก่งที่ทำอะไรไม่ง้อหมู่มาก อย่างเช่น ค่ายเพลงอินดี้ หนังอินดี้ ถ้าอย่างนั้นตรงนี้ก็น่าจะเป็นตลาดอินดี้ แล้วพวกเราก็อยู่ในวัยทอง…

“ไอ้บ้า อย่าพูดงั้นสิ แสลงฉิบหาย”

“ไม่เรียกทองตรงๆ เรียกโกลเด้นได้มั้ยวะ”

“ใช่ๆ โกลเดนรีทรีฟเวอร์”

“ไอ้บ้า ใครพูดวะ”

“อินดี้ โกลเดนมาร์เก็ต”

“ฝรั่งไปว่ะ อินดี้ได้ แต่โกลเดนมาร์เก็ตไม่ผ่าน”

เชิงชาญกำลังรวบรวมความคิดจากปากพูดไปเรื่อยของเพื่อนๆ จุดขายเวลานี้คือเรามีร้านค้าหลายแนวของคนวัยทอง สายอินดี้

“เมืองเป็นคนคิดโปรเจกต์นี้ ก็ใช้ชื่อเมืองสิ”

“ไม่ดีกว่าครับอา เอาชื่อไทยๆ ที่ให้ความรู้สึกติดดินหน่อย แต่ดูมีเอกลักษณ์ดีกว่า”

“อย่างจตุจักร อยู่จตุจักร ก็เลยชื่อตลาดนัดจตุจักรน่ะเหรอ”

“ตลาดอัมพวา อยู่อัมพวา ก็ชื่อตลาดน้ำอัมพวา”

“ตลาดโคเว่น อยู่โคเว่น ก็ชื่อโคเว่น”

“พอๆ…เข้าเรื่องสักที…เอาสิว่ามาไอ้ชาญ ชื่อไรดีหว่าตลาดพวกเรา”

“โกลเดนอินดี้ ตลาดไนต์ในเมือง เรียกสั้นๆ ตลาดเมือง…ถ้ายาวหน่อยเอาไว้โปรโมตก็เรียกว่า ตลาดนัดเมืองกรุง ของคนอินดี้ๆ”

วันนั้นทุกคนต่างเห็นด้วยที่จะเรียกว่า ตลาดเมือง แล้วยังช่วยกันออกความเห็นเรื่องโซนต่างๆ ในตลาดเมืองอาหาร เมืองขนม เมืองคราฟ

“แล้วถ้าวันไหนมีร้านค้าประเภทอื่นมาเพิ่มก็เรียกชื่อเพิ่มใช่มั้ย อย่างเช่น เมืองนวด”

“แล้วถ้ามีคอนเสิร์ตล่ะ”

“ไม่ต้องเรียกอะไรเลย มันเป็นส่วนกลางเว้ยไอ้ฟาย”

“ถ้างั้นต้องมีจัตุรัสเมือง เอาไว้จัดกิจกรรมรวม”

ทุกคนออกความเห็นถึงตรงนี้ เชิงชาญนึกสนุก

“วางแปลนเมืองให้เป็นผังเมืองด้วยเลยดีมั้ย ตรงกลางเป็นจัตุรัส ให้เมืองต่างๆ อยู่ล้อมรอบเป็นวงกลม เหมือนผังเมืองอะไรสักเมืองที่ฝรั่งเศส”

“เมืองยะลานี่แหละ บ้านเรานี่แหละไม่ต้องอ้างอิงฝรั่ง อย่าไปให้เครดิตมันมากนัก”

ทุกคนฮาครืน…ตั้งแต่นั้น โดยรูปร่างหน้าตาตลาดไนต์ในเมือง จึงมีรูปโฉมไม่เหมือนใคร แต่จะไม่วงกลมเสียทีเดียว เพราะหาพื้นที่สวยๆ ขนาดนั้นไม่ได้ กลายเป็นเพียงถนนกว้าง ทอดยาว โดยมีจุดบรรจบตรงกลาง

นักวาดฝีมือดีของกลุ่มเป็นคนสเกตช์ภาพขึ้นมา

“แล้วมันควรจะอยู่ที่ไหนได้ เรารวยขนาดซื้อที่ในเมืองได้จริงๆ เลยเหรอวะ”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมคิดเอาไว้แล้ว”

เมืองสมุทรเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ที่อยู่ฝ่ายพัฒนาประเทศ เคยพูดเรื่องกลุ่มคนเอจจิ้งที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง เคยเอ่ยปากว่า หากลูกศิษย์คนใดมีแผนงานที่เข้าทางละก็ ให้ลองเสนอโปรเจกต์มา แล้วก็นับเป็นโชคดีของลุงป้า ที่มีโครงการนี้สวมเข้ากับห้างสรรพสินค้าหนึ่งได้พอดี

“ทางห้างอยากมอบพื้นที่ให้จัดสรรโครงการอะไรก็ได้ เขาไม่อยากได้ร้านขายของที่เหมือนที่อื่น อยากให้มีแนวคิดหน่อย พวกผมช่วยกันขายจนได้ที่มาแปลงนึง เป็นที่จอดรถเก่า โชคดีมากเลยครับ ถ้าอยู่ใกล้ห้างด้วยก็หมดห่วงเรื่องเรียกแขก แต่เราต้องทำหน้าตาตลาดเราให้น่าสนใจ ให้เขาอยากมาจอย หรืออย่างน้อยๆ ต้องอยากมาถ่ายรูปครับ”

จึงกลายเป็นตลาดนัดแห่งใหม่ ร้านรวงในนั้นก่อสร้างกึ่งถาวร มีการก่ออิฐแดงเป็นเอกลักษณ์ทั้งหมด ครึ่งอิฐแดงครึ่งเหล็ก มียูทูบเบอร์ อินฟลูมาถ่ายทำรายการ เช็กอิน มีโซนดาราปลดระวางที่เอาดีด้านทำขาหมูบ้าง หมูกรอบบ้าง มาออกร้านชื่นมื่น

พอที่บูมขึ้นมาปัญหาก็เกิดขึ้น ทางห้างปล่อยที่ให้เช่า ร้านแนวแผงลอยเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ก็นับเป็นจุดขายที่ดี เพราะผู้คนพูดกันปากต่อปาก แห่แหนกันมาเยี่ยมเยียนมิได้ขาดสาย

และดูเหมือนตลาดที่เคยมีตัวตนกำลังจะถูกกลืน ทางเจ้าของพื้นที่โครงการขอให้ปรับแนวคิด เปลี่ยนชื่อใหม่ จนกลายมาเป็นตัวตนบิดเบี้ยวเล็กน้อย

“เปลี่ยนธีมไปตามฤดูกาล…แล้วตอนนี้มันฤดูอะไร”

“ก็คาวบอย สลับกับจีนๆ”

ตั้งแต่นั้นเชิงชาญก็หมดใจกับโครงการ ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระแส

ร่วมปีแล้วกระมังที่เชิงชาญไม่ได้แวะเวียนมาสถานที่แห่งนี้เลย

เมื่อมีธุระสำคัญต้องเจรจาด้วยตัวเองกับเมืองสมุทร เขารู้ดีว่าจะตามหาชายหนุ่มรุ่นหลานเจอได้ที่ไหน ก็ที่นี่ที่เดียว ที่ซึ่งเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของคนรุ่นหนุ่มหากแต่เป็นชีวิตจริงของคนสูงวัยใกล้ฝั่ง

ลึกเข้าไปด้านในสุด อาคารก่ออิฐสีแดงอย่างหยาบๆ ตกแต่งอักษรจีนสไตล์โรงเตี๊ยม เมืองสมุทรประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ คืนนี้เจ้าของร้านตัวจริงไม่อยู่ คงฝากให้เขาดูแลร้านในตำแหน่งบาริสตาเช่นทุกที

เชิงชาญปรากฏตัวต่อหน้าหลานชาย ขณะเขาก้มหน้างุดอยู่กับจอมือถือ

“ข้างนอกคนเยอะเกินไปมั้ยเนี่ยเมือง…ข้างในเลยเงียบเชียว”

“อ้าวอาชาญ ไหนแม่บอกจะชวนอาไปงานศพน้าตุ๊กตา ทำไมมาโผล่ที่นี่ล่ะครับ…แล้วนี่จะมาทำไมไม่บอกก่อน”

“ทำไมล่ะ จะปูพรมแดงให้เดินเข้ามาในฐานะคนคิดชื่อหรือไง”

“ฮ่าๆ อะไรอย่างนั้นแหละครับ อานั่งก่อนหิวมั้ยเดี๋ยวทำอะไรให้กิน”

เชิงชาญนั่งลงตามคำเชิญ แล้วจึงวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะตรงหน้า

“โอ้โห วันนี้กินกาแฟนอกซะด้วย ไม่น่าเชื่อ”

“แทบไม่ได้กิน หกเกือบหมด เมื่อกี้เดินเข้ามา กว่าจะฝ่าด่านยูทูบเบอร์มาได้ ตัวจะเปียกเอา”

เมืองสมุทรรู้ในสถานการณ์ โซนตลาดเมืองของเขา ถูกบังหน้าร้านจากเต็นท์ชั่วคราวที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด เป็นเพราะที่ตรงนี้บูมขึ้นมาเรื่อยๆ จนเจ้าของห้างเพิ่งคิดได้ว่า ควรหารายได้จากตรงนี้เพิ่มอีกหน่อย

“ร้านเปิดใหม่เยอะแยะเลยครับอา แต่ไม่เกี่ยวกับตลาดเราเลยสักร้าน อะไรไม่รู้นึกจะขายก็ขาย แต่ดีแล้วครับ ไม่ใช่แนวเดียวกับตลาดเรา”

“แล้วนี่กว่าคนจะเข้ามาถึงตลาดเรา ไม่ซื้อของจนหมดตูดไปแล้วเหรอ”

“ไม่หรอกครับ พวกเขาตั้งใจมาเช็กอิน ถ้ายังไม่เห็นหมุดหมายแลนด์มาร์ก ก็ต้องตามหาจนเจอก่อน ค่อยกลับ”

นั่นแหละ ความหมายที่เชิงชาญต้องการจะสื่อ มีตลาดมาดักข้างหน้า คนเห็นอะไรก็แห่กันซื้อก่อน

“น่าจะทำสื่ออะไรใหญ่ๆ หน้าทางเข้าอีกสักอัน ให้มันเบิ้มๆ บึ้มๆ มองเห็นว่าของเราอยู่ข้างในนะ อดใจหน่อยอย่าเพิ่งซื้อของข้างหน้า”

“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับอา ตัดหน้ากันเกินไป”

“ก็ทีเขาทำก่อนล่ะ ตัดหน้ากันได้ยังไง แต่ก่อนเงียบยังกะป่าช้า พอเราทำจนที่คึกคักก็มาเปิดแผงแข่ง นี่อาไม่รู้มาก่อนว่าห้างจะทำอย่างนี้ ไม่งั้นไม่ยอมหรอก”

“ไม่เป็นไรหรอกอา ผมลองเช็กแต่ละร้านแล้ว ของเรายอดขาดยังไม่ตก เอาจริงๆ ก็แค่วันสองวันนี้เองที่คนน้อยไปหน่อย”

เชิงชาญไม่ได้แย้งกลับ ที่วันก่อนหลานชายโม้ว่าตลาดกำลังไปได้สวย แต่อะไรๆ มันก็เปลี่ยนแปลงกันได้

“วันก่อนคงไม่ได้เป็นแบบนี้ใช่มั้ยเมือง”

ชายหนุ่มยิ้ม

“ค้าขายมันก็อย่างนี้แหละนะ อย่าไปเครียด”

“ฮะอา…ผมว่าสักปลายเดือนค่อยดูสถานการณ์อีกที”

เมื่อเชิงชาญถามถึงเจ้าของร้าน ที่ปล่อยให้นายตลาดต้องเปลี่ยนมาเฝ้าร้านแทน เมืองสมุทรจึงเล่าให้ฟังว่า

“อาต่ายกำลังปรับปรุงบ้านที่กระบี่ อาอยากกลับไปเปิดแบบนี้ที่โน่นครับ”

ต่าย หรือ สรรชัย เป็นเจ้าของร้านกาแฟยุคบุกเบิก ด้วยอาชีพเก่าตากล้องวิดีโอ ช่วงหลังงานหดหายทั้งสองประเภท ซ้ำร้านรวงก็เอาแน่เอานอนเรื่องรายได้ไม่ได้จึงคิดอยากกลับบ้านเกิด

“อ้าว ถ้าไอ้ต่ายไม่อยู่ที่นี่ แล้วร้านนี้ล่ะ”

“อาต่ายจะให้ผมเซ้งต่อ แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว อาต่ายก็เลยให้ผมหาลูกค้าให้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น…เอาทุนคืนก่อน”

เชิงชาญนึกอะไรขึ้นมาขำๆ

“ถ้ายังไง ขอใช้เส้นเมืองมาถามอาก่อนนะ เผื่ออาตกงานจะได้มาเซ้งต่อมัน แต่ขอราคาเบาๆ หน่อยนะ”

“อาพูดเล่นใช่มั้ย ระดับคุณเชิงชาญตกงาน แสดงว่าวงการโฆษณาล่มสลายได้เลยนะครับ”

“อย่ามาอวย คนเรามีขึ้นก็มีลง อาไม่คิดมากอยู่แล้ว”

เชิงชาญพูดจากใจจริง เขาเห็นเรื่องราวทำนองนี้มาตลอดที่อยู่ในวงการ คลื่นลูกใหม่ย่อมตามไล่หลังคลื่นลูกเก่า เป็นสัจธรรมที่แปลว่าความจริงอันยากจะหลีกเลี่ยง  เขาเองเข้าวงการด้วยคำว่าคลื่นลูกใหม่เป็นที่คอยบดขยี้คลื่นลูกเก่าลูกแล้วลูกเล่าให้ซัดกระแทกฝั่ง จนแหลกสลาย ไม่นานหรอก คลื่นลูกนี้ก็จวนเจียนจะถึงฝั่ง รอเพียงเวลา ถึงคราวของตัวเองบ้าง

“คงไม่มีวันนั้นหรอกครับ” เมืองสมุทรยืนยันขันแข็ง “แต่ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น อาบอกผมนะ ผมช่วยอาได้ทุกอย่าง นะครับอา”

“แน่นะ”

เชิงชาญเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลัน หรี่ตาเจ้าเล่ห์ กระหยิ่มยิ้มย่องที่ปลารูปหล่อตะครุบเบ็ดเข้าให้แล้ว

 

เชิงชาญขอตัวเดินชมบรรยากาศตลาด พร้อมทั้งทักทายเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ อีกทั้งยังอดไม่ได้ที่จะคอยมองหาของไปเข้าฉาก ติดพันตั้งแต่กลางวัน ช่วงเย็นไปร่วมงานศพเพื่อนร่วมรุ่นก็ยังแอบมองหาของไปเข้าฉาก ในหัววนเวียนแต่เรื่องงาน

สี่ทุ่มกว่าๆ เขาดูเวลาจากมือถือ แล้วเหลือบไปเห็นแอปพลิเคชันที่ติดมากับเครื่อง สาระแนนับก้าวเดินในวันนี้ให้เกือบหมื่นห้าพันก้าว พอเห็นตัวเลขเท่านั้นแหละ เจ้าตัวก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาที่หัวเข่า เขาจึงกลับไปลาหลานชายซึ่งกำลังชงกาแฟมือเป็นระวิง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้คนสมัยนี้ กินกาแฟรอบดึกอย่างที่เมืองสมุทรบอกจริงๆ

“อันที่จริงอามีธุระจากแม่เรานะ เกือบลืมแหนะ เขาฝากให้มาบอกว่าคืนนี้จะไม่กลับไปนอนบ้าน จะค้างกับลูกน้าตุ๊กตา เห็นว่าจะพาไปปากคลองตลาด หาดอกไม้มาเพิ่ม”

“เหรอครับ ขอบคุณครับอา แต่ผมว่าทำไมถึงไม่ไลน์มาบอก โทรมาก็ได้”

“ก็แม่เขาลืมมือถือนี่ เห็นว่ามันแต่หาดอกไม้จัดหน้าโลง ไม่ทันนึก”

“ผมไม่ได้หมายถึงแม่ที่ไม่โทรมา ผมหมายถึงอานั่นแหละ”

“เออ…จริงด้วย ฮ่าๆ”

ถึงจะกลบเกลื่อนแล้วด้วยเสียงหัวเราะ แต่ใจของเชิงชาญยังดื้อ เพียงเพราะเขาหดหู่เหลือเกินในงานศพ เดือนนี้งานนี้ถือเป็นงานที่ 3 แล้ว แต่ละคนล้วนแต่วัยเดียวกัน แม้จะต่างสังคม ต่างที่ทำงาน แต่ก็อยู่ในวัยไล่ๆ กันนี่แหละ โดยเฉพาะสมหญิงหรือตุ๊กตา ที่เป็นรักแรกในวัยเรียนของเขา

“อย่าบอกว่ากลัวผีน้าตุ๊กตา เลยไม่กล้ากลับบ้านนอนนะครับ”

“ไอ้บ้า ก็คงอย่างนั้นแหละ ตอนเป็นๆ อาเคยจีบมัน แต่จีบไม่ติด ก็เลยแกล้งเล่นซะเลย มันเคยขู่อาด้วยนะ ถ้าตายเป็นผี จะมาหลอกอาคนแรก”

“ถ้าอากลัว ก็มานอนบ้านผมสิ แม่เพิ่งเปลี่ยนผ้าปูกับผ้าม่านใหม่ทั้งบ้านเลย ไปช่วยดู ช่วยชมให้คุณนายเค้าหน่อย”

“จะดีเหรอ ไม่รบกวนไปใช่มั้ย”

“มาก…” เจ้าตัวดีฉีกยิ้มฟันขาว “เปล่านะ…ผมล้อเล่น”

 

 



Don`t copy text!