Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 11 : ความทุกข์คือครูที่ยิ่งใหญ่ มันสอนมนุษย์ให้ถ่อมตนและเข้าใจชีวิต

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 11 : ความทุกข์คือครูที่ยิ่งใหญ่ มันสอนมนุษย์ให้ถ่อมตนและเข้าใจชีวิต

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

ระดับเสียงกับประสาทรับเสียง บางครั้งก็ไม่สัมพันธ์กัน เวลาคิดอะไรค้างหัว หูจะปิดกั้นเสียงไว้ด้วย ไม่ได้ยินทั้งเสียงเรียกชื่อตัวเอง เสียงรอบข้าง เสียงเพลงไพเราะที่ได้ยินก่อนหน้านี้ด้วย หายไปหมด มีเพียงเสียงระลอกคลื่นกระแทกข้างลำเรือดัง ซ่าๆ ซู่ๆ หนักเบาตามแรงลม

เชิงชาญรู้สึกได้ว่าหมู่นี้เขาได้ยินเสียงคลื่นบ่อยครั้ง ความคิดดีๆ หรือไอเดียบรรเจิดในวัยนี้เกิดขึ้นไม่ง่ายเลย เรื่องนี้ทำให้นึกย้อนไปเมื่อสมัยก่อน…

เคยมีครั้งหนึ่งที่เขาคิดหนังโฆษณาเกี่ยวกับสมองทารก ได้อ่านข้อมูลจนรู้ความลับเกี่ยวกับการทำงานในสมอง ที่เป็นเหมือนโรงงานขนาดใหญ่ มีระบบใยประสาทเรียกว่านิวรอน เรียงตัวอยู่กระจัดกระจายตามตำแหน่ง ต่อเมื่อใช้ความคิด ระบบไฟฟ้าขนาดกำลังเหมาะในสมอง จะทำหน้าที่เชื่อมต่อนิวรอนเหล่านั้น เกิดกระแสไฟจุดติดความคิดถ่ายข้อมูลถ่ายถึงกัน ไอเดียหรือความคิดบรรเจิดน่าจะเกิดขึ้นในเวลานั้น แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร

ไอเดียคัม ไอเดียโก ซัมไทมน์ฟาส ซัมไทมน์สโลว์

สำนวนฝรั่งที่บอกถึงปรากฏการณ์ทางความคิด มันมาแล้วมันก็ไป บางทีก็เร็วบางทีก็ช้า หรือไม่มาเลย เขาชอบบอกกับใครๆ ที่ตามทวงไอเดียในงานจากเขา แต่เชื่อเถอะโดยมากแล้วไอเดียคัมเกิดขึ้นกับเขาง่ายๆ เหมือนสำนวนไทย ‘ปอกกล้วยเข้าปาก’ หรือง่ายเหมือนกินแอปเปิลสไตล์พี่สตีบ จ็อบ

แล้ววันนี้วันที่เสียงคลื่นลม มันพัดพากระแสไฟอ่อนๆ ออกไปจากสมองจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ เขาคิดอะไรดีๆ ไม่ได้เลย อยู่ในสภาวะขาดความคิดสร้างสรรค์ เฉียบพลัน และเนิ่นนาน ไม่มีแล้ววินาทีนิวรอนสปาร์ค ให้คิดออกง่ายๆ แบบปอกกล้วยเข้าปากอย่างที่เคย

เสียงดังอีกแล้ว ซ่าๆ ซู่ๆ ดังอยู่รอบตัว

เหมือนลอยเรือตัวเปล่าอยู่กลางมหาสมุทร เท้งเต้ง ไร้จุดหมาย…และค่อยๆ เลือนรางว่างเปล่า

“เฮีย…”

สลับกับเสียงคลื่น เชิงชาญได้ยินเสียงนี้ เสียงเรียกเฉพาะคำนำหน้าชื่อของลูกน้อง ที่ผันเสียงมาจากชื่อสัตว์เลื้อยคลานชนิดนั้น เขารู้แก่ใจถึงความร้ายกาจความเข้มงวดที่ทำร้ายความรู้สึก บรรดาลูกน้องจึงแอบตั้งฉายาจากคำนั้น ผันสระกลายเป็นคำนี้…เฮีย

“เฮีย…”

แล้วเสียงคลื่นลมซู่ซ่าก็เงียบหายไป

 

“เฮียชาญ…เอาดีๆ มานอนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูสิ เราก็ตามหาตัวให้ควั่ก อยู่นี่เอง ลุกๆ เฮียไปนอนดีๆ ให้เป็นผู้เป็นคนหน่อย…เฮ้อ”

ภาพนอนแผ่หลาบนพื้นของเฮียผู้เป็นเจ้านาย ไม่ได้ทำให้ต๋อยแปลกใจแต่อย่างใด เขาคุ้นชินกับภาพนี้มาหลายปีดีดักแล้ว เมื่อใดที่ได้รับโจทย์งานใหม่ ต้องเค้นความคิด เฮียจะเริ่มทำมันบนโต๊ะก่อน ถ้าจนปัญญาคิดยังไงก็คิดไม่ตก เฮียจะคว้าสมุดเล็กปกดำติดมือไปพร้อมปากกาหมึกซึมแท่งโปรด เดินวนไปเวียนมาอยู่กับที่ หรืออาจจมจ่อมปิดประตูเงียบอยู่ในห้องน้ำ และสุดท้ายเฮียจะพึ่งพามัน! เมื่อเห็นกลุ่มควันและกลิ่นสาบเขียว เป็นสัญญาณบอกว่าอย่าเพิ่งเข้าใกล้เฮีย ปล่อยเขาไป อย่าเพิ่งเรียก อย่าเพิ่งมีธุระด้วย รอหน่อยจนกว่าเฮียจะจบลงด้วยท่านี้

เฮียเคยบอกว่าเวลาแบบนั้น จะนึกว่าตัวเองเหมือนเรือน้อยลอยอยู่กลางทะเล ไหลไปกับคลื่น เคลื่อนไปกับลม ล่องลอยในกระแสธารไร้ฝั่งบรรจบ

เป็นเวลาเข้าฌานของเชิงชาญ เวลาแห่งการปลดปล่อยบางสิ่ง เพื่อเรียกอีกสิ่งเข้ามาแทนที่

 

เชิงชาญลุกขึ้นนั่งตาปรือๆ แล้วสบถ!

“ไอ้ต๋อย ไอ้เวร จะเรียกทำไม ทำเสียสมาธิหมด”

“ว้าย…เฮียชัตดาวน์ตัวเองซะขนาดนั้น สมาธิไปถึงชั้นไหนแล้วล่ะ” ต๋อยเห็นเชิงชาญใช้มือยันพื้น แต่ยกก้นลอยขึ้นมาหน่อยเดียวก็หล่นติดพื้นอีก “เอ้าลุง ลุกไหวมั้ยเนี่ย”

อาการคล้ายเมาคลื่น พื้นโยนตัว เชิงชาญสั่นหัวไล่ความมึน

“มีอะไร วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่หยุดอยู่บ้าน”

“แหม…ทำเป็นมานับวันหยุด เรามีด้วยเหรอเฮีย” ต๋อยกลอกตาถอนใจ “แต่เก่งนะ ที่ยังจำวันจำคืนได้”

ประชดนิดหน่อยพอเป็นพิธี แต่ไม่อยากตอกย้ำ ต๋อยแทบไม่ต้องถามว่าเชิงชาญกำลังตั้งใจทำอะไร และต้องแข่งกับเวลามากแค่ไหนเพราะรู้อยู่เต็มอก

“จะไม่จำได้ยังไงวะ เดดไลน์คาใจอยู่นี่…เออว่าแต่มีใครติดต่อผ่านมาทางแกมั้ยวะ” เชิงชาญเคาะหัวตัวเองดังป๊อกๆ เรียกสติอีกครั้ง

“หึ…” ต๋อยส่ายหน้า “ถ้าเป็นพวกตามงานน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าหมายถึงพวกเจ้าหนี้ก็…อย่าให้นับเลย” ต๋อยก้มมองแฟ้มที่กอดไว้แนบอกตั้งแต่เข้ามา “หลักฐานอยู่นี่แล้ว”

เชิงชาญถอนหายใจ คำว่าเจ้าหนี้ทำให้เขาฝืนลุกขึ้นยืนตั้งหลักได้ทันที และยังมีแรงพอจะหนีให้พ้นจากต๋อยก่อน ใช่ว่าจะไม่รับผิดชอบ แต่เขายังไม่อยากคิดถึงมัน อยากเก็บไว้รอให้แก้โจทย์นี้ได้ก่อน งานสร้างสรรค์เหมาะกับสภาวะหัวโล่งๆ

ต๋อยซอยขาตามติดยิกๆ พร้อมยื่นกระดาษเอกสารที่หอบไว้แนบอกดักหน้าดักหลัง

“เฮียเดี๋ยวสิ…คุยเรื่องนี้ทีไร เดินหนีทุกที เฮียดูนี่ก่อน”

“เออ…เอาไว้ก่อนเดี๋ยวคืนนี้ดูให้”

“ไม่สิเฮีย ดูก่อนแล้วบอกมาจะให้ทำยังไง แล้วที่เหลือต๋อยจัดการเอง ต๋อยกวนเฮียแค่นี้แหละ”

ต๋อยกางแฟ้มออกแผ่หลา เชิงชาญหยุดเดิน ชายตามองแผ่นกระดาษหัวบิลบริษัทต่างๆ

“ก็บอกไปสิว่าเรายังไม่ได้เงินจากลูกค้า ดิลไว้สี่สิบห้าวันหลังงานจบไม่ใช่เหรอ” เขาสั่ง

“ไม่ใช่ๆ อันนี้งานตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แคมเปญของกระทรวงเพื่อนเฮียน่ะ คือ…มันเงี้ยบเงียบ เฮียตามเพื่อนเฮียให้หน่อยสิ”

เชิงชาญทวนคำพูดของลูกน้อง คำว่ากระทรวงเพื่อนเฮียฟังดูเหมือนเขามีความสนิทสนมใกล้ชิดผู้ใหญ่ในกระทรวง จำเป็นที่เขาต้องแก้ข่าวเรื่องนี้ให้ได้เสียที ก็เพราะคำนี้เองที่ทำเอาเกือบติดคุกติดตะราง

เมื่อต้นปีที่แล้วเพื่อนของเพื่อนเชิงชาญ แนะนำให้เขาเข้าไปรับงานงานหนึ่งจากกระทรวงหนึ่ง หมอนั่นแนะนำผ่านเพื่อนของเขาว่า ตนมีเส้นสายเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อเข้าไปประมูลงาน

“แต่ผมก็เลือกนะครับ ไม่ใช่ว่าจะพาใครก็ไม่รู้เข้าไปรับงานระดับประเทศอย่างนั้น แล้วคุณน่ะ ก็มีคุณสมบัติตรงสเป็กทุกอย่าง”

เชิงชาญไม่ใช่คนบ้ายออะไรขนาดนั้น แต่อดไม่ได้ที่อยากให้เขาทวนคุณสมบัติที่ว่าให้เข้าใจ เหตุผลก็เพื่อประเมินตัวเองก่อน

“ตรงยังไงครับ ช่วยบอกผมที แต่ไม่ต้องชมอะไรแล้วนะครับ ผมอยากรู้ว่า ทำไมผมถึงเหมาะกับแคมเปญที่คุณว่า…คือ ไม่ได้เล่นตัวนะครับ ผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ ผมก็เลือกงานเหมือนกัน”

“นี่แหละ สเป็กแรก…คุณมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีความจริงใจในงาน แล้วที่สำคัญโปรไฟล์ผลงานที่ผ่านมาของคุณ มันทำให้ขายง่ายขึ้น เอ่อ ผมหมายถึง พอบอกว่าคุณเคยทำงานอะไรมาแล้วบ้าง มันเหมือนช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้อีกล้านเปอร์เซ็นต์….อย่าหาว่าผมเวอร์เลยครับ พวกผู้ใหญ่ๆ เขาเข็ดพวกเด็กมือใหม่ ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีแต่ราคาคุย อะไรทำนองนั้นแหละครับ”​

เชิงชาญแพ้การเปรียบเทียบกับคนรุ่นใหม่

เหตุผลนี้เอง ทำให้เขาสมัครใจรับงานจากเพื่อนของเพื่อนคนนี้ แต่ด้วยการแสดงตัวสนิทสนม เขากลับทึกทักกับทุกคนในการแนะนำตัว ว่าเชิงชาญและเขาคือเพื่อนกัน

พอคิดทบทวนอย่างนักลงทุน เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ทำให้กระบวนทุจริตขับเคลื่อน

“เดี๋ยวมาคุย ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อน มีอะไรให้ดูก็เตรียมไว้”

เชิงชาญสั่ง ท่าทางขึงขังไม่คิดจะบ่ายเบี่ยงเหมือนเมื่อครู่

 

ต๋อยโกยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และยังกางคอมพิวเตอร์เปิดหน้าอีเมลค้างไว้ เพื่อรอเจ้านายที่ขอตัวไปอาบน้ำที่ชั้นอยู่อาศัย เชิงชาญคงตามแม่บ้านมาทำความสะอาดเมื่อเร็วๆ นี้ ออฟฟิศจึงดูสะอาดสะอ้านกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขาแวะเข้ามาพรินต์เอกสาร

เชิงชาญบริหารฉายเอเจนซี่ด้วยระบบเวิร์กฟอร์มโฮมตลอดปีตลอดชาติ หมายถึงทำงานบ้านใครบ้านมัน ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เอาไว้มีเหตุจำเป็นค่อยมารวมตัว วิสัยนี้ติดมาจากครั้งโควิดระบาด นิวนอร์มอลก็ดีเหมือนกัน ต๋อยเองก็ประหยัดค่าเดินทางไปเยอะ แต่พอถัวเฉลี่ยกับค่าแอร์คอนโดฯ ที่เปิดแช่ก็เจ๊ากันพอดี

วันนี้ตอนที่เข้ามาออฟฟิศมองดูเหมือนไปโรงเรียนปิดเทอมยังไงก็ไม่รู้ มันหดหู่เหี่ยวเฉา ยิ่งคิดถึงภาพความสนุกครึกครื้น อยู่ดึกดื่นปั้นงาน สั่งของมากินด้วยกัน ต๋อยยิ่งคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น แล้วเชิงชาญล่ะ จะคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นมั้ย เมื่อต้องกลับเข้าบ้านขึ้นห้องนอนบนชั้นสาม เมื่อต้องผ่านห้องหับที่เคยมีผู้คนคึกคัก จะมีภาพซ้อนในหัวหรือมีเสียงแว่วให้คิดถึงหรือไม่

อย่าไปคิดแทนใครสิต๋อย เฮียคนนี้มีหัวใจกับเขาซะที่ไหน เขานึกว่าเขาแน่ลุยเดี่ยวได้ถึงไหนถึงกัน ใครจะจากไปเขาก็ไม่เคยง้อให้เสียเหลี่ยม ก็ดูเอาเถอะ ทุกวันนี้ เหลือแต่นางทาสคนเดียวนี่แหละที่ยังอดทนอยู่กับเขา ไม่ใช่เพราะเงินดงเงินเดือนอะไรด้วย

“แกไม่มีที่ไปหรือเปล่า กะเทยแก่เอาต์แล้ว เกาะกลุ่มอยู่กันไปประสาคนเฒ่าก็ดูถูกที่ถูกทางแล้วนี่”

ต๋อยรู้ตัวดีว่า ตนเองต้องถูกนังตัวเล็กตัวน้อยในวงการค่อนขอดเอาแบบนี้ รูปประโยคคำถามมันฟ้อง เกลียดเหลือเกินเวลาที่โดนถามว่า “เอ้า…ทำไมยังอยู่กับพี่เชิงชาญอีกล่ะ”

ถ้าถามเมื่อสักสิบปีก่อน ช่วงนั้นต๋อยตอบได้เต็มภาคภูมิ “เพราะเฮียเก่ง ฉลาดและให้โอกาสคน” ถ้าจะให้สาธยายถึงเรื่องนี้ ก็ขอเล่าเป็นยุคๆ ให้ฟัง ยาวหน่อยนะ

ยุคแรกก่อน สมัยต๋อยยังมีเรือนผมดกดำ แล้วเชิงชาญก็ยังไว้ผมประบ่าทรงรากไทร เรื่องมีอยู่ว่า ในวงการโฆษณานอกจากเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ก็ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า จะเรียกว่าเป็นจรรยาบรรณสูงสุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มไฟติงแบรนด์ หรือสินค้าที่มีการสู้รบกันซึ่งๆ หน้าเพื่อแย่งลูกค้าเดียวกัน อย่างเช่นพวกเครื่องดื่มป๊อปปูลาร์ระดับโลกที่มีรสชาติเกือบจะเหมือนกัน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ค่ายมือถือ และอีกมากมาย การรักษาความลับให้ลูกค้าไม่เพียงแต่สร้างความไว้ใจต่อกันระหว่างสินค้ากับเอเจนซี ยิ่งมีการเซ็นสัญญารักษาความลับกันด้วยแล้ว โดยมากลูกค้าจะไม่อยากเปลี่ยนไปใช้บริษัทอื่นให้ยุ่งยากวุ่นวาย เรียกว่าพูดภาษาเดียวกันแล้วลงเรือลำเดียวกันแล้วก็จะกลายเป็นพวกเดียวกันโดยปริยาย

ตอนสมัยมาอยู่เอเจนซีเดียวกับเชิงชาญใหม่ๆ ต๋อยยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เรื่องที่ว่าไปหาลูกค้าเจ้านี้ ต้องใส่เสื้อผ้าสีเดียวกับลูกค้า อย่าใส่ของสีขั้วตรงข้าม เคยมีครั้งอยู่ครั้งนึง ทีมของเชิงชาญต้องจัดชุดเขียวเป็นหลัก แต่วันนั้นต๋อยใส่สีส้มแปร๊น ต้องกลับไปเปลี่ยน

“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะฮะ ว่าสีตรงข้ามเขียวคือสีส้ม” ต๋อยในเวลานั้นเถียงกลับเชิงชาญในวันที่ยังเป็นหัวหน้าทีมหรือครีเอทีฟไดเร็กเตอร์

“หัดแหกตาดูโฆษณาที่ตัวเองทำซะบ้างสิ เห็นมั้ยว่าเราคุมโทนสีเขียวทั้งฉากยังกะอะไรดี คิดสิทำไมเราต้องถ่ายเอาต์ดอร์ เน้นหญ้าเขียวขจี ทุกเรื่องเลย เคยมีฉากพระอาทิตย์ขึ้นในหนังเรามั้ย คิดสิครับคิดหน่อย”

จริงดังว่า หนังโฆษณาสินค้ามักถ่ายทำในโทนฉากสีเดียวกับตราสินค้า มิน่าล่ะ เอะอะอะไรฝ่ายตรงข้ามก็ต้องใส่เสื้อส้ม หรือไม่ก็แดงไปเสียทั้งเรื่อง ส่วนของเราก็เขียวไปซะทุกคน ทุกฉาก

อย่างกับอยู่ในสงครามสีเสื้อ

การรักษาความลับ กับการคุมโทนให้รู้ว่าพวกเราสีเดียวกับคุณนะ จึงถือเป็นปกตินิสัยที่เกิดขึ้นโดยปริยาย นี่เองทำให้คู่แข่งของลูกค้าจึงกลายเป็นศัตรูของเราไปด้วย จนกว่าเราจะถูกถอดสัญญา และจนกว่าศัตรูจะกลายเป็นลูกค้ารายใหม่ เราก็จะพลิกไปขั้วตรงข้ามทันที โลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ

แล้ววันนึง เรื่องไม่ดีไม่งามก็เกิดขึ้นในยุคนั้นจนได้

ข้อมูลลับสุดยอด เรื่องแคมเปญสงกรานต์ของสินค้าหลุดไปถึงคู่แข่ง และแน่นอนฝั่งโน้นออกแคมเปญคล้ายกันตัดหน้า

จึงเกิดความสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่เพราะดันใจตรงกันโดยบังเอิญ ก็ต้องมีคนในทำข้อมูลรั่ว เอาละสิ จะรั่วได้จากทางไหนบ้าง ไม่ลูกค้าเองก็เป็นเพราะเอเจนซี เพราะกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาแคมเปญ มันจึงมีผู้รู้เห็นเพิ่มขึ้นอีกเป็นพรวน และช่วงนั้นก็ตรงกับที่ต๋อยเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในทีม

ความเป็นบุคคลผิดประเภท ก็ชวนให้ไม่น่าไว้ใจ ประกอบกับเป็นคนใหม่ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ จนเขาโผล่มา ต๋อยจึงถูกเพ่งเล็งและให้โอกาสแก้ตัว โดยการจับคนผิดมาให้ได้ โชคยังดีที่ลูกค้าสนิทกับเรามาก ถ้าจะเปลี่ยนเจ้าไปเลย ก็เสียดายฝีมือและไอเดีย

เรื่องของเรื่องจึงเกิดคดีโคนันยอดนักสืบขึ้นโดยไอเดียของพี่เชิงชาญนี่เอง

“สุรชัย สาบานมาก่อนเลยว่าไม่ใช่ฝีมือคุณ”

“ใช่พี่”

“ใช่อะไร ใช่ว่าใช่ ใช่มั้ย”

“ใช่ว่าไม่ใช่สิพี่….เอาผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ ผมไม่ใช่คนปากโป้งนะฮะ…ถึงผมจะดูแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร แต่ผมไม่เคยเป็นคนตอแหล ขี้โกหก ไม่เชื่อถามป้าผมก็ได้”

ในเวลานั้น ต๋อยจำได้ว่าเขาถึงกับต่อมน้ำตาแตก สาวแตก ต่อหน้าเชิงชาญ ไม่รู้เพราะอะไรพอเห็นน้ำตา เชิงชาญก็เปลี่ยนท่าที กลายเป็นคนอบอุ่นขึ้นมาเป็นคนละคน

“เอาละๆ ไม่ต้องร้อง ผมเชื่อคุณ คุณชื่ออะไรนะ”

“สุรชัย”

“ไม่สิ ชื่อเล่นเมื่อกี้นี้”

“ต๋อยฮะ ผมชื่อต๋อย” จำได้ว่าเคยแนะนำตามงานสังสรรค์ แต่คงไม่มีใครอยากจำเด็กใหม่อย่างต๋อย

“เออ…พี่เชื่อเรานะ แต่ขออะไรอย่าง ทำอะไรให้พี่หน่อย”

หลังจากนั้นเชิงชาญก็วางแผนตกปลาหมึก ปล่อยของจับผู้ร้าย ตอนนั้นต๋อยก็ไม่เข้าใจอะไรมาก เพราะต้องเล่นบทไม่รู้อะไรเลยไปด้วย ซึ่งต๋อยมารู้ทีหลังว่าตนโดนแผนซ้อนแผนเหมือนกัน เพียงแต่เพราะไม่ใช่คนร้ายตัวจริงเขาจึงรอดตัว

ใครครั้งนั้นเชิงชาญให้วิธีปล่อยข้อมูลลวงเป็นชุดๆ กระจายไปแต่ละคน เกี่ยวกับแคมเปญใหม่ของสินค้า ต๋อยไม่รู้ว่าเชิงชาญปล่อยข้อมูลไปกี่ชุด แต่ที่แน่ๆ มีเรื่องนึงตรงกับแคมเปญของคู่แข่งเป๊ะๆ จึงอนุมานได้ว่า ข้อมูลหลุดจากใคร

หลังจากนั้นก็เข้าสู่ห้องเชือด เชิงชาญเรียกผู้ต้องสงสัยมาซักฟอก ที่สุดแล้วก็เป็นการร่วมมือกันทั้งเอเจนซี และฝั่งลูกค้าเอง

“ผัวอยู่บริษัทนึง เมียอยู่อีกบริษัทนึง หากินโดยการแฝงตัวขายข่าวให้ฝ่ายตรงข้าม”​

“คนสมัยนี้มันน่ากลัวจริงๆ แต่ก็ไม่พ้นนักคิดสร้างกลลวงอย่างพี่เค้า…แล้วนับจากนั้นต๋อยคนนี้ก็ยอมถวายหัวให้พี่เชิงชาญ จะขอพลีกายเป็นทาสทุกชาติไป”

เป็นอันจบตำนาน เฮียไปไหน ต๋อยไปด้วย มีเฮียที่ไหน มีต๋อยที่นั่น ที่เข้าใจได้ไม่ยาก เป็นเรื่องของพระเดชพระคุณนั่นเอง

และดูเหมือนค่านิยมเช่นนี้จะเป็น จรรยาบรรณข้อที่ 2 ของคนในอาชีพนี้

เพราะใช่ว่ามีแต่ต๋อยที่จงรักภักดีต่อเฮีย

เชิงชาญก็จงรักภักดีต่อเพื่อนร่วมวงการไม่น้อยไปกว่าต๋อย

ถึงตรงนี้ก็มีเรื่องเล่าอีกเช่นกัน

ไม่ต้องเล่าย้อนไปไกล เพราะมันคือสิ่งที่กำลังประสบอยู่ทุกวันนี้

ในยุคสมัยที่ฝ่ายผลิตสามารถลดต้นทุนสร้างสรรค์งานได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยที่เรียกว่าเอไอ แค่กระดิกนิ้ว งานภาพ งานเสียง ก็ปรากฏต่อหน้าราวเนรมิต ไม่ต้องยกกองถ่าย ไม่ต้องแคสนักแสดง หมดยุคหาเสื้อผ้า ใช้แค่ปลายนิ้วกับสมองสั่งงาน

“ก็แค่ใช้พรอมต์ให้แม่นๆ หน่อย แค่นี้งานภาพเราก็แตกต่างจากคนอื่นแล้ว เฮียจะอะไรกันหนักหนากับเรียลไม่เรียล ต๋อยไม่เข้าใจ”

ต๋อยเสนอให้เชิงชาญใช้เครื่องทุ่นแรงเพื่อผลิตงาน เมื่อเห็นว่าต้นทุนที่ลูกค้าแจ้งมาถูกลงเกินกว่าครึ่ง ในสถานการณ์นี้ยังไม่เกิดงาน แต่เรียกว่าอยู่ในช่วงพิชชิ่งราคาประกอบไอเดีย งานท้าทายความคิดแต่ถูกครอบด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

“มีตังค์แค่ปลายก้อย แต่อยากได้งานท็อกออฟเดอะทาวน์ ลูกค้าสมัยนี้จิตใจทำด้วยอะไรนะ”

“ลูกค้าสมัยใหม่ไงเฮีย เดี๋ยวนี้เขาใช้เอไอผลิตงานกันหมดแล้ว มีแต่เฮียนั่นแหละ ต๋อยก็อุตส่าห์ไปลงคอร์สเรียนมาให้แล้ว เฮียแค่สั่งมาเท่าเอง จะให้ต๋อยพรอมต์ยังไงก็ว่ามา”

“นี่ก็เหมือนกัน พร้อม เพิ้มอะไร เห็นพูดอยู่ได้”

“พรอมต์หมายถึงคำสั่ง ให้เอไอมันสร้างภาพหรือเสียงให้เรายังไงล่ะ ถึงแม้ว่าเฮียจะรังเกียจมัน หาว่าเอไอสร้างงานออกมาแบบของโหลๆ แต่เฮียรู้มั้ย ถ้าเราสั่งมันไม่เป็น มันก็แค่นั้นแหละ ต๋อยถึงว่า คนฉลาดๆ อย่างเฮีย ลองป้อนคำสั่งกับมันดูสักที รับรองเฮียจะติดใจว่ามันทำยังงี้ก็ได้ด้วย นะเฮียนะ มานี่เดี๋ยวต๋อยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แบบนี้นะ…ขอภาพชายวัยกลางคนลอยในอวกาศ ใส่ชุดอวกาศสีชมพู ข้างหลังมียานอวกาศสีช็อกกิงพิงก์”

ต๋อยสั่งเป็นภาษาไทย ไปยังแอปฯ แปลภาษาก่อน แล้วค่อยย้ายคำสั่งนั้นลงไปที่แอปพลิเคชันสร้างภาพอีกที เชิงชาญทำเป็นลอบมองบางในบางที แต่ส่วนใหญ่เขากอดอกแน่น เหมือนตั้งกำแพงปิดล้อมตัวเองจากโลกจินตนาการของต๋อย

จนครู่ใหญ่ๆ ภาพก็ยังไม่มา เชิงชาญได้ทีไล่ต้อน

“ไอ้ต๋อย ภาพที่เอ็งบอกเมื่อกี้น่ะ เฮียโทรสั่งพี่เจิดเดี๋ยวเดียวก็เนรมิตออกมาได้เหมือนกัน แถมยังได้มุมมองไม่เหมือนใครด้วยโว้ย…นี่ไอ้เอไอของเอ็ง มันไปค้นภาพของใครมาขายบ้างก็ไม่รู้ ดีไม่ดี ภาพมันไปซ้ำคนอื่นขึ้นมาจะว่ายังไง”

“แต่เอไอมันฟรีนะเฮีย พี่เจิดน่ะค่าวาดภาพละเป็นพันแล้ว กว่าจะได้สตอรี่บอร์ดนึง เฮียจบงานกับพี่เจิดทีละหลักหมื่น แล้วยังไม่นับทีมกล้อง ไฟ แสง เสียง นักแสดง ห้องตัดต่อ ห้องอัดเสียงอีก ค่าโน่นค่านี่ฉ่ำๆ อย่าให้สารยาย ก็เพราะอย่างนี้ไง เราถึงมีแต่หนี้ๆ เฮียรู้มั้ย กำไรสะกดยังไง ต๋อยคนนึงแหละ ลืมไปหมดแล้ว”

กลายเป็นเชิงชาญเสียเองที่หน้าสลด

พร้อมไม่พรอมต์ของต๋อย อย่างน้อยก็ได้กำไรเป็นตัวเงิน

แต่กำไรที่เป็นคุณค่าทางผลงานนั่นก็อีกเรื่องนึง

คงต้องเลือกเอา

 

“ใครเป็นเจ้าหนี้ก้อนใหญ่สุด”

เชิงชาญถาม โดยไม่คิดจะเปิดแฟ้มรายงานที่ต๋อยอุตส่าห์เรียงให้ดูอย่างเป็นระเบียบในสมุดเสนอเซ็น ถ้าเป็นสมัยก่อน จะมีนางเล็กๆ น้อยๆ คอยยื่นเอกสารเดินตาม แล้วส่งให้แผนกบัญชี ทว่าในทุกวันนี้ บริษัทใช้เอาต์ซอร์ส หรือจ้างบุคคลภายนอกทั้งหมด ทุกๆ เดือนต๋อยมีหน้าที่รวมบิลรายจ่ายส่งบริษัทรับทำบัญชี เพื่อส่งเจ้าหน้าที่สรรพากรอีกที ต๋อยคอยบอกให้เจ้านายเก็บบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้ด้วย ไม่ว่าจะจับจ่ายใช้สอยอะไร แม้แต่บิลน้ำมันเพราะถือเป็นรายจ่ายค่าปฏิบัติงาน

“บัญชีแจ้งมาว่าเป็นบริษัทคุณโรจน์”

คุณโรจน์ให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำทุกชนิดตั้งแต่กล้องถ่ายหนัง ถ่ายภาพนิ่ง อุปกรณ์ไฟ สลิงแขวนตัวนักแสดงสำหรับฉากบู๊ สมัยอยู่บริษัทใหญ่ เชิงชาญชอบคิดหนังให้เวอร์วังอลังการเข้าไว้ อย่างเช่นให้นางเอกใส่ชุดดำเป็นสายลับปลอมตัวมา แล้วกระโดดตีลังกาโชว์ ก่อนจะสยายผมให้ตำรวจเห็นว่า ผมฉันไม่มีรังแคย่ะ รู้ไว้ซะด้วย

“เท่าไหร่”

เฮียของต๋อยถามสั้นๆ

ต๋อยบอกตัวเลขกลมๆ ให้เจ้านายรับรู้ เชิงชาญไม่มีท่าทีตอบแต่อย่างใด แต่เดาได้ไม่ยากว่าโคตรเครียด เขาสองคนเคยคุยกันตรงๆ ถึงเรื่องเงินสด หรือแคลชโฟว์ของบริษัท มันร่อยหรอจนเหลือหลักแค่หลักแสน จากที่เคยมีติดบัญชีเป็นหลักหลายสิบล้าน ปัญหาคือลูกค้าร่อยหรอยังไม่พอ ลูกค้าที่มีก็ยังเหนียวหนี้ ในขณะที่ฝ่ายผลิตต้องบากหน้าแอดวานซ์ไปก่อน ในฐานะเอเจนซีหรือตัวกลางของเงิน รายได้ผ่านมือเรียกว่าค่าเอเจนซีฟรี ซึ่งคิดจากยอดผลิตจริงเป็นเปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานโลก นั่นก็หมายความว่า โอกาสทำกำไรมีได้นิดหน่อยหรือแทบไม่มีเลย ที่เหลือเป็นรายได้หลักจริงๆ ก็คือค่าคิดงาน หรือค่าครีเอทีฟ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ คือสิ่งที่ลูกค้าต่อรองเก่งเหลือเกิน ลดค่าฟรีให้อีกหน่อยสิ เจ้าโน้นยังลดให้เลย หรือจะให้เราไปใช้เจ้าโน้นก็ได้นะ หรือไม่ก็ จะคิดค่าครีเอทีฟมาอีกทำไมในเมื่อไอเดียมาจากทางเราเอง ตัดออกเลยได้มั้ย

“เรื่องคุณโรจน์ เดี๋ยวเฮียคุยกันเอง”

“ไม่สิเฮีย เดี๋ยวนี้คุณโรจน์แกไม่ได้ดูการเงินเองนะ มีลูกสาวมาช่วยดู เฮียคุยให้ถูกคนล่ะ”

“อ่าว…แล้วเฮียแกไปไหน”

“เห็นว่าแกเกษียณตัวเองนะ”

วัยนี้ วันนี้ ใครๆ ก็วางมือกันหมดแล้วละ สู้กับเทคโนโลยีไปก็หน่อยเปล่า ปล่อยให้เด็กมันทำดีกว่า เห็นแต่เฮียนี่แหละ นี่ต๋อยแค่คิดนะ ไม่ได้พูดออกมาให้สะเทือนใจใคร

ต๋อยรอให้เจ้านายตอบกลับเรื่องทางแก้ปัญหา แต่เขากลับนิ่งเงียบไปเสียอย่างนั้น ในที่สุดจึงยอมเปิดปากเรื่องสำคัญที่คิดแล้วคิดอีกอยู่หลายตลบ ไม่กล้าเสนอนาย

“คือว่าเฮีย…ถ้าต๋อยบอกอะไรอย่างนึง เฮียอย่าด่าต๋อยนะ”

ลองขึ้นต้นว่าอย่าด่า น่าจะเป็นเรื่องไม่ดีสักเท่าไร ในเวลาเช่นนี้จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่า งานหดหาย เจ้าหนี้ทวง ลูกหนี้เหนียวหนี้อีกล่ะต๋อยเอ๋ย

“มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องลีลาเยอะ แก่ๆ กันแล้ว”

ต๋อยยืดอก นึกลำดับเรื่องราวเป็นคำพูดให้ดูจริงจังเป็นงานเป็นการที่สุด ในที่สุดก็ตัดสินใจเล่าว่า คุณเต่าที่เฮียเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ร่วมงานกับเขา ติดต่อผ่านมาทางต๋อยเรียกให้เข้าไปรับบรีฟงานใหม่

“บอกเมื่อไหร่ว่าจะไม่ร่วมงานกับเขา เฮียไม่เห็นจำได้”

ต๋อยหูตาเหลือก อะไรกันนี่ ก็ตัวเองเป็นคนประกาศลั่นอยู่แท้ๆ เมื่อวันก่อน

“ช่างมันเหอะเฮีย งั้นถือว่าต๋อยมั่วซั่วจำผิดจำถูกไปเอง งั้นเล่าต่อนะ”

ลูกน้องโทน เล่าเป็นฉากๆ เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้เจ้านายฟัง เชิงชาญพยักหน้ารับรู้เป็นบางช่วงบางตอน

“งบใหญ่โตจริงๆ สงสัยอยู่อย่างเดียว แคมเปญใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมถึงตกมาถึงมือเจ้าเล็กๆ อย่างเราได้”

“ต๋อยโทรถามให้มะ”

“จะบ้า…ถามไปใครจะบอก”

“แต่เอาจริงๆ ต๋อยก็สงสัยเหมือนเฮียนั่นแหละ เราไม่เข้าไปรับมั้ยเฮีย เพลย์เซฟไว้ก่อน หนี้เก่ายังคาราคาซังอยู่เลย…แต่แล้วแต่เฮียนะ ต๋อยแค่ลูกจ้าง”

แต่เชิงชาญไม่เคยมองเขาเป็นลูกจ้าง เวลานี้ต๋อยคือเพื่อนเป็นเพื่อนตาย ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาในทุกยาม ยุครุ่งเรือง ยุคตกต่ำ ยุคโคตรจะตกต่ำ เขาหันไปทุกครั้งก็มีต๋อยอยู่ตรงนั้นด้วยเสมอ

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เฮียขอเก็บไปคิดก่อน ระหว่างนี้จะลองสืบๆ กับพรรคพวกดู”

“คิดนานมั้ยเฮีย ถ้าเขาโทรมาอีกล่ะ ให้ตอบว่า…”

“เฮียลาพักร้อน ไม่ว่างตอบ”

“โอ้โห…พักร้อนซะด้วย ถ้าเขาถาม ให้บอกว่าไปไหนดี ประเทศนอก หรือเที่ยวไทยเมืองหลักเมืองรอง”

“เอ๊ะไอ้นี่…สงสัยเก่ง ก็บอกแค่ว่าไปพักร้อนก็พอมั้ง”

“งั้นต๋อยบอกเฮียไปลาสเวกัสละกัน หรูๆ หน่อย ผลประกอบการดีเริด เฮียเลยลาไปใช้ตังค์กะเขาบ้าง”

“อย่าให้มันมากนัก สุรชัย”

“กรี๊ด…ม่ายนะ ห้ามล้อชื่อจริงต๋อย เฮียเนี่ย ไม่รักละ กลับคอนโดดีกว่า ผัวหนูรออยู่ สวัสดีลานะเฮีย”

ลูกน้องสาวแตกชิงถอนสายบัวลาหัวหน้าเลี้ยงเดี่ยว โดยที่ปล่อยกองเอกสารทิ้งไว้อย่างนั้น เชื่อว่าเดี๋ยวเชิงชาญก็เรียกฝ่ายบัญชีหรือพี่นุชเข้ามาจัดการอะไรต่อมิอะไรให้ จะว่าไปนางก็หัวหกก้นขวิดกับเฮียมาหลายยุคหลายสมัย และรู้ดีที่สุดเรื่องแคลชโฟว์ที่ต๋อยไม่กล้าแตะต้องข้องเกี่ยว

แล้วเฮียก็จะผ่านมันไปได้เหมือนทุกทีนั่นแหละ ต๋อยจะเอาใจช่วยก็แล้วกัน

 

ลูกน้องคนสนิทเพียงหนึ่งเดียวคล้อยหลังไปสักชั่วโมงกว่าๆ เชิงชาญจึงเริ่มต้นแก้ปัญหาทางการเงิน เขาคิดอยู่นานมาก เพราะความหน้าบาง

อันที่จริงมีตัวเลขหลักแสนอยู่ในใจซึ่งเขามีสิทธิ์ทวงถาม เมื่อหลายเดือนก่อนหุ้นส่วนร้านเหล้าที่เขาลงทุนร่วมด้วยค่อยๆ ทยอยปิดตัว ด้วยเหตุผลขาดทุน และหรือที่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนั้นขาดทุนต้องปิดตัวก็มี เขาจำได้ว่าหุ้นส่วนจะได้เงินทุนคืนบางส่วน จากค่าประกันสถานที่

เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเมื่อรวมกันหลายราย

เชิงชาญติดต่อเขาเหล่านั้นถามถึงเงินก้อนนั้น แต่ก็ได้คำตอบที่ชวนผิดหวัง

“ผมเอาไปหมุนจ่ายให้น้องๆ มันล่วงหน้าคนละสามเดือนแล้วพี่…นี่ก็เกือบไม่พอ…พี่ร้อนเงินหรือเปล่า เอาออสตินคันแดงมาไว้กับผมก่อนมั้ยล่ะ”

หมายถึงของรักของสะสมของเชิงชาญ เจ้าจิ๋วคันนั้นเคยเข้าฉากเป็นพาหนะคู่ใจพระเอกมาแล้วหลายเรื่อง เขาตั้งใจเก็บไว้เป็นของสะสม ที่ระลึกในอาชีพ

“อ่า…ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรหรอก แค่ถามดู เพราะเพิ่งรู้สึกว่าพี่ไม่ค่อยช่วยอะไรเลย ได้แต่ลงทุนอย่างเดียว แล้วเราเอายังไงต่อ”

“พักก่อนพี่…ผมจะขนพวกอาร์ตทอยมาลองขายดู มันมีโกดังติดถนนอยู่ที่นึง ของเมียผมเอง ว่าจะปรับเป็นโกดังดิบๆ เอาเบียร์คราฟมาขายด้วย…แต่ผมไม่กล้าชวนพี่แล้ว กลัวเจ๊งอีก…แต่ถ้าพี่จะเอาของพี่มาฝากปล่อยก็ได้นะ ผมไปให้เอง แล้วไม่หักเปอร์เซ็นต์ด้วย…พิเศษสำหรับพี่คนเดียวเลย”

ข้อเสนอสำหรับของสะสมฟุ่มเฟือย หากสมัยนั้นไม่สร้างสม เขาจะยังมีเงินสดติดตัวไว้ใช้ในยามนี้หรือไม่

“คิดดูก่อนนะ ยังไงก็…เปิดร้านเมื่อไรบอกนะ จะไปตัดริบบิ้นให้”

“ฮ่าๆ ได้ดิพี่…ถ้าผมชวนแล้วพี่อย่าเบี้ยวนะ”

แล้วก็ได้คำตอบทำนองนี้จากน้องๆ เพื่อนฝูงอีกหลายคน หนักที่สุด มีบางคนเอ่ยปากขอยืมเขากลับด้วยซ้ำ

เชิงชาญนึกภาพไม่ออกถึงวิกฤตชีวิตอันจะเกิดตามมาอีนุงตุงนังดังเช่นวันนี้ สมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน วิกฤติหนักหนาที่สุดก็แค่สมองตีบตัน ไร้ไอเดียคิดงานไม่ออก ตอบโจทย์ไม่ถูก ถูกรื้องาน โดนแก้งานซ้ำไปซ้ำมา ทะเลาะขึ้นเสียงกับลูกค้าที่หลงตัวเอง หนักสุดก็เรื่องโดนขโมยไอเดีย แต่เรื่องเกี่ยวกับผู้คนและเงินทอง เจ้าหนี้ลูกหนี้ที่ประสบอยู่นี้ มันเกินกว่าภาพทัศน์ของเขาไปมาก

วูบหนึ่งในความอ้างว้าง เชิงชาญโหยหาเพื่อนคู่คิดขึ้นมาจับใจ หากพวกเขายังอยู่ที่นี่ คงช่วยกันเสนอความคิดเห็น แม้แต่ความเห็นต่างก็ยังดีกว่าเถียงกับเสียงในหัวของตัวเอง อย่างน้อยๆ ในบรรยากาศทุ่มเถียงก็ยังมีประกายไฟแวบขึ้นมา จุดติดความคิดได้ดีกว่าคิดคนเดียวแบบมืดแปดด้าน เพิ่งตระหนักเอาในวันนี้เองว่าไม่ควรโดดเดี่ยวตัวเอง เขาในวันนี้คล้ายวัยรุ่นที่กระโดดเข้าสู่วัยผู้ใหญ่โดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน มีเรื่องให้ช็อกรออยู่ข้างหน้าโดยไม่ขาดฝัน ถ้าให้คิดหนังโฆษณาตัวเองในอารมณ์นี้ ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาทันที

‘มีเรือแห่งสังขารลำหนึ่งลอยโดดเดี่ยวในนาวากว้างใหญ่สีคราม ทีแรกมันร่าเริงนักที่ได้เป็นหนึ่งในท้องทะเล มันมีความสุข ที่ได้ปล่อยตัวล่องไปตามแรงลม ผ่านกระแสอ่อนก็ลอยละล่องเพลินพลิ้ว หยุดนิ่งเมื่อน้ำสงบ เรือเคลื่อนไปตามความผันแปรของลำน้ำ จนกระทั่งพายุโหมกระหน่ำ โครม!

กว่าจะรู้ตัวว่าตัวว่า มันไม่มีกระทั่งเครื่องยนต์หรือเข็มทิศ ภาพต่อจากนั้นควรลอยต่อไป พลิกคว่ำจมลงท้องน้ำไปเลย อย่างนั้นก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรง’

ก็แล้วอะไรถึงต้องกลายเป็นเรือลำโดดเดี่ยว

เชิงชาญคิดไม่ตกว่าเหตุใดผู้คนจึงค่อยๆ ตีจากออกห่างจากชีวิต เป็นเพราะตัวเขามีความคิดล้าหลังเกินไปหรือ? ก็ไม่ใช่ เป็นคนฉุนเฉียวเอาแต่ใจ? นั่นก็ไม่บ่อย

หรือเพราะอย่างสุดท้ายนี่เอง เพราะเขาถังแตก!

 

 



Don`t copy text!