Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 12 : ความรักที่แท้จริงไม่ผูกมัด ไม่ครอบครอง และไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 12 : ความรักที่แท้จริงไม่ผูกมัด ไม่ครอบครอง และไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

กำลังจะปลิดใบเฉาของชวนชมทิ้ง กัลยาถึงกลับสะดุ้ง เพราะเสียงเรียกแม๊…สาวใหญ่บ้าจี้คิดว่าโดนแม่เอ็ดห้ามเด็ดใบไม้เล่น แวบหนึ่งจึงคิดได้ว่านั่นเสียงบุตรสาวเรียก!

โตจนเป็นแม่คนแล้วก็ยังสอนไม่จำ มีอะไรให้มาพูดใกล้ๆ การตะโกนใส่สำหรับคนวัยยายนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่เกี่ยวกับหัวหูตึง แต่เป็นเรื่องเสียขวัญ มันรู้สึกเหมือนจะมีเรื่องมีราวไม่ดี ยังดีที่ตะโกนเรียกตรงกอชวนชม ถ้าเป็นเมื่อครู่ใหญ่ๆ ตอนที่ลิดกิ่งกุหลาบฉันคงมือเป็นรูเพราะหนามตำกันบ้างแหละ นางแม่ของแม่บ่นงึมงำ

แก่แล้วไม่มีอะไรดี ขวัญหาย ร่างกายฟื้นตัวยาก

“แม่…แม๊อยู่ไหนเนี่ย”

“หน้าบ้าน” นางแม่ตะโกนตอบไปหนนึง อย่านะอย่าให้มีอีกหน ไม่งั้นละก็…จะเดินไปหาเองพวกลูกบังเกิดเกล้า

“แม่ๆ แย่แล้วแหละ น้องมันโทรมาบอกว่า อาชาญเข้าโรงบาล ไม่รู้เป็นอะไร”

“เฮ้ย…ฉิบหายแล้ว นั่นไงล่ะ”

“ยังหรอกแม่ ไม่ขนาดนั้น เห็นว่าออกจากไอซียูแล้ว กำลังพักฟื้น แม่จะไปเลยมั้ย เดี๋ยวไบร์ทตามรถให้ หรือจะรอไบร์ทไปรับเจ้าแฝดจากโรงเรียนก่อน”

“เอาไงดี…แล้วน้องบอกว่ายังไงบ้าง ต่อสายให้แม่คุยกับน้องหน่อย”

บุตรสาวนั้นดูสีหน้าของแม่ก็รู้ในทันที สติไม่อยู่กับตัวอีกแล้วแม่ฉัน แม่มักเปราะบางกับเรื่องคอขาดบาดตาย อย่างที่วันคลอดลูกสองหน่อของเธอเอง คนเป็นยายมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก แม่เป็นอย่างนี้เสมอ เก่งได้ทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องเข้าออกโรงพยาบาล เหมือนแม่มีอะไรบางอย่างที่เข็ดหลาบจากที่นั่น

“แก…คุยกับแม่หน่อย”

ศรีชนากดสายหาน้องชายทันที แล้วยื่นโทรศัพท์ตนเองส่งให้มารดา เสียงทางโน้นก็ดูสงบดี เหมือนไม่มีเรื่องร้าย ก็ดีแล้ว หรืออีกอย่าง เมืองสมุทรชอบทำตัวเหนือผู้ใหญ่ ทำเป็นไม่สะทกสะท้านอะไร เพื่อไม่เสริมไฟเติมเชื้อให้บรรยากาศไปกันใหญ่

กัลยายื่นมือถือส่งคืนให้ลูกสาว

“พี่ไปบอกอะไรแม่ ผมบอกว่ายังไม่ต้องบอกไง” เมืองสมุทรโวยจากปลายสาย

“ก็ต้องบอกไว้ก่อนมั้ย…เพื่อนกัน ต้องดูใจกันตอนแบบนี้แหละ”

“เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่าตรงนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

เมืองสมุทรอธิบายให้พี่สาวขี้ตื่นตูมฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำอีกครึ่งหนึ่งว่า เขาเองได้รับโทรศัพท์จากต๋อยที่เป็นคนพาอาชาญส่งถึงมือหมอ จากนั้นจึงโทร.ตามญาติพี่น้องของอาชาญ

“รู้สึกไม่ดีเลย โทรตามญาติ มันเหมือนเป็นวาระสุดท้ายยังไงรู้ มะ…เหมือน ตามไปดูใจอะไรอย่างนั้นเลยนะแก”

พี่สาวยังไม่วายทิ้งนิสัยขี้ตระหนก

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ พี่นึกถึงคนเป็นลูกน้องสิ เจ้านายอยู่ตามลำพังแล้วเจ็บป่วยหมดสติ การที่เขาพาส่งโรงพยาบาลทันเวลา แล้วยังมีสติโทรตามญาติ นั่นคือหาคนมารับผิดชอบเคส ไม่ใช่มาดูใจนะพี่นะผมว่า”

ก็จริงอย่างที่น้องชายติง เพียงแต่ครอบครัวเราอยู่ในรายชื่อญาติของเชิงชาญด้วย นี่ก็ไม่รู้ว่าควรภูมิใจ หรือเศร้าใจแทนคนโดดเดี่ยวอย่างเชิงชาญ

“มีแค่พวกเราที่พี่ต๋อยโทรตามหรือเปล่า…ญาติจริงๆ ของอาชาญล่ะ พี่ต๋อยได้บอกไปหรือยังก็ไม่รู้”

เมืองสมุทรได้แต่นิ่งอึ้งกับคำถามนี้ ปกติเขาไม่เคยนึกว่าอาชาญเป็นคนอื่น เราเป็นญาติแท้ๆ ที่เกี่ยวดองกันด้วยพฤตินัย ไม่ใช่สายเลือดตรง แต่มนุษย์เรา ยังไงก็ต้องมีญาติพี่น้องใช่มั้ยล่ะ ไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่เสียหน่อย….ว้า คิดเปรียบอะไรได้เชยขนาดนี้นะ

“ไม่รู้เลยพี่ อาชาญมีญาติใช่มั้ย”

 

อีกเกือบสองชั่วโมงหลังจากรับข่าวร้าย เมืองสมุทรถึงผละจากงานได้ เขาจึงไปถึงโรงพยาบาลเป็นคนสุดท้ายของครอบครัว เขาเห็นต๋อยนั่งคุยโทรศัพท์อยู่หน้าพักฟื้น ใกล้กับหวอดพยาบาล ดูเหมือนว่าเอกสารทั้งหมดที่ต๋อยรับมาเซ็นก่อนหน้านี้ ติดเงื่อนไขต้องให้ญาติตัวจริงเข้ามารับช่วงต่อ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เมืองสมุทรนับถือการตัดสินใจของต๋อย

“พี่ก็เซ็นแทนไปหมดแล้วละ ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เพียงแต่หลังจากนี้ พี่ทำแทนญาติไม่ไหวแล้ว มาส่งเฮียได้เท่านี้เองน้องปู๊น”

ต๋อยเค้นน้ำเสียงรายงานให้หลานชายคนสนิทของเชิงชาญเข้าใจ รวมทั้งเรื่องที่ตัดสินใจพามารักษาโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สุด แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูง

“ดีแล้วครับอาต๋อย…ผมขอบคุณแทนอาชาญด้วย ถ้าไม่ได้อาช่วยไว้ทัน ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงครับ แล้วนี่ แม่ผมกับพี่สาวกลับไปแล้วเหรอครับ”

“อ๋อยัง…สองคนพาน้องสาวเฮียไปกินข้าวน่ะ เพิ่งไปเมื่อกี้นี้ คลาดกับปู๊นไปนิดเดียวเอง”

“น้องสาวอาชาญ”

“ใช่…น้องสาวแท้ๆ”

“อาชาญมีน้องสาวด้วย ผมไม่ยักรู้ แล้วทำไมมาเร็วจังเลยครับ บ้านอาอยู่ต่างจังหวัดไม่ใช่เหรอครับ”

“คือ…”

ต๋อยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเย็นวานนี้ เขาเข้าไปออฟฟิศเพื่อคุยงานเรื่องเอกสารกับเชิงชาญ จากนั้นก็ทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เพราะเชิงชาญอยากปลีกวิเวก ต๋อยเข้าใจว่าพูดแบบนั้นหมายถึงอะไร เขาจึงปล่อยให้เจ้านายทำตามใจตัวเอง พอออกมาได้สักพักใหญ่ๆ ก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมเอกสารที่ต้องส่งให้ลูกค้าไว้ ก็เลยขับรถกลับไปเอา รวมเบ็ดเสร็จต๋อยห่างจากเชิงชาญราวๆ 2 ชั่วโมง ตรงนี้ต๋อยจำแม่นเพราะต้องบอกระยะเวลาอาการหมดสติของคนไข้ให้หมอทราบ

“เจอเฮียนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นเหมือนทุกที แต่ทีนี้มันแปลกๆ ตรงที่ไม่ตอบสนองเลย พี่ตกใจว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่ ก็แหม เฮียก็ไม่ใช่หนุ่มๆ แล้วมั้ย เล่นพี้กัญชาสดๆ ตามลำพัง พี่ก็เลยคิดว่าต้องมีปัญหาแล้ว เลยตามรถพยาบาล”

เมืองสมุทรหาวยาวๆ หนึ่งที ให้รู้ว่าต๋อยเล่ายาวเกินไปแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้เขาได้ยินมาครั้งหนึ่งแล้วผ่านทางโทรศัพท์ ประเด็นที่ข้องใจคือเรื่องน้องสาวอาชาญมากกว่า ทำไมจึงโผล่มาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะเช่นนี้

“อ่อ…ถามถึงน้องสาวเฮียใช่มั้ย….เออนั่นแหละๆ ตอนที่เครียดๆ เรื่องเซ็นเอกสารให้เฮีย ก็เลยบอกว่าพี่เป็นลูกน้อง ทำหน้าที่เป็นตัวแทนญาติ ทีนี้ทางโรงพยาบาลก็อยากรู้ชื่อญาติด้วย พี่เลยต้องค้นในมือถือเฮีย ด้วยการเดาสุ่มๆ ว่าเบอร์ญาติเฮียต้องเป็นใครสักคนในนี้แหละ”

“โอโห้ พี่กดดูจากโปรไฟล์มือถือก็รู้เลยเหรอครับว่าใครเป็นญาติอาชาญ”

“เปล่าหรอก พี่ใช้วิธีกดถามทีละคนว่าเป็นญาติเฮียหรือเปล่า”

“เอ่อ…พี่ทำแบบนั้นจริงเหรอครับ”

“ก็จะให้ทำยังไงล่ะ โน่นก็เร่ง นี่ก็จะเอา นั่นก็ป่วยพะงาบๆ พี่ก็คิดเร็วๆ ได้เท่านี้แหละ”

“ครับพี่…แล้วต้องโทรกี่เบอร์ถึงจะเจอตัวญาติอาชาญครับ” เมืองสมุทรยกย่องในความเพียรจากใจจริง มิได้คิดล้อเลียนแต่อย่างใด

“ราวๆ สายที่แปดได้มั้ง…ทีแรกพี่ก็ไม่คิดว่าเป็นสายนี้หรอกนะ แต่มันอยู่ในประวัติโทรเข้าหลายหน พี่เลยเสี่ยงกดโทรออกไป ปรากฏว่าทางโน้นรับสายทันทีตั้งแต่กริ๊งที่สอง ยังกับรอรับอยู่ยังไงอย่างนั้น…ทีแรกนึกว่าพวกโจทก์สาวๆ ที่เฮียไปไข่ทิ้งไว้ แต่พอได้ฟังว่าทางโน้นตอบว่า…ฮัลโหลพี่หน่อยเหรอ ใกล้ตายแล้วหรือไงถึงโทรหาน้อง เท่านั้นแหละ พี่ตอบไปว่า ใช่ครับ คุณเชิงชาญใกล้ตายแล้ว ให้มาดูอาการด้วยครับ”

คล้ายจะเป็นมุกล้อเลียน แต่ไม่ใช่ นี่มันตลกร้ายชัดๆ นึกสีหน้าของทั้งสองฝ่ายหลังจากฟังความจบ คงซีดเผือดทั้งคู่

“พี่ต๋อย ผมขอเบอร์น้องสาวอาชาญเก็บไว้ด้วยคนสิครับ เผื่อผมเจอกับตัวเอง”

“จะได้ไม่ต้องเป็นอย่างพี่ใช่มั้ยล่ะ…เดี๋ยวก็ขอกันเองแล้วกันนะ ใกล้จะมาแล้วมั้ง พี่ขอตัวโทรแจ้งลูกค้าก่อนนะ คงไม่ได้ไปพรีเซนต์งานแล้วละ ขอตัวนะ”

ต๋อยปรี่ออกมาจากเมืองสมุทรด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน เพราะเพิ่งนึกได้ถึงความจริงอีกเรื่องนึงเกี่ยวกับญาติที่ตนไม่ได้บอก นั่นก็คือเสียงสุภาพสตรีคนหนึ่งที่รับสายด่วนจากเขาด้วยเช่นกัน

ในใจคิดว่าขืนขึ้นต้นเรื่องก็คงต้องเล่าอีกยาวๆ เสียงานเสียการเป็นแน่ แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวทุกคนก็คงได้เจอตัวเป็นๆ กันอยู่แล้ว ถึงเวลานั้นก็ต่างคนต่างแนะนำตัวกันเองก็แล้วกัน ต๋อยไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเฮียซะหน่อย

 

เชิงชาญกำลังหลับสนิท เมื่อเมืองสมุทรมองผ่านช่องกระจกจากหน้าประตูห้อง เขาดูสงบในยามหลับใหลเช่นนี้ และแม้เพิ่งผ่านช่วงวิกฤติมาแท้ๆ กลับมีรอยยิ้มมุมปากให้เห็น จนเมืองสมุทรต้องเปิดประตูห้องเพื่อไปดูใกล้ๆ ว่ามิได้ตาฝาด

เชิงชาญในท่านอนหงาย ข้อมือมีสายน้ำเกลือพันธนาการอยู่เหมือนคนไข้พักฟื้นทั่วไป ทว่าใบหน้าเขากลับมีความสุข มุมปากกระตุกยิ้มแล้วคลายๆ ราวกับฝันดี

“ฝันอะไรอยู่นะอาชาญ ยิ้มเป็นเด็กๆ เลย แอบถ่ายไว้แกล้งทีหลังดีกว่า”

 

หลังจากได้รับการติดต่อจากลูกน้องคนสนิทของเชิงชาญ มารดาก็สั่งการให้บุตรสาวเป็นตัวแทนมาเยี่ยมดูอาการของพ่อให้เร็วที่สุด เพื่อจัดการธุระเกี่ยวกับการรักษา แม้จะหย่าขาดจากกันนานแล้ว แต่หากทิ้งเขาไว้ตามลำพังเช่นนี้ก็คงจะกลายเป็นคนใจไม้ไส้ระกำไม่น้อย แล้วอีกอย่างแม้สถานะความเป็นสามีภรรยาจะจบลง แต่ความเป็นพ่อของลูกๆ นั้นคือความจริงที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

“เอมไปดูว่าพ่อเค้าขาดเหลืออะไร แล้วจัดการไปก่อน แล้วแม่จะรีบบินตามไปให้เร็วที่สุด แม่ขอเคลียร์งานทางนี้ก่อนนะลูก”

“เขาเป็นหนักเลยเหรอแม่ เอมก็เห็นวันก่อนเขายังดูแข็งแรงดีอยู่เลย”

“เอ…เรื่องเป็นหนักมั้ย แม่ก็ตอบไม่ได้หรอกนะ เลขาพ่อก็ไม่ได้เล่าอะไรมาก คงจะตกใจอยู่นั่นแหละ แม่ก็เลยไม่อยากซัก แต่เอาจริงๆ คนอย่างพ่อเราเป็นพวกสุ่มเสี่ยงต่อโรคอยู่แล้ว แม่ว่ามันถึงวัยที่เขาต้องเผชิญโรคแล้วละ คงเปราะบางจนร่างกายส่งสัญญาณเตือน”

เอมิกาเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของมารดา แม่มักรู้ดีเสมอเกี่ยวกับเขาคนนี้ ถึงได้ไม่แสดงความโกรธเกลียด อาฆาตมาดร้ายใดๆ ต่อเขาเลย แต่ที่ต้องแยกจากกันไปคนละทาง แม่มักบอกกับเธอเสมอว่า แม่ทำเพื่อลูกๆ

“แม่คะ งั้นเอมไปดูพ่อ แล้วถ้าเขาไม่เป็นอะไรมาก เอมจัดการเรื่องโรงพยาบาลแล้วขอกลับเลยได้มั้ยคะ คือเอมก็ติดพันงานเหมือนกัน”

“เหรอ…เอ…แม่ตัดสินใจไม่ถูกเลย จะว่าไปแม่ก็คนนอกเต็มตัว…ให้เอมตัดสินใจดูตามความเหมาะสมเอาเลยแล้วกัน แต่แม่ว่านะเอม…”

“คะ”

“เอมน่าจะใช้เวลานี้ อยู่ใกล้ชิดกับพ่อเค้าบ้างนะ ไม่รู้สิ คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้านะ แล้วแม่ก็ไม่ได้แช่งใครด้วย…แต่แม่พูดในฐานะ ถ้าแม่เป็นลูกแบบเอม แม่คงเลือกทิ้งทุกอย่างเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่อก่อน”

ช่างประชด ช่างโน้มน้าว นี่แหละคุณนายแนนแม่ของเธอ

“ค่า…เอมจะใช้เวลากับพ่ออย่างที่แม่แนะนำนะคะ”

คำตอบรับนั้นพาเอมิกามาถึงโรงพยาบาลทันที แต่ไม่ทันได้เข้าถึงตัวเชิงชาญและเฉลยให้รู้เสียทีว่า เธอคือเด็กหญิงเอมของพ่อ ที่บังเอิญไปทำสวยกับหน้ามานิดหน่อย แล้วก็โตขึ้นตามกาลเวลา พ่อเลยจำไม่ได้ ความตั้งใจทั้งหมดนี้มันพังลงทันทีที่ได้เห็นภาพนายคนนั้น อยู่เบื้องหน้ากับพ่อของตนที่กำลังหลับอยู่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

“กำลังจะลักหลับคนป่วยรึไงนายพระเอกคอฟฟี่ปริ้นซ์”

ชายหนุ่มถือกล้องโทรศัพท์ เปิดโหมดวิดีโอ และกำลังจ่อไปยังใบหน้าคนป่วยที่นอนยิ้มละมุนละไม ท่าทางหยอกเอินกันขนาดนั้น เอมิกาเกิดความหมั่นไส้ขึ้นกว่าเดิม เท่าไหร่ดี สักสิบเจ็ดจุดเจ็ดเปอร์เซ็นต์ หรือให้เต็มยี่สิบไปเลยดีมั้ย

“ขอโทษนะคะ ขอทางหน่อยค่ะ”

เอมิกาสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อมีเสียงดังจากพยาบาลเวร ที่กำลังเข็นรถตรวจความดันจากด้านหลัง

“เอะ…อ๋อ ขอโทษนะคะ”

“มาเยี่ยมคนไข้หรือเปล่าคะ”

“ใช่ค่ะๆ พอดีเพิ่งออกมาค่ะ เดี๋ยวค่อยกลับเข้าไปใหม่ เชิญคุณพยาบาลค่ะ เชิญค่ะ”

เอมิกาตั้งใจจะเปิดประตูให้นางพยาบาล แต่ถ้าอย่างนั้น คนในห้องก็จะมองเห็นเธอไปด้วย เลยต้องกลายเป็นคนใจดำ ปล่อยให้พยาบาลทั้งเข็นรถ ทั้งเปิดประตูด้วยตัวเอง ส่วนตนเองนั้นหลบฉากไปอีกฝั่งหนึ่งของหวอด จังหวะไม่ค่อยดีเท่าไร แล้วพอนึกได้ ถ้าแค่สืบข่าวเรื่องอาการของพ่อ ก็ถามจากพยาบาลประจำชั้นนี้ก็คงรู้เรื่องไม่แพ้กัน ส่วนภาพที่เห็นด้วยตาเนื้อ พ่อมีพยาบาลรู้ใจอยู่ข้างตัวอยู่แล้วนี่ ไม่น่าห่วงเท่าไรหรอกมั้ง

เอมิกาจัดระเบียบความคิดตัวเอง แล้วทำตามที่คิด ก่อนจะบึ่งออกจากโรงพยาบาล และโทร.รายงานผลให้มารดาฟังอย่างไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำสักเท่าไร

 

“ไงล่ะไอ้คนเก่ง รอดตายมาได้ก็บุญแล้วนะ อย่างนี้ต้องตกรางวัลลูกน้องเยอะๆ เลยรู้มั้ย ขวัญเอ้ยขวัญมาไอ้หน่อยลูกแม่”

เชิงชาญที่ได้สติดีแล้วทุกประการตั้งแต่เมื่อคืน เขารอให้หมอรอบเช้าเข้ามาตรวจอาการ แล้วตั้งใจจะออกจากโรงพยาบาลในวันนี้เลย กลายเป็นว่า ห้องพักฟื้นแห่งนี้กลายเป็นห้องพบญาติไปเสียก่อน

แม่ดวงดาวค้อมตัวมาโอบกอดเขา แล้วยังให้ศีลให้พรอีกยืดยาว ส่วนนิตยายืนยิ้มแฉ่งอยู่กับลูกชายวัยรุ่นที่กำลังก้มหน้างุดแทบจะสิงในมือถือจนแม่ต้องง้างมือตบไหล่ จึงยกมือไหว้ลุงบนเตียง

“แม่ไม่น่าลำบากมาเลย ผมเป็นแค่นิดหน่อยเอง ไอ้ต๋อยก็เวอร์ แบกมาโรงบาลทำไมไม่รู้ เปลืองตาย”

“ดูมัน ยัง ยังจะคิดว่าตัวเองแกร่งอีก แล้วนี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าเกือบจะอัมพาตอัมพฤกษ์กินแล้วนะ ถ้าลูกน้องไม่ไปเจอสภาพ มีหวัง พูดไม่ออกไปครึ่งซีก รู้ตัวซะบ้าง”

รู้สิ ทำไมเขาจะไม่รู้ ในเวลาที่อยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ตัวลอยเคว้งคว้าง คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล สำนึกอะไรบางอย่างบอกว่าเขาอาจจะต้องอยู่ที่นั่นตลอดไป

“แล้วไอ้ต๋อยล่ะ อยู่มั้ย”

“พี่ต๋อยไม่ได้มาครับอา แต่เมื่อวานพี่ต๋อยอยู่ที่นี่ทั้งวันเลย ผมเลยให้กลับไปพักผ่อนก่อน”

“เหรอๆ”

“แม่ก็มาแล้วไปแล้วนะครับ กับพี่ไบร์ทด้วย ไปพร้อมกัน”

“จะถามหาใครอีก แม่เม่อก็อยู่นี่ทั้งคนฮึไอ้หน่อย”

เชิงชาญฝืนยิ้ม ข้างในลึกๆ เขาแอบหวังว่าใครบางคนจะมาเยี่ยม แต่ก็นั่นแหละ แค่แอบหวัง

“จะถามหาลูกเมียหรือเปล่าพี่หน่อย”

นิตยาเป็นเพียงคนเดียวที่อ่านใจออก

“อ๋อ…มันนึกถึงแต่ครอบครัวมันนี่เอง มันน่าน้อยใจมั้ยละ แม่อยู่ตรงนี้ มันไม่เห็นจะอะไรเลย ใช่สิ แม่มันคนนอกสายตา”

“โธ่แม่…ผมเห็นแม่อยู่ในสายตาเสมอแหละ อย่าน้อยใจเลยน้า”

เมืองสมุทรอดยิ้มเขินๆ ไม่ได้ เขาไม่เคยเห็นเชิงชาญในโหมดลูกชายมาก่อน เมื่อวานตอนที่คุยกันถึงครอบครัวของอาชาญ แม่เล่าว่า คุณแม่ของอาชาญเคยมานอนค้างที่บ้านเราครั้งหนึ่ง วันที่อาชาญเรียนจบ ตอนนั้นมากันทั้งครอบครัว พ่อ แม่ แล้วก็อานิตยาคนนี้ ถึงจะไม่ใช่ญาติแท้ๆ แต่ครอบครัวของเราก็ปรองดองเกี่ยวข้องกันแน่นแฟ้นดี

“คุณย่าครับ คืนนี้ไปนอนบ้านผมมั้ยครับ คุณอาด้วย”

ดวงดาวเหลียวมาทางต้นเสียง สีหน้างงๆ เล็กน้อย นิตยาชิงอธิบายเสียก่อน

“ลูกเจ้าภพน่ะแม่…เมื่อกี้ก็แนะนำตัวกันแล้วไง”

“อ๋อ…จำได้ แต่ไม่คุ้นที่เรียกย่า…ก็ดีนะ มีแต่เจ้าดาต้าเรียกยายๆ มีคนเรียกย่าบ้างก็แปร่งหูดี”

“หลานลูกสาวเรียกว่าย่า หลานลูกชายเรียกว่าย่า” นิตยาอธิบายเสริม

“แม่จะแปร่งทำไม หลานย่าแม่ก็มีตั้งสองคน”

“มีก็เหมือนไม่มี ไม่เคยได้เจอหน้าค่าตากันเล้ย กี่นมกี่นานแล้ว”

“ไม่เจอ เดี๋ยวก็ได้เจอ เมื่อวานก็มา เดี๋ยววันนี้ก็คงจะมาเฝ้าพ่อเขานั่นแหละ”

“จริงเหรอครับ”

เสียงชายต่างคนต่างวัยพูดประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันโดยบังเอิญ

“ก็จริงสิ เมื่อวานได้เจอกับหลานเอมด้วย โตขึ้นซ้วยสวย สวยได้แม่จริงๆ หน้ายังกะลูกครึ่ง จมูกงี้โด่งจากนี่ไปพุทธมณฑลแหนะ”

นิตยาสาธยาย เจ้าหล่อนได้พบหลานสาวจริงๆ ขณะกลับมาจากกินข้าว ที่รู้ว่าหลานเพราะเห็นว่ากำลังทำเอกสารเกี่ยวกับเชิงชาญ และแจ้งไปว่าเป็นบุตร ญาติพี่น้องกันแท้ๆ ต้องมาเจอกันในสภาพต่างคนต่างไม่รู้จักกัน

“พี่หน่อยป่วยอย่างนี้ก็ดีนะ ได้โอกาสรวมญาติ”

“ก็ดีที่แค่ป่วย…” ดวงดาวค่อนขอดเข้าให้

สายแล้วนายแพทย์เจ้าของไข้ขึ้นมาตรวจอาการ และอนุญาตให้เชิงชาญกลับบ้านในวันพรุ่งนี้จะดีกว่า เพราะยังไม่แน่ใจอาการอื่นๆ ของโรคนี้ มีการระบุว่าทั้งหมดเป็นผลจากความดันสูง ควรปรับเรื่องการกิน การพักผ่อน และให้ระวังเรื่องเครียดสะสม ที่เป็นสาเหตุหลัก เรื่องนี้ทำเอาแม่ดวงดาวถึงกับอยากรู้เบื้องลึกของลูกชายให้ได้

“ถ้าไอ้หน่อยต้องนอนอีกคืน งั้นแม่ขอนอนกับมันที่นี่แหละ ใครจะมาฉุดไปไหนแม่ก็ไม่ไปทั้งนั้น นิดกลับไปได้เลย ไปเฝ้าร้าน แล้วค่อยมารับแม่วันกลับ”

“แล้วแม่จะอยู่ยังไง นี่มันโรงบาลนะ ไม่ใช่โรงแรม”

ดวงดาวชี้ไปที่เตียงข้างๆ

“เตียงนี่ไง น่านอนจะตาย สมัยสาวๆ ตอนอยู่บ้านพักราชการกับป้าแก ลำบากกว่านี้เยอะ นอนพื้นกระดานแม่ก็นอนมาแล้ว”

“นั่นมันสาวๆ นะแม่ แม่พูดเอง แล้วตอนนี้สาวแม่เหลือน้อยเต็มทน แม่อย่าลืม”

เชิงชาญมองดูใบหน้ายับย่นตามกาลเวลาของมารดา ภาพติดตาความสาวทาบทับใบหน้านั้น น้ำเสียงอันดุดัน แต่ใจดีของแม่ก็ฉาบทับเสียงงอนปั้นปึ่งนั้นด้วย

“แม่มานอนบนเตียงกับผมก็ได้ มาสิแบ่งกันคนละครึ่ง”

“โห้ย…อ้อนนะพี่หน่อย…แม่อย่าเผลอยกสมบัติให้พี่หน่อยคนเดียวล่ะ ยิ่งถังแตกอยู่ด้วยตอนนี้”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงบุตรสาว มือไม้ของดวงดาวก็พุ่งไปยังหน้าผาก ไวกว่าปากลูกสาวก็มือแม่นี่แหละ

“เพี้ยะ ปากไวตั้งแต่เด็กยันแก่เลยนังนี่”

“ขอโทษๆๆๆๆ” นิตยายกมือไหว้ปลกๆ

แม้ฟังดูเป็นการพูดทีเล่นทีจริง แต่เชิงชาญไม่รู้สึกเป็นเรื่องเล่นๆ เขาเป็นผู้ชายคนเดียวของครอบครัว ที่ออกจากบ้านมาเผชิญโชค มาตามความฝัน ตามแรงปรารถนาของตน แต่ในเวลานี้ เขาพิสูจน์แล้วว่า ฝันก็คือฝัน

ในวันนี้ เขาเป็นเพียงชายใกล้ฝั่งที่ช่างอ่อนแอ และจริงดั่งที่น้องสาวว่า เขาถังแตก

“แม่…หลับยัง”

เสียงแหบๆ กระซิบดังมาจากโซฟาข้างเตียงคนไข้ เชิงชาญยกเตียงนอนให้แม่ เอ็นดูแม่ในเสียงโอดโอย โซฟามีไว้นั่ง ไม่ใช่ไว้ให้คนเกือบแปดสิบนอนซะหน่อย กว่าแม่จะยอมเห็นแก่กระดูกกระเดี้ยวตัวเอง ก็ผ่านเวลาไปเกือบเที่ยงคืน

“กำลังจะหลับ…มีอะไรอีก”

“หน่อยไม่เอานะ ตังค์แม่ แม่เก็บไว้เถอะ”

มารดาแอบยิ้มในความมืด นางใช้ปลายเท้าเขี่ยผ้าห่มออก อากาศเริ่มอุ่นขึ้น เชิงชาญแทนตัวเองว่าหน่อยเหมือนตอนวัยเยาว์

“อืม…ไม่ใช่ของแม่หรอก ก็บอกแล้วไง ของแกนั่นแหละ ส่งให้แม่แต่ละเดือน แม่ก็ซื้อทองเก็บไว้หมด ถือว่าฝากแม่ไว้ก็แล้วกัน”

“แต่หน่อยให้แม่แล้ว แม่ก็เก็บไว้เถอะ เดี๋ยวหน่อยหาวิธีใช้หนี้เอง แม่ไม่ต้องช่วยหรอก”

ดวงดาวรู้ดีถึงน้ำเสียงนั้น แต่ไหนแต่ไร บุตรชายมีแต่โร่มาขอความช่วยเหลือ ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ชอบมาขอของกินไปซื้อใจเพื่อน จะมีเมียก็ขอซื้อบ้าน เปิดบริษัทใหม่ก็มาขออยู่เรื่อยๆ แต่มาหนนี้ เรื่องหนักหนาถึงขั้นปางตาย กลับทำนิ่งไม่เอ่ยปากสักคำ อะไรทำให้บุตรชายเปลี่ยนท่าทีไปได้เพียงนี้ ดวงดาวยอมให้ลูกชายคนนี้เสมอ เพราะสงสารในความกำพร้าพ่อแท้ๆ ก่อนจะมาเจอพ่อของนิตยา เชิงชาญเป็นคนเดียวที่ทำให้ดวงดาวอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้

“จะหายังไง บ้านก็จำนองแล้วไม่ใช่เหรอ”

ใครกันนะที่ปากโป้งไปฟ้องแม่ บ้านหลังนั้น แม่ช่วยออกเงินดาวน์ ส่วนเขามีหน้าที่ผ่อน คิดแล้วก็น่าอาย แม่ค้าขายอาหารปิ่นโต กลับดูมีอนาคตกว่านักโฆษณามากรางวัลอย่างเขา เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า อาชีพไหนคงกระพันกว่ากัน นึกไม่ออกเลยว่าเขาทำตัวเองพลาดท่าล้มเหลวตั้งแต่เมื่อไร

“ยืมเอาก็ได้แม่…เครดิตหน่อยยังได้อยู่ ถ้ามีใบจ้างงานลูกค้าไปยืนยัน แบงก์เค้าก็ให้กู้มาทำงานก่อน แม่ไม่ต้องห่วงนะ หน่อยมีลูกค้าเยอะแยะ”

“เยอะประสาอะไร ถึงมีเงินทำงานไม่พอ แม่มีลูกค้ารับปิ่นโตอยู่ 50 เถา มั่นใจว่าได้เงินครบทั้ง 50 เถา ถึงค่อยไปลงทุนซื้อกับข้าวมาทำให้เขากิน ที่เหลือเป็นกำไร แล้วนี่งานแกมันยังไง ต้นทุนไม่มี กำไรไม่เห็น สรุปมันทำงานไปเพื่ออะไรห๊า”

เชิงชาญจุกแน่นที่หน้าอก เหมือนถูกชกแรงๆ เข้ากลางลำตัว

“เพราะอย่างนี้ใช่มั้ยถึงได้ป่วยได้ไข้…หน่อยเอ้ย เชื่อแม่ ไม่มีแม่ที่ไหนเห็นลูกตกระกำลำบากแล้วจะอยู่เฉยได้หรอก เชื่อแม่มั้ย”

“ครับแม่”

“งั้นไอ้ที่ว่าจะกู้ ก็มากู้กับแม่นี่ เอาดอกเบี้ยมาจ่ายให้แม่ดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องเอาใบจ้างงานมาค้ำด้วย กระด่งกระดาษอะไรแบบนั้นจะมาทำไมให้รกบ้าน…เข้าใจตรงกันนะ”

“ครับแม่”

“งั้นก็นอนๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ลูกเอ้ย”

เสียงแผ่วๆ ในแสงสลัว ค่อยๆ เงียบลง เชิงชาญส่งเสียงดังลั่นอยู่ในใจว่าเขารักแม่ เป็นคำพูดเดียวที่ไม่สามารถเปล่งเสียงหลุดจากปากได้ เพราะคนวัยอย่างเขากับแม่ เราไม่ถนัดทำอะไรหวานเลี่ยนแบบนั้นหรอก

แม่เองก็รู้

“ถ้างั้น…รอบนี้รอบสุดท้ายแล้ว หน่อยจะทำให้ดีเลย จะไม่รบกวนแม่อีกแล้ว หน่อยสัญญา”

 

 



Don`t copy text!