
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.2 (8) : พูดความจริง…แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงใหล
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

พ.ศ.2542 : กำเนิดมัมทูคอล
‘เสียงหูปิ่นโตครูดกับขาเสียบ’ เป็นเสียงที่ไพเราะเหลือเกินสำหรับเชิงชาญวัย14 ปี มันแทนการบอกเวลา…สิ้นสุดการรอคอย
แม้ว่าจากนี้เขาจะต้องนำส่งพวกมันไปยังบ้านเรือนต่างๆ ด้วยจักรยานคู่ชีพ กินเวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง แต่หลังจากนั้นช่วงเวลาที่เหลือจะเป็นของเขาทั้งหมด
“ไอ้หน่อย มาเอาไปลูก”
เสียงแม่ตะโกนเรียก เชิงชาญวิ่งพรวดเดียวไปถึงครัวเปิดหลังบ้าน หม้อแกงค้างอยู่บนเตาถ่านสองหม้อ เขารู้รายการกับข้าวอยู่แล้วว่าวันนี้มีแกงเขียวหวานไก่และแกงส้มดอกแค ส่วนกับข้าวแนวผัดๆ ทอดๆ และอีกสองสามอย่างนั้นถูกตักใส่ปิ่นโตจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงหม้อไหกระทะที่นอนแอ้งแม้งรอล้างอยู่ในกะละมัง นิตยาน้องสาวต่างพ่ออายุอ่อนกว่าเขา 5 ปี กำลังช่วยแม่จัดแถวปิ่นโตอย่างตั้งใจเตรียมให้พี่ชายรับช่วงต่อ
“นิดรัดแกงใส่ถุงให้แล้วนะพี่หน่อย คราวนี้รับรองได้ เขย่ายังไงก็ไม่หก”
ตั้งแต่ใช้จักรยานส่งปิ่นโตแทนเดินเท้า ก็เกิดปัญหาน้ำแกงหกออกมานอกปิ่นโต เชิงชาญเป็นคนเสนอให้รัดแกงใส่ถุงดีกว่า ปัญหาของการขนส่งปิ่นโตด้วยจักรยานก็คือมันจะกระเด้งกระดอนไปตามสภาพถนน แต่ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้จักรยานเพราะลูกค้าผูกปิ่นโตของแม่เพิ่มขึ้นหลายบ้าน โดยมากเป็นคนหนุ่มสาวที่มารับราชการต่างบ้านต่างเมือง และเคยชิมฝีมือแม่มาก่อนสมัยแม่เปิดร้านขายข้าวแกงอยู่ในโรงเรียนเอกชนประจำอำเภอ
ปิ่นโตของแม่มีสองขนาด แบบ 3 ชั้นกับ 4 ชั้น พ่อครูเป็นคนออกความคิดให้ทำตะกร้าพ่วงเบาะหลังจักรยานห้อยสองข้าง คล้ายๆ หาบ แต่แบบนั้นทำให้ทรงตัวลำบาก สุดท้ายเชิงชาญขอให้ปรับเป็นวางตรงกลางแต่กว้างๆ เลยเบาะ คล้ายรถไอติม ในที่สุดก็ลงตัว แต่จุได้แค่ครั้งละ 10 เถา เชิงชาญต้องวนกลับมารับปิ่นโตเป็นรอบๆ
ครูวินัยหรือที่เชิงชาญเรียกว่าพ่อครู ช่วยเชิงชาญลำเลียงเถาปิ่นโตลงตะกร้าแต่ละรอบ และคอยขานชื่อลูกค้า แถมยังทำป้ายชื่อแขวนให้อีกต่างหาก เวลาส่งให้ลูกค้าเชิงชาญต้องดึงป้ายออกก่อน จะได้ไม่ต้องทำใหม่ แล้วยังคอยสั่งด้วยความเป็นห่วงอีกว่า ขี่ระวังๆ ช้าๆ ไม่ต้องรีบนะเชิงชาญ
พ่อครูเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่เรียกชื่อจริงเชิงชาญเต็มยศ คงเพราะติดนิสัยคุณครูมานั่นเอง พ่อครูแต่งงานกับแม่ดวงดาว เมื่อเขาเองมีอายุได้ 3 ขวบ แม่ไม่ค่อยพูดถึงพ่อจริงๆ ให้ฟัง ส่วนเขาเองก็ลืมเรื่องของพ่อจริงๆ ไปหมดแล้ว ในทรงจำจึงมีแต่พ่อครู ซึ่งเชิงชาญรู้สึกได้ว่าพ่อครูรักและเอ็นดูเขาไม่แพ้พ่อจริงๆ
พ่อครูอายุมากกว่าแม่ตั้ง 20 ปี ถึงวัยเกษียณแล้วในขณะที่แม่ยังสาวสะพรั่ง นอกจากสอนหนังสือ พ่อครูก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น โดยเฉพาะเรื่องในครัว แต่เพราะเป็นคนละเอียดรอบคอบ พ่อครูจึงอาสาคอยช่วยจดบัญชี ทำรายการลูกค้า และเขียนกำกับให้เชิงชาญรู้ว่า บ้านไหนต้องส่งปิ่นโตเถาไหน แถมยังเรียงลำดับบ้านที่ส่งปิ่นโตให้ตามระยะไกล ใกล้ ดังนั้นจบท้ายๆ ก็เกือบถึงบ้านพอดี แต่มีหรือที่เชิงชาญจะแวะเข้าบ้าน โน่น เขาไปขลุกอยู่กับอภิชาติ เพื่อนชั้นเรียนในตลาด
อภิชาติเป็นลูกเจ้าของโรงหนัง เชิงชาญคบเพื่อนคนนี้ก็เพราะจะได้ดูหนังฟรี ถึงแม้จะได้เป็นเพื่อนระดับสองเท่านั้น ต้องเป็นเพื่อนระดับหนึ่งถึงจะได้เข้าไปนั่งในห้องฉายหนังได้
“พ่อไม่ให้พาเด็กๆ เข้าไปในห้องฉายหนังว่ะ”
อภิชาติบอกก่อนจะปิดประตูใส่หน้าเชิงชาญ แล้วไอ้พวกที่เข้าไปในนั้นมันก็เด็กเหมือนกับเขาไม่ใช่หรือไง…เขาแอบเถียงในใจ
แต่ก็ช่างเถอะ เพราะเว้นแต่ห้องฉายหนัง เขาจะนั่งที่ไหนก็ได้ภายในโรงหนังแห่งนี้
ทุกวันหลังจากส่งปิ่นโตให้แม่เสร็จ เชิงชาญจะปั่นจักรยานคู่ชีพมาที่โรงหนังแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่หน้าตลาด ใกล้กับสถานีรถไฟของอำเภอ เขาเลือกหาที่จอดรถในสถานีรถไฟ ล็อกล้อด้วยสายยู แล้วค่อยวิ่งหน้าตั้งมาที่โรงหนังแห่งนี้
“จะดูกันสักกี่รอบฮึหน่อย เรื่องนี้นายดูไปแล้วไม่ใช่เหรอเราจำได้”
“แต่นี่มันหนังควบนะชาติ เราอยากดู เราไม่เคยดูหนังควบเลย”
“จะหนังควบไม่ควบ มันก็เรื่องเดิมนั่นแหละ แค่เอาสองเรื่องมาต่อกันเท่านั้นเอง”
“เราว่ามันไม่เหมือนกันนะ เพราะเรื่องก่อนดูจบแล้วก็จบเลยกลับบ้านเลย แต่เรื่องนี้ดูจบแล้วมีเรื่องอื่นให้ดูต่ออีก”
“ถึงดูต่อกันมันก็เรื่องเดียวกันเหมือนเดิมนั่นแหละหน่อย นายไม่เบื่อหรือไง”
เชิงชาญนึกถึงระหว่างรอยต่อของหนังทั้งสองเรื่อง มีสิ่งหนึ่งที่เชิญชวนให้ดูไม่แพ้หนังยาวๆ เขาชอบหนังสั้นๆ ที่เอามาฉายคั่นระหว่างเรื่อง และรู้ว่านั่นคือหนังโฆษณา
“เราอยากดูหนังโฆษณาที่อยู่ตรงกลางด้วยน่ะชาติ มันสนุกดี สนุกเหมือนกับหนังใหญ่เลย นะขอเราเข้าไปดูหนังควบรอบนี้นะ แต่เราจะไม่ดูเปล่าๆ หรอก คราวหน้าเราจะเอาไข่พะโล้แม่มาฝากด้วย นะๆ”
ในที่สุด เชิงชาญก็ได้ตั๋วทองเข้าดูหนังควบทุกรอบที่หนังเข้าฉาย ส่วนอภิชาติก็ได้กินไข่พะโล้เป็นการตอบแทน
“ไอ้หน่อยมันจะบ้าดูหนังไปถึงไหน นี่ฉันก็หมดไข่เป็นเข่งๆ ไปกับมันด้วยนะครู”
แม่เคยปรับทุกข์เรื่องพฤติกรรมของลูกชาย อยากฝากพ่อครูไปเตือน แต่ที่ไหนได้ พ่อครูกลับเห็นดีเห็นงามคอยสนับสนุนไปเสียอีก
“ลูกติดดูหนัง ก็ยังดีกว่าให้ลูกไปเกเร ติดเพื่อนไม่ดี ติดยาเสพติดนะแม่ดาว”
“เอ…ครูนี่ยังไง ทำไมมาสนับสนุนให้เด็กมันดูหนัง ทำไมไม่ให้มันท่องหนังสือหนังหาล่ะ หนูไม่เข้าใจความคิดครูเลยจริงๆ”
พ่อครูนอกจากจะเคยสอนวิชาเลข แกยังเคยเป็นครูแนะแนวมาก่อนด้วย จึงเข้าอกเข้าอกเข้าใจวัยรุ่น โดยเฉพาะเชิงชาญที่มีสถานะเป็นลูกเลี้ยง ครูจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวัง ไม่อยากให้กลายเป็นเด็กมีปัญหา กับนิตยาที่เป็นลูกแท้ๆ หลังจากแต่งงานกับแม่ดวงดาวก็เหมือนกัน แกสอนให้น้องสาวเคารพพี่ชายให้มากๆ ให้คิดว่าเราเป็นลูกพ่อเดียวแม่เดียวกัน
ส่วนเชิงชาญเองก็ไม่มีทีท่าจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาอะไร
เพียงแค่มีนิสัยแปลกประหลาด แตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง
“ไว้ใจลูกเถอะแม่ดาว ครูว่าครูดูคนไม่ผิดนะ เชิงชาญเป็นเด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เอางานเอาการด้วย แม่ดาวดูสิ เขาเป็นกำลังสำคัญของร้านปิ่นโตแม่ดาวนะ ถ้าไม่ได้เขาที่เอาใจใส่กับหน้าที่ รับอาสาส่งปิ่นโตให้ แล้วใครกันที่จะเดือดร้อนหือ”
แม่ดวงดาวคิดตามที่ครูบอก ก็จริงอย่างว่า เชิงชาญมันเป็นเด็กแปลกๆ มีโลกส่วนตัวสูงเหลือเกิน พูดจาอะไรก็ฟังแล้วไม่เข้าพวก เรียนหนังสือก็งั้นๆ หัวกลางๆ แต่ถ้ามอบหมายงานอะไรให้ช่วยทำ ก็ให้วางใจได้ ลูกคนนี้มีความรับผิดชอบสูง
“งั้นหนูก็ต้องคอยสนับสนุน ก้มหน้าทำไข่พะโล้ให้มันไปอย่างนี้ใช่มั้ยครู”
“ถ้าเบื่อทำไข่พะโล้ ก็ลองเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้างสิ ไข่ลูกเขย ไข่ดาว ไข่เจียวก็ว่าไปเนอะแม่ดาวเนอะ”
สุดท้ายแม่ดวงดาวก็เชื่อฟังคำแนะนำของสามี นางไม่ห้ามลูกในทุกสิ่งที่ลูกต้องการ อีกทั้งยังคอยส่งเสริมสนับสนุน นี่เองทำให้เชิงชาญหันเหชีวิต เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตามลำพัง ทั้งๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องเลยสักคน
มีเพียงพ่อครูที่คอยเทียวรับเทียวส่ง พาไปสนามสอบเข้า และคอยอยู่เป็นเพื่อน พ่อครูพาเชิงชาญมาพักที่บ้านพักครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกันสมัยเรียนครู หลังจากสอบติดเพื่อนของพ่อครูจึงคอยเป็นธุระจัดการเรื่องเรียนและหาที่อยู่ให้ ทำหน้าที่แทนพ่อครูอย่างเต็มใจ
หลังจากนั้นเชิงชาญเหมือนถูกปล่อยเกาะ ให้ใช้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ แต่ก็นับเป็นโชค เพราะได้เพื่อนดีๆ อย่างภิภพ ที่คอยให้ความช่วยเหลือเกื้อหนุน หนักที่สุดคือแบ่งห้องให้อยู่ โดยเขาไม่ต้องออกค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว
เรื่องนี้แม่ดวงดาวก็ไม่ได้ยินดีนัก เพราะไม่อยากให้ลูกชายเอาเปรียบใคร จึงมักฝากกับข้าวของแห้งให้เชิงชาญติดมือมาฝากพ่อแม่ของภิภพ
การติดต่อกับทางบ้าน เชิงชาญจะรบกวนใช้โทรศัพท์ของบ้านภิภพที่มีอยู่เพียงเบอร์เดียวในละแวกนั้น แต่เขาไม่เคยโทร.ออก จะมีก็แต่ที่บ้านเท่านั้นเป็นฝ่ายโทร.มาซึ่งต้องมีการนัดหมายเวลาโทร.ก่อนล่วงหน้า
ทุกสิ้นเดือน พ่อครูจะโทรศัพท์ทางไกลมาจากร้านชำแถวบ้าน เพื่อบอกเชิงชาญว่า ส่งธนาณัติมาให้แล้ว และให้เขาคอยเช็กไปรษณีย์ แทนที่จะรู้สึกดี เชิงชาญกลับตำหนิน้ำใจของพ่อครู
“พ่อครูไม่ต้องโทรหาผมทุกเดือนก็ได้ครับ มันเปลือง แล้วผมก็เกรงใจพ่อแม่เพื่อนด้วย”
“อย่างนั้นเหรอ พ่อก็คิดว่า เราโทรเข้าบ้านเขา มันไม่ได้เปลืองเงินทองฝั่งเขา มันยังไงแน่ต้องจ่ายเงินทั้งสองฝ่ายเลยรึ”
“มันไม่ใช่แค่เรื่องเปลืองเงินหรอกครับ แต่ผมเกรงใจ เผื่อเขาจะใช้โทรศัพท์ มีคนโทรเข้า โทรออกแบบนั้นมากกว่า เอาเถอะครับพ่อครู ผมรู้ธุระแล้ว เดี๋ยวจะคอยดูธนาณัตินะครับ”
“เออ…เดี๋ยวสิเชิงชาญ แม่เขาก็ฝากความคิดถึงมาด้วยนะ เขาถามว่าจะเอาปลาช่อนแห้งอีกมั้ย จะทำไปให้ ฝากบ้านเพื่อนด้วย”
“ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ว่างกลับไปเอาหรอก จริงด้วย พ่อครู บ้านเราเมื่อไหร่จะได้โทรศัพท์สักที เผื่อผมโทรไปหาแม่เอง จะได้ไม่ต้องลำบากออกมาโทรไกลๆ”
จากบ้านเพื่อออกมาโทรศัพท์ ก็ต้องใช้จักรยานคันที่เชิงชาญเคยขับส่งปิ่นโตนั่นแหละ ช่วงหลังที่เชิงชาญขึ้นมาเรียนหนังสือ แม่ต้องจ้างสองแถวเพื่อช่วยส่งปิ่นโต เพิ่มค่าใช้จ่าย แต่ไปได้ไกลกว่า ลูกค้ามากขึ้น แม่แทบมือไม่ว่างเลย นิตยาก็กำลังเรียนพยาบาล แม่จึงต้องหาลูกมือมาช่วยอีกคน
“พ่อก็คอยถามให้อยู่นะ เขาก็บอกว่าติดเรื่องคู่สาย ต่างจังหวัดก็อย่างนี้แหละ เขาบอกว่าให้ทำใจรอไปก่อน แต่มีให้แน่ๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ต่อไปนี้พ่อกับแม่จะใช้เขียนจดหมายไปหา หรือถ้ามีอะไรด่วนก็จะโทรเลขไปตามที่อยู่นั้นเลยนะ”
หลังจากนั้นการติดต่อผ่านโทรศัพท์ก็ค่อยๆ เว้นระยะห่าง แต่ความห่วงใยนั้นไม่มีลดน้อยลงเลย เรื่องของเชิงชาญจะถูกพูดถึงทุกมื้ออาหาร
“แม่ๆ นี่ไงหนังโฆษณาของพี่หน่อย”
นิตยากระโจนทีเดียวถึงทีวี บิดปุ่มเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม ทางสถานีกำลังฉายละครหลังข่าว ตัวร้ายกำลังจะตบหน้านางเอก แต่ดันตัดเข้าโฆษณาที่เรียกชื่อทางการว่า TVC.(television commercial) หากเป็นบ้านอื่นคงได้ยินเสียงก่นด่าดังขรม แล้วก็บิดหนีไปดูช่องอื่นที่ไม่มีโฆษณา
“ไอ้หน่อยนี่ก็พิลึก ทำงานประสาอะไรของมัน อยู่ๆ ก็มาทำอะไรที่คนเขาเกลียด แทนที่จะทำหนังทำละคร”
“แม่ไม่รู้อะไร ทำแบบพี่หน่อยทำน่ะ โก้จะตาย หนุกกว่าละครน้ำเน่าที่แม่ชอบซะอีกจะบอกให้…แม่ดูสิ ฮ่าๆ ตลก พ่อๆ ดูสิ พี่หน่อยมันเก่งเนอะ หนูบอกแล้วว่าในบรรดาคนแถวนี้พี่หน่อยจะได้เรื่องได้ราวที่สุด พี่เขาเก่งจริงๆ เนอะพ่อเนอะ”
นิตยาเป็นดังเช่นคนไทยทั่วไปที่ชื่นชอบความตลกขบขันในหนังโฆษณา โดยเฉพาะที่มาจากผลงานสร้างสรรค์ของพี่ชายหรือแค่มีส่วนร่วมในฐานะผลงานบริษัทก็ตามที ส่วนพ่อครูนั้นดูบ้างไม่ดูบ้าง ก็ยังต้องเงยหน้าจากจานข้าว ก็พลอยพยักพเยิดเห็นดีไปกับลูกสาว
“เออ เข้าข้างกันเข้าไป แล้วนี่โฆษณาเหล้ามาฉายตอนนี้เลยรึ”
“แหมแม่…ก็ช่วงนี้แหละคนดูเยอะ เขาก็เอาโฆษณามาลงเยอะๆ พี่หน่อยเคยบอกว่าเวลาโทรทัศน์ฉายละครดังๆ ค่าเวลาลงโฆษณาจะแพงหูฉี่ ก็จะมีแต่สินค้ามาแย่งกันลง ต้องจองเวลากันเป็นเดือนๆ เลยนะแม่”
“เออ…เก่ง รู้ดีจริงๆ รู้ดีไปหมด”
นิตยาเคยเข้ากรุงเทพฯ เพราะพี่ชายชวนไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา แน่นอนว่าคนงานยุ่งอย่างเขา สถานที่เที่ยวก็มีเพียงแค่ที่ทำงาน วันนั้นนิตยาได้ไปสตูดิโอถ่ายหนัง ได้เห็นดาราตัวจริง ได้เห็นกับตาว่าพี่ชายคนเดียวนั้นมีชีวิตโก้เก๋มากกว่าใครในละแวกบ้าน ทั้งหมดนี้เพราะพี่ชายเธอเก่งและใจกล้า กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำกว่าใครๆ
“แม่น่าจะภูมิใจนะ มีลูกสองคน เก่งทั้งคู่ หน้าตาดีทั้งคู่ด้วย เนอะพ่อเนอะ”
“หืม…เออ”
“นิดๆ โคดสะนาโกเต็กซ์นี่ หน่อยมันทำด้วยหรือเปล่า ฮึ้ย…ไม่น่าละม้าง” แม่ถามสีหน้าเหยเก
“ฮัลโหล ร้านประเสริฐใช่มั้ยครับ”
“ใช่…จะพูดสายกับใคร”
“จะขอนัดคุยกับแม่ดวงดาว วันนี้ตอนสองทุ่ม บอกว่าลูกชายโทรมาให้มารับสายด้วย”
“เออๆ ดวงดาวๆ ปิ่นโตน่ะนะ”
“ใช่ๆ ดวงดาวร้านปิ่นโต สองทุ่มนะ วันนี้”
“เออๆ ทำไมดึกนักล่ะ ตั้งสองทุ่ม ร้านปิดแล้วนะ เร็วขึ้นหน่อยได้มั้ย”
“อ่า…งั้นสักทุ่มครึ่งละ ได้มั้ย”
“ทุ่มนึงแล้วกัน ถ้าทุ่มครึ่ง คิดค่าโทรเพิ่มอีก 5 บาท เป็น 10 บาทนะ”
“โอ้โห…แพงจัง ทางนี้ก็หยอดเหรียญนะ ทางโน้นไม่เห็นเสียอะไรเลย ทำไมต้องจ่ายอีก 5 บาท”
“อะๆ งั้นคิดเพิ่ม 2 บาทก็แล้วกัน ตกลงจะให้ไปตามกี่โมง”
“ทุ่มครึ่ง ฝากย้ำด้วยนะให้แม่มารับสายให้ได้เลย บอกว่าผมย้ำมาอีกทีนะ”
“เออๆ จำได้แล้ว ให้แม่มารับสาย ทุ่มครึ่งนะ”
เชิงชาญนั่งตัวเกร็งๆ ขณะทบทวนบทสนทนานี้ต่อหน้าหัวหน้า ในห้องประชุมขนาดใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเข้าตั้งแต่มาประจำอยู่บริษัทแห่งนี้ เขากำลังเล่าถึงความลำบากของคนต่างจังหวัดที่ต้องติดต่อสื่อสารกับครอบครัว ทั้งที่บ้านก็ไม่ได้อยู่ในที่กันดาร แต่เพราะติดปัญหาการเดินสายโทรศัพท์ของหน่วยงาน การที่ประเทศไทยมีโทรศัพท์มือถือ แต่ยังไม่ใช้กันแพร่หลาย เป็นเพราะคนไม่ตระหนักถึงความเดือดร้อน พวกเขาเคยชินและปรับตัวเก่ง เมื่อที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ใช้ ก็ใช้วิธีนี้แทน
“แล้วจะเอาประเด็นนี้มาทำเป็นธีมหนังได้ยังไง พี่ยังนึกไม่ออกนะชาญ คือถ้าทำออกมาดูบ้านๆ โลว์ๆ ลูกค้าก็คงไม่ชอบ บรีฟมันออกจะชัดเจนว่าทำอะไรที่มันล้ำๆ ทันสมัย”
“ผมว่าค่ายมือถือทุกค่ายคิดกันแบบนี้ทั้งนั้น คือแข่งกันที่เทคโนโลยี ความทันสมัย แต่เราดันลืมไปว่าใครกันที่เป็นคนใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ครับ ผมก็เลยลองแชร์ไอเดียนี้ดูครับ…”
“พูดต่อสิ…ประเด็นนี้น่าสนใจ”
“ครับพี่…งั้นผมขอเล่าต่อนะครับ”
“ว่ามาเลย”
คราวนี้เชิงชาญลุกขึ้นยืน อย่างน้อยหัวหน้าใหญ่สุดของกลุ่มก็เปิดใจรับฟังเขาแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บริษัทโฆษณาข้ามชาติ เขาที่เคยใหญ่โตในบริษัทคนไทย ก็ต้องทำตัวเล็กตัวน้อยเข้าไว้ ผลงานเก่าๆ ไม่สามารถใช้เป็นขั้นบันไดขึ้นที่สูงได้ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่หมด
โชคดีที่เขาเข้ามาเจองานนี้พอดี และเป็นโจทย์ที่ถูกรื้อทิ้งมาแล้วสองรอบ จากไอเดียแรก มีการเสนอให้ถ่ายทำเป็นระบบแอนิเมชันทั้งหมด มีการติดต่อไปที่สตูดิโอที่สหรัฐแล้วด้วย ทว่าลูกค้าไม่ซื้อไอเดียนี้ พร้อมกับความเห็นสั้นๆ ว่ายังไม่ใช่
“เท่าที่ผมทำการบ้านมาบ้าง ผมเลยลองทำตัวเป็นคนใช้เทคโนโลยี คือแบบคนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ น่ะครับ แล้วเรื่องนี้มันก็ผุดขึ้นมา ผมเลยคิดว่ามันน่าจะใช่”
“ครับ…เล่าเถอะครับ”
“อ่า…ครับพี่…คือวันนั้นผมนัดให้แม่มารับโทรศัพท์จริงๆ แล้วแม่ก็มา แต่ว่าผมเกือบเป็นลูกอกตัญญูฆ่าแม่เสียแล้วครับ”
“เฮ้ย…ขนาดนั้นเลย”
“ครับ…ไม่ทางตรง แต่ก็ทางอ้อมครับ เพราะการที่ผมย้ำกับเฮียร้านชำไปอย่างนั้น มันเลยทำให้แม่ตกใจมาก คิดว่าผมคงเป็นอะไรไปแน่ๆ แม่ก็เลยรีบร้อนมารอรับโทรศัพท์ แล้วเพราะรีบร้อนนั่นแหละครับ แม่ผมรีบจับจักรยานคันเก่าๆ ขี่ออกมาเอง…คือ แม่ผมขี่รถอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากจักรยานน่ะครับ แล้วคันนั้นมันก็ทั้งเก่า แล้วยังมีตะกร้าพ่วงหนักๆ ข้างหลังอีก แม่ผมคุมรถไม่อยู่ ก็เลยไถลลงคลองเกือบจะจมน้ำ ดีที่มีคนมาเห็นพอดี ส่วนแม่ผมก็แค่หัวเข่าถลอก เพราะกระโดดลงทิ้งรถทัน”
“แล้วรถล่ะ รอดมั้ย”
“จมอยู่ก้นคลอง จนป่านนี้ยังไม่มีใครงมขึ้นมาเลยครับ”
ทุกคนอยากขำ แต่พากันขำไม่ออก
“พี่ว่าโดนอยู่นะ…เราใช้เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจได้นะ เริ่มเรื่อง แม่วิ่งไปร้านโทรศัพท์เพื่อจะโทรหาลูกที่รอสายอยู่เพราะความคิดถึง แต่แล้วดันเกิดอุบัติเหตุไปไม่ถึงร้าน แล้วมาเฉลยว่าทั้งหมดเป็นภาพฝัน ความจริงก็คือ แม่คุยโทรศัพท์มือถือกับลูกอยู่ อาจจะเป็นสนามบินดีมั้ย กำลังจะไปต่างประเทศ จะได้ดูรวยๆ หน่อย”
หัวหน้าเอดีนำไอเดียไปเหลาให้คมขึ้น
“พี่ว่ายังนะ มันไม่เกิดอารมณ์ เหมือนอย่างที่ชาญมันเล่า ถ้าเรายังไม่ต้องคิดเป็นซีนๆ แต่คิดถึงความจำเป็นก่อน ทำไมแม่ต้องโทร แล้วโทรศัพท์มือถือมันเข้ามาช่วยให้ชีวิตแม่ดีขึ้นยังไง”
เชิงชาญรู้สึกว่าตัวเองเหมือนวางระเบิดเวลาไว้กลางโต๊ะ แล้วแต่ละคนกำลังก็กำลังช่วยกันถอดสลัก ตัวเขาเองก็ยังคิดไม่ตกในประเด็นนี้สักเท่าไร
“มันฉีกดีนะ ที่เราเล่นกับผู้บริโภคมากกว่าแนะนำสินค้า มันคือการบอกถึงความจำเป็นให้ลูกค้ารู้ แล้วก็ให้เขาคิดเอง เสร็จแล้วก็ลงท้ายชื่อ…”
“ชื่ออะไรนะ MUMA The network that care”
“โคตรเข้าใจยาก ทำยังไงให้เรียกง่ายๆ ติดปาก แต่ก็ยังลิงก์ชื่อลูกค้าด้วย”
เชิงชาญจดชื่อสินค้าลงสมุดพกเล่มเล็กสีดำ สมุดจดไอเดียเด็ดๆ คู่กายของเขา ตอนที่เขาเขียนตัวอักษรสามตัวแรกลงสมุด ทันใดนั้นเอง ประกายความคิดบางอย่างก็แวบเข้าหัว
“พี่ครับ…คำนี้ MUM แค่ 3 ตัวแรก มันอ่านว่า มัมได้มั้ยครับ”
“ได้ อ่านว่ามัมก็ได้”
“จริงๆ มันอ่านว่า มู”
“พี่คะ พิมพ์มีข้อมูลชื่อลูกค้าด้วยค่ะ อยู่ในแฟ้ม เดี๋ยวไปหยิบมาให้นะคะ”
พิมพ์ที่อาสาไปค้นข้อมูล หายไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมแฟ้มเอกสารปึกเบ้อเร่อ ทีเขียนกำกับหน้าปกว่า คอนฟิเดนเชียล เชิงชาญคิดว่าต้องเป็นเธอเท่านั้นที่สามารถอ่านเอกสารชุดนี้ได้ เขามองดูคนคุมเอกสารพลิกไปมา หลายหน้า จนเจอสิ่งที่ห้องประชุมพูดถึง คือชื่อความหมายของลูกค้า มีรายละเอียด เป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ถอดความสั้นๆ ให้ทีมฟังว่า
Muma ย่อมาจาก Modular Universal Mobile Access ผู้ก่อตั้งตั้งใจย่อด้วยอักษร Mu ซึ่งแปลว่าแม่ คล้ายๆ กับเป็นชื่อเล่นที่มีความหมายถึงแม่ แต่ไม่ได้ระบุว่าแม่แบบไหน
“พี่ว่าน่าจะหมายถึง แม่ที่เป็นเครือข่าย เพราะแม่คือศูนย์กลางของจักรวาล แม่คือผู้ให้ชีวิต คือแม่ที่ขาดไม่ได้ ก็เหมือนโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนจะขาดไม่ได้”
“ชักเข้าท่า เรามาเจาะกันตรงนี้เลย มาถูกทางแล้ว เล่นอะไรที่เซนซิทิฟแบบนี้แหละคนชอบ”
พี่หัวหน้านั่งเอนพิงเก้าอี้ อันเป็นท่าใช้ความคิด ก่อนหน้านั้นเขาไม่นั่งท่านี้ นี่แสดงถึงความรู้สึกปลดปล่อยของพี่เขาหรือเปล่านะ
“พี่ครับ ผมเสนอได้มั้ยครับ” เชิงชาญถาม
“เอาสิ…”
“คือผมไม่รู้เรื่องภาษาอะไรสักเท่าไหร่ แต่ผมว่ามันจะง่ายติดปากมากๆ ถ้าเราทำหนังที่บอกว่า แม่จะโทรแล้วนะ พี่คิดยังไงกับคำนี้ครับ มัม-ทู-คอล”
“ยังไงนะ มัม ทู คอล”
“ก็คือ เรากำลังจะบอกว่า มือถือไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนทำงาน เราควรนึกถึงพวกที่รออยู่ที่บ้านด้วย ผมอยากให้เราสื่อสารกับพวกลูกๆ ที่มีโทรศัพท์มือถือใช้แล้ว เคยอยากให้แม่มีบ้างมั้ยล่ะ ถ้าอยากเป็นลูกกตัญญูอยากเห็นแม่สะดวกสบายก็ซื้อโทรศัพท์ให้แม่สิ แล้วต้องซื้อกับค่ายเราด้วย เพราะค่ายเราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระดับจักรวาล นี่คือที่มาของ มัมทูคอล ครับ”
“ถ้าต่อยอดก็คือ ขนาดแม่ๆ ยังโทรเลย คนอื่นจะเหลือ” ใครอีกคนช่วยเสริม
“ก็ดีนะ ฟังง่ายๆ ติดหูด้วย มัมทูคอล เหมือนเรานับเลขไปด้วย ฟังทันสมัยดี”
“นับเลขยังไงวะแก” คนข้างๆ เชิงชาญกระซิบถามกัน
“ทูไง มันมีเลข 2 ตอนทำโลโก้ มันใช้ to เป็น เลข 2 แทนกันได้ พี่เขาคิดล้ำไปแล้ว ตามทันมั้ย”
ใครคนหนึ่งในทีมหยอกกันด้วยคำพูดแรงๆ แต่ไม่ระคายความรู้สึกกันและกัน เชิงชาญค่อยๆ เรียนรู้วิธีทำงานกับคนเหล่านี้ ดูเหมือนแข่ง เหมือนข่ม แต่สุดท้ายก็ช่วยกันวิด ช่วยกันพาย
“น้องว่าเรื่องลึกซึ้งขนาดนี้ เล่าภายในสามสิบวินาที ไม่น่าจะพอมั้ยพี่”
คนชื่อน้องเป็นฝ่ายมีเดีย เพราะเป็นการหารืองานที่โดนรื้อมาแล้วสองครั้ง หัวหน้าทีมจึงนัดมาระดมความคิดพร้อมๆ กันหลายหัว หลายแผนก
“พูดอย่างนี้ จะซื้อเวลาสามสิบบวกๆ ละสิ”
“ใช่…ทำหนังหกสิบวิไปเลย เหมือนเรื่องนั้นไง ที่ซัคเซสเวอร์”
ทุกคนนึกถึงหนังโฆษณาเรียกน้ำตาเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระแสโด่งดังมาก ไม่เน้นขายของ แต่กระชากอารมณ์ความรักความอันลึกซึ้งแล้วจบด้วยสโลแกนและชื่อสินค้า
“เห็นด้วยนะ…ไหนๆ ก็ฉีกแนวเล่นกับอินไซด์คนใช้มือถือ แล้วค่อยตบท้ายด้วยเทคโนโลยีที่มาใช้รองรับ…เรื่องแบบนี้ต้องปั้นอารมณ์มาก่อนสามสิบวิ ไม่น่าเอาอยู่”
เรื่องเวลา 30 วินาที เป็นโจทย์ค้ำคอเหล่านักโฆษณา ด้วยเงื่อนไขของสถานีโทรทัศน์ที่แบ่งขายเวลา ต่อชิ้นงาน หรือสปอตความยาวเท่านี้ ถือเป็นมาตรฐานโลก ถ้าต้องการอะไรที่ยาวกว่า 30 วิ ก็ต้องซื้อเวลาเป็น 2 ช่วง หรือดับเบิล เมื่อนำมาเรียงต่อกันยาวๆ ช่วงหลังละครดัง รายการดังๆ หรือข่าว เรียกว่ารูทสปอต บางทีก็มีตัวสั้นๆ 15 วินาที ก็แล้วแต่เงื่อนไขของช่องนั้นๆ ที่จะเจียดตารางเวลาให้จับจอง ถือเป็นเทคนิคการสร้างรายได้ของสถานีโทรทัศน์ เป็นเหตุผลที่ต้องแข่งกันผลิตรายการให้ดี เด่น ดัง ให้เกิดกระแส ถ้ารายการไหนเงียบๆ โฆษณาก็จะไม่เลือกซื้อเวลาในช่วงนั้นไปโดยปริยาย
เรื่องเหล่านี้ เชิงชาญค่อยๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ มีศัพท์เทคนิคระหว่างทางเยอะแยะไปหมด แต่เมื่อใช้จนติดปากก็ชินไปเอง อย่างคำว่า หนังธีม หนังโปรโม่ และในแขนงพรินต์แอด ซึ่งหมายถึงสิ่งพิมพ์สำหรับลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร แม้กระทั่งใบปลิวก็ใช่ เกือบลืมงานสำคัญอีกแขนงที่ยากและสนุกไม่แพ้สื่ออื่นๆ นั่นคือสปอตวิทยุ เป็นงานขายเสียง ไม่เห็นภาพ งานโปรดที่มาทีหลังของเชิงชาญเขาเลยละ
“วันนี้ทำดีมากเลยไอ้น้อง…เข้าห้องประชุมต้องกล้าพูดแบบนี้แหละดี พี่ชอบ”
พี่คนหัวโต๊ะตลอดการประชุมลุกขึ้นปุ๊บ ก็เดินตรงเข้ามาหาตบบ่าชม เชิงชาญยิ้มรับแต่เพียงเล็กน้อย
“ขอบคุณครับพี่”
“วุฒิ เรียกพี่วุฒิ แล้วน้องล่ะ ให้พี่เรียกอะไร”
“เชิงชาญครับพี่ เรียกชาญก็ได้ครับ”
“เชิงชาญ…อืม พี่จะจำไว้นะ…อ่อ…แล้วก็ หาเวลากลับบ้านไปงมจักรยานขึ้นมาด้วยนะ เสียดายแทนว่ะ”
“ฮ่าๆ…ครับพี่วุฒิ”
“ฮัลโหลพี่หน่อย…พี่หน่อยหรือเปล่า…แม่ให้โทรมาถามว่าพี่จะมาถึงกี่โมง ฮัลโหลพี่หน่อย ไม่ค่อยได้ยินเลยพี่”
“เออ…ได้ยินรึยังนิด…พี่อยู่ไกลสัญญาณไม่ค่อยดี แล้วนั่นเสียงอะไร…คลื่นแทรกหรือเปล่า”
“พระสวดสิพี่ คลื่นแทรกอะไร นี่พวกเราอยู่ในวัดกันนะพี่ ญาติเรามากันครบเลย มีแต่คนถามหาพี่ แม่ก็ร้องไห้ไม่หยุดเลย พี่จะมาถึงสักกี่โมง แม่ให้โทรมาถาม”
“แขกมากันเยอะมั้ย”
“อื้อเลยพี่ พวกศิษย์เก่าพ่อทั้งนั้นเลย มีเพื่อนครูด้วยนิดหน่อยแต่เดินกระย่องกระแย่งมากันทั้งเลย รอผลัดกันเป็นเจ้าของงานตัวเองอยู่น่ะพี่”
“ปากร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะ อย่าไปเที่ยวแช่งใครเขาแบบนั้นสินิดเอ้ย”
“ถึงนิดไม่แช่ง ยังไงทุกคนก็ไม่รอดอยู่ดีพี่ ไม่เว้นใครสักคน พี่ก็เหมือนกัน”
“เออๆ รู้แล้วน่า…แล้วแม่ล่ะ…นอกจากร้องไห้แล้วเป็นไงมั่ง ตามมาพูดสายกับพี่ได้มั้ย”
“ไม่เอาหรอก พี่ก็รู้แม่ไม่ชอบคุยผ่านโทรศัพท์มือถือ แม่แกกลัวเป็นมะเร็งสมอง”
“เหรอ…อยากปลอบใจแม่จัง”
“ก็พาตัวเองมานี่สิ แม่เห็นหน้าพี่แกคงดีใจ เมื่อวานก็หวังว่าพี่จะมารดน้ำกับสวดคืนแรก แม่ทำพะโล้ไว้หม้อเบ้อเร่อ พี่มาสิ ยังทันกินนะ แม่เก็บไว้ให้แล้ว”
“นิด…”
“อะไร”
“คือ…”
“คืออะไร…อย่าคิดเบี้ยวเชียวนะ ครั้งอื่นไม่มีใครว่า แต่งานศพพ่อ ถ้าพี่ไม่มาพี่โดนแม่ตัดหางปล่อยวัดแหงๆ”
“นิด…สัญญาณไม่ค่อยดีเลย…นิดช่วยพูดกับแม่ให้หน่อยสิ พี่ต้องไปดูโลเคชันที่นี่จริงๆ นัดวันกับลูกค้าเอาไว้ล่วงหน้าตั้งเป็นเดือน จองตั๋วเครื่องบินไว้ด้วย มันเลื่อนไม่ได้เลย”
“แล้วยังไง พี่จะให้เลื่อนงานศพพ่อไปก่อนมั้ยล่ะ พ่อสำคัญน้อยกว่าลูกค้าอยู่แล้วนิ”
“เฮ้ย…แล้ว…มันทำได้มั้ยล่ะ”
“เวร…พี่หน่อย นิดไม่คุยด้วยแล้วนะ แม่มองใหญ่แล้ว พี่หน่อยหาทางมางานศพพ่อให้ได้ก็แล้วกัน ลางานมาก็ได้ บริษัทออกจะใหญ่โต หาคนไปทำงานแทนพี่สักคนไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป…”
“เออ…พี่จะลองดู”
“พี่หน่อย…พ่อเขาคิดถึงพี่มากเลยนะ ก่อนจะหลับไป ถามหาแต่พี่ ว่าพี่สบายดีมั้ย งานหนักมากเลยหรือเปล่า เขาเอาแต่ห่วงพี่ ขนาดนิดเป็นลูกแท้ๆ เป็นพยาบาลคนสุดท้ายที่อยู่กับพ่อ แกยังไม่ถามถึงนิดเลยสักคำ…พี่อย่าทำกับพ่อนิดอย่างนี้นะ นิดขอ นะมาส่งแกหน่อยนะ”
“อืม…พี่ต้องไปขึ้นรถแล้วนิด แล้วจะโทรไปอีกนะ”
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.2 (8) : พูดความจริง...แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงใหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 7 : เราไม่ได้แก้ปัญหา แต่เราเติบโตเกินกว่าปัญหา
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 6 : การเป็นตัวเองได้ในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นอย่างอื่นตลอดเวลา นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 5 : เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากเบี้ยบนกระดาน ความเปราะบางของคุณจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง : บทนำ







