
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 9 : งานแรกในรอบหกเดือน จากเมื่อก่อนเดือนเดียวหกงาน ยังมีงานให้ทำก็บุญโขแล้วมึง
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

“คัต!”
สิ้นเสียงคำสั่งนี้ทีไร เมืองสมุทรรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก เขาหุบยิ้มกลับมาร่องหน้าปกติ ก่อนจะค่อยๆ วางร่างเด็กชายตาตั้มลงบนพื้นอย่างเบามือ ปวดแขนชะมัดตอนที่ยกเด็กขึ้นขี่คอขึ้นลง อยากรู้จริงๆ พ่อลูกเขาเล่นกันอย่างนี้จริงหรือเปล่า
“เทกนี้เป็นยังไงครับ ผมว่าโอเคเลยนะ พ่อเล่นเคมีเข้ากับลูกชายมาก”
เสียงอาชาญแสดงความพึงพอใจมากขึ้นกว่าเทกก่อนหน้านี้ แต่ยังหรอก แค่ความเห็นอาชาญกับผู้กำกับก็ยังมีน้ำหนักไม่เท่ากับเธอคนนี้ หญิงสาวในชุดสูทกางเกงหลวมๆ ที่นั่งจ้องตาไม่กะพริบอยู่ตรงหน้าจอมอนิเตอร์ ทายาทรุ่นสามของตระกูลที่เพิ่งเข้ามารับช่วงต่อจากพ่อและพี่ชาย คนนี้เองที่ป่วนเรื่องโลเคชัน จากบ้านเขาเอง กลายมาเป็นคอนโดฯ สูงลิบกลางเมือง อาชาญจัดที่นั่งให้เขาราวกับเป็นราชินี แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาบดีที่ค่อยพยักหน้าหงึกๆ ตามทุกครั้งที่นางพอพระทัย
“อืม…แพทว่าก็ดีนะคะ แต่อาจจะยัง คือลูกเล่นดี แต่พ่อนี่สิ แพทว่าดูแข็งๆ ดูไม่อ่อนโยน ไม่รักลูกยังไงก็ไม่รู้”
เชิงชาญสะอึกลมขึ้นมาเฉยๆ ก่อนจะส่งสายตาไปทางผู้กำกับ รายนั้นทำไม่รู้ไม่ชี้ ล้วงบุหรี่ไฟฟ้าในกระเป๋าเสื้อมาหมุนเล่น สองคนนี้กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่ว่าจะกำกับหนุ่มโสดยังไงให้ดูเหมือนเป็นพ่อของลูกไปมากกว่านี้ได้อีก
ตอนคัดเลือกนักแสดง เขาเองอุตส่าห์ให้ป้ามาลี มือแคสติ้งอันดับต้นๆ ของวงการ เลือกนักแสดงบทเป็นพ่อวัยสามสิบต้นๆ มาตั้งหลายคน ทั้งจากวงการนายแบบ วงการละครเวที แล้วก็พวกเล่นละครมีบทพูด แต่จนแล้วจนรอดไม่สามารถผ่านการคัดสรรได้สักคนเพราะลูกค้าติว่าหน้าซ้ำ แล้วต๋อยก็ดันทะลึ่ง เปิดคอมพิวเตอร์อวดโปรไฟล์ของเมืองสมุทรขึ้นมา ต้องใหม่เอี่ยมแกะกล่องแบบนี้ใช่มั้ยฮ้า…แล้วทั้งห้องประชุมยกมือเลือกหมอนี่อย่างท่วมท้น
หน้าหล่อ หน้าใหม่ ทรงดี นั่นไม่มีใครเถียง แต่ให้แสดงอะไรที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เชิงชาญนึกภาพออก ว่าเมืองสมุทรจะต้องไม่ยอมแน่ๆ
ทีแรกอยากจะเขกกบาลต๋อย ที่ดันเสนอไปก่อนโดยยังไม่ถามเจ้าตัว แต่เมืองสมุทรดันตอบตกลงโดยไม่ต้องเสียเวลากล่อมชักแม่น้ำทั้งห้า แถมยังจิตอาสา คิดค่าตัวนิดหน่อยพอเป็นพิธี จากทีแรกออกตัวแรงว่าไม่คิดเงินพร้อมจะเล่นให้ฟรีๆ
“ฮื้อ ไม่ได้ นี่มันธุรกิจพันล้าน จะมาเล่นฟงเล่นฟรีอะไร ไม่ใช่หนังรณรงค์จิตอาสาอะไรสักหน่อย คิดไปเถอะ ลูกค้าเขาจ่ายได้ ว่ามาจะเรียกเท่าไหร่ดี”
“ผมไม่ตั้งราคาตัวเองแบบนั้นหรอกครับ เอาเป็นว่าราคาตลาดเป็นยังไง ผมขอเท่านั้นแล้วกัน แต่อาไม่ต้องจ่ายให้ผมนะครับ อาเอาเข้าบริษัทคิดเป็นกำไรในส่วนนี้ไปเลย”
“เฮ้ย…อย่างนั้นยิ่งไม่ได้ จะให้มาหักหัวคิวคนกันเองแบบนั้นได้ยังไง ไม่ๆ เล่นเองก็ต้องได้เองสิ”
เวลานั้นเมืองสมุทรไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด เชิงชาญหวั่นใจ กลัวหลานชายจะชิ่งไม่รับงานเพราะรำคาญใจ สุดท้ายเลยต้องจบที่ตัวแม่เข้ามาแทรกแซง
“เกี่ยงกันเป็นขยะเปียกเลยนะ ตังค์นะนั่น ไม่มีใครอยากได้ เอามานี่ เอามาเข้ากระเป๋ากัลยาซะดีๆ มาถ่ายที่บ้านชั้นด้วยเลยมั้ยล่ะ ในสตอรี่บอร์ดมันวาดถอดแบบจากบ้านนี้เป๊ะๆ นี่วาดเองหรือเปล่าวะเพื่อน”
“จะบ้า…วาดเองทำไม แย่งงานพี่เจิดมัน”
“อ๋อ…ฝีมือพี่เจิดนี่เอง ภาพมันถึงออกมาฝรั๊งฝรั่ง เมืองเล่นให้อาเค้าเหอะ ถ้าใช้บ้านเราเป็นโลเคชัน แม่ไม่อยากให้คนนอกมาบ้านเรายั้วเยี้ย ไหนดูสิ ก็แค่มีแม่คนสวยกับลูกชายจอมซนอีกคน เอ๊ะนี่แก สวนบ้านชั้นก็ใช้เข้าฉากได้ด้วยนี่หว่า”
เชิงชาญไม่ทันได้สังเกตรายละเอียดขนาดนั้น เพราะมันแต่วุ่นวายกับเรื่องนักแสดง แต่เมื่อมองด้วยสายตานักสร้างสรรค์ บ้านของกัลยา กับสวนสไตล์อังกฤษของนางก็เข้าทางไม่น้อย ติดแค่ตัวบ้านออกไปทางโคซี่หน่อยๆ
แต่เมื่อเรื่องเข้าที่ประชุม โดยมีคุณแพทสลับตัวแทนบิดา มานั่งคุมการผลิตโฆษณาตัวนี้แทน มู้ดบอร์ดทั้งหมดจึงถูกเปลี่ยนตามจริตของนายใหม่ไปด้วย
เรื่องจึงลงเอยที่คอนโดฯ แห่งนี้ และปัญหาใหญ่ที่สุด ก็คือนักแสดงเล่นไม่ออก
“งั้นพักกองก่อนสักครึ่งชั่วโมงมั้ย แล้วค่อยกลับมาถ่ายใหม่อีกที ให้เด็กพักด้วย จะได้เฟรชๆ”
ทุกฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วย แม้แต่คุณแพท ดูเธอก็ไม่ใช่คนเรื่องมากอะไรนัก แต่เมืองสมุทรเล่นแข็งเกินไปจริงๆ ช่วยไม่ได้ ก็เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพนี่นา
“แพทขอโทษนะคะ ที่จุกจิกไปหน่อย”
คุณลูกค้าออกตัวก่อน คล้ายกับจะกลัวทีมงานตำหนิลับหลัง เชิงชาญรีบปราดเข้ามายืนมือกุมเป้า ราวกับคุยกับผู้ใหญ่คนสำคัญ
“ไม่เลยครับ เป็นเรื่องปกติ พวกผมเข้าใจดีครับ”
เชิงชาญรู้สึกตามที่พูดจริงๆ เขาไม่รู้สึกอึดอัดเป็นกังวลกับลูกค้ารุ่นลูกคนนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่มีเสียงเตือนให้ระวังความเรื่องเยอะไม่จบไม่สิ้นของเจ้าหล่อน
“งั้นแพทไม่เกรงใจนะคะ คือแพทเพิ่งดูสตอรี่บอร์ด หลังจากที่คุณพ่อแอฟพรูฟไปแล้ว เป็นไปได้มั้ยคะที่แพทจะขอแก้ตรงสโลแกนหน่อย ไม่เสียหายใช่มั้ยคะ เพราะว่าคุณคงจะยังไม่ได้ลงเสียงโฆษก”
คุณลูกค้าพูดคล่อง แสดงว่าเข้าใจเรื่องผลิตงานดีอยู่ เรียกว่ารู้เวล่ำเวลา รู้ลำดับก่อนหลัง งานลงเสียงที่คุณแพทถามถึง จะอยู่ขั้นตอนหลังจากถ่ายทำเสร็จแล้วจริงๆ เรียกว่า แทบจะเป็นช่วงสุดท้ายของงาน ปกติเขาเคยทำงานทุกอย่างจนเสร็จสมบูรณ์ ลูกค้าก็ยังแก้ไม่เลิก ต้องเรียกโฆษกกลับมาอ่านแก้ไขอยู่บ่อยไป แน่นอนมันคือค่าใช้จ่ายทั้งนั้น แต่จะทำไงได้
“ถึงลงเสียงแล้วก็ยังแก้ไขได้ครับ บางทีทำไปไม่ผ่านเซ็นเซอร์ ก็ต้องกลับมาแก้ คุณแพทอยากให้อา…เอ่อ ผมเปลี่ยนสโลแกนเป็นแนวไหนดีครับ”
เชิงชาญแอบเห็นคุณแพทอมยิ้มนิดๆ
“ขอเรียกอาได้มั้ยคะ เมื่อก่อนแพทก็เคยเรียกอา”
เชิงชาญเป็นฝ่ายอมยิ้มบ้าง เขาเคยทำงานกับรุ่นพ่อ รุ่นพี่ คราวนี้ ได้ร่วมงานกับเด็กน้อย ที่เคยใส่กระโปรงบานวิ่งตามพ่อในกองถ่ายโฆษณา เท่าที่จำได้ คุณแพทเคยวิ่งผ่านหน้ากล้องเป็นตัวประกอบด้วยซ้ำ
รู้ตัวอีกที เชิงชาญอดขำความแก่ไม่ได้ เขาเองอยู่ในวงการนี้นานเกินไปหรือเปล่า
“ถ้าไม่รังเกียจ อยากเรียกอะไรก็ได้ครับ แต่ผม…ขอเรียกคุณแพทเหมือนเดิมนะครับ”
เธอยักไหล่ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
ไม่รู้เขาคิดไปเองหรือเปล่า แววตาและน้ำเสียงแบบนั้น มันไม่เหมือนช่วงแรกๆ ตั้งแต่เปิดกล้อง แล้วยิ่งตอนนี้เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นไอแพดคู่กาย กลิ่นหอมบางอย่างแตะจมูกเชิงชาญ จนเขาต้องเอนตัวหลบนิดหน่อย ขณะที่เหลือบมองไฟล์สตอรี่บอร์ดที่เปิดคาอยู่ เห็นรอยปากกาขีดแก้คำไว้ด้วย
อย่าคิดอกุศล เขาข่มตัวเอง
“ครับ…ให้ปรับเป็นยังไงครับ”
“นี่ค่ะ แพทลิสต์ไว้สองสามแบบ คุณอาช่วยแพทเลือกหน่อยสิคะ”
เมืองสมุทรหลบเข้ามุมสงบเพื่อพักอารมณ์ จนกระทั่งเชิงชาญเดินเข้ามาหา เขาเป็นห่วงว่างานจะออกมาไม่ดี
“เสียงานมั้ยครับอา ให้เปลี่ยนตัวผมมั้ยครับ ยังทันมั้ย”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก เทกสุดท้ายเมื่อกี้อาชอบนะ ให้ลุงขมเก็บไว้แล้ว เมืองไม่ต้องเครียดนะ พักก่อน เดี๋ยวค่อยเอาใหม่อีกกี่ทีก็ได้ ยังมีคิวถ่ายได้ถึงเย็นโน่นแหนะ”
“เมื่อกี้ผมได้ยินแว่วๆ คุณลูกค้าของอาบอกว่าผมเล่นไม่เนียน ไม่เหมือนพ่อใช่มั้ยครับ”
เชิงชาญพยักหน้าหงึก
“อาเขียนบทเองหรือเปล่าครับ จะว่าอะไรมั้ยถ้าผมจะขอเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย”
เชิงชาญอึกอัก ความจริงเรื่องเปลี่ยนบทหน้างาน ไม่ใช่วิธีทำงานของเขาเลย ทุกอย่างควรต้องจบกันบนโต๊ะ
“จะเปลี่ยนเป็นยังไงล่ะ”
เมืองสมุทรไม่ได้ตอบในทันที เขาดึงสายตาไปทางน้องตาตั้มที่กำลังพักผ่อน เด็กคนนั้นทั้งฉลาดและไม่งอแงเลยสักนิด แต่ก็นั่นแหละ ตัวหนักเกินกว่าจะขึ้นขี่คอพ่อแล้ว
“ผมแค่อยากเล่นกับลูกชายบนโซฟาตัวนั้น พ่อลูกไม่ต้องขี่คอกันได้มั้ยครับอา”
เชิงชาญจินตนาการไว้แบบนั้น เขาอยากเป็นพ่อที่ให้ลูกขี่คอ ภาพสนุกแบบพ่อลูกสำหรับเขามันมักจะเป็นแบบนี้เสมอ
“งั้นจะเล่นอะไรกัน มันไม่ดูเป็นลูกสาวไปหน่อยเหรอ เล่นบนโซฟา”
“ให้นึกตอนนี้ ผมสารภาพเลยว่านึกไม่ออก เอาเป็นว่า ผมขอคิดสดตอนถ่ายได้มั้ยครับ”
เมืองสมุทรต่อรองแบบคนรู้มุมกล้อง เขาขอให้ตั้งกล้องแช่ไว้ ขณะที่พ่อลูกยังเชื่อมสัมพันธ์กัน แล้วเมื่อไหร่เมื่อนั้น ให้บันทึกภาพไว้ทุกอิริยาบถ เชิงชาญตกลงตามนั้น
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทุกคนเข้าประจำที่ เมืองสมุทรนัดแนะกับน้องตาตั้มไม่กี่คำ เด็กพยักหน้าเข้าอกเข้าใจ จากนั้นเขาพยักหน้ากับทีมงานให้เริ่มถ่าย จนเสร็จ
“คัต!”
“ดีขึ้นมั้ยครับ คุณแพท”
“เปลี่ยนสคริปต์นี่คะ แต่ดีค่ะ ดูเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะเลย น้องเล่นเก่งมากเลยนะคะ แพทว่าโอเคเลย”
เชิงชาญยิ้มแก้มปริ แล้วส่งนิ้วโป้งให้หลานชายคนเก่ง
“เช็กภาพกันอีกทีมั้ยครับ” เชิงชาญชวน
ทุกคนเดินไปยืนรุมดูจอมอนิเตอร์ ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติขึ้นจริงๆ เด็กเล่นกับพ่อ ทั้งตีลังกา ทั้งกระโดดบนโซฟา แล้วทั้งคู่ก็แผ่หลาลงมานอนบนพื้นด้วยกัน หัวเราะคิกคัก ในภาพบางมุม ลุงขมผู้กำกับถึงกับสั่งให้ถอดกล้องออกจากขาตั้ง แล้วถือด้วยมือค่อยๆ ไถล เข้าไปหาโฟกราวนด์ ได้ภาพที่ดูละมุนตาขึ้นอีกมาก
“ดีค่ะ แพทชอบแล้ว เหมือนแล้วค่ะ”
“แต่ไม่ตรงกับสตอรี่บอร์ดนะครับ จะไม่เป็นไรใช่มั้ย”
“ไม่เป็นไรค่ะ เล่นไม่ตรงบท แต่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนตัวแพทชอบอะไรที่เรียลๆ ถ้ามีอะไรแพทรับผิดชอบให้เองค่ะ”
คุณแพทส่งยิ้มให้นักแสดงทั้งสองที่นั่งพักอยู่ที่เดิม เพื่อรอคำสั่งเข้าฉากใหม่ หากต้องมีการถ่ายทำอีก
“เก่งนะคะ เก่งทั้งพ่อทั้งลูกเลย”
คุณลูกค้าสาวชมจากใจ เมืองสมุทรรู้สึกได้ เขาเองเต็มที่กับงานที่กึ่งๆ โดนบังคับอย่างที่สุดแล้ว จากหนุ่มสำอางไว้หนวดเครา วันนี้รับบทพ่อ ถ้าไม่ใช่อาชาญขอมา ชาตินี้เขาคงไม่ยอมทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด
“อาไม่รู้เมืองทำยังไงนะ แต่เมื่อกี้นี้ช่วยไว้ได้เยอะเลย เก่งเหมือนกันนะเรา อานึกไม่ถึง”
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับอา”
“ก็เมื่อกี้ไง”
“ผมเปล่าครับ อานั่นแหละเป็นคนทำเอง แล้วอาก็ลืม”
เชิงชาญไปไม่ถูก
“ก็ฉากเมื่อกี้ มันอยู่ในความทรงจำของผมเอง ตอนที่พ่อเสียทุกคนกลับจากงานศพพ่อ แล้วพากันลืมว่ามีผมอยู่ตรงนั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อาเป็นคนเดียวที่มาเล่นกับผม บนโซฟาเหมือนอย่างนั้นเลย” เขาชี้ไปที่นั่น
“จริงสิ…แล้วอาทำยังไง”
“อาลืมแล้วจริงๆ ด้วย” เขาบ่น แล้วพูดต่อ
“ตอนนั้นอาบอกกับผมว่า เรามาเล่นขี่ม้ากัน เป็นม้าล่องหน อาว่า ให้เราจับม้าให้ได้ แล้วขี่ไปด้วยกัน ผมไม่ลืมนะครับ”
เชิงชาญกลั้วหัวเราะอย่างเขินๆ
“อย่างนี้นี่เอง…ความจำดีนะเราน่ะ แต่ยังไงก็ขอบใจนะ”
“ผมด้วย ผมต้องขอบคุณอาครับ สำหรับวันนั้นที่ไม่ลืมผม”
เชิงชาญยิ้มชาๆ
“ไปเหอะ เหลือฉากสวนอีกหลายฉากเลย เดี๋ยวแดดหายหมด แต่คราวนี้สบายเมืองแล้วนะ ส่วนใหญ่จะเป็นบทแม่”
ผลงานเป็นที่น่าพอใจ การถ่ายทำที่สวน มีนักแสดงมาเพิ่มอีก 3 สาว รับบทเป็นแม่ๆ เมืองสมุทรโล่งอกที่เขาไม่ต้องแสดงอะไรมาก แค่เดินจูงลูกชายไปสมทบกับแม่ หลังจากถ่ายทำเสร็จ ก็เหลือแค่ฉากสุดท้าย คือสองพ่อลูกต้องลงจากลิฟต์ เพื่อไปเจอแม่ที่สวน
ฉากในสวนตอนเจอกันนั้น ถ่ายทำเสร็จไปแล้ว คราวนี้ถึงบทของเมืองสมุทรกับลูกชายอีกครั้ง ผู้กำกับให้สองพ่อลูกเข้าไปในลิฟต์ แล้วกดลงมาชั้นล่าง เมื่อถึงลิฟต์ก็ให้เดินออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งตกลงกันว่าจะให้น้องตาตั้มเป็นคนจูงมือพ่อให้ออกมาเร็วๆ เพราะอยากเจอแม่
“บทตามนี้นะ เดี๋ยวกดลิฟต์ลงมาชั้นเดียวพอ ฉากพร้อมนะ นักแสดงประจำลิฟต์ครับ”
เมืองสมุทรกับน้องตาตั้มเดินเข้าไปในลิฟต์เพียงสองคน คนอื่นๆ รออยู่แถวนั้น ฝ่ายฉากย้ำกับเขาว่า ให้กดลิฟต์ไปแค่ชั้น 3 แล้วกดลงมาชั้น 1 ทางนี้จะตั้งกล้องรอจนกว่าเขาจะลงมา ที่ต้องขยับลิฟต์ขึ้นไปจริงๆ ก็เพื่อให้จังหวะดูสมจริง
ขณะเดินเข้าไปในลิฟต์ เมืองสมุทรรอจนประตูลิฟต์ปิด แล้วกดขึ้นชั้น 3 น้องตาตั้มโบกมือให้คนข้างนอกอย่างร่าเริงประสาเด็ก
ประตูลิฟต์ปิด เมืองสมุทรกำลังจะกดปุ่มลงทันที แต่ไม่ทัน ลิฟต์คงถูกคนกดเรียกจากชั้นข้างบน ทีมฉากน่าจะต้องกันคนโดยปิดลิฟต์ตัวนี้ไม่ให้คนอื่นใช้ เรื่องแบบนี้ผิดพลาดกันได้
“อ่าวไอ้ต๋อย ไม่ได้กั้นลิฟต์ไว้ให้เหรอ โน่นขึ้นไปชั้น 9 แล้วเห็นมั้ย” เชิงชาญตะโกนลั่น
ต๋อยโบกมือ แล้วเข้ามากระซิบกระซาบ
“กั้นไม่ได้เฮีย เขาจะคิดตังค์ค่าเช่าเพิ่ม”
เชิงชาญจิ๊ปาก
“งั้นเสียเวลาตายเลย ไม่บอกก่อน จะได้ไม่ต้องกดขึ้นไป เอาแค่โผล่หน้าออกมาก็พอ”
“เอาไงๆ” เสียงผู้กำกับที่เข้าใจสถานการณ์ร้องถาม สถานะตนเอง ปล่อยก่อน หรือพอแค่นี้
ต๋อยยกมือไหว้ “เค้าขอโทษๆ…งื้อ”
ทั้งกองถ่าย ต่างใจจดใจจ่อ รอให้คนในลิฟต์ออกมา ภาวนาว่าขอให้มีแค่สองคนพ่อลูก อย่ารับผู้โดยสารอื่นเลย แต่กระนั้นก็ยังตั้งกล้องรอกดปุ่มถ่าย
“มาชั้นสองแล้ว กล้องถ่ายไปก่อนนะ” ต๋อยตะโกนสั่งแทน
ทุกคนประจำที่ตามตำแหน่ง ทีมไฟ ทีมกล้อง ต่างใจจดใจจ่อ เล็งไปที่ลิฟต์ตัวนั้น…จนได้ยินเสียง ‘ติ๊ง’
ประตูลิฟต์เปิดออก ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ภาพดูสมจริงยิ่งกว่าในหนังที่ถ่ายมาทั้งวัน เพราะปรากฏร่างหญิงสาวนางหนึ่ง เข้ากลุ่มพ่อแม่ลูกได้อย่างกลมกลืน ทว่าสีหน้านอกบทไปมาก
“โคตรสด…เหมือนเมียกำลังจะวีนผัวเลยว่ะ” ทีมงานป้องปากกระซิบกัน
ตากล้องบันทึกภาพไว้ตลอด เพราะยังไม่มีเสียงสั่ง ‘คัต’
“นิติอยู่แถวนี้มั้ยคะ”
หญิงสาวหน้าบูดก้าวออกมายืนหน้าลิฟต์ ต่อหน้ากล้อง และคนเป็นจำนวนมา เธอรู้มุมเสียด้วยซ้ำว่าควรหันหน้าไปทางไหน ใช้เสียงดังประมาณไหน และควรแสดงท่าทางอย่างไร ให้รับกับน้ำเสียง
นิติอาคารในเครื่องแบบสูทกึ่งทางการสีเทา ยืนหลบข้างเสาโผล่ซีกหน้าด้านขวาออกมาสังเกตการณ์ มีการปัดไม้ปัดมือให้ต๋อยไปรับหน้าแทน งานเข้าแล้ว
“ค่ะ นิติค่ะ เอ้ยทีมงานค่ะ” ต๋อยออกตัว
“ตกลงเป็นนิติหรือทีมงานคะ”
“เป็นทีมงานที่รับผิดชอบงานนี้ แล้วก็เป็นตัวแทนนิติด้วยค่ะ พอดีต้องขอโทษคุณลูกบ้านด้วยนะคะ เรากำลังถ่ายทำหนังโฆษณาอยู่ ต้องขออภัยในความไม่สะดวกเป็นอย่างสูงด้วยค่ะ”
“ทำไมไม่มีใครแจ้งว่ามีกองถ่ายคะ แบบนี้ไม่รักษาความเป็นส่วนตัวให้ลูกบ้านเลย นิติทำงานกันยังไงคะ”
เสียงต่อว่าดังลั่นทั่วโถง คนในกองถ่ายมองตากันเลิ่กลั่ก เมืองสมุทรรู้ว่ากำลังเกิดปัญหาหน้างานเข้าให้แล้ว เขามองหาเชิงชาญแต่ไม่เห็น เหลืออีกแค่ฉากเดียวก็จะเสร็จไม่น่าถูกขัดจังหวะแบบนี้ แล้วยังคิดเองแบบใจเขาใจเรา หากทีมงานแสดงความรับผิดขอโทษลูกบ้านก็คงจะจบ ว่าแล้วเขาก็เดินเข้าไปสมทบกับต๋อยเป็นตัวแทนร่วมอีกคน
แต่เมื่อยืนเคียงข้างต๋อย และเห็นเธอชัดๆ เขาถึงกับตะลึงงัน
ใช่คนเดียวกันแน่ๆ ต่างกันแค่วันนี้ไม่ได้กอดแฟ้มกระดาษไว้แนบอกกับชุดสูททางการโทนขาวเหมือนวันนี้ ที่ควรจะเรียกอะไรดี มันดูคล้ายชุดออกกำลังกาย
เมื่อมั่นใจเต็มขั้นว่าจำไม่ผิดแน่ เมืองสมุทรเอ่ยปากทักขึ้นก่อน
“…คุณนักวิจัย…ใช่มั้ย”
ความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับมาสร้างความหงุดหงิดใจให้เมืองสมุทร แต่สลับขั้วกัน
วันนี้เป็นตาของเธอบ้าง!
เมืองสมุทรจำไม่ผิดแน่ แม้จะอยู่ในสภาพต่างกันขาวกับดำ วันนั้นผู้หญิงคนนี้อยู่ในชุดทะมัดทะแมง พร้อมออกภาคสนาม ในมือกอดแฟ้มไว้แนบอกอีกมือควงปากกาแล้วเที่ยวไล่จิกจี้ตามสัมภาษณ์ใครต่อใครอยู่ทั้งคืน จนลูกค้าเดินหนีด้วยความรำคาญ สอบสวนได้ความว่า เธอได้รับมอบหมายจากห้างสรรพสินค้าหรืออีกนัยหนึ่งคือเจ้าของพื้นที่ตัวจริงให้ออกสำรวจความพอใจของผู้ใช้บริการ และตลาดไนต์แห่งนี้ก็อยู่ในพื้นที่หลักของการทำวิจัย
ในความเห็นของเขานั้น…การสำรวจสถานที่ในช่วงเวลาแบบนี้ มันช่างเกะกะการทำมาหากินของชาวตลาดยิ่งนัก เขาจึงเข้าไปขวางดักหน้าดักหลังเธอ เจตนาเพื่อให้ไปวิจัยที่อื่น ไม่ใช่บังหน้าร้านเขาอยู่อย่างนี้
“จะต้องวิจัยไปทำไม คุณคิดว่าจะได้ข้อมูลจริงๆ ไปใส่รายงานงั้นเหรอ”
“แล้วคุณจะอยากรู้ไปทำไม เรื่องจริงไม่จริง ชั้นก็มีวิธีจัดการกับแหล่งข้อมูลก็แล้วกัน ชั้นเรียนมาด้านนี้โดยตรง”
ช่างมั่นหน้าเสียเหลือเกินแม่นักวิจัย
“ครับ…ผมอาจจะรู้น้อย ไม่แน่น ไม่รอบจัดเหมือนคุณ…แต่ผมก็รู้จักคนเหล่านี้ดี รู้ว่าเขาชอบไม่ชอบอะไร ไม่งั้นผมจะขายของได้ยังไง เอาไว้กลางวันมาถามผมสิ”
เอมิกาหัวเสีย เธอกำลังจะได้ข้อมูลอีก 30% อยู่แล้วเชียว จู่ๆ ตาลุงเสื้อกันเปื้อนคนนี้ก็มาขวาง แคนดิเดตตกใจจนเดินหนีไป แต่ไม่ทันอึดใจ เหยื่อรายใหม่ก็เดินเข้ามาเป็นคู่เพื่อนหญิง ในมือหอบของพะรุงพะรังดูเหมือนอยากหาที่นั่งพักร่าง
“หลีกไปค่ะ ชั้นจะทำงาน”
เอมิกาใช้แขนกันเมืองสมุทรที่กำลังปรี่เข้าไปทักทายทั้งสองสาว และทำท่าจะเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง
“เชิญนั่งครับ”
“เอ็กซ์คิ้วซ์มี”
ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน
เมืองสมุทรหันไปตั้งการ์ดด้วยสายตา ยังไงก็จะไม่ยอมให้ใครมาขัดจังหวะทำมาหากิน หรืออีกนัยหนึ่งรบกวนลูกค้าร้านเขาเป็นแน่ พอเห็นว่าลูกค้าสองสาวหย่อนก้นลงบนเก้าอี้แล้ว และพร้อมๆ กับที่เอมิกางัดเอกสารวางลงบนโต๊ะ เขาจึงไล่เธอได้อย่างเต็มปาก
“คุณนักวิจัย…คุณเห็นมั้ยว่าลูกค้าเข้าร้านแล้ว หลีกไปครับผมจะทำงาน”
ไม่เพียงแค่ไล่ด้วยฝีปาก เมืองสมุทรโบกผ้าเช็ดโต๊ะในมือสะบัดไปทางเอมิกา ราวกับเธอเป็นแมลงวันหัวเขียวตอมขวดน้ำแดง
“เอ๊ะ…คุณ มันเกือบโดนหน้าชั้นนะเห็นมั้ย”
“ก็ตั้งใจให้เกือบไง…หรืออยากโดนจริงๆ” เขาแกล้งโบกผ้าขึ้นอีก
“ทุเรศ ไม่มีมารยาท”
“ใคร! ว่าตัวเองเหรอ ไม่เห็นหรือไงครับ ลูกค้าผมมาเหนื่อยๆ” เขาหันไปส่งภาษาอังกฤษกับลูกค้าว่าให้รอสักครู่ แล้วกลับมาสั่งเสียงแข็งใส่เอมิกาว่า
“เชิญครับ…เชิญไปเล่นที่อื่น”
ครั้นเห็นว่า ลูกศรชี้ลงกะพริบที่ลิฟต์ตัวกลาง เอมิกาจึงหอบกระเป๋าผ้าที่กองอยู่แนบลำตัวขึ้นมาสะพายไหล่ข้างที่ว่างอยู่ วันนี้ต้องรอลิฟต์นานจนน่าหงุดหงิด หรือว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งรีบ นิติบุคคลถึงปิดลิฟต์ตัวอื่นไว้ไม่เปิดให้ใช้อาจจะเพื่อประหยัดไฟ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงต้องร้องเรียนเรื่องความเหมาะสมกันบ้างละ ลูกบ้านถูกเรียกเก็บค่าส่วนกลางหลักหลายพันต่อเดือน ก็เพราะต้องการความสะดวกคล่องตัวและปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินมิใช่หรือ
เอมิกาคำนวณเวลาไว้แล้วว่าต้องออกจากตึกนี้ก่อนบ่าย 2 บวกลบได้นิดหน่อย แต่ไม่ได้คิดเผื่อเวลารอลิฟต์ซึ่งปกติมักจะเรียกปุ๊บมาปั๊บ
อดทนรอเสียงดัง ‘ติ๊ง’ ประตูลิฟต์แยกออกซ้ายขวา เอมิกาพุ่งพรวดเข้าไปข้างใน โดยไม่ทันมองว่า มีผู้โดยสารอยู่ในนั้นเป็นพ่อกับลูก
“ขอโทษนะครับ ลิฟต์ตัวนี้ไปไม่ได้นะครับ”
คนพ่อเอ่ยปาก น้ำเสียงค่อนไปทางไล่ๆ แต่เธอไม่สน และเห็นว่ายังไม่ได้กดเลขชั้น ไฟทั้งแผงยังดับอยู่ เธอจึงกดเลขหนึ่งแรงๆ ไปทีหนึ่ง
ผู้ชายคนนั้นรีบแย่งกดเลข 2 แล้วออกคำสั่งกับเธอว่า
“คุณลงที่ชั้น 2 ก่อนนะครับแล้วเดินลงบันไดเอา อย่าเพิ่งไปชั้น 1 เลย”
น้ำเสียงสั่งๆ นั้นผิดวิสัยคนแปลกหน้าเป็นที่สุด เอมิการู้สึกไม่ปลอดภัย ยังดีที่เด็กน้อยคนนั้นดูไว้ใจได้ แต่เหมือนสติไม่ดีพอๆ กัน เพราะปากเอาแต่ท่องว่า ‘บ้านเราใช้ชีวี่ไล่ยุงไม่ตาย ยุงไม่กัดด้วย’ ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งลิฟต์จอดที่ชั้น 2 คนพ่อก็บอกย้ำอีกที ทั้งที่ตัวเองก็ยืนอยู่กับที่
“คุณครับลงที่ชั้นนี้เถอะ แล้วลงบันไดเอา เชื่อผม”
มันน่าโมโหเสียจริง เอมิกากระชับของหนักขึ้นไหล่ แต่ยืนเฉยจนประตูปิด
“ตามใจนะครับ ผมบอกแล้ว”
เด็กหยุดท่องคำเดิมๆ แล้วจับมือพ่อแน่น พร้อมออกจากตรงนั้น เอมิกาคำนวณเวลาที่ยังพอมีเหลือ บางทีเธออาจแวะรายงานเรื่องนี้กับนิติก่อนสัก 5 นาที แล้วค่อยกระโดดขึ้นรถไฟฟ้าก็ยังทัน
แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ประตูลิฟต์เปิดออก เอมิกาจงใจเบียดสองพ่อลูกนั้นออกมาก่อน แต่ก็ต้องผงะ เพราะเบื้องหน้ามีทีมงานกองถ่ายทำอะไรสักอย่างตั้งกล้องอยู่ตรงหน้าพอดี ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร แล้วยังมีกลุ่มคนกางเกงยีนส์สีดำรายล้อมอีกมากมาย นึกไว้แล้วต้องมีอะไรแปลกๆ นิติบุคคลแอบให้คนนอกใช้พื้นที่โดยไม่แจ้งลูกบ้านอีกแล้วสินะ
“เฮ้ย ทำไมไม่กันคนวะ”
เสียงสั่งเจือตำหนิดังลั่นโถง คำว่า ‘กันคน’ หมายถึงกันตัวเธออย่างไม่ต้องสงสัย ช่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ขอโทษนะ นี่บ้านชั้น เธอถึงต้องแผลงฤทธิ์ออกอาการห้ามการถ่ายทำ
จำได้ไม่ลืมว่าตอนนั้นโกรธจัดขนาดไหน โกรธทั้งนิติบุคคล โกรธทั้งนักแสดงพ่อลูกที่อยู่ในลิฟต์ที่ไม่เตือนกันก่อน แต่ที่โกรธที่สุด จนใจสั่น เห็นจะเป็นผู้ชายทีทักเธอว่า…
‘คุณนักวิจัย’
หมอนั่นอวยยศนักวิจัยแล้วยืนอ้างปากค้าง เอมิกาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยหงุดหงิดใส่ใบหน้าแบบนี้มาก่อน แล้วทุกอย่างก็เฉลยว่าใช่เขาจริงๆ คนที่เคยไล่ให้เธอไปเล่นที่อื่น หน็อย! วันนี้มาให้สวนกลับถึงที่เลยนะ ดีสมน้ำหน้า เดี๋ยวจะพังให้เละเลย ทำงานกันอยู่ใช่มั้ย
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมไม่ถ่ายต่อ”
เอมิกาเหวี่ยงสายตาไปทางต้นเสียงแข็งกร้าวนั้น กะจะแสดงบทอาละวาดต่อให้เนียนๆ แต่กลายเป็นว่า เธอเองที่สติแตก ตาค้าง ใจเต้นรัว จุก พูดไม่ออก เป็นอาการหลุดโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่อยากจะเชื่อ! คนที่ยืนตรงหน้านั้น คือพ่อแท้ๆ ของเธอเอง
ใบหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิมสักนิด แม้หุ่นจะดูท้วมๆ ขึ้นมาหน่อย แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมดังเช่นในทรงจำของเธอ ดวงตาเรียวเฉี่ยวๆ ปลายชี้ขึ้นเหมือนของเธอ แล้วยังปากหยักๆ มีร่องแก้มนั่นด้วย
เอมิกานั้นจดจำเชิงชาญได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับมองเห็นเธอเป็นคนแปลกหน้า เธอรอให้เขาเป็นฝ่ายทักเธอก่อน แต่ก็ไม่…
เอมิกาชักสงสัยว่า บนโลกนี้ จะมีพ่ออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ในจำนวนพ่อทั้งหมดที่จำลูกสาวตัวเองไม่ได้
แล้วถ้าสำรวจให้ละเอียดลึกลงไปอีก มีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้พ่อลืมหน้าลูกสาว โดยมีชอยซ์ให้เลือก 2 ข้อ
ข้อหนึ่งเพราะพ่อ ไม่เคยเจอหน้าลูกสาวมากกว่าสิบปีขึ้นไป
และข้อสอง พ่อไม่รู้ว่าหน้าลูกสาวอัปมาใหม่ จัดฟัน งัดดั้ง เลเซอร์แผลเป็น และอื่นๆ
เอมิกาประมวลผลเก็บข้อมูลในหัว…พ่อของเธอติ๊กถูกทั้งสองข้อ
ได้เวลาทำคอนเทนต์สนุกๆ แล้วละสิ เอมิกาคิด
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 9 : งานแรกในรอบหกเดือน จากเมื่อก่อนเดือนเดียวหกงาน ยังมีงานให้ทำก็บุญโขแล้วมึง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 0.2 (8) : พูดความจริง...แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงใหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 7 : เราไม่ได้แก้ปัญหา แต่เราเติบโตเกินกว่าปัญหา
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 6 : การเป็นตัวเองได้ในโลกที่พยายามทำให้คุณเป็นอย่างอื่นตลอดเวลา นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 5 : เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงหมากเบี้ยบนกระดาน ความเปราะบางของคุณจะนำมาซึ่งความเข้มแข็ง
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 4 : พูดความจริง แต่ทำให้ความจริงนั้นน่าหลงไหล
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
- READ Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง : บทนำ







