ตามรอยจินตนา จักราพยาบาท (ตอนที่ 2)

ตามรอยจินตนา จักราพยาบาท (ตอนที่ 2)

Loading

จากเหตุการณ์ที่จบลงในบทที่ 19 ของหน้านิตยสารกานดา ซึ่งจบค้างไว้เมื่อศศิพินทุ์นางเอกของเรื่องมองเห็นองค์เทวรูปขยับกายปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของเธอ ซ้ำมันยังเดินตรงเข้ามาใกล้

เมื่อนั้นหญิงสาวมองเห็นร่างสองร่างซ้อนกันอยู่เบื้องหน้า ร่างหนึ่งคือมนุษย์ผู้มีนามว่า เทพกร โภคานิธินั่นเอง ส่วนอีกใบหน้าหนึ่งนั้นเล่า กลับเป็นเสมือนใบหน้าคนโบราณ ซึ่งแข็งกระด้าง ดุดัน และเงาซึ่งปรากฏด้านหลังยังมีถึงสี่แขนอีกด้วย!

โชคดีที่เธอได้ยินเสียงเรียกปลุกภวังค์ให้กลับคืนมาจากบิดาเสียก่อน และแล้วเทวรูปนั้นก็กลับคืนไปสู่สภาพเดิม และร่างของ เทพกร ที่เธอมองเห็นซ้อนกับเทวรูปก็หายตัวไปอย่างลึกลับเป็นปริศนา หญิงสาวบอกกับดอกเตอร์ศักย์ ศังกรวงศ์ จนเขาต้องโทรศัพท์ไปหา เทพกร เพื่อพิสูจน์ความจริง และพบว่าเทพกร เพิ่งตื่นนอนมารับโทรศัพท์ ทำให้ คิดว่า ศศิพินทุ์ ตาฝาดไปเสียเอง

หากความจริงแล้ว ทุกอย่างมาจากอำนาจของเทวรูปองค์นั้น ที่บัดนี้กำลังควบคุมทุกอย่างภายในจิตใจของเทพกร ให้ทำตามความต้องการของมัน

แม้แต่การบุกเข้าไปแสดงตัวตน ยังบ้านพักของ ศศิพินทุ์ และหนีกลับออกมาอย่างหวุดหวิด เทพกร พยายามขอร้อง ให้องค์เทวรูปนั้นปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ แต่กลับไม่เป็นผล

“แต่ท่านใช้ข้าพเจ้าเป็นเครื่องมือ ควรให้ข้าพเจ้ามีส่วนรู้บ้างในเวลาที่ถูกซักถาม”

“ไม่จำเป็น”

เสียงตอบเกือบเป็นตวาดลั่น

“เจ้าไม่ต้องแก้ไข ทั้งนั้น ข้าอยู่อีกไม่นาน เสร็จจากภารกิจแล้ว ข้าจะกลับ”

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์หนุ่มใหญ่แข็งใจเงยหน้าขึ้นถาม ในเรื่องที่เขาข้องใจและอยากถามมาโยตลอด แต่ไม่เคยกล้าถาม

“ภารกิจของท่านคืออะไร ไม่ทราบ”

เงียบไปพักหนึ่ง เสมือนฝ่ายนั้นไม่ต้องการตอบ แต่ครู่ต่อมาเสียงห้าวห้วนทรงอำนาจก็ก้องขึ้นในจิตสัมผัสของเขาทำให้หวั่นไหวไปตลอดกายใจ ด้วยความตื่นตระหนก

“ภารกิจของข้านั่นหรือ?  อยากรู้ข้าก็จะบอกให้ ข้ามาด้วยความพยาบาท! จักราพยาบาท… รู้ไว้ เมื่อเสร็จภารกิจล้างแค้นแล้ว ข้าจึงจะกลับคืนไปสู่แหล่งที่ข้าจากมา…”

ในเวลาที่ เทพากร กำลังพูดคุยกับเทวรูป ราวกับมีชีวิตนั้นเอง สมชัย ลูกชายนายชม ก็กลับเข้ามายังพิพิธภัณฑ์และเห็นเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี จนทำให้เกิดอาการตกใจสุดขีด และล้มป่วยลงในที่สุด

ในเวลาต่อมา หลวงชาญพิถีถ่อง ซึ่งเป็นบุรุษสูงวัยผู้ล่วงรู้ประวัติศาสตร์และภาษาโบราณ ได้รับจารึกบ้านพงจัก ที่มีการเอ่ยถึง เจ้าหญิงพระองค์หนึ่ง ผู้มีนามว่า ศิขรวณี ชื่อนี้เองกลับไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ ในสมัยสมโบร์ไพรกุก ซึ่ง ท่านมีข้อมูลในประวัติศาสตร์แต่เพียงว่า ในปี พ.ศ.1172 พระเจ้าอีศานวรมัน ทรงผูกไมตรีกับอาณาจักรจัมปา หรือเวียดนามในปัจจุบัน และยกพระธิดา ผู้มีพระนามว่า เจ้าหญิงสารวณี ให้กับเจ้าชาแห่งจัมปา แต่ชื่อเจ้าหญิงพระองค์นั้นเพียงคล้ายคลึงกับจารึกที่มีชื่อ เจ้าหญิง ศิขรวณี

บางที เจ้าหญิงผู้ลึกลับพระองค์นี้ อาจจะมีความสัมพันธ์กับธิดาของพระเจ้าอีศานวรมันพระองค์นี้ก็เป็นได้!

หลวงชาญพิถีถ่อง ร่วมกับหมอโฮม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคุณไสย สัมผัสถึงพลังงานประหลาดจากเทวรูป มันเป็นพลังลึกลับที่ซ่อนอาถรรพณ์อันตรายเอาไว้ และรู้ว่า เป้าหมายของพลังนั้น ก็คือธิดาคนสวย ของดอกเตอร์ศักย์ ทั้งคู่จึงได้พูดคุยกับ ดอกเตอร์ทางโบราณคดีผู้นี้

ทั้งหมดร่วมมือกัน เพื่อจะทำพิธีในการทำลายอำนาจจากวิญญาณลึกลับขององค์เทวรูป แต่แล้ว เทพกร ที่ถูกบงการด้วยพลังมืด ก็เข้ามาขัดขวาง และทำให้ หมอโฮมบาดเจ็บ แต่อีกฝ่ายก็รีบออกมาจากโรงพยาบาล เมื่อรับรู้ว่า สิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับ ศศิพินทุ์

“คุณเดือน! หมอโฮมหมายความว่า วิญญาณร้ายจะไปทำร้ายคุณเดือนใช่ไหม?”

“ชายชราได้ที ปัดมือจากหลวงชาญฯ ที่กดไหล่แกอยู่ออกไป ก้าวลงจากเตียงจนได้ ปากก็ตอบขณะที่ศาสตราจารย์ศักย์ยืนตะลึง

“ในทัศนะของเขา ไม่ใช่การทำร้ายครับ แต่สำหรับพวกเรา เขาจะทำให้บุตรของท่านศาสตราจารย์ต้องจากเราไปอยู่กับเขาตลอดกาล!”

เมื่อได้ฟังคำพูดของหมออาคม ทุกคนจึงรีบบึ่งรถตรงกลับไปยังบ้านของอาจารย์ศักย์ในทันที แต่แล้วก็มาสายเกินไป

เมื่อแม่บ้านของดอกเตอร์ศักย์ ได้โทรฯมารายงานว่า ศศิพินทุ์มีอาการประหลาด เหมือนถูกสะกดหรือละเมอ จนขับรถหายออกไปจากบ้าน ในเวลาก่อนหน้าไม่นาน ทั้งที่เธอยังอยู่ในชุดนอน!

ในเวลานั้นเอง ศาสตราจารย์ศักย์ จึงนำแผ่นศิลาจารึกอีกแผ่น ที่เพิ่งได้รับมา ออกมาให้กับหลวงชาญ และหมอโฮม ได้เปิดมันออกมา

หลวงชาญผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณตะวันออก รับห่อกระดาษสีน้ำตาลนั้นไปแกะเชือกที่ผูกออก คลี่กระดาษและหยิบสิ่งที่อยู่ในออกมาดู

มันเป็นแผ่นศิลาสลักขนาดกว้างยาวราว 10 นิ้ว มีรอยแตกบิ่นโดยรอบ แสดงว่ากะเทาะออกมาจากแผ่นใหญ่ หรือมิฉะนั้น ก็แตกจากบางส่วนของอาคารศิลาที่มันเคยประดับอยู่

แต่อะไรก็ไม่ทำให้ทุกคนตกตะลึงเท่ากับรูปที่สลักอยู่บนแผ่นหินนั้น…

เป็นใบหน้าของสตรี คมลึกชัดเจน แสดงถึงฝีมือสลักอันยอดเยี่ยมของประติมากรยุคอดีต มองเห็นถนัดชัดเจนถึงดวงหน้าอันอ่อนหวาน ประกอบด้วยคิ้ว ตา ปาก จมูกสวยสมรับกันอย่างกลมกลืนไปหมดทุกส่วนของใบหน้า ไม่มีที่ติแม้แต่น้อย บนศีรษะสวมศิราภรณ์สูงเป็นช่อชั้นประกาศศักดิ์ศรีอันสูงส่ง ขนาดนางพญาหรือเจ้าหญิงแห่งอดีตกาล

ลำพังดวงหน้างามนั้นคงไม่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาพตะลึงงัน ไปตามๆกันได้ขนาดนี้ แต่เป็นเพราะว่า ดวงหน้าในรูปสลัก เหมือนละม้ายราวกับถอดออกมาจากดวงหน้าของสตรีคนหนึ่งซึ่งเกือบทุกคนในที่นั้นรู้จักกันดี

ศศิพินทุ์ ศังกรวงศ์!

เป็นไปได้อย่างไร!

และแล้วเมื่อหลวงชาญฯ ได้อ่านอักขระบนแผ่นศิลา ก็ต้องเอ่ยออกมาด้วยความปิติ เพราะมันเป็นคาถาแบบเดียวกันกับที่ปลุกวิญญาณร้าย จนออกมาครอบครอง เทพกร แต่สำหรับศิลาแผ่นนี้ จารึกคาถาป้องกันอันตราย ที่เขียนขึ้นโดยหมอไสยศาสตร์ผู้เรืองอิทธิฤทธิ์ที่สุดของยุคนั้นเช่นกัน

เพราะมันคือคาถาป้องกันศิขราวณี เจ้าหญิงที่ปรากฏโฉมบนแผ่นสลักนี้ และมีรูปลักษณ์ทุกอย่าง เหมือนกับ ศศิพินทุ์นั่นเอง

เวลานั้น เมือ่หลวงชาญฯ ขยับกายลุกขึ้น

“เราจะไปไหนกันครับ ท่าน ยังไม่ทราบกันเลยนะครับว่าคุณเดือนขับรถไปถึงไหน”

“”ผมรู้แล้ว!”

หลวงชาญฯ เงยขึ้นตอบ พร้อมกับยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกของคืนนี้

“อำนาจร้ายต้องพาคุณหนูเดือนไปยังที่ ที่เขาเคยอยู่ ไม่ผิดแน่… หรือไง หมอโฮม?”

“”ครับ ผมก็คิดเหมือนท่าน”

“ที่ไหนกันล่ะ”

นักโบราณคดีใหญ่ร้องอย่างร้อนรุ่ม ผู้เชี่ยวชาญภาษโบราณตะวันออก หันมามองเขา คว้าแขนเดินลิ่วไปที่รถ พร้อมกับบอกเสียงหนักๆ ได้ยินทั่วกัน

“ไปที่พงจัก!”

และแล้ว จักราพยาบาท ก็ดำเนินมาถึงบทที่ 38 อันเป็นบทสุดท้ายที่จินตวีร์ วิวัธน์ ได้เขียนขึ้น และค้างไว้ โดยไม่ได้เฉลยรายละเอียดใดๆ ของเรื่องราวต่อจากนั้นอีกเลย ทิ้งปมปริศนาของเจ้าหญิงศิขราวณี และวิญญาณอาถรรพณ์ รวมถึงเรื่องราวของอาณาจักรโบราณ ณ หมู่บ้านพงจัก แห่งนั้น ให้กลายเป็นตำนานแห่งจักราพยาบาท ในความทรงจำของผู้อ่าน ตลอดไป

 

Don`t copy text!