รอยภูษา : เมื่อผืนผ้ากลายเป็นเรื่องเล่าของผู้คน

รอยภูษา : เมื่อผืนผ้ากลายเป็นเรื่องเล่าของผู้คน

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

จากตอนที่แล้ว เราได้ชวนกันมองผืนผ้าในฐานะบันทึกของผู้คน ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตผ่านลวดลายบนเส้นใย

แต่เรื่องราวของผืนผ้ายังไม่จบเพียงเท่านั้น…

เพราะสำหรับ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ ผืนผ้ายังเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการ และเป็นแรงบันดาลใจที่ก่อกำเนิดนวนิยายหลายเรื่อง จนทำให้ผู้คนหันกลับมามองมรดกทางวัฒนธรรมด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง

…เมื่อการสนทนาค่อยๆ เดินทางมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผืนผ้ากับเรื่องเล่า พิธีกรจึงชวนคุณหมอพงศกรย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ ‘ซีรีส์ผ้า’ ว่า เหตุใดจึงเลือกให้ผืนผ้ากลายเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่อง

คุณหมอเล่าว่า ความผูกพันกับผ้าทอเริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเติบโตมากับผ้าพื้นเมืองของราชบุรี ทั้งผ้าคูบัวและผ้าดอนแร่ ในช่วงที่จังหวัดรณรงค์ให้ข้าราชการและครูสวมใส่ผ้าทอพื้นเมืองสัปดาห์ละหนึ่งวัน ผ้าทอจึงเป็นภาพที่คุ้นตาและค่อยๆ ซึมซับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณหมอได้มีโอกาสชม ผ้าตาดทอง อายุกว่าร้อยปีที่จัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สิ่งที่สะดุดตาไม่ใช่ความวิจิตรงดงามของผืนผ้า หากเป็นรอยเปื้อนเล็กๆ บริเวณมุมผืนผ้า

ด้วยสัญชาตญาณของนักเล่าเรื่อง คุณหมออดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า

“รอยนี้คือเลือดของใครหรือเปล่า”

หรืออาจมีใครจงใจหยดเลือดลงไปเพื่อสาปแช่งบางสิ่งบางอย่าง

แม้จะไม่มีคำตอบ แต่คำถามนั้นกลับกลายเป็นประกายแรกของจินตนาการ ก่อนจะเติบโตเป็นนวนิยายเรื่อง สาปภูษา และเปิดประตูสู่การศึกษาประวัติศาสตร์ผืนผ้าอย่างจริงจัง จนต่อยอดเป็นผลงานอีกหลายเรื่อง ทั้ง รอยไหม เล่ห์ลุนตยา สิเนหาส่าหรี พยับฟ้าโพยมดิน บาปบารอง ฯลฯ

คุณหมอเล่าว่า ยิ่งค้นคว้าเรื่องผ้ามากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่า ทุกครั้งที่ออกเดินทาง ผืนผ้ามักพาไปพบเรื่องราวใหม่ๆ เสมอ

ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา คุณหมอได้เห็นผ้าผืนหนึ่งที่ปักลายนกแก้วคาบจดหมาย ลวดลายเล็กๆ บนผืนผ้าทำให้จินตนาการเริ่มทำงานอีกครั้ง

ในยุคที่ผู้คนในราชสำนักไม่อาจติดต่อกับโลกภายนอกได้อย่างอิสระ นกแก้วตัวนั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงลวดลายตกแต่ง หากอาจเป็นจดหมายลับที่คนทอซ่อนเอาไว้เพื่อส่งสารถึงคนรักก็เป็นได้

“สำหรับผม เสน่ห์ของผ้าอยู่ตรงที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และจินตนาการเดินทางไปด้วยกันครับ”

อาจารย์อนุรักษ์กล่าวเสริมว่า มุมมองของคุณหมอสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของนักวิชาการหลายคน เพราะลวดลายบนผืนผ้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ที่มา หากเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ตำนาน และความเชื่อของผู้คนในแต่ละยุคสมัย

มีหลักฐานหลายชิ้นที่กล่าวถึงผ้าลายนกแก้วและลายสิงห์ในราชสำนักพม่า ซึ่งทำให้นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า ลวดลายเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับตำนานท้องถิ่นหรือเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาค้นคว้าและตีความต่อยอด

สำหรับอาจารย์อนุรักษ์ ข้อมูลและจินตนาการ จึงไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากกัน หากต่างช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน ข้อมูลทำให้เรื่องเล่ามีน้ำหนัก ขณะที่จินตนาการก็ช่วยปลุกชีวิตให้ประวัติศาสตร์กลับมาโลดแล่นอยู่ในความรู้สึกของผู้คนอีกครั้ง

บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องผืนผ้าไทย หากยังพาผู้ฟังเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น ผ่านเรื่องเล่าที่คุณหมอพงศกรบอกว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของชีวิต

คุณหมอเล่าถึงศิลปินผู้สร้างสรรค์กิโมโนคนหนึ่ง ซึ่งชีวิตพลิกผันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อถูกเกณฑ์ไปรบในประเทศจีนและได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างนอนรอความตายอยู่กลางสนามรบ เขาได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“นี่คือชีวิตที่เราอยากมีจริงหรือ”

คำถามนั้นทำให้เขาหวนคิดถึงครอบครัวผู้ประกอบอาชีพทำกิโมโน และตั้งปณิธานว่า หากมีโอกาสรอดชีวิตกลับบ้าน เขาจะใช้ชีวิตที่เหลืออุทิศให้กับการสร้างสรรค์งานศิลปะ และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาก็ได้ทำตามคำมั่นนั้น ด้วยการสร้างชุดกิโมโนกว่า ๗๐ ผืน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของไตรภูมิ ได้แก่ นรก โลกมนุษย์ และสวรรค์ หากนำผลงานทั้งหมดมาต่อกัน จะกลายเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เล่าเรื่องราวราวกับจิ๊กซอว์

แม้สุดท้ายศิลปินผู้นี้จะจากโลกไปก่อนทำผลงานเสร็จสมบูรณ์ โดยสร้างไว้ได้เพียงกว่าสามสิบผืน แต่ผลงานที่หลงเหลือก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับคุณหมอพงศกร เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างสรรค์งานศิลปะไม่ใช่เพียงการผลิตผลงาน หากคือการอุทิศชีวิตให้กับสิ่งที่รัก และตราบใดที่ยังมีโอกาส ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น

ในที่สุดบทสนทนาก็เดินทางมาถึงคำถามที่หลายคนในห้องเสวนาอยากรู้ นั่นคือ วันหนึ่งผ้าจกราชบุรีจะกลายเป็นแรงบันดาลใจของนวนิยายเรื่องใหม่หรือไม่ โดยคุณหมอพงศกรยอมรับว่า เรื่องนี้อยู่ในใจมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในนวนิยายที่ตั้งใจจะเขียนในอนาคต

แต่สิ่งที่คุณหมอสนใจ ไม่ใช่การบันทึกเหตุการณ์ช่วงใดช่วงหนึ่ง หากเป็นการบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านของสังคม ผ่านเรื่องราวของผ้าจกราชบุรี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คล้ายกับวิธีการเล่าเรื่องในนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดิน

คุณหมอเล่าว่า ยังจดจำภาพบ้านของคุณยายซ้อน กำลังหาญได้เป็นอย่างดี ในวันวาน บ้านหลังนั้นเปรียบเสมือนศูนย์กลางของชุมชน มีกี่ทอผ้าตั้งเรียงราย ผู้คนมานั่งทอผ้า พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ และใช้ชีวิตร่วมกัน แม้ช่วงเวลาหนึ่ง บรรยากาศเหล่านั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่วันนี้ภาพเดิมกำลังกลับมาอีกครั้ง เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมาศึกษาและสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้า

“ผมรู้สึกว่านี่คือเรื่องราวที่ควรได้รับการบันทึกไว้ครับ” คุณหมอกล่าว

อาจารย์อนุรักษ์กล่าวเสริมว่า การฟื้นคืนของผ้าจกราชบุรีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากเกิดจากความร่วมมือของผู้คนหลายรุ่น ตั้งแต่การก่อตั้งศูนย์สืบสานผ้าจกเมื่อหลายสิบปีก่อน การสนับสนุนจากสถาบันต่างๆ ไปจนถึงความมุ่งมั่นของครูช่างผู้อนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสานต่อภูมิปัญญาเหล่านั้น

สำหรับอาจารย์ เรื่องราวของผ้าจกราชบุรีจึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของผืนผ้า หากเป็นประวัติศาสตร์ของผู้คน ความผูกพัน และการส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

และบางที…หากเรื่องราวเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดผ่านงานวรรณกรรมอีกครั้ง ก็อาจทำให้ผ้าจกราชบุรีไม่ได้เป็นเพียงมรดกของชุมชน แต่อาจกลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้คนทั้งประเทศได้ร่วมกันจดจำ

การสนทนาเดินทางมาถึงช่วงท้าย และประเด็นการพูดคุยก็มาถึงเรื่องที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในอนาคต

คุณหมอพงศกรมองว่า การอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ใช่การเก็บรักษาของเก่าไว้ในตู้จัดแสดง หากคือการทำให้สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน

วิธีหนึ่งคือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาเดิมให้สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการนำลวดลายผ้าทอไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย หรือการออกแบบสิ่งของที่ทำให้ผู้คนได้พบเห็นและใช้งานในชีวิตประจำวัน

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณหมอให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ การเล่าเรื่อง เพราะผืนผ้าไม่ใช่เพียงงานหัตถกรรม หากเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของผู้คน เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านวรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ หรือสื่อสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ ก็จะช่วยให้คนรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากกลับไปค้นหารากเหง้าของตนเอง

คุณหมอยังกล่าวชื่นชมคุณติ้ว และคนในชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ผ้าโบราณของราชบุรีไว้ เพราะหากวันหนึ่งผืนผ้าเหล่านั้นสูญหายไป พร้อมกับความทรงจำที่บันทึกอยู่บนเส้นใย เราอาจไม่มีโอกาสเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ได้อีก

อาจารย์อนุรักษ์เห็นด้วยว่า การอนุรักษ์และการพัฒนาไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน หากสามารถเดินไปพร้อมกันได้ หลายประเทศประสบความสำเร็จในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบและพื้นที่สาธารณะ จนวัฒนธรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว

บทสนทนาในวันนั้นจึงไม่ได้จบลงเพียงที่เรื่องของผ้าทอ หากทิ้งข้อคิดสำคัญไว้ว่า การสืบสานวัฒนธรรมไม่ใช่หน้าที่ของช่างทอหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักสะสม ศิลปิน นักออกแบบ นักเขียน หรือผู้ที่เลือกสนับสนุนงานของชุมชน ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงเติบโตและเดินหน้าต่อไป

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอ่านเรื่องราวบนผืนผ้า เราอาจค้นพบว่า สิ่งที่ถูกถักทออยู่ในทุกเส้นใย ไม่ใช่เพียงลวดลายอันงดงาม หากคือชีวิต ความเชื่อ ความทรงจำ และภูมิปัญญาของผู้คน ที่ยังรอให้คนรุ่นต่อไปช่วยกันสืบสานและเล่าต่อ

บางที…นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘การต่อยอด’ เพราะสิ่งที่เรากำลังส่งต่อ ไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่คือเรื่องราวและจิตวิญญาณของผู้คน ที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ในทุกเส้นด้าย

Don`t copy text!