คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 3 : เรื่องที่รู้มากกว่าหนึ่งคน จะไม่เรียกความลับ

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 3 : เรื่องที่รู้มากกว่าหนึ่งคน จะไม่เรียกความลับ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

อาม่า…อาม่าสิ ไม่ใช่อากงหรอกน่า ชายหนุ่มคิดเมื่อเห็นผู้ชราลงจากรถแล้วเดินอาดๆ ไปที่เสาหน้าบ้าน แล้วหันมาอธิบายเสียงดังฟังชัด ด้วยสีหน้าท้าทาย

“บนหัวเสามีโคมไฟ นอตหายไปตัวนึง ลื้อไปดูเลย” อากงทำหน้าเหมือนยังไงก็ชนะ หลานชายชักอยากพิสูจน์ จึงดับเครื่องรถยนต์ เปิดประตูรถ แล้วเดินไปคว้าเก้าอี้ที่วางอยู่ในโรงรถเดินไปที่เสาหน้าประตูบ้าน แล้วต่อขาขึ้นไปดู

“จริงด้วย นอตหายไปตัวนึง….เอ้า ก็แหงแหละ เมื่อวานพายุเข้า พัดเอาโคมกระจุย นอตมันก็หลุดดิ…แบบนี้ใครๆ ก็มั่วได้นะอาม่า”

“งั้น ด้านในของเสา มีคราบขี้จิ้งจกสามเม็ด เรียงต่อกันเป็นรูปหัวใจ” อากงในร่างอาม่าพูดพลางชี้ไปที่ตำแหน่งขี้จิ้งจก

“เอ๊า…ก็ชี้แบบนี้ ก็แสดงว่าอาม่าเห็น มันก็พูดได้ดิ” หลานชายยังไม่ยอมแพ้

อากงเริ่มหัวเสีย ทำยังไงมันก็ไม่เชื่อ สักพัก เสียงมอเตอร์ไซค์ส่งของขาประจำมาจอดหน้าบ้านพอดี อาม่ารีบเดินเข้าไปทัก

“อาต้อย…ทะเลาะกับแฟนเมื่อสัปดาห์ก่อน ดีกันรึยังอะ” คนส่งของที่กำลังใส่ของในตู้หน้าบ้านถึงกับสะดุ้งเฮือก

“รู้จักชื่อผมได้ยังไงอะอาม่า…เอ่อ …ดีกันแล้วครับ” คนส่งของตอบเขินๆ

“ก็แหม…เห็นลื้อแทนตัวเองว่าต้อยอย่างงั้น ต้อยอย่างงี้…ตัวเองอย่าโกรธต้อยสิครับ นะครับ…ต้อยขอโทษ…ทำไมอั๊วจะไม่รู้ล่ะ” อากงในร่างอาม่าพูดเจื้อยแจ้ว พลางลอยหน้าลอยตาประกอบ ทำเอาคนส่งของหน้าเข้มแถมมีเคราอย่างงามถึงกับไปไม่เป็น กำลังจะเอานิ้วชี้แหย่เข้าไปกัดในปากด้วยความอาย แต่ลืมไปว่าใส่หมวกกันน็อก ปลายนิ้วจึงกระแทกขอบหมวกเต็มแรง ผิวที่คล้ำแดดทำให้มองไม่เห็นสีผิวที่ซ่อนความแดงก่ำ “อาม่า อย่าบอกใครนะ ผมเขิน” แล้วรีบขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทันทีด้วยความอาย

พีร์ได้แต่ยืนงง มันจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า สมมติว่ามีใครก็ตามมาอยู่ในร่างอาม่าจริง จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นอากง แล้วอาม่าไปไหน หรือหากไม่ใช่เลย แต่เป็นอาม่าที่หลงลืมทุกอย่างแล้วเลอะเลือนล่ะ

แต่ความเลอะเลือนของอาม่าจะรู้ชื่อคนส่งของได้อย่างไรกัน อาม่าไม่ใช่คนที่สนิทกับใครง่าย ออกจะเก็บตัวเสียด้วยซ้ำ

“ทีนี้เชื่อรึยังล่ะ” อากงในร่างอาม่าหันมาถาม “อั๊วจะเล่าเรื่องอาม่าตอนสาว ก็เดี๋ยวจะมาบอกว่า…ก็อั๊วเป็นอาม่า ก็ต้องเล่าถูก…” อากงทำเสียงเล็กเสียงน้อยพลางทำคอยึกยักเหมือนดารางิ้ว “…คงมีแต่เรื่องเสานี่แหละ อั๊วอยู่มาตั้งหลายสิบปี ไม่มีใครในบ้านนี้ชำนาญเสาเท่าอั๊วอีกแล้ว” อากงตัดพ้อพร้อมกับอวดไปในตัว

“เดี๋ยวนะ สมมติว่าไม่เชื่อ…เล่าเรื่องบ้านนี้ให้ฟังก่อน เดี๋ยวผมตัดสินใจเองว่าจะเชื่อหรือไม่”

“ด๊ายยยย…” อากงลากเสียงยาวเหยียด “อาม่าลื้อชื่อหมุยลี่ เมื่อเกือบหกสิบปีก่อนขายของชำ ขี่จักรยานไปส่งข้าวสารด้วย จากบ้านไม้นี่” อากงชี้ไปที่ห้องแถวไม้ที่อยู่ติดกับรั้วบ้าน “ขี่จักรยานไปส่งของถึงท่าน้ำด้านในซอยโน่น อาม่าลื้อขี่จักรยานเก่ง ตัวนิดเดียว จักรยานคันเบ้อเริ่ม” อากงชี้มือไปที่ถนนใหญ่

“อ้าว แล้วทำไมอากงไม่ช่วยอาม่าส่งของล่ะ ให้อาม่าทำอยู่ทำไม” ชายหนุ่มถาม พลางนึกภาพผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวต้องขี่จักรยานส่งของ

“อั๊วก็…เออ นั่นสิ ทำไมล่ะ ทำไมไม่ช่วย…โอ๊ย จำไม่ได้ อย่าให้คิดเยอะสิ อั๊วจำได้แค่นี้แหละ” อากงพูดเสียงสะบัด แล้วเล่าต่อ “อ้อๆ นึกออกละ พอม้า…อาเหล่าม่าลื้อตาย อาม่าลื้อก็ไปคลอดอาไช้ออกมา…จากนั้นไม่นาน อั๊วก็ตาย” อากงพูดถึงตรงนี้แล้วก็เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้

“อาพีร์…อั๊วไม่รู้ว่าอั๊วตายได้ยังไง….นี่อั๊วคิดวนเวียนมาห้าสิบกว่าปีแล้ว…เอ้อ…อาพีร์…หรือเป็นเพราะอั๊วไม่รู้…เลยไม่ได้ไปเกิดซะที” อากงเหมือนจะนึกอะไรออกขึ้นมาอีกอย่าง จึงทำตาโต แล้วพูดต่อว่า

“อั๊วยังเล่าไม่หมด…อาไช้….ป๊าลื้อ เกิดมามีปานที่ท้ายทอย ป่านนี้ผมยาวปิดหมด มองไม่เห็นหรอก แต่ลื้อลองถามป๊าลื้อดูได้”

“เอ๊า ก็อาม่าเป็นแม่ของป๊า ก็ต้องรู้ดิ ว่าป๊ามีปาน…ไม่เอาอะ เอาเรื่องอื่น” ชายหนุ่มยังไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ ทำเอาอากงในร่างอาม่าถึงกับต้องงัดไม้ตาย

“เอาวะ มีอีกอัน ความลับ…มีอั๊วที่รู้คนเดียว…ลื้อมีกุญแจห้องแถวนั่นมั้ย พาอั๊วเข้าไปข้างในที” คราวนี้อากงดูจะมั่นใจเป็นพิเศษ

“รอเดี๋ยว…” ชายหนุ่มเดินไปที่โรงรถ ซึ่งมีห้องเล็กๆ สร้างไว้เก็บอุปกรณ์เครื่องมือช่าง รวมถึงกุญแจของห้องแถวไม้อยู่ด้วย เพราะต้องคอยเปิดเข้าไปทำความสะอาดปีละครั้งสองครั้ง ชายหนุ่มหยิบกุญแจที่แขวนไว้แล้วเดินออกมา

“ไปกัน…อาม่า”

“เดี๋ยวลื้อก็ต้องเรียกอั๊วว่าอากง…คอยดู”

ชายหนุ่มส่ายหัว แล้วเดินถือกุญแจไปที่บ้านห้องแถวไม้ที่อยู่ติดกับรั้วบ้านอย่างค้างคาใจ โดยที่มีอาม่าเดินตามมาติดๆ

ประตูบานเฟี้ยมมีแม่กุญแจล็อกไว้แน่นหนา ชายหนุ่มหยิบเอากุญแจไขเข้าไป แล้วผลักบานประตูให้พับไปทั้งสองด้าน แสงสว่างส่องเข้าไปในห้องแถว มองพื้นเป็นซีเมนต์มีละอองฝุ่น เพราะไม่ได้กวาดถูนานหลายเดือนแล้ว ชายหนุ่มเดินไปกดสวิตช์ไฟที่เสาตรงผนังด้านใน แสงไฟจากหลอดไฟที่ติดอยู่ที่เพดาน ส่องสว่างพอให้เห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว ห้องแถวเปล่าๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไร เพราะห้องนี้ไม่ได้ใช้อยู่อาศัยมาหลายปี

อากงเดินอย่างมั่นใจเข้าไปหยุดที่ฝาผนังไม้ฝั่งซ้ายมือสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า ตีซ้อนเกล็ดตามแนวนอนแบบโบราณ ชายชรามองตามแนวของปลั๊กไฟ แล้วนับขึ้นไปตามแนวไม้กระดานได้สองแถว จากนั้นจึงพยายามเขย่งเหมือนจะหยิบอะไรบางอย่าง

“ช่วยอั๊วที ตัวอาม่าลื้อมันเตี้ย…หยิบไม่ถึง” อากงเรียกให้ชายหนุ่มมาช่วย

“ช่วยอะไรอะ อาม่า”

“ในนั้นมีรูปถ่าย…รูปผู้หญิง…อั๊วซ่อนไว้นานแล้ว…ตั้งแต่ยกน้ำชากับอาม่าลื้อ อั๊วก็เอามาซ่อนที่นี่…น่าจะยังอยู่” ชายหนุ่มหรี่ตามองลงไปในซอกไม้ เห็นซองจดหมายสีตุ่นๆ เหมือนจะเก็บไว้นานมาก จึงเดินไปหยิบเอาทางมะพร้าวจากไม้กวาดของบ้านข้างๆ ที่พิงกำแพงอยู่มาเขี่ยซองจดหมายนั้นขึ้นมา ทำเอาผู้เฒ่ายิ้มอย่างดีใจที่หลานชายเขี่ยขึ้นมาได้ในที่สุด

ระดับความสูงขนาดนั้น อาม่าไม่น่าจะรู้แน่นอนว่ามีอะไรซ่อนอยู่ แล้วตัวเขาเองที่ต้องมาทำความสะอาดอยู่ทุกปี ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

“รูปอะไรอะ อากง” ชายหนุ่มถามอย่างสนใจ

“เป็นไงล่ะ ในที่สุดก็ยอมเรียกอั๊วว่าอากงแล้ว…นี่ไง รูป…ง่า รูป…เอาน่า สวยใช่มั้ยล่า…ใครจะให้เมียรู้ล่ะ ว่าซ่อนรูปผู้หญิงเอาไว้…อาม่าลื้อไม่รู้เรื่องนี้ มีแต่อั๊วนี่แหละที่รู้…เป็นไง ทีนี้จะเชื่อได้หรือยัง”

ชายหนุ่มถึงกับยืนงงไปพักใหญ่ นี่จะต้องเชื่อจริงๆ เหรอ ว่าอากงมาอยู่ในร่างอาม่า ก็เห็นอยู่ทนโท่ รูปถ่ายในซองมันอยู่สูงเกินกว่าอาม่าจะปีนไปซ่อน แล้วอาม่าก็คงไม่อุตริซ่อนรูปผู้หญิงหรอก มันไม่มีเหตุผล เว้นแต่ถ้าเป็นอากงล่ะ แต่จะซ่อนทำไม ไม่ใช่รูปโป๊ซักหน่อย

ชายหนุ่มเดินกลับออกมาจากเรือนไม้อย่างใจลอย ผู้เฒ่าเดินตามออกมา ชายหนุ่มนึกได้ จึงหันกลับไปปิดบานพับ แล้วล็อกประตูห้องแถวให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับไปที่บ้านซึ่งอยู่ติดกัน

“อากง…แล้วตอนนี้อาม่าอยู่ไหน”

“หลับอยู่มั้ง อั๊วสิงอยู่ ไม่เคยดูงิ้วเหรอ มีตอนผีสิง น่ากลัวจะตาย” อากงพูดเหมือนผีเป็นสิ่งน่ากลัว จนลืมไปว่าตัวเองก็เป็นผี “อาม่าลื้อยังอยู่นะแหละ อียังไม่ตายหรอกน่า หนังเหนียวขนาดนั้น”

ชายหนุ่มคิดในใจว่า ถ้าอาม่าไม่ตายก็น่าจะดีที่สุดแล้ว ห่วงอยู่แค่นี้แหละ แต่ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ทำอย่างไรให้อากงยังอยู่ได้ในร่างของอาม่าโดยไม่มีใครสงสัย

“เอาอย่างงี้ก่อน…อากงต้องสวมรอยเป็นอาม่า ไม่งั้นพี่เฉิดตกใจแย่…อากงต้องพยายามทำตัวเป็นผู้หญิงเรียบร้อยนะ ไอ้ตดๆ เรอๆ นี่ช่วยเม้มไว้ก่อน” อากงอ้าปากจะเถียง “อย่านะ หยุดเลยนะอากง ไม่มีข้อแม้” หลานชายที่แม้ปกติจะกลัวผี แต่ผีอากงไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน แถมยังกล้าสั่งผีได้อีกด้วย

“แล้วนึกยังไง ถึงมาสิงอาม่าอะ”

“ไม่สิงเมีย แล้วจะให้สิงมึงเรอะ ไอ้นี่” อากงเริ่มหงุดหงิด

หลานชายส่ายหัวกับความกวนประสาทของอากง ก็ตั้งแต่เกิดมา คุ้นเคยแต่อาม่าที่แสนใจดี พูดเพราะ ไม่ตะคอก แต่อากงนี่คนละเรื่องเลย อยู่กันมาได้อย่างไรกัน

ชายหนุ่มมองนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาบ่ายกว่าเข้าให้แล้ว มัวแต่วุ่นตั้งแต่เช้าจนลืมเวลาอาหาร จึงพาอากงไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าว พี่เฉิดซึ่งเมียงๆ มองๆ อยู่ก็ดูจะรู้ใจ ยกสำรับอาหารมาวางไว้ให้

“ผมจะสอนใช้ช้อนกับส้อมนะอากง” ชายหนุ่มสอนอากงเหมือนกับสอนเด็กเล็ก อธิบายความแตกต่างของช้อนกับส้อม และไม่ลืมที่จะให้ใช้ช้อนกลางสำหรับตักกับข้าว รวมไปถึงอธิบายเหตุผลของการใช้ช้อนกลาง

“ถ้าใครบางคนในบ้านไม่สบาย แล้วเราใช้ช้อนกินข้าวตักกับข้าว เชื้อโรคจากน้ำลายก็จะไปเปื้อนกับข้าว ก็จะทำให้ป่วยกันทั้งบ้านไงอากง”

อากงพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ก่อนจะถามเสียงดังอย่างนักเรียนที่ตั้งใจเรียนว่า

“มัวแต่พูด กินได้หรือยัง พูดมากเหมือนอาเหล่าม่าลื้อนี่แหละ…อั๊วหิว… นี่ๆ จะบอกให้นา…กินแบบนี้ มันอร่อยกว่ากินตอนอาม่าลื้อทำบุญไปให้ซะอีกนะ… ”

ชายหนุ่มนั่งดูอากงกินข้าวอย่างพอใจ ที่การสอนเพียงครั้งเดียว อากงก็ทำได้ค่อนข้างดี

“แล้วลื้อไม่หิวเหรอ อาพีร์” อากงถามอย่างเป็นห่วงหลานชาย พลางหยิบทัพพีมาตักข้าวจากโถใส่จานข้าวตัวเองเป็นจานที่สาม

ชายหนุ่มส่ายหัว ก่อนจะพูดว่า “ไม่อะ เห็นอากงกินได้ ผมก็ดีใจแล้ว…เดี๋ยวผมออกไปข้างนอกแป๊บนึง อากงอยู่กับพี่เฉิดดีๆ นะ ทำตัวให้เหมือนอาม่าเข้าไว้ อย่าให้พี่เฉิดจับได้ล่ะ”

“งั้น อั๊วจะนอนกลางวัน รับรองจับไม่ได้” ชายหนุ่มจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

ชายหนุ่มเดินไปบอกพี่เฉิดโฉมให้คอยดูแล พร้อมกับเดินไปเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ให้อากงซึ่งนั่งเอนหลังพิงพนักอย่างสบาย พลางดูภาพในจออย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกไปที่โรงรถ

ชายหนุ่มขับรถไปเรื่อยๆ เหมือนตกอยู่ในความคิดที่วนเวียนจนแทบจะจับต้นชนปลายไม่ได้ จนที่สุดก็ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปจอดรถในคอมมูนิตี้มอลล์ที่ชื่อว่า ‘ธารา’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ก่อนจะดับเครื่อง แล้วลงมาเดินไปเรื่อยๆ ตามทาง เผื่อจะคิดอะไรออกบ้าง

“คุณๆ…คุณที่สวมเสื้อน้ำเงินกางเกงสีกากีน่ะ” เสียงเล็กๆ เรียกจากข้างทาง เบื้องต้นก็ไม่ได้สนใจนัก ค่าที่เดินใจลอยมาตลอดทาง จนเดินเลยเสียงเรียกไปแล้วด้วยนั่นแหละ จึงรู้สึกตัวแล้วหันมามอง เห็นหญิงสาว มีผ้าโพกหัวลายคิตตี้ สวมกำไลรุงรังไปหมด กำลังนั่งอยู่หน้ากองไพ่ยิปซี

“แม่หมอว่าคุณกำลังเจอเรื่องประหลาด” สายตาของ ‘แม่หมอ’ ที่กำลังมองมา สะกดให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง แล้วตัดสินใจนั่งลง แม้ว่าชีวิตนี้จะไม่เคยเชื่อเรื่องทำนายทายทักเลยแม้แต่น้อย แต่การที่ต้องมาเจอเรื่องของอากง คงไม่ต้องลังเลอีกต่อไปแล้วกระมัง กับเรื่องเหนือธรรมชาติ เขาทำท่าจะหยิบไพ่ที่กองอยู่ แต่แม่หมอร้องห้ามไว้ทัน

“ไม่ต้องหยิบไพ่” หญิงสาวรีบห้าม “เทพที่ติดตามคุณมา เขาฝากบอกว่า คุณกำลังเจอเรื่องที่เหนือจริง …ให้คุณค่อยๆ ค้นหาปมประเด็นปัญหาให้เจอ จากนั้นเขาคนนั้นจะไปตามทางของเขา” หญิงสาวเหมือนกำลังมองขึ้นไปเหนือหัวของชายหนุ่ม ทำท่าเหมือนรับฟังอะไรอยู่ พลางพยักหน้าเป็นจังหวะ ทำเอาพีร์เงยหน้ามองตาม แต่ก็ไม่เห็นอะไร

“ท่านบอกว่า…การทำบุญ ไม่ใช่แค่ทำด้วยเงินทอง ข้าวของ หรืออาหาร จำไว้” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ชายหนุ่มถึงกับตกใจ รีบรับไหว้

“ฉันไม่ได้ไหว้คุณ” หญิงสาวเอ็ด “ฉันไหว้ท่านโน่น…” หญิงสาวชี้ขึ้นไปบนหัวชายหนุ่ม “…ที่มากับคุณ” หญิงสาวมองขึ้นไปบนหัวชายหนุ่มอีกครั้ง

คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง นี่นอกจากอากงแล้วยังมีใครอีก แต่เหมือนหญิงสาวจะอ่านกิริยานั้นออก จึงรีบพูดต่อว่า

“ท่านไปแล้ว แวะมาบอกแป๊บเดียว พอดีวันนี้ข้างบนมีบุฟเฟต์ ท่านบอกว่าไม่อยากไปช้า เดี๋ยวของหมด” หญิงสาวอธิบาย แต่ถึงตอนนี้ชายหนุ่มไม่สนใจเรื่องบุฟเฟต์อะไรนั่นแล้ว

“เดี๋ยวนะ…ที่บอกว่าให้หาปมประเด็นปัญหาให้เจอ มันคืออะไรอะครับ” ชายหนุ่มถามหญิงสาวตรงหน้า อยากจะถลกแขนเสื้อให้ดูว่าขนที่แขนพากันลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียงกัน

“ไม่รู้…มันเป็นเรื่องที่คุณต้องหาไง…หมดกัน นี่คุณคนเดียว ทำเอาเราหมดพลังของวันนี้ไปแล้ว” หญิงสาวพูดพลางรวบไพ่เก็บใส่กล่อง แล้วใส่กระเป๋าอีกที ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตว่าเป็นกระเป๋าผ้าลายการ์ตูนแบบที่เด็กผู้หญิงชอบ แต่นี่เป็นแม่หมอ…แม่หมอการ์ตูน

 



Don`t copy text!