คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 2 : ผู้ชำนาญการสิงเสา

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 2 : ผู้ชำนาญการสิงเสา

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

ชายหนุ่มได้แต่หงุดหงิดกับความหลงลืมแบบฉับพลันของอาม่า เมื่อเช้ายังปกติดีอยู่นี่นา คนเราจะหลงลืมอะไรได้เบอร์นั้นเลยเหรอ

“พี่เฉิด พี่เฉิดค้าบ เดี๋ยวพาอาม่าอาบน้ำใหม่ แล้วช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อาม่าหน่อยนะครับ แล้วพาอาม่านอนเลยนะ เดี๋ยวผมล้างห้องน้ำเอง อาม่าทำห้องน้ำเลอะเทอะหมดเลยอะ” ชายหนุ่มหันไปบอกพี่เฉิดโฉมที่มายืนอยู่หน้าห้องน้ำตั้งแต่ได้ยินเสียงโวยวาย ก่อนจะส่งตัวอาม่าให้พี่เฉิดพาไปอาบน้ำที่ห้องน้ำใหญ่ “อาม่า เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วนอนเลยนะ” หลานชายเพียงคนเดียวสำทับ

ชายหนุ่มเดินไปหยิบน้ำยาล้างห้องน้ำและแปรงมาวางรวมกันไว้ ก่อนจะฉีดน้ำชำระสิ่งสกปรกออกไปก่อน แล้วจึงเริ่มใช้น้ำยาทำความสะอาดสูตรที่อ่อนโยน แล้วลงมือขัดถูอย่างไม่รังเกียจ ตั้งแต่ชักโครก ส่วนที่เลอะเทอะทั้งหมด รวมไปถึงพื้นห้องน้ำ

อาม่าสอนเสมอว่างานบ้านไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง แต่ทุกคนควรช่วยกัน ชายหนุ่มจึงทำได้อย่างไม่เกี่ยงงอน และไม่ได้โยนหน้าที่นี้ให้กับพี่เฉิดทำเพียงคนเดียว อะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป พี่เฉิดถึงได้อยู่กับครอบครัวนี้มานานตั้งแต่จำความได้

จะว่าไปแล้ว เรื่องของงานบ้าน แม่ของพีร์ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ของอาม่า ก็ไม่เคยต้องร้อนใจเลย อาม่าเสียอีก ช่วยดูแลทำกับข้าวให้ เพราะรู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่ของพีร์ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ จะให้ต้องมาเหนื่อยทำงานบ้านทั้งหมดก็ไม่ดี อาม่าจึงไม่เคยว่าอะไรแม้สักครั้งที่ลูกสะใภ้ทำงานบ้านได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

จนเมื่อล้างห้องน้ำเสร็จแล้ว ชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ

ป๊า แม่ อาม่าหายป่วยแล้วนะ ลุกขึ้นมาเดินเฉยเลย แล้วกินเยอะมาก ข้าวต้มสามชาม! พระเจ้าจอร์จ! นี่ผมตกใจมาก…แต่เหมือนอาม่างง จำอะไรไม่ได้ จำชื่อผมยังไม่ได้เลย ที่สำคัญนะป๊า แม่ อาม่าลืมวิธีใช้ห้องน้ำ ผมว่าพรุ่งนี้จะพาอาม่าไปหาหมอนะ…เที่ยวเผื่อด้วย แล้วอย่าลืมของฝากล่ะ

ก็ในเมื่อป๊ากับแม่ไม่อยู่ แล้วกว่าจะกลับก็อีกตั้งหลายวัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจว่าพาอาม่าไปตรวจเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว สิ้นสงสัยเสียที

เสียงพี่เฉิดเดินออกมาจากห้องอาม่าแล้วตรงมาทางโซฟา ทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ขึ้นมามอง

“คุณพีร์…พี่พาอาม่านอน แกก็ไม่ยอมนอน…นั่งดูหน้าตัวเองที่โต๊ะเครื่องแป้งตั้งนาน แล้วก็ไล่พี่เฉิดออกมานี่แหละ”

นี่อย่าบอกนะ ว่าลืมหน้าตัวเอง ถึงขนาดนั่งดูตัวเองหน้ากระจกเนี่ย ชายหนุ่มส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อนเถอะ จะต้องพาไปตรวจกันหน่อยละ

 

วันอาทิตย์ตอนเช้าของโรงพยาบาลเอกชนจะไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าโรงพยาบาลรัฐ และส่วนใหญ่จะเป็นคนไข้ที่มาตามนัดหมาย ชายหนุ่มจึงวนหาที่จอดรถได้อย่างไม่ยากเย็น ทุกครั้งที่ผ่านมา เวลาพาอาม่ามาโรงพยาบาล พี่เฉิดจะมาด้วย เพื่อความสะดวกในเวลาให้อาม่าลงจากรถยนต์ แล้วพาไปนั่งที่รถเข็น พี่เฉิดจะเป็นคนคอยดูแล ทำให้ชายหนุ่มไม่ต้องพะวักพะวน ขับรถไปหาที่จอดได้อย่างสบายใจ

แต่ครั้งนี้ อาม่าต้องการจะมากับพีร์เพียงแค่สองคนเท่านั้น และยังยืนยันหนักแน่นว่าเดินเหินคล่องแคล่ว ไม่ต้องการพี่เลี้ยง พี่เฉิดจึงได้แต่ชะเง้อคอยาวอยู่กับบ้าน

“อั๊วไหว อาเฉิดอยู่เฝ้าบ้านไป อั๊วจะไปกะอาพีร์” ก็ในเมื่ออาม่ายืนยันเสียงแข็งแบบที่ไม่เคยคุ้น แม้พี่เลี้ยงจะเป็นห่วงแค่ไหนก็ต้องยอม

ระหว่างทาง อาม่านั่งมองข้างทางอย่างสนใจ บางทีถึงกับชะโงกหน้าแล้วแหงนขึ้นไปมองผ่านกระจกหน้ารถ จนหลานชายต้องบอกให้เอนตัวมาให้ชิดพนัก เพราะอาม่าบังกระจกมองข้าง โชคดีว่าชายหนุ่มล็อกการเปิดกระจกข้างไว้ทุกบาน ให้เปิดได้เฉพาะคนขับเท่านั้น ไม่อย่างนั้นอาม่าคงชะโงกออกไปนอกรถทั้งตัวแน่นอน

เมื่อรถจอดเรียบร้อย พีร์จึงจูงอาม่าที่มีท่าทางตื่นๆ เดินไปในโรงพยาบาลด้วยกัน

“อาพีร์…นี่พาอั๊วมาทำอะไรที่นี่ฮ้า” อาม่าถาม แล้วเหมือนจะไม่อยากเดินขึ้นมาดื้อๆ

“ก็อาม่าจำอะไรไม่ค่อยได้ ผมก็อยากพาอาม่ามาตรวจไง ไม่ต้องกลัวหรอก หมอใจดีจะตาย” หลานชายปลอบใจพลางย้ายจากมือที่จูงอาม่ามาโอบไหล่

“อั๊วไม่ได้ลืมอะไรหรอกนะอาพีร์…เชื่ออั๊วเถอะ…อั๊วแค่ไม่ได้จำ!!” อาม่าพยายามอธิบาย แต่ดูจะไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไรเลย หลานชายถึงกับส่ายหัว ก่อนจะพูดปลอบใจ

“น่า…นะ ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแหละอาม่า แต่ขอให้แน่ใจหน่อยนึง…นะ”

อาม่าพูดอะไรไม่ออก บอกอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่ทำปากขมุบขมิบ เหมือนจะอัดอั้นอะไร แต่แล้วก็เหมือนตัดสินใจ เอาไงเอากันสิวะ

“เอ้า…ตามสบายเลย อย่างมากก็แค่ตาย…แล้ว…อั๊วก็ไม่กลัวตายอยู่แล้ว”

“ก็แค่นั้น!…ทำมาเป็นกลัว ปกติอาม่าไม่เคยกลัวโรงพยาบาลนี่นา” หลานชายขำ แล้วจึงจูงอาม่าไปลงทะเบียน แล้วจึงไปรอเรียกชื่อหน้าห้องตรวจ

“คุณมาลีเชิญห้องตรวจค่ะ” ชายหนุ่มลุกขึ้นพยุงอาม่า แต่อาม่านิ่งเฉย

“อาม่า เขาเรียกชื่ออาม่าแล้ว”

“อาม่าลื้อชื่อหมุยลี่…ยังไม่มีใครเรียกซักหน่อย” อาม่าทักท้วง

“นั่นมันชื่อเก่า อาม่าเปลี่ยนชื่อเป็นมาลี จะได้มีชื่อไทยไง” หลานชายพยุงอาม่าให้ลุกขึ้น จึงไม่ทันสังเกตสีหน้าอาม่าที่ทำปากเบะเป็นรูปสระอิ ด้วยความคิดที่เข้ามาในหัวมาลงมาลีอะไรกัน หมุยลี่ก็หมุยลี่สิ แหวะ… อาม่าเดินเข้าห้องคุณหมอพลางทำคอยึกยักเหมือนจะออกงิ้ว

“สวัสดีค่ะอาม่า เป็นยังไงบ้าง” คุณหมอเริ่มสังเกตอาการเบ้ปากพร้อมกับทำคอยึกยักแล้วทำท่าเหมือนพูดอะไรคนเดียวของอาม่าอย่างไม่ค่อยสบายใจ ท่าทางเหมือนนางร้ายในละครชัดๆ

“อั๊วไม่เป็นไร…ไอ้นี่” พูดพลางเอามือชี้มาที่พีร์ “…มันจะให้อั๊วมาตรวจ หมอจะไม่ได้เจาะกะโหลกใช่มั้ย” อาม่าถามเพื่อให้แน่ใจ

“โอ๊ย…เจาะทำไมล่ะอาม่า หมอไม่ทำอาม่าเจ็บหรอกน่า ไหน หมอฟังหัวใจหน่อย” แล้วคุณหมอก็สวมหูฟัง “หายใจเข้า…” อาม่าหายใจเข้าไปจนสุดปอด “หายใจออก…” อาม่าปล่อยลมออกมาพรืดใหญ่

“เดี๋ยวอาม่าลองพูดตามหมอนะ ต้นไม้ รถยนต์ มือ”

อาม่าทำหน้าเหมือนรำคาญใจ แต่ก็ต้องพูดตาม “ต้นไม้…โล้ดยนต์…มือ”

หมอยิ้มอย่างพอใจ แล้วพูดต่อ “อาม่าลองเอาหนึ่งร้อยตั้ง แล้วลบออกทีละเจ็ดให้หมอที…หมอทำตัวอย่างให้ดูก่อนนะ หนึ่งร้อย…เก้าสิบสาม…”

“…แปดสิบหก เจ็ดสิบเก้า เจ็ดสิบสอง หกสิบห้า…” อาม่าพูดต่อจากหมอเสียงเจื้อยแจ้ว…ก็ช่วยม้าขายของมาตั้งแต่จำความได้ ลองทอนเงินผิดสิ ได้โดนตีตาย

ในขณะที่ชายหนุ่มหยิบเอาโทรศัพท์มาเปิดเครื่องคิดเลขแล้วกดตาม ยังแทบจะไม่ทันกับที่อาม่าพูด ในขณะที่คุณหมอยิ้มอย่างพอใจ

“อาม่าเก่งจัง แล้วที่หมอให้พูดของสามอย่างก่อนหน้านี่มันมีอะไรบ้างนะ หมอลืมไปแล้ว” คุณหมอแกล้งถาม

“ก็ต้นไม้ โล้ดยนต์ แล้วก็มือ ไง หมอนี่เป็นหมอได้ยังไงกัน ขี้ลืมไม่เข้าท่า” อาม่าส่ายหัวอย่างไม่ชอบใจ “อาพีร์…นี่พาอาม่ามาหาหมออะไรเนี่ย หมอมันไม่เก่ง” ผู้เฒ่าโวยวายใส่หมออย่างไม่เกรงใจ ซ้ำยังหันมาดุหลานต่อ

“โอย ขอโทษครับคุณหมอ…อาม่าก็…หมอเขาต้องทดสอบไง…ไปด่าหมอทำไม”

“ไม่เป็นไรค่ะ หมอชินแล้ว นี่แสดงว่าสมองอาม่ายังดีอยู่นะ เอ้า ขออีกอย่าง อาม่าลองเอานิ้วชี้แตะจมูกตัวเอง แล้วเอานิ้วมาแตะมือหมอ” หมอพูดจบก็ยกนิ้วชี้เป็นหลักให้อาม่าแตะ ซึ่งอาม่าก็ทำได้ไม่ติดขัด

“โห…อาม่า เจ๋งมากเลย นี่แสดงว่าสมองยังดีอยู่นะ ไม่มีอะไรน่ากังวลค่ะ อาม่ามีแค่เรื่องไขมันที่ต้องระวัง ที่หมอเพิ่งให้ตรวจเลือดไปเมื่อเดือนก่อน หมอไม่ตรวจซ้ำนะ เพิ่งเดือนเดียวเอง…อาม่าจำได้ใช่มั้ย คอเรสเทอรอลสูง อาจจะทำให้ไปอุดตันหลอดเลือดได้ไงอาม่า หมอเคยอธิบายไป จำได้เนอะ”

หลานชายพยักหน้าแทนอาม่า “จำได้ครับ นี่ก็ให้กินยาลดไขมันไม่เคยขาด พี่เฉิดคอยดูแลอยู่ฮะ แล้วก็คุมอาหาร”

“ดีมาก…ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวล แต่ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ก็มาหาหมอได้นะคะ”

ชายหนุ่มร่ำลาคุณหมอ แล้วจึงจูงอาม่าไปนั่งรอเพื่อจะชำระเงิน ก่อนจะพาอาม่ากลับบ้าน ซึ่งพอได้ยินว่าจะกลับบ้าน อาม่าก็มีสีหน้าสบายใจ เดินเหินไม่ติดขัด ไม่เหมือนขามาที่แข้งขาดูจะพันกันไปหมด

ตั้งแต่เล็กจนโต อาม่าเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ใจดี นอกจากนี้ยังพูดเพราะ ไม่พูดเสียงดัง คำว่าเยี่ยว จึงไม่เคยหลุดจากปากอาม่า

ป๊าเคยเล่าให้ฟังว่า อาม่าไม่เคยตีป๊าเลย ทำอะไรผิด จะดื้อ หรือซน อาม่าได้แต่สอน แต่ไม่เคยหยิบอะไรมาตีให้ป๊าเจ็บเลย ป๊าถึงเกรงใจอาม่านักหนา ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นอาม่าทำงานหนัก เพื่อส่งเสียให้ป๊าเรียนสูงๆ ป๊าถึงตั้งใจเรียน ตกเย็นก็กลับบ้านมาช่วยอาม่าทำงานขายของหน้าร้าน แม้จะเป็นเพียงแค่ร้านชำเล็กๆ แต่อาม่าก็เก็บหอมรอมริบ เลี้ยงลูกจนโต ด้วยฝีมือของผู้หญิงคนเดียว

ยิ่งแม่ของชายหนุ่มยิ่งแล้วใหญ่ เป็นลูกสะใภ้คนจีนแท้ๆ แต่อาม่าไม่เคยบ่น ไม่เคยว่าแม้แต่น้อยเวลาที่ลูกสะใภ้ออกไปทำงานนอกบ้านแล้วละเลยงานบ้าน เพราะอาม่าเข้าใจดีว่าทำงานนอกบ้านมาเหนื่อยๆ ถ้ายังต้องทำงานบ้านทุกอย่างก็คงไม่ไหว ลูกชายและลูกสะใภ้อาม่าจึงช่วยกันทำทั้งงานนอกบ้านและในบ้าน โดยมีเฉิดโฉมคอยช่วยดูแล ถ้าเป็นบ้านอื่น เผลอๆ นอกจากไม่มีคนช่วยทำงานแล้ว ผัวก็ไม่มีสิทธิ์มาช่วยด้วยซ้ำ ลูกสะใภ้รับจบทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้าน

แม่ของชายหนุ่มเคยบอกกับเพื่อนฝูงถึงความโชคดีอันนี้เสมอ ‘ชั้นนี่โคตรโชคดีเลย ได้แม่ผัวที่ไม่เคยดุด่า ขนาดออกไปทำงานหัวหกก้นขวิดนอกบ้าน…ก็ไม่เคยบ่น รักเหมือนเป็นลูกสาวเลย ขนาดออกลูกมา…เขาให้ลางานแค่ไม่เท่าไหร่ก็ต้องกลับไปทำงาน…ม้าก็ช่วยเลี้ยงลูกให้’ ลูกสะใภ้พูดถึงการกลับไปทำงานหลังจากช่วงลาคลอดอันแสนสั้น อาม่าก็คอยเลี้ยงดูหลานชายให้อย่างไม่เกี่ยงงอน แม่ของชายหนุ่มจึงรักแม่สามีนักหนา

ชายหนุ่มคิดวนเวียนมาตลอดทางถึงเรื่องของอาม่า จนมาถึงบ้านเมื่อไหร่แทบจะไม่รู้ตัว กระทั่งรถเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงรถ อาม่าหันหน้าไปมองหลานชายที่ปิดเสียงเพลงในรถ ที่แม้จะเปิดด้วยความเคยชิน แต่วันนี้กลับไม่ได้ฟังเลย เพราะมีเรื่องให้ขบคิดมากมายไปหมด ระหว่างที่กำลังจะดับเครื่องยนต์ อาม่าก็พูดขึ้นว่า “อั๊วไม่ใช่อาม่า”

“อะไรอีกเนี่ยอาม่า นี่ตั้งแต่เมื่อวานมานี่ พูดเรื่อยเปื่อยเลยนะ”

“อั๊วไม่ใช่อาม่า อั๊วเป็นอากงของลื้อ…อากง ผัวของอาม่าอะ รู้จักมั้ยฮะ อาพีร์” คราวนี้ทุกอย่างเงียบงัน ไม่ใช่แค่เสียงเพลงที่ได้เงียบไปก่อนหน้านี้ แต่เสียงลมหายใจก็ดูจะติดขัด

“อาม่า…อย่ามามั่วเลย ดูละครกับพี่เฉิดเยอะไปแล้ว” หลานชายพูดพลางหัวเราะ นี่ใจคอจะเอาให้ตลกกันใช่มั้ย

“อั๊วอยู่ในเสา” ผู้เฒ่าชี้ไปที่เสาประตูหน้าบ้าน “ก่อนมีเสา อั๊วอยู่ที่ต้นมะกรูดโน่น” อาม่าชี้ไปหลังบ้าน “อยู่มาตั้งแต่ก่อนลื้อเกิดอีก อยู่มาตั้งแต่ป๊าลื้อ…อาไช้ มันเกิดได้ไม่กี่วัน” พอเริ่มพูดได้แล้วพูดไม่หยุด ดูเหมือนจะไม่มีใครเบรกอาม่าอยู่เสียแล้ว

“จนไม่กี่วันก่อน อั๊วเดินเข้าไปในบ้านได้เฉยเลย เหมือนกับอยู่ดีๆ ก็อยากเข้าไปในบ้าน ทุกทีออกจากเสา ก็ไปได้แค่รอบๆ บ้าน ไม่เคยเข้าบ้านได้เลย” อาม่าพูดต่อ ไม่สนใจหลานชายที่กำลังนั่งอ้าปาก

“นี่อยู่ๆ ก็เดินเข้าบ้านได้ แล้วรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในตัวอาม่าลื้อนี่แหละ แหม ว่าก็ว่า…ตอนสาวๆ นี่ตึงดีอยู่หรอก ตอนนี้เหี่ยวทั้งตัวเลย”

ชายหนุ่มขนลุกเกรียว แม้จะดูละครมามาก แต่นี่มันชีวิตจริง มันไม่ใช่ละคร อากงจะมาอยู่ในตัวอาม่าได้ยังไง หน้าตาของหลานชายคงเต็มไปด้วยคำถาม อากงในร่างอาม่าจึงพยายามอธิบาย

“เดี๋ยวนะ อำรึป่าว….นี่ไม่ใช่ละคร อาม่าอย่าล้อเล่นดิ” ชายหนุ่มไม่เชื่อ ก็เขาเป็นวิศวกร หนึ่งบวกหนึ่งมันเท่ากับสอง ตายคือหยุดหายใจ แล้วก็ไม่อยู่ในโลกใบนี้ นี่อะไร สิงที่เสา ตลกละ มีที่ให้สิงตั้งเยอะ เชื่อเหอะ แล้วยังเข้าร่างอาม่า ละครชัดๆ

“…เอางี้ ไม่มีใครรู้จักเสาหน้าบ้านดีเท่าอั๊ว สิงมาตั้งหลายสิบปี” อากงในร่างอาม่าเริ่มอวด…แต่ดูแล้วไม่ค่อยน่าอวดเท่าไร…เชี่ยวชาญเรื่อเสา! จะบ้า!

 



Don`t copy text!