คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 9 : ด้วยสองมือ

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 9 : ด้วยสองมือ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

หลังจากที่อากวงตายไป หมุยลี่ต้องเลี้ยงลูกชายเพียงลำพัง โชคดีที่พี่คนโตของอากวงไปเอาดีทางรับราชการ จึงไม่ได้สนใจร้านชำเก่าๆ นั้น ในขณะที่พี่สาวคนรองที่แต่งงานออกไปก่อนที่หมุยลี่จะเข้ามาเป็นคนงานในบ้าน ก็ยินดีให้น้องสะใภ้รับช่วงร้านชำ เพื่อจะได้มีเงินทองไว้เลี้ยงลูก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นหลานของเธอ

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตวัยสิบหก ต้องมาเป็นเจ้าของร้านชำ ทั้งที่เพิ่งจะคลอดลูกอ่อน แล้วสามีก็เพิ่งจะตาย ทุกอย่างประเดประดังมาจนแทบจะตั้งตัวไม่ทัน

ตกกลางคืนก็แทบจะไม่ได้นอน เพราะอาไช้ร้องโยเย ต้องคอยตื่นมาให้นมแล้วกล่อมจนลูกหลับ พอเช้ามืด ก็ต้องตื่นมาซักเสื้อผ้าแล้วรีบตากให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดร้าน จากนั้นจึงทำกับข้าวง่ายๆ รอไว้สำหรับมื้อเช้า โชคดีที่อาไช้เลี้ยงง่าย อยู่ในเปลแป๊บเดียวก็เงียบเสียงได้

บางวันเพื่อนบ้านที่เคยช่วยเหลือในเวลาที่ยากลำบาก ก็ยังอุตส่าห์ซื้อขนมนมเนยมาฝาก หรือบางทีป้าชบาก็ยังเคยซื้อนมผงมาให้

“เป็นไงมั่ง ได้นอนบ้างมั้ย” นอกจากความห่วงใยที่คอยไต่ถามแล้ว หากมีเวลา หนูเดือน หรือบางทีป้าชบา ก็ยังมาช่วยเลี้ยงลูกชายของเธอ

แต่ก่อน เวลาลูกค้าที่อยู่ในละแวกเดียวกันมาซื้อของ ถ้าของเยอะ หมุยลี่ หรือนายชาญก็ขี่จักรยานไปส่งของให้ลูกค้าถึงบ้าน แต่พอนายชาญลาออกไปช่วยภรรยาขายข้าวแกงที่ตลาดตั้งแต่หมุยลี่เพิ่งตั้งท้องได้ไม่นาน อาอี๊เจ้าของร้านจึงตัดสินใจยกเลิกการส่งของ แม้ว่าลูกค้าจะน้อยลงไปบ้างก็ช่างมัน

เด็กชายตัวน้อยเล่นของเล่นง่ายๆ อยู่ในร้านชำ จนเมื่อถึงวัยเข้าอนุบาล หมุยลี่ก็พาไปเข้าโรงเรียนอนุบาลที่เดินไปทางปากซอยแล้วเลี้ยวซ้ายไปราวสองร้อยเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีแม้จะเพิ่งเปิดการเรียนการสอนได้ไม่นาน หมุยลี่ก็ได้อาศัยเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กับอาไช้ คุณครูของอาไช้ท่อง ก.ไก่ ให้ฟังแค่รอบสองรอบ เธอก็จำได้ เพราะในหนังสือเรียนมีรูปภาพประกอบ ทำให้จำได้ง่าย หลังจากนั้นก็หัดคัดลายมือจากสมุดของลูกชาย โดยใช้ด้านหลังของกระดาษปฏิทินที่ต้องฉีกออกทุกวัน เอามาหัดเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จนกระทั่งขึ้นชั้นประถม หมุยลี่ก็เหมารถตุ๊กๆ แล้วให้เด็กในละแวกเดียวกันนั่งรถไปโรงเรียนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน แล้วให้ผู้ปกครองช่วยกันหารค่ารถรับส่ง

เมื่อลูกไปโรงเรียน ตอนกลางวันในเวลาที่ไม่มีลูกค้า หมุยลี่หยิบเอาหนังสือดรุณศึกษาของลูกชายมานั่งอ่านซ้ำไปซ้ำมา จนตอนนี้ ฉลากข้างขวด ตัวหนังสือข้างกระป๋องสินค้า เธออ่านออกทุกคำ จากในอดีตที่อ่านไม่ออกเลย แต่ที่หยิบของให้ลูกค้าถูกต้องเพราะใช้ความจำ

หมุยลี่เก็บหอมรอมริบ สิ่งเดียวที่จะยอมจ่าย ก็คือเพื่อให้ลูกชายเพียงคนเดียวได้อยู่ดีกินดี และได้เรียนหนังสือสูงๆ จะได้ไม่ต้องมาลำบากอย่างที่เธอเคยเป็น หนูเดือน เพื่อนบ้านที่แสนดีคอยบอกเธอเสมอ ถ้าเป็นไปได้ หมุยลี่ก็อยากให้ลูกชายได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกับหนูเดือน เพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งตอนนี้กำลังจะได้งานเป็นคุณครู

จนเมื่อเด็กชายเติบใหญ่ ก็สามารถสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำเอาผู้เป็นแม่ถึงกับลงไปนั่งแล้วร้องไห้ออกมาไม่หยุด

จากคนที่ชีวิตที่ติดลบทุกอย่าง พ่อแม่เอามาฝากไว้ให้เป็นคนงานในร้านขายของชำ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย ทำงานหนักตั้งแต่อายุสิบกว่าปี หนังสือสักตัวก็ไม่เคยเรียน ก็เพิ่งจะได้มาหัดอ่านหัดเขียนก็ตอนที่ลูกชายเข้าเรียนอนุบาล ชีวิตเหมือนตัวคนเดียว แม้จะเคยมีคนที่ดีที่สุดในชีวิต แต่เขาก็ตายจากไปเสียแล้ว เหลือเพียงลูกชาย แล้วลูกคนนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีค่า ตั้งแต่มีชีวิตมาสามสิบกว่าปี สิบหกปีแรกเป็นช่วงชีวิตที่โหดร้ายที่สุด แต่หลังจากนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด แม้ว่าจะลำบากแค่ไหน แต่วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า คนอย่างหมุยลี่ แม้จะเริ่มจากอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ก็ทำให้ลูกชายคนเดียวได้เรียนมหาวิทยาลัยจนได้

“ม้า…ร้องไห้ทำไมอะ ผมสอบติด ไม่ดีใจเหรอ” ชัยลงนั่งข้างๆ มารดาแล้วเอามือโอบไหล่ไว้ หญิงวัยกลางคนจึงเอนศีรษะซบลงกับบ่าของลูกชาย

“ม้าดีใจ…ตั้งแต่เกิดมา…ม้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเลย…จนวันที่ม้ามีลื้อ…ม้าก็รู้แล้ว ว่าจะมีชีวิตเพื่ออะไร และก็เพื่อใคร” หมุยลี่หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ามาซับน้ำตา แล้วพูดต่อ

“ลื้อเป็นของมีค่า…ลื้อทำให้ม้าอยากมีชีวิตต่อ…อยากตื่นมาแล้วเห็นหน้าลื้อ…ม้าภูมิใจ” หมุยลี่ลูบศีรษะของลูกชายอย่างสุดรัก

“ม้า…ผมสัญญานะ ว่าจะไม่ให้ม้าทำงานหนักอีกแล้ว อีกหน่อย ผมจะทำงาน เก็บเงิน แล้วซื้อที่ดินข้างๆ นี่แหละ แล้วจะปลูกบ้านให้ม้าอยู่” ชายหนุ่มค่อยๆ เผยความฝันของตัวเองให้ม้าฟัง

“มันจะเป็นไปได้เหรออาไช้ แค่ที่เราอยู่กันนี่ก็พอแล้วมั้ง” นี่เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลย แค่มีร้านให้ค้าขายก็ดีขนาดไหนแล้ว

“ได้สิ เดี๋ยวผมทำงานเก็บเงิน ใช้ประหยัดๆ ก็ทำได้แหละน่า”

อากงในร่างอาม่านิ่งฟังลูกชายเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมา ก็ถึงกับเงียบไป เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน

“พวกลื้อเหนื่อยกันมากเลยละสิ” อากงพึมพำ

“หืม…พวกลื้อ…ก็เราสองคนนี่แหละ เหนื่อยนะ แต่นึกย้อนไปก็มีความสุขดีนะม้า…เป็นไงมั่ง พอจะจำอะไรได้บ้างมั้ยฮะ” ชายหนุ่มสบตามารดา ก็พบว่าสายตานั้นไม่ได้ว่างเปล่า ปราศจากการรับรู้แต่อย่างใด แต่แปลก มันเป็นสายตาของความเสียใจ

“แจงแต่งงานกับชัยหลังจากนั้นไม่นาน เราทำงานที่เดียวกัน ชัยเป็นคนขยัน สุภาพ แล้วก็ใจดี ที่สำคัญ เขาเป็นคนที่รักแม่มาก แจงเลือกคนไม่ผิดจริงๆ” สองสามีภรรยาหันมายิ้มให้กันอย่างขอบคุณ นางสาวเฉิดโฉมที่นั่งอยู่ไม่ห่างเห็นบรรยากาศกำลังดีจึงพลอยนั่งยิ้มไปด้วย

ในขณะที่ทุกคนกำลังยิ้มแย้มอย่างชื่นมื่น อากงกลับรู้สึกเดียวดาย ช่วงเวลาห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้ในความรู้สึกนั้นจะครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่เพียงลำพัง แต่เป็นภาวะที่ไม่ได้มีการรับรู้อะไรเลย เป็นโลกที่ว่างเปล่า เดียวดาย สิ่งที่ลูกชายเล่า จึงเหมือนเป็นการเปิดโลกใบใหม่

แล้วโลกในก่อนหน้านั้นล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงตอนนี้ อากงพอจะจำได้แล้ว ถึงวันที่เมาแล้วหลับไปบนพื้นที่แห่งนี้ ก่อนที่จะเป็นบ้านหลังนี้ แล้วหลังจากนั้นจนถึงวันที่ไช้เกิด มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“เดี๋ยวม้าขอไปเอนหลังหน่อย พวกลื้อจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ” อากงลุกขึ้นจากโต๊ะกินข้าว แล้วเดินไปเอนหลังบนเก้าอี้นวม จนหลับไปจริงๆ ทุกคนก็ปล่อยให้นอนตามสบาย ไม่รบกวน

จนค่ำ หลานชายกลับจากที่ทำงาน เห็นอากงในร่างอาม่าหลับอยู่บนเก้าอี้นวม จึงไปนั่งข้างๆ แล้วเรียกเบาๆ

“อากง…อากง…ผมกลับมาแล้ว” อากงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น

“อ้อ…อาพีร์” อากงบิดขี้เกียจ “กงหลับไปนานแค่ไหนแล้วเนี่ย…มาก็ดีละ พากงไปหลังบ้านหน่อย” อากงไม่รู้ตัวเองเลย ว่าค่อยๆ เปลี่ยนสรรพนามเรียกแทนตัวเองจากอั๊วเป็นกงไปแล้ว

“ผมออกไปกับอา…เอ่อ…อาม่าแป๊บเดียวนะฮะ ฝากบอกป๊ากับแม่ด้วย กินข้าวไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ” ชายหนุ่มตะโกนบอกพี่เฉิดที่อยู่ในครัว แล้วก็จูงมือผู้เฒ่าเดินออกไปหลังบ้าน

อากงเดินดุ่มๆ ลัดเลาะไปจนถึงริมรั้วส่วนที่ติดกับห้องแถว ชายหนุ่มเดินประกบไม่ห่าง ถึงวิญญาณอากงจะยังหนุ่ม แต่ร่างของอาม่าคือหญิงชรา ที่เขายังต้องดูแล ห่วงใย

“กงจำได้ละ…แต่ก่อนตรงนี้เคยมีต้นมะกรูด เป็นต้นเดียวที่รุกขเทวดาเขาไม่เอา เขาบอกหนามมันเยอะ กงเลยสิงที่นี่ เพราะเข้าไปในบ้านไม่ได้ เลยไม่รู้เลยว่าอาหมุยกับป๊าลื้อเขาอยู่กันยังไง” แล้วอากงก็หันกลับมามองที่บริเวณที่เป็นบ้านปัจจุบัน

“ตรงนี้เคยเป็นที่รก เขาก็ถางเอาพวกเถาวัลย์อะไรออก แล้วก็สร้างบ้าน ด้านหลังนั่นไง ต้นนั้น ที่กงบอกว่ามีรุกขเทวดา” ชายหนุ่มหันไปแล้วยกมือไหว้โดยอัตโนมัติ

“พอสร้างบ้านเสร็จ กงก็ยังอยู่ในต้นมะกรูดนะ แต่ตอนหลังมันค่อยๆ ตาย อาไช้เลยมาตัด กงเลยไปอยู่ที่เสาโน่นไง…รู้งี้ย้ายไปตั้งแต่สร้างบ้านเสร็จแล้ว สบายกว่าตั้งเยอะ”

“กงมันเป็นผีไม่มีฤทธิ์ วันๆ ก็เดินไปเดินมาแถวนี้แหละ เรียกใครก็ไม่ได้ยิน แค่จะทำให้ลมพัดเหมือนผีอื่น ยังทำไม่ได้เลย แล้วไอ้ที่มีกินก็เพราะอาม่าลื้อนี่แหละ ทำบุญส่งมาให้ตลอด” อากงโอดครวญถึงฤทธิ์เดชของตัวเอง ซึ่งหลานก็ยืนฟังเฉยๆ เพราะไม่รู้จะทำให้ลมพัดทำไม พัดลมก็มี

อากงนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “วันนี้อาไช้เล่าเรื่องตอนเด็กให้กงฟัง…อาม่าลื้อนี่เก่งเนอะ กงไม่เคยรู้เลย แล้วป๊าลื้อก็เก่ง…เขาเก่งด้วยตัวเองจริงๆ…ไม่เหมือนกง”

ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วยิ้ม จากนั้นจึงเล่าบ้าง “ป๊าเก่ง เรียนเก่งจนผมต้องพยายามให้ได้อย่างป๊า แล้วแม่ก็เก่ง ตอนหลังเขาแต่งงานกัน บริษัทเลยให้แม่ย้ายไปอยู่บริษัทอื่นในเครือ เพราะเขาไม่ให้สามีภรรยาทำงานที่เดียวกัน ซึ่งก็ดีแล้วแหละ เพราะตอนนี้ทั้งป๊าและแม่ก็ตำแหน่งใหญ่ทั้งคู่”

“แต่อาม่าก็ไม่เคยเล่าเรื่องอากงให้ฟังเลยนะ ป๊าเองยังไม่รู้เลย ผมเคยลองถามหลายหนละ แต่อาม่าก็ไม่ได้เล่า”

“กงอาจจะไม่มีอะไรน่าพูดถึงก็ได้นะอาพีร์”

 

กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ที่ข้าวฟ่างและพีร์ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน จากที่แต่เดิมชายหนุ่มกินข้าวไม่ค่อยเป็นเวลา จึงไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษมากพอจนต้องลงไปกินข้าวด้วยกัน

แต่พอมีข้าวฟ่างที่มักจะทำงานจนเพลินเหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็เลยเวลาพักไปนาน ทำให้ทั้งสองคนแทบจะเป็นปาท่องโก๋ แม้ว่าจะอยู่คนละแผนก แต่ความที่โต๊ะทำงานมีเพียงฉากกั้น เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นกันอยู่สองคน ก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กลายเป็นคู่หู จนพี่กุ้งแซวว่าเป็นคู่จิ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวหรือชายหนุ่มรู้สึกเขิน กลับยิ้มรับหน้าตาเฉย

“อะไรวะ แซวแล้วไม่เขินหน่อยเหรอ สมัยพี่นี่อายม้วนแล้วนะ” พี่กุ้งทำหน้าเซ็ง

“ก็ไม่รู้จะเขินไปทำไมอะพี่กุ้ง ตั้งแต่เรียนหนังสือมาฟ่างมีเพื่อนผู้ชายเยอะกว่าเพื่อนผู้หญิงอีก…ฟ่างชอบนะ รู้สึกสวย” หญิงสาวเคยตอบพี่กุ้งไปเมื่อหลายวันก่อน

ระหว่างที่กำลังกินข้าวเที่ยงด้วยกันที่ร้านค้าไม่ไกลจากอาคารสำนักงานมากนัก ข้าวฟ่างนึกขึ้นมาได้พอดี จึงรีบบอกสหายสนิท “พีร์…พรุ่งนี้เราเข้าแพลนท์นะ…มีมีตติ้ง” หญิงสาวหมายถึงเข้าไปประชุมที่โรงงาน ซึ่งอันที่จริงก็สามารถประชุมออนไลน์ได้ แต่หากมีเรื่องที่จำเป็นต้องเข้าไปหน้างานก็ไม่สามารถเลี่ยงได้

“เออ…กินข้าวคนเดียว เหงาเลย” ชายหนุ่มบ่นอุบ เพราะเริ่มเคยชินเสียแล้วกับการมีคู่หู

“เออ ว่าแต่เทพเขามาเข้าฝันฟ่าง หรือติดต่อมาด้วยวิธีไหนอีกหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามพลางคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก เพราะความที่ลงมาพักช้ากว่าปกติ ทำให้เหลือเวลากินข้าวไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีใครว่าอะไร หากจะทดเวลา

“ช่วงนี้ก็ไม่นะ คงให้เราหาคุณเดือนให้เจอนั่นแหละ ตอนนี้เทพคงกลับเข้าไปที่บ้านพีร์แล้วแหละ ตี่จู้เอี๊ยะนั่นไง” หญิงสาวก็กินข้าวรวดเร็วไม่แพ้กัน

“แล้วจะไปหาเจอได้ยังไงวะเนี่ย…เออ เมื่อวานป๊ากับแม่กลับมาจากญี่ปุ่น อากงตื่นเต้นใหญ่เลย เจอลูกชายเป็นครั้งแรก…จะว่าไปก็น่าสงสารเขาอยู่เหมือนกันนะ…เหมือนมารู้จักลูกชายก็ตอนที่ลูกอายุห้าสิบกว่า จะหกสิบอยู่แล้วเนี่ย” พูดจบ ชายหนุ่มก็กินก๋วยเตี๋ยวคำสุดท้ายเสร็จพอดี

“อ้าว ฟ่าง แล้วทำไมกินเหลือล่ะ…มีอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มมองหน้าเพื่อนที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“วันนี้วันโกน…” หญิงสาวพูดเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “มากันรึ่มเลย” เธอบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลังพีร์

ชายหนุ่มเข้าใจดี จึงรีบชวนเพื่อนกลับขึ้นไปบนตึก เพราะมีศาลตายายประจำตึก ซึ่งจะมีวิญญาณพเนจรน้อยหน่อย เพราะวิญญาณที่สามารถเข้าไปในตึกได้จะต้องสนิทสนมกับตายาย บางตนถึงขนาดเอาข้าวปลาอาหารที่ได้รับจากญาติที่ทำบุญไปให้มาแบ่งให้ตายายกิน โดยเฉพาะผีสาวๆ เนื่องจากในตึกมีหนุ่มออฟฟิศหล่อๆ หลายคน

“ดีนะ พูดตอนเรากินเสร็จแล้ว ไม่งั้นกินไม่ลงแน่…เราก็กลัวเป็นเหมือนกันนะ” ชายหนุ่มพูดพลางลูบแขนตัวเองที่ขนพากันลุกตั้ง

“ทำมาเป็นกลัว อากงน่ะก็ผีนะเว้ย แถมมาสิงอาม่าเธออีก”

“ก็รู้แหละ…แต่อากงไม่ได้มาในสภาพน่ากลัวไง แล้วยังเป็นผีบรรพบุรุษอีก ไม่รู้จะกลัวไปทำไม ไอ้ที่กลัวคือผีที่ไม่รู้จักต่างหาก…เรามันคนอินโทรเวิร์ต…ไม่ค่อยสนิทใครง่าย โดยเฉพาะผี”

หญิงสาวหัวเราะ ส่ายหัวกับความกลัวของเพื่อน

“ดีละ ที่ไม่เป็นอย่างเรา ไม่งั้นพีร์สติหลุดทุกวันโกนแน่…มาแต่ละท่าน ไม่เคยธรรมดา”

 



Don`t copy text!