คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 13 : ทะเลจะเยียวยาทุกสิ่ง – จริงเหรอ

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 13 : ทะเลจะเยียวยาทุกสิ่ง – จริงเหรอ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

เส้นทางระหว่างวัดกับบ้านคุณยายค่อนข้างไกล แม้ว่ารถจะไม่ติดขัดเหมือนในกรุงเทพฯ แต่ชายหนุ่มก็อยากอาสาขับรถให้หญิงสาวได้นั่งสบายๆ บ้าง

“ไม่เป็นไรเลยพีร์ เราคุ้นทางมาก…มาบ่อย มาที่นี่ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่เลยนะ…หลับตาขับยังได้… พีร์นั่งไปสบายๆ เหอะ เดี๋ยวต้องขับรถกลับกรุงเทพอีก…ส่วนเรากลับกรุงเทพพรุ่งนี้ วันนี้สบายมาก” ข้าวฟ่างอาสาอย่างใจดี

ชายหนุ่มจึงยินยอมให้หญิงสาวเป็นผู้ขับรถให้นั่ง แต่ก็อดพูดไม่ได้ “ขับปกติแหละ ไม่ต้องถึงกับหลับตาขับหรอกน่า เรายังอยากมีชีวิตต่อ” หญิงสาวได้ยินจึงหัวเราะลั่น

ใช้ระยะเวลาไม่นานเท่าไร รถก็กลับเข้าไปจอดที่บ้านของคุณยาย พีร์รีบลงจากรถ เดินลิ่วๆ เข้าไปในบ้าน เห็นคุณยายบุ้ยใบ้ไปยังอากงที่กำลังนั่งซึมอยู่ใต้ชายคาที่ทำเป็นซุ้มสร้อยอินทนิล มีดอกสีม่วงละลานตา แต่ชายแก่ในคราบหญิงชรานั่งค้อมหลังจนดูแก่ไปกว่าเดิมถนัดใจ

“อากง…เป็นไงมั่ง” หลานชายเดินมาแล้วลงนั่งจับมือทั้งสองของอากงไว้ในอุ้งมือตนเอง

“พีร์…ลื้อจะเสียใจมั้ย ถ้ากงไม่ใช่คนที่ดีพอ” อากงถามด้วยเสียงที่เบา สั่นพร่า

ชายหนุ่มนิ่งคิดไปสักพัก แล้วค่อยๆ พูดออกมา พลางสบตาอากง “ไม่รู้ฮะ…ผมไม่กล้ารับปากว่าจะไม่เสียใจ…” ชายหนุ่มพูดอย่างตรงไปตรงมา

อากงได้ยินถึงกับเงียบไปอีกครั้ง เสียงของคุณยายดังออกมาจากด้านหลัง

“พีร์…อากงก็เคยเป็นคน…อาจจะไม่ใช่คนน่ารักเท่าไหร่ แต่ใครล่ะจะดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ยายเกิดมาจนแก่ก็ยังไม่เคยเห็น”

“ฟ่างว่านะ…ที่อากงยังไม่ไปเกิด น่าจะมีเหตุผลบางอย่าง…แต่อย่างน้อย อากงก็ยังโชคดีกว่าผีอื่นๆ นะ ที่มีโอกาสที่จะทำอะไรดีๆ ก่อนที่จะต้องย้ายภพภูมิไม่ใช่เหรอ” แล้วหญิงสาวก็พูดต่อ

“แล้วอากงจำได้มั้ย ที่ฟ่างเคยบอก เทพ…ตี่จู้เอี๊ยะ เขาบอกว่า อาม่าน่ะแหละที่ทำบุญให้อากงประจำ นี่คงเป็นสาเหตุที่อากงยังได้รับโอกาสนั้นไง” สิ่งที่ข้าวฟ่างพูด ทำให้อากงยิ่งเห็นชัดถึงความดีของอาม่า ในขณะเดียวกัน ความไม่ดีของอากงก็ยิ่งชัดขึ้นตามกันไป

“อาหมุย…” อากงพึมพำพร้อมกับหลับตา แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาเป็นสาย

ชายหนุ่มเห็นสภาพอากงแล้วก็เลยตัดสินใจ หันไปถามคุณยายอย่างเกรงใจ

“คุณยายฮะ จะเป็นไรมั้ย ถ้าผมกับอากงจะขอค้างที่นี่สักคืน…อยากพาอากงเล่นน้ำทะเล”

“เอาสิ จะเป็นไรไปล่ะ นอนเสียที่นี่แหละ ห้องก็มีเหลือตั้งเยอะ ฟ่างไปให้คนจัดห้องให้ทีลูก แล้วเดี๋ยวเราไปเที่ยวกันดีกว่า กินข้าวเที่ยงช้าหน่อย แล้วพอสบายตัวแล้ว จะลงเล่นน้ำก็ตามสบายเลย”

คุณยายเชื้อเชิญในขณะที่หญิงสาวกำลังเดินกลับมาจากไปสั่งการเรื่องห้องพักพอดี จึงอาสาเป็นคนขับรถในฐานะหลานเจ้าถิ่น พีร์จึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าจากท้ายรถตนเองเผื่อไว้สำหรับให้อากงเปลี่ยนหากจะลงเล่นน้ำทะเล แล้วทั้งสี่คนก็นั่งไปในรถของข้าวฟ่างที่เปิดเพลงในรถ โดยมีพีร์เป็นนักร้องเสียงเพี้ยน และข้าวฟ่างคอยจูนให้คีย์กลับมาเป็นปกติ สองคนเล่นกันเหมือนเด็กๆ เพื่อช่วยให้อากงไม่จมอยู่กับความเศร้าจนเกินไป จนกระทั่งทั้งสี่คนเดินทางมาถึงร้านอาหาร

“ผมขออนุญาตเป็นเจ้ามือนะฮะคุณยาย เพราะผมรบกวนคุณยายมากจริงๆ อย่าปฏิเสธนะฮะ” ชายหนุ่มรีบบอก นอกจากเป็นไปตามมารยาทแล้ว ก็ยังเพื่อความสบายใจของตนเองด้วย

“เอ๊า งั้นยายจะถล่มพีร์ให้แบนเลยนะ” คุณยายหัวเราะ แล้วช่วยเลือกอาหาร จนอาหารมาเสิร์ฟ อากงจึงเริ่มสนุกกับอาหารตรงหน้า ลืมความทุกข์ใจไปชั่วขณะ

เสียงคลื่นซัดมาเบาๆ พร้อมกับลมทะเลที่พัดมาตลอด อากาศไม่สู้ร้อน ทำให้ทั้งสี่คนเพลิดเพลินจนอาหารหมดไปไม่รู้ตัว

“เดี๋ยวยายขอเอนหลังตรงเก้าอี้นั้นสักแป๊บละกัน บ่ายๆ อย่างงี้ ลูกค้าน้อย นั่งได้นานๆ เจ้าของร้านเขาใจดี ไม่ว่าหรอก” คุณยายซึ่งคุ้นเคยกับเจ้าของร้านดีเพราะเป็นร้านที่ครอบครัวมากินที่นี่บ่อยๆ

“แดดร้อนหน่อยนะ หาดตรงนี้พอจะเล่นน้ำได้ ค่อนข้างปลอดภัย เดี๋ยวรอแดดร่มกว่านี้หน่อย พีร์ค่อยพาอากงลงไป” ข้าวฟ่างแนะนำ “อ้อ ในรถเรามีหมวก เดี๋ยวไปหยิบมาให้” หญิงสาวรีบเดินไปหยิบหมวกจากในรถให้ทั้งสองคนทันที โดยที่พีร์ยังไม่ทันจะเอ่ยปากห้ามด้วยความเกรงใจ

“ฟ่างมันก็อย่างนี้แหละ เขาสบายใจที่ได้ช่วยเหลือ นิดหนึ่งเขาก็สบายใจแล้ว…ยายกลัวก็แต่ช่วยคนจนตัวเองเดือดร้อนน่ะแหละ”

หญิงสาวเดินกลับมาพร้อมหมวกใบโตๆ สองใบ แล้วส่งให้อากงกับพีร์ ชายหนุ่มพึมพำขอบคุณ แล้วหันไปชวนอากงลงไปเดินเล่นที่ชายหาด

“อากงอยากลงไปเดินมั้ย หรือจะรอเย็นกว่านี้ ผมพาไปนั่งเล่นตรงโขดหินด้านโน้นมั้ย ร่มดี” ชายหนุ่มชี้ชวน อากงพยักหน้า แล้วเดินนำลงไป

อากงรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่เห็นทะเลแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมาทะเลเลย ได้แต่ดูจากรูปถ่าย ม้าไม่ชอบปิดร้านเพื่อไปเที่ยว มันดูเหมือนคนเกียจคร้าน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเหยียบทราย ได้กลิ่นของไอเค็มจากทะเล รับรู้ถึงลมแรงที่ปะทะใบหน้า แม้ว่าจะต้องอาศัยร่างของอาม่า แต่ก็ยังดีที่ยังได้รับรู้สัมผัสจากผืนทรายเหมือนคนทั่วไปบ้าง

ตอนเด็กๆ สิ่งที่อากงเกลียดที่สุดก็คือการเปรียบเทียบกับพี่ๆ ทั้งพี่ชายที่เรียนหนังสือเก่ง และพี่สาวที่ขยันทำงานช่วยม้าขายของและทำงานบ้าน จนแม้จะแต่งงานย้ายออกไปอยู่กับสามีแล้ว ก็ยังมีหมุยลี่เข้ามาแทนที่ เพราะหมุยลี่ขยัน ช่วยแบ่งเบาม้าได้ทุกเรื่อง ค้าขายคล่อง จำราคาข้าวของได้ทั้งหมด แถมให้ขี่จักรยานไปส่งของก็ไม่เคยเกี่ยง ม้าจึงชื่นชมความขยันของหมุยลี่ให้ฟังเสมอ

‘อิจฉา!’ อยู่ๆ คำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของอากง

นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่เขายอมรับความจริงว่าที่ผ่านมา เขาอิจฉาพี่ชาย ที่เรียนเก่ง ซึ่งเขาทำแบบพี่ชายไม่ได้ อิจฉาพี่สาว ที่ขยันขันแข็งช่วยแบ่งเบางานม้า แต่ทำอย่างไรก็ไม่ดีเท่าพี่สาว จนที่สุด อิจฉาแม้แต่หมุยลี่ จะว่าไปแล้ว แม้แต่ชาญ เขาก็ยังอิจฉา เขาไม่เคยทำอะไรได้ดีเท่า มากเท่า

…หรือเขาไม่พยายามให้มากพอ หรือไม่กล้าที่จะพยายาม

อากงเรียนรู้ความคิดตนเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในช่วงเวลาที่มีชีวิต เขาเอาเท้าเดินเตะพื้นทรายเบาๆ ทรายละเอียดฟุ้งขึ้นไปตามแรงขาที่ดีด แล้วจึงถอดรองเท้าวางไว้ จากนั้นก็เดินเรื่อยไปจนลงไปในทะเลตื้นๆ ปล่อยให้น้ำซัดผ่านเท้า จนที่สุด เขาก็ลงนั่งกับพื้นที่เปียก ปล่อยให้คลื่นซัดเข้าหาตัว

พีร์เฝ้ามองอย่างเป็นห่วงอยู่ไม่ไกล คอยระวังความปลอดภัยให้อากง สักพัก อากงก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินลงไปในทะเล พีร์จึงรีบวิ่งตามไปจับตัวอากงไว้

“อากง ระวังด้วย นี่ร่างอาม่านะ ถนอมหน่อย อาม่ายังไม่ตาย” หลานชายรีบเดินมาเรียกสติอากง

“เออ…จริงด้วย” อากงเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แล้วค่อยๆ พูดต่อช้าๆ ในขณะที่กำลังยืนอยู่ในทะเลที่น้ำอยู่ประมาณเอว แล้วมีหลานชายจับแขนไว้แน่นเหมือนกลัวจะหลุดหายไป “กงไม่เคย…เขาเรียกอะไรนะ ภาษายากๆ น่ะ…ที่หมายถึง…คิดแล้วคิดอีกน่ะ”

“ไตร่ตรอง…ทบทวน…ใช่มั้ยอากง หมายถึงคิดให้ถี่ถ้วนน่ะ” ชายหนุ่มช่วยเรียบเรียง

“ใช่…มันถึงแย่อย่างนี้…กงไม่เคยรู้สึกผิดอย่างนี้มาก่อนเลย” อากงหันมามองหลานชายคนเดียว ที่กำลังประคองร่างของอาม่าอยู่ แต่ก็เป็นห่วงจิตใจของอากง ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครแสดงความเป็นห่วงแบบที่หลานชายทำ แม้ว่าม้าจะเป็นห่วงอย่างคนเป็นแม่ทั่วๆ ไป แต่ว่า ตั้งแต่ป๊าตายไป ม้าก็ไม่เคยพูดดีๆ ด้วยเลย

“พีร์…กงขอละ…ถ้าอีกหน่อยกงจำอะไรได้ทั้งหมด และพีร์รู้จักกงมากกว่านี้แล้ว…อย่าเกลียดกงนะ…ถือว่ากงขอ” แววตาเศร้าสร้อยของอากงบอกความลุแก่โทษ แค่ขโมยเงินม้า รวมถึงเมามายไม่ได้สติจนตาย ถ้าคนอื่นในบ้านเปรียบเสมือนสีขาว เขาก็เป็นสีดำ เป็นรอยกระดำกระด่างของครอบครัว

“เรื่องของอนาคตน่ากง…ไม่เกลียดหรอก” ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าวันนี้คุณยายได้เล่าอะไรให้อากงฟัง ถึงได้ดูหม่นหมองขนาดนี้ แต่ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่อยากให้รู้ เขาก็ไม่เซ้าซี้ แล้วเขาก็เลยโอบเอวอากงในร่างอาม่า แล้วพาเล่นน้ำทะเลให้สมอยาก

เสียงอากงหัวเราะชอบใจ นี่เป็นครั้งแรกที่แม้จะไม่มีชีวิต แต่ก็ยังได้อาศัยตักตวงความสุขผ่านร่างกายของอาม่า ชาตินี้เขาเป็นหนี้บุญคุณผู้หญิงคนนี้มากมายเหลือเกิน

จนเย็นย่ำ พีร์พาอากงขึ้นมาจากน้ำ แล้วพาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นจึงพากันกลับบ้านของคุณยาย

ค่ำแล้ว อากงหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่พีร์ยังออกมานั่งดูดาวที่หน้าบ้าน หลังจากที่ได้เดินไปสวัสดีคุณลุงคุณป้าของฟ่าง และพี่ป๋องที่บ้านอีกหลังที่อยู่ด้านหน้าของบ้านคุณยาย ข้าวฟ่างจึงหยิบยากันยุงมาวาง แล้วมานั่งเป็นเพื่อนที่ใต้ชายคาซุ้มสร้อยอินทนิล

หนุ่มสาวนั่งเคียงกันบนเก้าอี้ที่ปรับเอนได้ นอกชายคามีพระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงดีนัก ส่องแสงสว่างนวลตา

“อากงหลับปุ๋ยเลย…จำได้มั้ยฟ่าง ที่ตอนแรกเราสงสัยกัน ว่าเป็นเพราะอากงไม่รู้ว่าตายยังไง เลยไม่ได้ไปเกิดซะที” ชายหนุ่มถามเพื่อนผู้มีฤทธิ์มากกว่าคนทั่วไป

“เราก็สงสัยนะ ตอนแรกก็คิดว่า…พอรู้ว่าตายยังไงปุ๊บ แล้วจะแวบเหมือนในหนัง…แต่ไม่แวบแฮะ กลายเป็นนั่งทำหน้าจ๋อยเลย…หรือมันยังมีอะไรอีกมั้ง พีร์ว่ามั้ย”

“นั่นดิ…แต่เราว่า” ชายหนุ่มนิ่งคิดเพื่อจะหาถ้อยคำ “…เรียกว่าธรรมะจัดสรรได้มั้ย…แต่ดูไม่ค่อยเข้าเนอะ…คืออยู่ดีๆ ก็เหมือนค่อยๆ มีเหตุให้เรียนรู้มาทีละนิดนะฟ่าง” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะแหงนดูพระจันทร์ที่อยู่ไกลๆ อย่างสบายอารมณ์

ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาวที่สวมชุดนอนแขนยาว ขายาว เป็นลายการ์ตูนทั้งตัว กำลังนั่งมองพระจันทร์อยู่ข้างๆ อย่างชอบใจ ลูกโทนอย่างเขา พอมีเพื่อนให้พูดคุย ปรับทุกข์ มันสบายใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทำให้เขาอดยิ้มให้พระจันทร์ไม่ได้

 

หลังจากกลับจากระยอง อากงในร่างอาม่าก็ดูจะเงียบขรึมไป จนพี่เฉิดอดรนทนไม่ไหว ทำอาหารอร่อยๆ แล้วชี้ชวนให้กินให้เยอะๆ ตกเย็น ชัยและแจงก็คอยซื้อขนมอร่อยๆ กลับมาจากที่ทำงาน ส่วนหลานชายก็นับวันให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ จะได้พาอากงไปเปิดหูเปิดตา

อยู่ที่ทำงานเขาก็ได้แต่ปรับทุกข์กับข้าวฟ่าง ด้วยความเป็นห่วงอากง ซึ่งเมื่อหญิงสาวถามคุณยายว่าเล่าอะไรให้อากงฟัง ก็ได้คำตอบแต่เพียงว่า ‘ก็เรื่องจริงทั้งนั้น สมัยก่อนเฮียกวงมันก็ไม่เบาหรอกฟ่างเอ๊ย คงจะตกใจตัวเอง เลยช็อกไป เดี๋ยวก็หาย’

“เอางี้ เดี๋ยววันเสาร์เราไปดูไพ่ พีร์พาอากงมาสิ แล้วไปหาอะไรกินกัน ว่าจะดูแค่ครึ่งวันแค่นั้นแหละ ถ้าสมัยหนุ่มเปรี้ยวมากนัก แล้วพอเวลาผ่านไปเกิดตกใจพฤติกรรมตัวเอง ก็ต้องให้เวลาทำใจหน่อยละน่า เชื่อเรา”

 

เช้าวันเสาร์ ที่ ‘ธารา’ คอมมูนิตี้มอลล์แห่งเดิม โต๊ะที่มีผ้าปูจัดวางไว้พร้อมสำหรับผู้ที่จะมาใช้พื้นที่ วันนี้หญิงสาวมีผ้าโพกหัวลายคุโรมิ กำลังนั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเพลิดเพลิน เดี๋ยวเที่ยงๆ ก็ว่าจะเก็บโต๊ะแล้ว ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เด็กสาวน่าจะอายุราวๆ 14 – 15 ปี ก็เดินมาที่โต๊ะ

“พี่ขา หนูอยากดูดวง พี่คิดราคาแพงมั้ย” เด็กสาวตาเป็นประกาย พลางเหลือบไปมองชายหนุ่มที่เดินมาด้วยกัน แม่หมอหันไปมองตามสายตาคู่นั้น แล้วจับสัญญาณได้ถึงความไม่ปลอดภัย จึงรีบหาวิธีเตือนด้วยความห่วงใย

“ไม่แพงหรอกน่า ถ้าสบายใจ พี่ไม่คิดเงินด้วยซ้ำ…หนูกำลังอยากรู้เรื่องความสัมพันธ์ใช่มั้ย” แม่หมอหยั่งเชิง ก็แหม มองจากดาวอังคารก็รู้ ไม่ต้องเปิดไพ่หรอกน่า

“อุ๊ย…พี่รู้ได้ไงคะ” สาวน้อยตื่นเต้น ถึงกับนั่งลงอย่างชอบใจ พลางฉุดมือชายหนุ่มที่มาด้วยให้นั่งลงคู่กัน

“เรารักกันค่ะ ที่บ้านหนูก็ไม่ชอบใจ หนูไม่รู้จะทำยังไง” ไม่ทันจะต้องดูอะไร แม่หนูก็เปิดปากเล่าฉอดๆ เด็กหนอเด็ก…ดูแล้วเป็นเด็กมีสตางค์เสียด้วยสิ ข้าวของเครื่องใช้ล้วนมียี่ห้อทั้งนั้น

“อะ คิดเรื่องที่อยากถาม แล้วลองหยิบไพ่มาใบนึง” หญิงสาวสับไพ่ แล้ววางคว่ำ จากนั้นก็ปาดไพ่ออกให้กระจายตัว เชื่อเถอะน่าว่าต้องหยิบได้…

“อุ๊ย!” เด็กสาวร้องด้วยความตกใจ

“Devil…ปีศาจ”

 



Don`t copy text!