คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 11 : ยืนเองก็ไม่ได้ หลักยึดก็ไม่มี

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 11 : ยืนเองก็ไม่ได้ หลักยึดก็ไม่มี

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

อากงเขินหน้าแดงจนถึงหู ก็แหม ไม่เคยบอกใครเลย คิดแล้วก็อาย เอามือสองข้างบีบหัวเข่าทั้งซ้ายและขวาด้วยความเขิน แล้วพูดเบาๆ เหมือนกระซิบ

“กงชอบเขา”

ชายหนุ่มไม่ได้ยิน เสียงเพลงในรถก็ดูจะกลบเสียงอากง เขาจึงหรี่เสียงเพลงลง

“เอาใหม่ฮะ ผมไม่ได้ยิน”

“กงเคยชอบเขา” อากงพูดดังขึ้นอีกนิดหนึ่ง

“อะไรนะฮะ” ทำไมอากงพูดเบาหรือหูเขาเริ่มเสื่อม

“อุ๊วะ ไม่ได้ยินรึไง กงชอบเขา”คราวนี้อากงพูดเสียงดังฟังชัด เพราะหลานชายปิดเสียงวิทยุไปแล้ว ผู้เฒ่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหมือนหนุ่มน้อยที่แอบกระซิบบอกเพื่อนในชั้นเรียนว่าแอบชอบนักเรียนหญิง …เพียงแต่สภาพที่เห็นคือร่างของอาม่า หญิงชราอายุ 72 ปี

“อ๋อ…กิ๊กของอากงนี่เอง” ชายหนุ่มหัวเราะลั่น “…เป็นไง คุณเดือนเขาสวยมั้ยล่ะอากง”

“สวยสิ ตาโตเชียวนะ แล้วตัวเล็กๆ แต่ตัวสูงกว่าอาม่าลื้อ สูงเท่าหนูฟ่างนั่นแหละ แล้วผมยาว ถักเปียสองข้างแล้วผูกโบสีน้ำเงิน เวลาไปโรงเรียน เขาใส่เสื้อแขนยาว ถือกระเป๋าไปรอรถเมล์หน้าปากซอย กงแอบดูทุกวัน ตอนเขากลับบ้าน”

“ทำไมถึงแอบดูเขาตอนเขากลับบ้านล่ะอากง” ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้

“กงตื่นไม่ทันเขาไปโรงเรียน พอตื่นมาเขาก็ไปโรงเรียนแล้วไง ก็เลยแอบดูตอนเขากลับบ้าน” อากงสารภาพ

ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างอย่างไม่เข้าใจ อยู่กันมาได้อย่างไร อาม่าออกจะขยัน แต่คิดไปคิดมา มันก็คงเป็นวิถีชีวิตของสมัยก่อนที่เขาจะเกิดนั่นแหละ จะไปหวังให้มีความเท่าเทียมแบบสมัยนี้ก็คงยาก ใครสักคนเคยบอกไว้ว่าอย่าเอาไม้บรรทัดของเราไปตัดสินใคร

พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงแรงขึ้น ชายหนุ่มขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 36 อีกไม่นานเท่าไรก็จะถึงทางแยกที่จะไปบ้านของคุณยายของข้าวฟ่างแล้ว หันไปมองคนข้างๆ ก็ปรากฏว่าหลับคอพับคออ่อน จากตอนแรกที่ตื่นเต้นเสียเต็มประดา ทั้งตื่นเต้นที่จะได้มาเจอกิ๊กเก่า และตื่นเต้นที่จะไปจังหวัดชายทะเล เพราะตั้งแต่เกิดมาจนตายไปแล้ว อากงก็ยังไม่เคยมาทะเลกับเขาเลย

รถค่อยๆ ชะลอเมื่อถึงแยก แล้วเขาก็เลี้ยวไปตามทาง ก่อนจะลัดเลาะเข้าซอยที่ข้าวฟ่างส่งแผนที่มาให้ ชายหนุ่มค่อนข้างคุ้นเคยกับเส้นทางในตัวจังหวัดระยอง เพราะบริษัทที่เขาทำงานอยู่มีโรงงานอยู่ที่นี่ จึงเป็นจังหวัดที่เขามาค่อนข้างบ่อย ด้วยเหตุผลทางหน้าที่การงาน

รั้วบ้านที่ก่อด้วยอิฐด้านล่าง ส่วนด้านบนเป็นรั้วเหล็กโปร่ง ทำให้มองเห็นภายในบริเวณบ้านชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีแต่คนอยู่อาศัยกันมาแต่ดั้งเดิม จึงค่อนข้างปลอดภัยแม้จะมองเห็นภายในรั้วทะลุปรุโปร่ง ภายในรั้วมีบ้านสองหลัง บ้านหลังเก่า เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี แม้จะก่อสร้างมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่มีความทรุดโทรม เพราะเจ้าของคอยปรับปรุงให้ทันสมัยตลอด มีการกรุกระจกแล้วติดเครื่องปรับอากาศเพิ่มความสบาย ส่วนบ้านอีกหลังที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งสร้างได้ราวสิบกว่าปี อยู่เยื้องมาทางด้านหน้า เป็นบ้านคอนกรีตรูปทรงโมเดิร์น ตัวบ้านทอดยาวไปตามแนวกำแพงรั้ว ตามแนวของตัวบ้านปลูกต้นไม้เป็นระยะ พรางสายตาจากภายนอก ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความร่มรื่นเมื่อมองออกมาจากตัวบ้าน

รถของพีร์เลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้าน แล้วเข้าไปจอดในบริเวณที่จอดรถซึ่งอยู่ทางขวามือ มีรถจอดอยู่ก่อนแล้วสี่คัน เป็นรถของบ้านคุณยายสามคัน อีกคันเขาจำได้ว่าเป็นรถของข้าวฟ่าง เขาจึงจอดถัดจากรถของข้าวฟ่าง ชายหนุ่มดับเครื่อง แล้วลงมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร เพื่อจูงอากงลงมาจากรถ

“นั่งนาน เหน็บกิน ขอกงยืดขาก่อน ไอ้ขาของอาม่าลื้อนี่มันเส้นตึงง่ายจริง งอทีก็ดังกร๊อบ เหยียดทีก็ดังแกร๊บ…ขาคนแก่!” อากงบ่นพึมพำ

หญิงสาวออกมาจากตัวบ้านวิ่งมาหาคู่หู ในขณะที่อากงเริ่มเหยียดแข้งเหยียดขาเรียบร้อย พอสติมา ก็เริ่มรู้สึกประหม่า เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะได้เจอหนูเดือนแล้วสินะ ไม่เห็นกันตั้งนาน

“อากงขา สวัสดีค่ะ ไงพีร์ มาง่ายมั้ย” หญิงสาวหันไปถามเพื่อนที่พยักหน้าว่าเดินทางมาได้ง่ายมาก

“ปะ…คุณยายรออยู่” หญิงสาวเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน

“บ้านน่ารักดี โครงสร้างน่าจะยังดีอยู่ ดูแลดีมากเลยนะฟ่าง” ชายหนุ่มมองไปทางบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ด้านหลังอย่างชื่นชม

“บ้านเดิมสมัยคุณยายยังสาวๆ น่ะ ก่อนหน้านั้นเป็นบ้านไม้เลยนะ แต่ผุหมดแล้ว ก็เลยรื้อ แล้วก็กลายเป็นหลังที่เห็น ส่วนหลังด้านหน้านี่ของลุงกับป้าเรา” หญิงสาวอธิบายแล้วพาเดินไปจนถึงประตูหน้าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่อยู่ลึกเข้าไปทางด้านหลัง

หญิงชราท่าทางใจดี ผมซอยสั้นดูทะมัดทะแมง แต่ไม่ย้อมสีผม ปล่อยให้เป็นผมสีขาวตามธรรมชาติ สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายทางแขนสั้น กางเกงสามส่วนสีครีมสำหรับใส่อยู่บ้าน รูปร่างที่แม้จะอวบอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตนเองอ้วน แม้จะอยู่ในวัยเจ็ดสิบกว่าแล้ว

“พีร์เหรอลูก ยายเห็นมาตั้งแต่เกิด โตเป็นหนุ่มแล้ว…แล้วนี่หมุยลี่… ” คุณยายมองดูเพื่อนเก่าอย่างพิจารณา หมุยลี่ยังคงเป็นหญิงร่างเล็กเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน “เอ่อ…ฟ่างเล่าให้ฟังแล้ว…ว่าเอ่อ…อากงของพีร์ …เฮียกวงสิงหมุยลี่อยู่”

อากงที่อยู่ในร่างของอาม่า มองหญิงชราตรงหน้าด้วยความตกใจ…หนูเดือนของกวง!

“แก่!” อากงพูดอย่างที่ใจคิด

“เอ๊า! ก็ฉันยังไม่ตายไง ก็เลยมีโอกาสแก่ ไม่เหมือนเธอนี่ ไม่มีโอกาสแก่ เพราะตายซะก่อน” คุณยายสวนกลับไปทันที ทำเอาหลานทั้งสองฝ่ายถึงกับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“ไปหาที่นั่งกันก่อนดีกว่าค่ะ พีร์กับอากงเดินทางมาเหนื่อยๆ เดี๋ยวเราไปหาอะไรเย็นๆ มาให้กิน” ข้าวฟ่างรีบเดินเข้าไปในครัวที่อยู่ไม่ไกลนัก ปล่อยให้พีร์แนะนำตัวเองกับคุณยาย

“ผมเป็นเพื่อนฟ่างฮะ เจอครั้งแรก ฟ่างนั่งดูดวงอยู่ แล้วต่อมากลายเป็นเพื่อนที่ทำงาน ส่วนเรื่องอากง ฟ่างคงเล่าให้คุณยายฟังแล้ว”

“ยายชื่อแสงเดือน ตอนสาวๆ ยายไปอยู่กับป้าและลุงที่บ้านฝั่งธน ไปเรียนมัธยม แล้วอยู่จนเรียนมหาวิทยาลัยจบ ทำงานที่โน่นอีกพักใหญ่ แล้วก็กลับมาสอนหนังสือโรงเรียนที่นี่ ตอนพีร์เกิด ยายยังไปหาเลย ตอนนั้นยังไม่แก่เท่าไหร่ มากรุงเทพได้ไม่ยากอะไร ยังชมอยู่ว่าแม่เขาตั้งชื่อเรียกง่ายดี ส่วนชื่อไทยของพ่อพีร์น่ะ ยายเป็นคนตั้ง”

หญิงชรามองร่างของอาม่าอย่างคิดถึง แต่ก็รู้ว่าอากงสิงอยู่ จึงทำอะไรไม่ได้มากนัก สักพัก ข้าวฟ่างเดินถือถาดที่วางแก้วน้ำมาให้ผู้มาเยือนทั้งสอง

“ไหน เฮียกวงเล่าซิ หลังจากตายไปแล้ว เป็นยังไงมั่ง”

อากงในร่างของอาม่าที่ตอนแรกนั่งพิงหลังไปกับโซฟาอย่างสบายอารมณ์จนแทบจะยกขาขึ้นมาวาง พอได้ยินคำถามก็รีบนั่งตัวตรงพร้อมจะเล่า เหมือนคนที่ไปเที่ยวแล้วอยากเล่าให้เพื่อนฟัง

“ตอนตายนี่ก็ไม่รู้ตัวนะ เขาเรียกตายไม่รู้ตัว ตายได้ยังไงก็จำไม่ได้เลย รู้ตัวอีกทีก็เดินหาที่อยู่ อั๊วเข้าบ้านไม่ได้” อากงหมายถึงห้องแถวไม้ที่เคยอาศัยอยู่

“ต่อมาก็นั่งอยู่หลังบ้านนั่นแหละ ไม่รู้จะไปไหน แล้วฝนก็ตก อั๊วก็ไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ไม่รู้จะหลบทำไม เพราะมันไม่เปียก ตอนแรกก็กลัวฟ้าจะผ่า แต่นึกได้อีกว่า ฟ้าคงไม่ผ่าผี ก็เลยเห็นว่าในต้นไม้มีรุกขเทวดาอยู่…แต่พอจะขออยู่ด้วย เขาก็ไม่ให้ เขาบอกว่าอั๊วเป็นผีคนละชั้น ให้อั๊วไปหาต้นไม้อื่นอยู่เอง แล้วเขาก็ชี้ไปที่ต้นมะกรูด” อากงหยิบหลอดมาดูดน้ำ เพราะเล่าจนน้ำลายเป็นฟอง

“อร่อยดี น้ำบ๊วยใช่มั้ยอาฟ่าง” หญิงสาวพยักหน้า อากงดูดอีกพรวดจนหมดแก้ว “มีอีกมั้ย กงขออีกแก้ว” หญิงสาวจึงเดินหายไปในครัว คราวนี้หยิบมาทั้งขวด และถังใส่น้ำแข็งพร้อม

“อั๊วก็เลยจำใจไปสิงในต้นมะกรูด ตอนนั้นก็คิดได้ละ ว่าทำไมไม่มีใครสิงต้นมะกรูด” อากงไม่รอให้ใครถาม พูดต่อทันที “หนามเยอะจะตายห่า นี่อั๊วก็ทนๆ อยู่ในนั้นหลายปี ส่วนใหญ่ก็หลับ ตื่นมาอีกที ไอ้ไช้มันเข้าอนุบาล อั๊วก็หลับๆ ตื่นๆ บางทีก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย แล้วก็กลับเข้าไปนอนใหม่ จนมันสร้างบ้านน่ะแหละ แล้วตอนนั้นต้นมะกรูดมันจะตาย ไอ้ไช้เลยฟันทิ้ง อั๊วเลยย้ายจากมะกรูดมาอยู่ที่เสา เออ ไฟสว่างหน่อย”

“แต่อั๊วก็ยังเข้าบ้านไม่ได้อยู่ดี แต่วันดีคืนดี เหมือนอะไรทำให้อั๊วอยากเข้าไปในบ้าน แล้วอั๊วก็วื้ด” อากงทำท่าวื้ดเหมือนกำลังจะแปลงร่าง “…กลายเป็นอาม่าเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะ อาหมุยก็คงหลับๆ ตื่นๆ อยู่เหมือนที่อั๊วเคยเป็นนั่นแหละ ใช่มั้ย อาฟ่าง” อากงหันไปถาม

“ก็…ท่านก็บอกมาอย่างนั้นอะค่ะ…แล้วที่อากงยังติดอยู่ในโลกนี้ ให้เดานะ ก็น่าจะยังไม่ถึงที่ตาย แล้วเผอิญตาย กับอีกอย่างก็คือ ไม่รู้ว่าตายยังไง…คุณยายพอจะเล่าได้มั้ยคะ” ข้าวฟ่างหันมาถามคุณยาย

“ก่อนจะเล่า อั๊วไปเยี่ยวก่อนได้มั้ย” อากงพูดโพล่งขึ้นมา หลานชายแทบจะยกมือไหว้ขอโทษเจ้าของบ้านแทบไม่ทัน แต่คุณยายแสงเดือนกลับหัวเราะ แล้วไล่ให้ไปเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย จนทั้งคู่กลับมานั่งแล้ว

“ยายว่า…ฟ่างพาพีร์ออกไปข้างนอกดีกว่า…นะ เชื่อยายเถอะ” ข้าวฟ่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ จึงชวนกันออกไปข้างนอกบ้าน เมื่อทั้งสองออกไปแล้ว คุณยายจึงเริ่มเล่า

หลังจากที่หมุยลี่ตั้งท้อง ก็ยังคงต้องทำงานไม่ต่างจากเดิม ยิ่งอาอี๊เจ้าของร้านชำสุขภาพไม่แข็งแรงเลย ช่วงหลังๆ ป่วยกระเสาะกระแสะ ทำให้ต้องนั่งนิ่งๆ เป็นส่วนใหญ่ ส่วนอากวง ลูกชาย แม้จะช่วยงานมากกว่าที่เคยเป็น แต่งานหลักๆ ทั้งหลายก็ยังคงอยู่ที่หมุยลี่ เพราะเธอรู้ทุกอย่าง ว่าสินค้าแต่ละรายการราคาเท่าไร ลดราคาได้แค่ไหน

หลังๆ ไม่ต้องขี่จักรยานไปส่งของไกลๆ แล้ว เพราะนายชาญก็ลาออกไปตั้งแต่หมุยลี่เพิ่งตั้งท้องไม่นาน และม้าก็ไม่อยากให้กวงเป็นคนไปส่งของ อยากให้อยู่ในสายตามากกว่าที่จะปล่อยให้ไปตะลอนๆ ลูกค้าจึงหายไปบางส่วน แต่ร้านก็ยังพอจะอยู่ได้ไม่ลำบาก

ที่ว่าไม่ลำบากก็เพราะม้าคุมเก๊ะอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เงินทองรั่วไหล และถึงแม้ชาญจะลาออกไปช่วยงานภรรยาที่เพิ่งเปิดร้านขายข้าวแกงที่ตลาด แต่ได้ลูกชายที่แม้จะไม่ค่อยเอาไหนมาทำงานแทน

พอตอนเย็น ปิดร้านเรียบร้อย อากวงก็ชอบไปเตร็ดเตร่ กินเหล้าแล้วก็เมากลับบ้านมาทุกวัน จากวันที่เริ่มกินเซี่ยงชุนขวดแรกในวันนั้น ทำให้เขาเริ่มติดใจจนวันนี้ วันไหนไม่ได้กิน เหมือนมือไม้จะสั่น ไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน อาอี๊ก็เอือมระอา ส่วนหมุยลี่ก็คร้านจะพูด ได้แต่ปล่อยไป

วงจรชีวิตในช่วงนั้นก็ดูจะไม่มีอะไร กวงซึ่งเมาไปวันๆ หมุยลี่ก็ยังคงทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน อาอี๊ก็นั่งๆ นอนๆ เฝ้าเก๊ะ แล้วก็ด่าลูกชาย เพราะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น

จนกระทั่งวันที่หมุยลี่ท้องแก่ ใกล้คลอดเต็มที ม้าก็ตายโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นหลานชายเลยด้วยซ้ำ

งานศพจัดขึ้นตามประเพณีจีนที่ศาลเจ้าไม่ไกลจากที่บ้าน หัวเรี่ยวหัวแรงหลักคือพี่ชายคนโต และพี่สาวคนรองที่คอยวิ่งวุ่นในเรื่องรายละเอียดต่างๆ ส่วนหมุยลี่นั้น ด้วยความที่ท้องแก่ จึงถูกสั่งห้าม ไม่ต้องมาร่วมงาน จึงได้แต่นั่งเสียใจอยู่ที่บ้าน

กระทั่งวันหนึ่ง แสงเดือนเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัยที่สอบเข้าได้สมใจอยาก หลังจากจบ ม.ศ.ห้า เมื่อเธอเอาหนังสือไปเก็บที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะแบ่งข้าวปลาอาหารของที่บ้านไปให้หมุยลี่ ด้วยเห็นว่าเธออยู่เพียงลำพัง เพราะทุกคนไปอยู่ที่ศาลเจ้า อีกนานกว่าจะกลับ จากนั้นจึงค่อยกลับมาอ่านหนังสือเรียน

หญิงสาวคดข้าวใส่ปิ่นโต มีหมูทอดและผัดผักที่ป้าชบาทำไว้ให้ จากนั้นจึงวางซ้อนกันในขาปิ่นโต แล้วจึงหิ้วไปให้หมุยลี่ สาวน้อยรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ ก่อนหน้า แสงเดือนก็ไม่ได้สนิทสนมกับหมุยลี่เท่าไร ความที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนช่างคุย แต่เพราะเรื่องราวที่ผ่านมา ทำให้คนใจอ่อนอย่างแสงเดือน อดที่จะเห็นใจไม่ได้ และอยากที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่วงนี้ร้านชำปิดชั่วคราว เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของร้านจากไป ประตูบานเฟี้ยมหน้าร้านจึงเปิดไว้เพียงบานเดียว แสงเดือนเปิดประตู แล้วปรับสายตาอยู่พักหนึ่ง เพราะด้านในไม่ได้เปิดไฟ มีเสียงร้องครางเบาๆ จากด้านใน หญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงร้องเรียก

“หมุยลี่…อาหมุย” แสงเดือนตะโกนเข้าไป พลางสาวเท้าหลบหลีกข้าวของที่วางขายในร้านจนเหลือทางเดินแค่พอดีตัว

หมุยลี่หน้าตาซูบซีด นั่งเอนๆ อยู่กับพื้นด้านในสุดของร้าน มือข้างหนึ่งยันไว้กับพื้น ตรงพื้นเปียกฉ่ำไปด้วยน้ำ กระโปรงที่หมุยลี่สวมอยู่ก็เปียกฉ่ำไปหมด

“ช่วย…ด้วย…เรา…ปวด…ท้อง” เสียงกระท่อนกระแท่นดังออกมาจากร่างที่เรี่ยวแรงกำลังจะหมดลง แสงเดือนรีบตั้งสติ แม้ว่าขณะนั้นจะตื่นเต้นจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก

“รอเดี๋ยวนะ เราจะไปตามลุงมนตรี ให้เอารถมารับหมุยลี่ไปโรงพยาบาล”

 



Don`t copy text!