คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 12 : ที่เกิด – ที่ตาย

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 12 : ที่เกิด – ที่ตาย

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

หญิงสาววิ่งเร็วที่สุดในชีวิต เกิดมาก็ไม่เคยรู้สึกถึงความเป็นความตายมาก่อน พอถึงบ้าน ก็ไม่เหลือเวลาที่จะหอบอีกต่อไป ได้แต่ตะโกนร้องเรียกลุงเรียกป้าให้วุ่นวาย

“ลุงมนตรีคะ ลุง อยู่ไหนคะลุง…ป้าคะ ป้าชบา” เสียงเรียกที่กระหืดกระหอบนั้น ทำให้ลุงมนตรีที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว

“ลุงคะ หมุยลี่ปวดท้อง…จะคลอดค่ะ ช่วยด้วย หนูเห็นมีน้ำออกมา…เปียกหมดเลย” หญิงสาวละล่ำละลัก พลางเอามือกุมท้องของตัวเองเพราะความที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย วิ่งมาเร็วๆ ไม่คิดชีวิต ทำเอาจุกจนเจ็บท้องไปหมด

“เอ๊า…ทำไงดีล่ะทีนี้” ลุงมนตรียังยืนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก หญิงสาวจึงร้องบอก

“ช่วยพาหมุยลี่ไปโรงพยาบาลทีค่ะ ที่นั่นไม่มีใครอยู่เลย” ลุงมนตรีจึงตั้งสติได้จึงรีบหันไปหยิบข้าวของเป็นพัลวัน

“ไปๆ เดี๋ยวลุงหยิบกุญแจรถก่อน เดือนเปิดประตูให้ลุงที” หญิงสาวพยักหน้า แล้วเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน สำหรับให้รถยนต์ออก

“ป้าไปด้วย…เผื่อจะช่วยอะไรได้” ป้าชบารีบเดินจ้ำออกมาจากด้านในบ้าน แล้วไม่ลืมที่จะปิดสวิตช์โทรทัศน์ที่ตัวเครื่อง พร้อมกับถือกระเป๋าสำหรับออกไปข้างนอก แม้ผมเผ้ายังไม่ได้หวีให้เรียบร้อย แต่ช่างมันเถอะ เรื่องความสวยความงาม ตอนนี้ต้องไปช่วยกันน่าจะดีกว่าให้ลุงที่ไม่เคยออกลูก กับหลานสาวโสดดูแล

เพียงไม่กี่นาที รถเฟียตของลุงมนตรีก็พุ่งเข้ามาจอดหน้าร้านชำ ทั้งสามคนเข้าไปช่วยประคองจนแทบจะยกตัวหมุยลี่ออกมาขึ้นรถ แล้วแสงเดือนช่วยปิดบานเฟี้ยม ก่อนจะหันไปบอกคนงานร้านข้างบ้านว่าจะพาหมุยลี่ไปคลอด แล้วจึงรีบมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลศิริราชที่หมุยลี่ฝากท้องไว้

ระหว่างทาง หมุยลี่ร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นระยะๆ ในขณะที่ลุงมนตรีที่ไม่เคยขับรถเร็วเลย แต่ครั้งนี้แซงซ้ายแซงขวาอุตลุด โดยมีแสงเดือนช่วยดูทาง

“ซ้ายว่างค่ะลุง แซงออกมาเลย เร็วเลยค่ะ ข้างหน้าว่าง ปาดกลับเข้าไปค่ะ” หญิงสาวที่ปกติอยู่แต่ในระเบียบ กลายเป็นคนคอยบอกให้ลุงเร่งความเร็ว

“ไม่ต้องกลัวนะอาหมุย เชื่อป้า…เดี๋ยวก็ถึงมือหมอแล้ว” ป้าชบาปลอบใจสาวน้อย พร้อมกับเอามือลูบศีรษะสาวน้อยอย่างเวทนา

หมุยลี่ก็มีวัยไล่เลี่ยกับแสงเดือนหลานของตนเอง แต่เกิดมาอาภัพเหลือเกิน วันที่ต้องคลอดแท้ๆ สามีก็ไม่อยู่ แม่ผัวที่รักหมุยลี่เหมือนลูกก็มาตายจาก

ในที่สุด รถเฟียตของลุงมนตรีก็แล่นเข้ามาจอดที่อาคารผู้ป่วยนอก แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ หมุยลี่ก็ถูกพยาบาลพาขึ้นรถเข็น แล้วหายเข้าไปในห้องคลอด

ทั้งสามคนจึงพากันมานั่งรออย่างใจจดใจจ่อ พร้อมกับญาติของคนที่มาคลอดในวันเดียวกันรายอื่นๆ อีกหลายคน ทุกคนได้แต่รอ รอจนเผลอหลับไปหลายหน ทุกครั้งที่พยาบาลเดินออกมาเขียนชื่อแม่ของเด็ก เพศของทารก และเวลาเกิดบนกระดาน ก็จะมีคนที่เฝ้ารอวิ่งไปดูกันเป็นระยะๆ จนกระทั่งพยาบาลออกมาเขียนที่หน้ากระดานหน้าห้องคลอดว่า นางหมุยลี่ ได้ลูกชาย และได้แจ้งว่า คุณแม่ปลอดภัยดี ทั้งสามคนที่เฝ้ารอจึงถอนใจกันออกมาด้วยความโล่งอก

ล่วงเข้าวันใหม่ หมุยลี่จึงถูกย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องรวม เตียงนอนเรียงแทบจะชิดกัน เว้นช่องระหว่างเตียงเพียงแค่พอให้พยาบาลเข้ามาดูแลได้เท่านั้น ทั้งสามคนจึงขอตัวกลับบ้านไปก่อน เพื่อแจ้งให้กวงทราบว่าได้ลูกชาย

ป้าชบาเอามือลูบหัวหมุยลี่อย่างเมตตา

“หมุยลี่…ปลอดภัยแล้วนะลูก เดี๋ยวป้าไปบอกไอ้กวงมันให้ นอนพักให้หายเจ็บก่อน”

“หนูตั้งชื่อลูกว่าไช้ค่ะ…หนูอยาก…ให้ช่วยตั้งชื่อไทยให้ลูกหน่อยค่ะ” หมุยลี่พูดออกมาซื่อๆ อย่างที่เคยเป็นเสมอมา

“ชื่อ ‘ชัย’ มั้ย…หมายถึงชนะ หมายถึงความเจริญก็ได้นะ” แสงเดือนพูดขึ้นทันทีที่ใจคิด หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงถึงกับน้ำตาไหล

“พวกคุณ…ใจดี…ใจดีกับหนูมากเลย… ขอบคุณนะคะ หนูชอบชื่อนี้มากเลยค่ะ…ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” หมุยลี่ยกมือขึ้นพนม ป้าชบารีบจับมือหมุยลี่ไว้ แล้วปลอบใจ

“ป้ากับลุงก็เห็นหมุยเป็นลูกเป็นหลานนะ อย่ากังวลเลย…อาเจ้แกไม่อยู่แล้ว ก็ยังมีป้ากับลุงนะ มีหนูเดือนเป็นเพื่อนด้วย ตอนนี้ก็พักเถอะ อย่าคิดอะไรมากเลย”

ทั้งสามคนค่อยๆ เดินออกไปจากห้องผู้ป่วยรวม แล้วพากันออกจากโรงพยาบาล กระทั่งเลี้ยวรถเข้าไปในซอย ลุงมนตรีจอดรถที่หน้าร้านชำ แล้วหันมาบอกป้าชบาและแสงเดือน

“เดี๋ยวลุงเข้าไปบอกกวงเขาเองแล้วกันนะ สองคนรอในรถนี่แหละ” หญิงทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจ เรื่องราวของกวงเมื่อครั้งนั้น ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่หาย

สักพักใหญ่ๆ ลุงมนตรีก็เดินออกมาแล้วนั่งประจำที่คนขับ จากนั้นจึงค่อยๆ เคลื่อนรถออกไปช้าๆ เหมือนใจคนขับ

“เขาว่าไงมั่งล่ะ” ป้าชบาอดที่จะถามไม่ได้

“เขาก็เหมือนจะดีใจนะที่ได้ลูกชาย คงยังสับสนปนเปอยู่ ทางนึงแม่ก็ตายไง ก็เลยบอกไปว่าชื่อจีนชื่อไช้ ชื่อไทย ชื่อชัย เขาก็พยักหน้ารับรู้”

กระทั่งเวลาผ่านไป หมุยลี่กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน กวงยังเก้ๆ กังๆ กับการดูแลลูกชายคนแรก จนกระทั่งได้ลองอุ้ม เด็กชายไช้ก็ร้องไห้ไม่หยุด

“น่าจะเหม็นกลิ่นเหล้าเฮีย…เมื่อไหร่เฮียจะเลิกกินเหล้าล่ะ” หมุยลี่ดึงลูกกลับมาปลอบ พร้อมกับบ่นสามีอย่างไม่ชอบใจ

“อย่ามายุ่งนักเลยน่า…มันเรื่องของอั๊ว…ลื้อมีอะไรทำก็ไปทำ…ยุ่งชิกหัย” กวงบ่นอุบ แล้วก็เดินออกจากบ้านไป

จนผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ หมุยลี่จึงกลับมาเปิดร้าน ไช้นอนหลับอยู่ในเปลที่ลุงมนตรีและป้าชบาไปหามาให้ พอลูกร้องก็วิ่งมาให้นม ไช้ก็เลี้ยงง่ายเหลือเกิน กินอิ่ม แล้วก็นอนหลับ งานที่เพิ่มขึ้นมาก็คือการซักผ้าอ้อม ก็ได้ป้าชบาอีกนั่นแหละ ไปหาผ้าสาลูมาให้ตั้งเยอะแยะ ลำพังหมุยลี่เองคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ม้า…แม่ของกวงก็ตายไปแล้ว เหลือแต่เพื่อนบ้านที่แสนดี รวมถึงร้านค้าข้างๆ ก็คอยช่วยขายของในเวลาที่หมุยลี่ต้องให้นม

ในขณะที่กวงที่ไม่มีใครห้ามปรามเรื่องกินเหล้า ก็ยิ่งเพลิดเพลินกับการออกไป ‘สังสรรค์’ ยามเย็น จนบางทีก็เริ่มตั้งแต่บ่ายๆ เพราะเสียงไช้ร้องมันช่างน่ารำคาญ พอจะอุ้มก็ร้องดังกว่าเดิม ไอ้ครั้นจะช่วยงานในร้าน ก็ยุ่งยากไปหมด ของอะไรราคาเท่าไร เขาไม่เคยจำ ยังดีที่พอจะบวกลบเลขได้คล่อง เพราะเคยหัดทอนเงินมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่เคยทอนเงินขาดหรือเกิน เสียอย่างเดียว ไม่ค่อยอยู่ให้ทอน

“อาหมุย เฮียเขาออกไปกินเหล้าทุกวันนี่…ไม่เคยห้ามเขาเลยเหรอ” ลูกจ้างร้านข้างๆ เห็นกวงออกไปได้ทุกวัน จึงถามหมุยลี่ด้วยความสงสัย

“ห้ามได้ที่ไหนล่ะ ขนาดตอนม้าอยู่ ยังแอบไปกินเลย…ช่างเขาเหอะ เราก็เลี้ยงลูกไปดีกว่า” ในเมื่อห้ามอะไรไม่ได้ ก็ปล่อยไปเลยดีกว่า สิ่งสำคัญในชีวิตคือลูกต่างหาก ไม่ใช่ผัว

แต่งานที่ร้านก็มากมายหนักหนา แม่ลูกอ่อนที่ทำงานอยู่คนเดียว ตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาซักผ้า ไม่อย่างนั้นแดดจะหมดเสียก่อน จากนั้นก็ทำกับข้าว จัดร้าน ขายของ ให้นมลูก กลางคืนก็ยังตื่นมาให้นมลูก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปจนร่างกายผ่ายผอม

ป้าชบาก็คอยเตือนให้กินข้าวให้มาก บางครั้งก็หากับข้าวดีๆ มาฝาก ถ้าช่วงเย็น กวงออกไปกินเหล้า แสงเดือนก็คอยหิ้วปิ่นโตมาให้ ถึงจะอาภัพได้สามีที่ไม่ได้เรื่อง ไม่เคยช่วยงาน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือ แต่ในยามค่ำคืนที่ไม่เหลือใคร กวงก็ยังไม่กลับบ้าน หรือถึงจะกลับมาแล้วก็ได้แต่เมา ไม่ได้สติ ความรู้สึกโดดเดี่ยวก็กัดกินใจจนกร่อนไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมุยลี่ไม่ใช่คนที่ช่างเจรจา ความทุกข์ใดๆ ในชีวิตจึงแทบจะไม่ได้แพร่งพราย

เย็นย่ำแล้ว หมุยลี่เริ่มเก็บร้าน ปิดบานเฟี้ยมหน้าบ้านให้เรียบร้อย เพราะรู้ดีว่ากวงสามารถเข้าทางประตูด้านหลังบ้านได้ หญิงสาวอาบน้ำอาบท่าจนสบายตัว แต่ลมที่พัดแรง จึงทำให้ประตูหลังบานเปิดอ้า แล้วละอองฝนก็สาดเข้ามาในบ้าน หญิงสาวจึงใช้ผ้าขี้ริ้วคั่นระหว่างประตูและกรอบประตู เพื่อเวลาที่กวงกลับมาจะได้เข้าบ้านได้

แต่ด้วยความเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน เมื่ออาบน้ำจนสบายตัว กับอากาศที่เย็นสบาย สองแม่ลูกจึงหลับใหลไม่ได้สติ

คืนนั้น กวงเมาไม่ได้สติมาเหมือนเคย ฝนเริ่มตกพรำๆ ประตูบานเฟี้ยมที่ปิดสนิททุกบาน แต่ด้านข้างของบ้านเรือนไม้เป็นพื้นที่รกร้าง มีแต่คนย่านนั้นที่รู้ว่ามันมีทางลัดเลาะไปจนถึงด้านหลังของเรือนไม้ได้ กวงอาศัยเดินเข้าทางประตูหลังบ้านเหมือนทุกครั้ง

“แต่กวงก็เมาหมดสติอยู่หลังบ้าน ยังไม่ทันจะได้เข้าบ้านเลยด้วยซ้ำ คืนนั้นฝนตกหนักมาก จนน้ำจากลำรางท่วมขึ้นมาจนถึงบ้าน ขนาดว่ายกพื้นสูงขึ้นมาบ้างแล้วนะ แต่ข้าวของเสียหายไปเยอะ ตอนเช้าถึงได้เจอกวงนอนคว่ำหน้าลอยน้ำอยู่ที่ลำรางหลังบ้านนั่นแหละ” คุณยายเล่าถึงตรงนี้ กวงซึ่งนั่งหน้าซีดฟังเรื่องของตัวเองอยู่ ค่อยๆ ก้มหน้าลงด้วยความละอาย

ในขณะที่ลูก หลาน รวมถึงหมุยลี่ แม้แต่แสงเดือน สิ่งที่ทุกคนมีและเป็นในวันนี้ คือผลของการกระทำมาตลอด หมุยลี่ที่พากเพียรทำงาน หัดอ่านหนังสือ เลี้ยงลูก เลี้ยงหลานจนได้ดี ในขณะที่เขาเอง เมามาย ไม่ได้สติจนตายไป จะเอาหน้าที่ไหนไปสู้หลาน อากงในร่างของอาม่านั่งฟังเรื่องราวของตัวเองแล้วก็รู้สึกผิด ได้แต่นั่งก้มหน้า

 

หญิงสาวขับรถยนต์อย่างชำนาญเส้นทาง เธอขับออกไปทางนอกเมือง รถราตามท้องถนนมีไม่มากนัก เหมือนมีเพียงรถของเธอคันเดียวที่ขับอยู่บนถนนเส้นนั้น

“ฟ่างจะพาเราไปไหนอะ” พีร์ถามขึ้น หลังจากที่หญิงสาวพาขึ้นรถ แล้วขับออกไปไม่พูดไม่จา

“เหอะ…ไม่พาไปขายหรอกน่า” หญิงสาวสนิทกับคุณยาย มีหรือ จะอ่านสายตาของคุณยายไม่ออก อากงไม่น่าจะมีเรื่องสวยงามแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณยายก็คงให้พีร์นั่งฟังอยู่ด้วยกันแล้ว

หญิงสาวค่อยๆ ขับรถขึ้นไปตามทางชัน จนกระทั่งมาถึงวัดแห่งหนึ่ง แปลกที่ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงกระแสเย็นในใจอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้ม ต่างจากวัดหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่มีแต่ลานคอนกรีต ข้าวฟ่างผ่อนคันเร่ง แล้วขับรถเข้าไปจอดใต้ร่มไม้ ก่อนจะชวนเพื่อนชายเดินลัดเลาะไปจนถึงกุฏิที่อยู่ด้านใน

ทั้งสองนั่งรออยู่ด้านหน้ากุฏิสักพักใหญ่ๆ จนหลวงพ่อค่อยๆ เดินออกมาด้านหน้ากุฏิ ข้าวฟ่างและพีร์ก้มลงกราบอย่างเรียบร้อย

“เป็นไงมั่งล่ะ โยมฟ่าง ไม่เห็นซะนาน แล้วยายเราไม่มาด้วยเหรอ” หลวงพ่อทักทายเหมือนรู้จักครอบครัวของหญิงสาวเป็นอย่างดี

“คุณยายติดธุระค่ะ เมื่อวานหนูมาประชุมที่นี่ วันนี้เลยพาเพื่อนมากราบหลวงพ่อ” ข้าวฟ่างพูดอย่างรวบรัด ไม่ได้เอ่ยถึงสาเหตุอันยาวเหยียดที่พีร์ต้องมาที่นี่

“เออ ดีๆ เป็นหนุ่มเป็นสาว เข้าวัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราวก็ดีนะ ชีวิตมันไม่ได้ราบเรียบไปตลอดหรอก บางทีไม่รู้จะพึ่งใคร ศาสนาก็ยังพอจะเป็นที่พึ่งได้อยู่บ้าง” หลวงพ่อพูดอย่างมีเมตตา

“แต่วัดเดี๋ยวนี้มันหาดียากนี่ครับหลวงพ่อ” พีร์ค้านออกมาเบาๆ “ผมจะรู้ได้ยังไงว่าวัดไหนที่ผมจะพึ่งพาได้”

“ถามดีนะ ไอ้หนุ่มนี่… ” หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ “โยมคิดว่า ในเวลาที่เราฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่ สิ่งที่จะช่วยให้เราปกติ คือความสงบใช่มั้ย”

“ใช่ฮะ หลวงพ่อ”

“แล้วโยมคิดว่า เงิน สามารถซื้อหาความสงบในใจได้มั้ย” หลวงพ่อถามยิ้มๆ

“ไม่ได้ฮะ”

“ก็ถ้าวัดไหนเรียกหาแต่เงิน โยมก็แค่ถอยห่างเสีย ก็แค่นั้นเอง เพราะสิ่งที่โยมต้องการมันไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” ชายหนุ่มฟังแล้วพยักหน้าตาม

“ความสงบมันจะมีขึ้นได้ เพราะเราอยู่กับปัจจุบัน อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ส่วนอนาคต มันก็ยังมาไม่ถึง ถ้าโยมรู้ตรงนี้ โยมไม่ต้องมาวัดก็ยังได้”

“แต่ถ้าหน้าที่การงานของผม เป็นการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตล่ะฮะหลวงพ่อ”

“ก็โยมมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับงานที่ทำตรงหน้า ณ ปัจจุบันหรือเปล่าล่ะ…เนื้องานเป็นเรื่องของการคาดการณ์ โยมหาข้อมูลต่างๆ มา เพื่อประกอบการคาดการณ์ แต่ใจของโยมจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า นี่คืออยู่กับปัจจุบันไง” ชายหนุ่มได้ยินหลวงพ่อถึงกับยิ้มแล้วหันไปมองเพื่อนอย่างชอบใจ จึงค่อยๆ คิดเรียบเรียงเรื่องที่เป็นสาเหตุให้ต้องเดินทางมาที่นี่

“ผมมีเรื่องจะปรึกษาหลวงพ่อฮะ…อากงผม เขาตายนานแล้ว แต่ยังไม่ไปเกิดซะที”

“เขาก็มีกรรมของเขานั่นแหละ ทุกอย่างย่อมมีเหตุ มีผลของมัน…สำคัญที่ตัวเราเองนั่นแหละ อย่าไปทุกข์ไปร้อนกับกรรมที่เขาก่อ วางใจให้เป็น” ชายหนุ่มพยายามคิดตามที่หลวงพ่อสอน แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ หลวงพ่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มจึงพูดต่อ

“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรนะโยม…ฟ่างเอ๊ย…มิตรที่ดีก็ต้องเกื้อกูลกันนะลูก หนูทำถูกแล้ว ที่พาเพื่อนมาที่นี่” หญิงสาวยิ้มแป้นรับคำหลวงพ่อ

ทั้งสองกราบลาหลวงพ่อ ก่อนจะเดินออกมาจนพ้นกุฏิ

“ดีนะฟ่าง…หมายถึงที่นี่อะ…” ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากเดินกันไปเงียบๆ “กลับกันเถอะ ป่านนี้คุณยายคงจะคุยกับอากงเสร็จแล้วละ”

 



Don`t copy text!