
คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 4 : แม่หมอลายการ์ตูน
โดย : สีหมอก ดอกรัก
![]()
“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

ชายหนุ่มเห็นแม่หมอสาละวนเก็บของเรียบร้อย หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วทำท่าจะเดินจากไป จึงรีบถาม “อ้าว…แล้วคุณไม่ดูดวงต่อแล้วเหรอ”
“ดูไม่ได้แล้ว ใช้พลังหมดโควตาของวันไปแล้ว เพราะคุณน่ะแหละ” หญิงสาวพูดด้วยความไม่สบอารมณ์
“อ้าว ผมจะไปรู้อะไรด้วยล่ะ ก็เดินมาเฉยๆ คุณก็เรียก ผมก็นั่งลงนี่แหละ” หญิงสาวจึงนึกขึ้นได้
“เออ…จริงแฮะ…งั้นช่างเหอะ ไปละ…บาย” ไม่พูดพร่ำทำเพลง หญิงสาวแปลกหน้าคว้ากระเป๋าผ้าสะพายไหล่ แล้วเดินกระโปรงปลิวจากไปทันที
ชายหนุ่มยืนส่ายหัว พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นผ้าคลุมไหล่ผืนโต ลายการ์ตูนมูมินเนื้อนุ่มนิ่ม จึงหยิบขึ้นมา
“ผ้าอะไรอีกวะเนี่ย การ์ตูนทั้งตัวเลย คนอะไร” ก่อนจะเอาผ้าผืนนั้นยัดใส่กระเป๋ากางเกง ด้วยหวังว่าเดี๋ยวคงได้พบกันอีก ถ้าหาก ‘แม่หมอ’ มาตั้งโต๊ะในวันหลัง
ชายหนุ่มเดินเรื่อยเปื่อยเข้าไปในร้านกาแฟ สั่งเครื่องดื่มร้อนมานั่งจิบในบรรยากาศสงบภายในร้านที่จัดแต่งอย่างสวยงาม แสงที่สลัวนวลตาของร้านกับเสียงเพลงเบาๆ ช่วยทำให้ใจสงบขึ้นได้ง่าย เขาค่อยละเลียดกาแฟในแก้วอย่างสบายใจ จนกระทั่งเห็นใครบางคนเดินเข้ามาในร้านพร้อมถุงผ้าลายการ์ตูนยืนสั่งเครื่องดื่มอยู่ที่เคาน์เตอร์ จึงรีบลุกแล้วเดินเข้าไปหา
“คุณแม่หมอ”
“เฮ้ย คุณตามเรามาเหรอ” แม่หมอเริ่มระแวง แหม ก็พอจะรู้แหละว่าเป็นคนสวย แต่ไม่คิดว่าจะสวยจนมีคนเดินตาม
“ผมมานั่งในร้านนี้ก่อนคุณอีก จะตามคุณมาทำไม…นี่…” ว่าแล้วก็ล้วงกระเป๋า ขยุ้มผ้าเนื้อนุ่มผืนโตที่รวบเหลือก้อนเท่ากำปั้น “คุณทำตกไว้น่ะ ไม่ได้หย่อนผ้าเช็ดหน้า” แต่พอเห็นขนาดผ้าแล้วก็รีบแก้ “เอ่อ คงไม่ใช่…ผืนมันโตไปหน่อย…ไม่ได้หย่อนผ้าผืนโตให้ผมเก็บหรอกนะ”
“สำคัญตัวผิดไปละ ใครจะไปทำมูมินหล่น…โถ…ลูกแม่ ยับหมดเลย เจ็บมั้ยลูก” หญิงสาวคว้าผ้าผืนนั้นมาแล้วปลอบใจผ้า จากนั้นจึงบรรจงพับให้เรียบร้อยก่อนเก็บใส่กระเป๋า
ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะ เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเชื่อแม่หมอดีมั้ย เพราะเท่าที่เห็นก็ดูไม่ค่อยปกติเท่าไร
“ให้ใส่ชื่อว่าอะไรคะคุณลูกค้า” พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ถามหญิงสาวเพื่อที่จะเขียนชื่อบนแก้วกาแฟได้ถูก
“ฟ่าง…ชื่อข้าวฟ่าง” หญิงสาวตอบพนักงาน โดยไม่ได้สังเกตว่านอกจากพนักงานที่ยืนรอฟังชื่อแล้ว ยังมีอีกคนที่ยืนฟังอยู่
“แม่หมอข้าวฟ่าง…ดีละ ไว้ผมจะไปหา….อะไรนะ…ประเด็นปัญหาให้เจอ ได้เรื่องยังไงผมจะมาเล่าให้แม่หมอฟังนะ คุณอยู่แถวนี้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มชักสนุก อย่างน้อยเผื่อมีปัญหาเรื่องอากงจะได้ลองมาคุยกับแม่หมอดู อาจจะไม่ได้เรื่องเท่าไร แต่ก็ดีกว่าคุยกับอากงอยู่แค่สองคน มันปวดหัว
“เรามาวันหยุด เสาร์ อาทิตย์น่ะ วันธรรมดาไม่มา” หญิงสาวได้ยินพนักงานเรียกชื่อเพื่อรับกาแฟ จึงเดินไปหยิบ แล้วเดินถือแก้วกาแฟเย็นกลับมา พูดกับชายหนุ่ม
“ไปละ…ถ้ามาแล้วเจอ ก็จะเจอ ถ้าไม่เจอ ก็คือไม่เจอ” พูดจบก็เดินจากไปพร้อมกับผ้าคลุมไหล่มูมินยับๆ ที่ถูกพับเรียบร้อยอยู่ในกระเป๋า และกาแฟเย็น
ก็แหงแหละ ก็ถ้ามาแล้วไม่เจอ จะให้ไปเจอได้ยังไง ชายหนุ่มส่ายหัว แล้วเดินกลับไปยังโต๊ะที่วางแก้วกาแฟทิ้งไว้ พลางคิดว่าหมู่นี้เจอแต่อะไรแปลกๆ
รถยนต์เข้ามาจอดอย่างเรียบร้อยในโรงรถ ชายหนุ่มหิ้วถุงใส่โคมไฟอันใหม่ เดินเข้ามาในบ้าน ยังไม่ทันจะได้ไปเปลี่ยนโคมที่หัวเสา ก็เห็นอากงในร่างอาม่านั่งเอนหลังหลับสบายอยู่ที่โซฟา ก็อดยิ้มไม่ได้ มองในอีกมุม ก็เป็นโอกาสที่ดี ที่เขาจะได้รู้จักอากงและอาม่าในวัยหนุ่มสาวให้มากขึ้น เพราะอาม่าเองก็แทบไม่เคยเล่าชีวิตในวัยสาวให้ลูกหลานฟังเลย อาม่าเล่าแค่ว่าสมัยก่อนต้องทำงานหนักมาก เพราะต้องดูแลป๊า แล้วยังต้องขายของ ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ส่งเสียให้ป๊าเรียนหนังสือสูงๆ จะได้ไม่ต้องลำบาก ทำงานหลังขดหลังแข็งเหมือนอาม่า
ชายหนุ่มลงนั่งมองอากงในร่างอาม่าอย่างเพลิดเพลิน อากงตายตอนไหนกันนะ วิญญาณอากงจะแก่ตามเวลา หรือว่าจะคงวัยหนุ่มเท่ากับอายุเมื่อตอนตาย
และเหมือนอยู่ๆ ก็นึกถึงประโยคที่อากงพูดขึ้นมาได้
‘อาพีร์…อั๊วไม่รู้ว่าอั๊วตายได้ยังไง…นี่อั๊วคิดวนเวียนมาห้าสิบกว่าปีแล้ว…เอ้อ…อาพีร์…หรือเป็นเพราะอั๊วไม่รู้…เลยไม่ได้ไปเกิดซะที’
นั่นสิ หรือปมประเด็นปัญหาคือเรื่องนี้ เพราะมันก็คาใจอากงมาห้าสิบกว่าปี ถ้าเขารู้ว่าอากงตายได้อย่างไร แล้วอากงก็จะได้ไปเกิด
‘ค้นหาปมประเด็นปัญหาให้เจอ จากนั้นเขาคนนั้นจะไปตามทางของเขา’
ต้องใช่แน่ๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว ทำให้คน…เอ่อ วิญญาณที่นอนหลับอยู่ข้างๆ สะดุ้งตกใจตื่น
“อากง เดี๋ยวเรามาค้นกัน ว่าอากงตายยังไง เผื่อว่าถ้าได้คำตอบ อากงจะได้ไปเกิดซะที จะได้กินอย่างที่อยากกิน ไม่ต้องรอใครทำบุญให้ แล้วก็ไม่ต้องอาศัยร่างอาม่าแล้ว” ชายหนุ่มละล่ำละลักพูดกับคนที่เพิ่งลืมตาตื่นมานั่งงงอยู่ข้างๆ ด้วยความดีใจ
“เออ ดีๆ แต่ตอนนี้อั๊วหิวแล้วอะ” อากงตื่นมาก็พร้อมที่จะกิน
“โอ๊ย อากง ทำไมมีแต่กินกับนอน นี่กำลังโตรึไงเนี่ย”
“อาพีร์ ฟังอากงนะ อั๊วไม่ได้กินมาห้าสิบกว่าปี เกือบจะหกสิบปีแล้ว เท่าอายุป๊าลื้อเนี่ย” เมื่อได้ฟังอากงพูดแล้วคิดตาม ชายหนุ่มก็ถึงกับนิ่งไป จึงเดินไปที่ห้องครัว ก็พบพี่เฉิดกำลังเตรียมอาหาร จึงบอกให้พี่เฉิดยกมาวางที่โต๊ะกินข้าวได้เลย เพราะอาม่าหิวแล้ว
“ทำไมอาม่าลุกขึ้นมากินได้ขนาดนี้คะคุณพีร์ แต่ก่อน กว่าจะกินแต่ละคำ พี่เฉิดต้องคะยั้นคะยอแทบแย่ บางทีต้องป้อนกันเลยทีเดียว นี่กินได้เอง แล้วกินเยอะจนพี่เฉิดตามไม่ทันแล้ว ต้องออกไปซื้อกับข้าวมาทำเพิ่มให้น่ะค่ะ ไม่งั้นไม่พอกินกัน” พี่เฉิดพูดไปตักกับข้าวใส่จานไปอย่างคนขยัน ที่ไม่เคยยอมให้มือว่าง
“ฮื่อ…ก็ดีแล้วแหละพี่เฉิด กินได้เอง ไม่ต้องป้อนด้วย สบายขึ้นใช่มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีไปกว่านั้น พี่เฉิดโฉมซึ่งเลี้ยงชายหนุ่มมาแต่อ้อนแต่ออก ได้แต่พยักหน้าไปอย่างเห็นด้วย
“เออ ลืมบอก ถ้าช่วงนี้อาม่าก้าวร้าวขึ้น ก็อย่าถือสาเลยนะพี่เฉิด” ชายหนุ่มรีบพูดดักทางไว้ก่อน กลัวอากงจะออกฤทธิ์อีก เพราะพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ เขาต้องออกไปทำงาน แล้วทิ้งอากงไว้กับพี่เฉิดที่บ้าน ก็กลัวจะงานงอกตอนเขาไม่อยู่บ้าน
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ พี่เฉิดเข้าใจ พี่เฉิดอยู่กับอาม่ามาตั้งแต่คุณเกิด ก็รักเหมือนยายตัวเอง…เดี๋ยวพี่เฉิดยกกับข้าวออกไปให้ คุณพีร์ไปพาอาม่ากินข้าวเถอะ เห็นหลานมานั่งกินด้วย จะได้สบายใจ”
ข้าวหมดไปสองจาน ทำเอาคนทำกับข้าวถึงกับยิ้มหน้าบาน จนเมื่อถึงเวลาอาบน้ำจะเข้านอน อาม่าบอกพี่เฉิดว่าจะอาบน้ำเอง ไม่ต้องมาดูแล ก็ทำให้พี่เฉิดเบาแรงไปมาก แต่ก็ยังไม่วายเป็นห่วง ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ หากมีอะไรผิดปกติก็จะรีบเข้าไปช่วยได้ทัน แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ชายหนุ่มออกมายืนมองเสาริมประตูรั้ว ที่เพิ่งซ่อมโคมไฟจนเรียบร้อย เผื่อจะมีคำตอบออกมาจากเสา แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีอะไรออกมาอีก
คิดอีกทีก็คงดีเหมือนกัน ลำพังแค่อากงออกมาคนเดียวก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรต่อไปอีก แต่ในเมื่ออะไรก็แล้วแต่ที่เหนือธรรมชาติ ส่งอากงมาอยู่ในร่างอาม่าแล้ว หนทางในการค้นหาว่าอากงตายได้อย่างไรก็คงไม่ตีบตันจนเกินไป
เช้าวันจันทร์ ที่ทำงานยังคงมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของสาวๆ ที่ทักทายกัน ห้องครัวขนาดเล็ก ใช้เป็นที่รับประทานอาหารในเวลาเช้า เป็นที่รวมของพนักงานที่บ้างก็แวะมารับประทานอาหารที่ห้องนี้ บ้างก็เดินเข้ามาที่เครื่องชงกาแฟ เลือกประเภทกาแฟตามชอบใจแล้วก็เดินจากไป ชายหนุ่มก็เลือกที่จะกดกาแฟดำใส่กระบอกเก็บความร้อน เพราะเมื่อคืนหลับไม่ค่อยสนิท แล้วจึงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เพื่อเตรียมงานสำหรับพรีเซนต์ในตอนบ่าย
สักพัก เหมือนมีคนเดินมาแล้วหยุดบริเวณที่เขากำลังนั่งทำงานอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นมามอง ปรากฏว่าเป็นพี่กุ้ง พี่ในแผนกนั่นเอง กำลังพาใครสักคนเดินมาหยุดลงที่บริเวณนั้น
“เอ้า ทุกคน มากันครบแล้วเนอะ พี่พาพนักงานใหม่มาแนะนำ มาแทนเด่นที่ลาออกไปน่ะ” พี่กุ้ง พี่ใหญ่ของแผนก แม้จะเป็นหญิงร่างเล็ก แต่เสียงที่มีพลัง ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง
“นี่คือฟ่าง คณิตา จะมาทำงานแทนเด่นที่ลาออกไปน่ะ”
“สวัสดีค่ะ ชื่อข้าวฟ่างค่ะ เรียกว่าฟ่างก็ได้ ชื่อจริงชื่อคณิตา ยินดีที่ได้ร่วมงานนะคะ” หญิงสาวร่างบาง ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน มีสูทสีเทาเข้มทับ สวมกางเกงขายาวสีเดียวกับสูท รองเท้าคัตชูส้นหนาคล้ายผู้ชาย เพิ่มความคล่องตัว สะพายกระเป๋าหนังสีดำ ยิ้มกว้างทักทายทุกคน
ทุกคนในแผนกพากันยิ้มต้อนรับน้องใหม่ ยกเว้นอยู่คนเดียวที่ทำปากขมุบขมิบ ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แต่อ่านปากได้ว่า
‘แม่หมอ!’
หญิงสาวเดินมานั่งที่โต๊ะถัดจากชายหนุ่ม มีฉาก หรือที่เรียกกันว่าพาทิชันกั้นระหว่างโต๊ะทั้งสองไว้ ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะชะโงกไปทัก
“…แม่หมอฟ่าง แล้วทำไมวันนี้ไม่มีการ์ตูนล่ะ เอ้อ…เราอยู่ทีมซัพพลายเชนนะ” ชายหนุ่มบอกชื่อแผนก หญิงสาวพยักหน้ารับรู้
“หวัดดี เรียกเราว่าฟ่างก็ได้นะ…มาทำงานจะการ์ตูนได้ยังไงล่ะ เอาไว้วันหยุดโน่น” หญิงสาวอธิบายพลางหยิบเครื่องเขียนและของส่วนตัวออกมาจากกระเป๋าอีกใบที่แม้จะเป็นสีเทา แต่มีปั๊มนูนลายการ์ตูนอย่างแนบเนียน จนถ้าไม่ได้สังเกตก็จะมองไม่เห็น
ชายหนุ่มเห็นข้าวของที่หยิบออกมาจากกระเป๋าก็ถึงกับหัวเราะลั่น เพราะถึงจะแต่งตัวเรียบร้อยขนาดไหน แต่ข้าวของที่หยิบออกมา เหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางแผนกของกระจุกกระจิกในห้างสรรพสินค้าที่เขามักจะเดินผ่านอย่างไม่สนใจ และสิ่งสุดท้ายที่หญิงสาวหยิบออกมา คือตุ๊กตาปอมปอมปุรินขนาดเท่ากำปั้น
“เครื่องราง…อ้อ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอก เราเห็นแล้วสบายใจเฉยๆ น่ะ” หญิงสาวรีบบอก เพราะเห็นชายหนุ่มมองอย่างสนใจ
“ลืมบอกไป…เราชื่อพีร์ เราน่าจะเป็นรุ่นพี่เธอนะฟ่าง ไม่ต้องเรียกเราพี่ก็ได้นะ เราหน้าอ่อน” ชายหนุ่มแนะนำตัวเองพร้อมอวดความอ่อนเยาว์ไปในตัวเหมือนคนมีปม เพราะเพิ่งโดนอากงทักว่าแก่
“เรายี่สิบแปดแล้ว ไม่น่าเด็กกว่าเธอมั้งพีร์” ข้าวฟ่างกลั้นขำ เพราะถ้าเทียบความหน้าอ่อนแล้ว ข้าวฟ่างน่าจะชนะ แล้วต่างก็ซักถามถึงรหัสที่เรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเทียบรุ่นกัน
“งั้นรุ่นเดียวกัน” ทั้งสองคนสรุปพร้อมกัน
“เราอยากให้เธอเจอกับเรื่องประหลาดที่เธอเคยบอกน่ะฟ่าง” คราวนี้ชายหนุ่มทำหน้าจริงจัง
“รู้แล้วแหละ เมื่อวาน ตอนกลางคืน ท่านมาเข้าฝันเรา” หญิงสาวเล่าเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ตนเองติดต่อวิญญาณ หรือติดต่อเทพได้ โดยไม่สนใจว่าคนฟังยืนอ้าปากค้าง
“ท่านกินบุฟเฟต์เสร็จแล้วคงนึกได้ว่ายังพูดไม่หมด ก็เลยบอกว่า ทุกอย่างจัดสรรเส้นทางไว้แล้ว พรุ่งนี้จะรู้กัน…เราเลยไม่ตกใจไง…ที่เห็นพีร์ที่นี่อะ คงมีเรื่องให้ทำแหงๆ…โดนมาเยอะ”
หญิงสาวเล่าต่อว่า บางทีอาม่าข้างบ้านมาเข้าฝันว่าเบื่อไก่ต้มแล้ว ตรุษจีนให้ช่วยส่งลาบเป็ด กับชุดส้มตำไทยใส่ไข่เค็มไม่ใส่พริก พร้อมข้าวเหนียวและขนมจีนอีกสองจับให้ด้วย และต้องไม่ลืมซุบหน่อไม้ เห็นเพื่อนผีไทยได้กินแล้วอยากกินบ้าง
“เอ้อ…” ชายหนุ่มยังคงยืนงง จึงทำได้แค่เสียง ‘เอ้อ’ หลุดออกมาจากคอ
“เออ เราเข้าใจว่าพีร์ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เอาอย่างงี้ เดี๋ยวเลิกงาน พาสิ่งประหลาดมาเจอกับเราที่ ‘ธารา’ ก็ได้ เราจะไปรอที่นั่นตรงร้านกาแฟเมื่อวาน ตอนนี้ทำงานก่อน…ชวนคุย เสียงานเสียการหมด” หญิงสาวส่ายหัว
“โดนดุเลย…เออ…ได้ เดี๋ยวเย็นๆ ค่ำๆ เจอกันที่ธารา” ชายหนุ่มเอ่ยชื่อคอมมูนิตี้มอลล์ที่เขาไปเมื่อวานนี้
หญิงสาวใช้เวลาในช่วงเช้า ตั้งอกตั้งใจเรียนรู้งานที่ต้องรับผิดชอบ พี่กุ้งสอนให้เปิดดูรายงานต่างๆ ที่ต้องเรียนรู้ ระบบการคำนวณ รวมไปถึงโครงสร้างองค์กร จนเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง พี่กุ้งจึงชวนทั้งแผนกที่นับรวมแล้วสิบกว่าชีวิต ไปกินข้าวด้วยกันเป็นการต้อนรับน้องใหม่ และในช่วงบ่าย ชายหนุ่มเองก็ต้องเข้าประชุมและมีประเด็นที่ต้องระดมสมองกันมากมาย กว่าจะหลุดออกมาจากห้องประชุมได้ ร่างกายและสมองก็แทบจะแยกเป็นคนละชิ้น
ทั้งพีร์และฟ่าง จึงไม่มีเวลาที่ได้คุยกันเลย จนกระทั่งเลิกงานตอนเย็น ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วชะโงกข้ามฉากกั้น ก็พบว่าหญิงสาวกำลังจดประเด็นต่างๆ ลงสมุดอย่างตั้งใจ
“ฟ่าง…ฟ่าง” ชายหนุ่มชะโงกหน้ามาเรียกเบาๆ กลัวคนอื่นได้ยิน แล้วพูดต่อด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
“อย่าลืมที่นัดกันเย็นนี้ล่ะ จะพาสิ่งประหลาดที่ว่า มาให้เจอ”







