
คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 8 : ไม่ทันได้รักก็อกหักซะแล้ว
โดย : สีหมอก ดอกรัก
![]()
“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

หญิงสาวเหลือบตาดูกระดาษที่เขียนกลอนและแหวนอย่างสะอิดสะเอียน สภาพแวดล้อมที่เธออยู่ ไม่มีใครเขาสนใจเรื่องความสัมพันธ์แบบหญิงชายเลย โรงเรียนที่เธอเรียนก็เป็นโรงเรียนสตรี แล้วช่วงนี้ทุกคนก็พากันใส่ใจแต่เรื่องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“คุณป้าขา เอาแหวนไปคืนเถอะ หนูขนลุกไปหมดแล้ว” หญิงสาวถึงกับสะบัดคอเหมือนพะอืดพะอม กลืนก็ไม่เข้าได้แต่อยากจะคายออกมา
“โอ๊ย กลอนบ้าอะไร” ป้าชบาอ่านแล้วก็ยังทนไม่ไหว “เดี๋ยวเย็นๆ ป้าเอาไปคืนอาเจ้ที่ร้านชำเอง พรุ่งนี้ไม่ต้องไปขายขนมแล้ว” ก็ใครมันจะไปชอบความรู้สึกถูกคุกคาม คนดีๆ ที่ไหนเขาจะทำกันอย่างนี้ ป้าชบายิ่งคิดยิ่งรู้สึกขนลุกขนพอง ทนไม่ไหว นั่งสงบสติอารมณ์ให้นิ่งก่อน ขืนเดินไปตอนนี้มีหวังร้านแตก
จนบ่ายแก่ๆ ป้าชบาแน่ใจว่าอารมณ์น่าจะเย็นลงบ้างแล้ว จึงเดินไป เพราะอาเจ้ร้านชำนั่นก็บ้านใกล้เรือนเคียง
“เจ้ๆ…เจ้ ได้ยินมั้ย” เสียงตะโกนลั่นจากหน้าร้าน
“อะไร อาชบา มีอะไร ตะโกนให้ลั่น” เสียงเจ้ดังออกมาจากในร้าน แล้วเดินออกมาพร้อมกับพัดในมือคอยกระพือไล่ความร้อน
“ลูกชายเจ้ มันเอาแหวนทองมาให้หลานสาวชั้น แล้วส่งจดหมายมาด้วย นี่ลุงมันยังไม่รู้ ถ้ารู้นะ เอาตาย…นี่ชั้นเอามาคืน…แล้วเจ้บอกมันด้วย อย่าให้มันมาทำอย่างนี้ ชั้นไม่ชอบ” ไม่พูดเปล่า ส่งจดหมายและแหวนทองคำให้ เจ้เจ้าของร้านรับไปดูด้วยสายตาพร่ามัว
“อั๊วอ่านไม่ไหว อ่านให้อั๊วฟังที” มือไม้ของเจ้สั่นเทา โกรธจนน้ำตาคลอ แล้วส่งจดหมายคืนให้ป้าชบาช่วยอ่าน ป้าชบามองอย่างเห็นใจจึงอ่านให้ฟัง ตอนแรกก็ว่าหายโกรธแล้ว แต่ตอนนี้ยิ่งอ่านก็ยิ่งโกรธ
“ไปละนะ จัดการกันเอง อย่าให้มายุ่งกับหลานชั้นอีก นี่เห็นว่าเป็นคนกันเองนะ” ป้าชบาไม่อยู่รอฟังว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ด้วยไม่อยากเห็นหน้าชายหนุ่มต้นเหตุ
“ไอ้กวง! ลงมา! ลงมาเดี๋ยวนี้” เสียงเจ้ตะโกนก้องไปถึงปากซอย จนคนแถวนั้นออกมายืนมองว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งในห้องแถวติดกันถึงกับออกมาทุกห้อง ไม่ต้องขายของแล้ว จะขายเมื่อไหร่ก็ขายได้ แต่ไอ้เรื่องของชาวบ้านแบบนี้มันไม่ควรพลาด
ชายหนุ่มกลัวม้าจับใจ ยิ่งขโมยเงินไปซื้อแหวนด้วย แทนที่น้องเดือนจะเก็บไว้ ม้าก็จะไม่รู้ แต่นี่พอเอามาคืน ม้าก็รู้หมดสิ ไอ้ครั้นจะหลบอยู่ข้างบนบ้านแบบนี้ยังไงก็ไม่รอดแน่ ม้าตีตาย ลงไปข้างล่าง มีคนอยู่เยอะ ยังไงม้าก็ไม่ถึงกับฆ่าให้ตายหรอก กวงจึงเดินลงมาแข้งขาสั่น
“มะ…ม้า…” พูดได้แค่นั้นก็ชะงัก
“ไอ้กวง หนังสือก็ไม่เรียน งานก็ขี้เกียจ แล้วเอาเงินที่ไหนไปซื้อแหวนทองให้เขา…หา!” ม้าโมโหจนหายใจหอบเหนื่อย มือเท้าสะเอวข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งถือพัดแล้วชี้มาที่กวง ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยโทสะ แล้วยังมันแผล็บเพราะทำงานมาตั้งแต่เช้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ยิ่งทำให้ดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
“งะ…งะ…เงิน ง่า…ในเก๊ะ” พอจบประโยคเท่านั้นแหละ ม้าตรงรี่เข้ามาแล้วฟาดชายหนุ่มด้วยพัดไม่ยั้งมือ ฟาดให้มันสมแค้น เจ็บใจ มันเจ็บที่สุด ทำมาหากินเหนื่อยสายตัวแทบขาด ไอ้ลูกชายมันขโมยเงินไปซื้อทองให้คนอื่น
“โอ๊ย…ม้า…พอแล้ว…อั๊วกลัวแล้ว” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง ได้แต่ปัดป้องไม่กล้าสู้
“มึงกล้าขโมยเงินไปซื้อทอง มึงกล้าดียังไง ไอ้หมุยมันทำงานงกๆ สตางค์เดียวมันก็ไม่หยิบ ไอ้ชาญก็เหมือนกัน มันไม่เคยขี้ขโมย แต่มึงเป็นลูก…แทนที่จะช่วยทำมาหากิน” ม้าพูดไปร้องไห้ไป มือก็ยังไม่หยุดฟาด
ชายหนุ่มหลบซ้ายหลบขวา ไม่เจ็บตัวเท่าไร แต่มันเจ็บใจ แหวนที่ให้ก็เอามาคืน ไม่พอ ม้ายังจะด่าไม่หยุด ด่าต่อหน้าคนงานอีก ไอ้หมุย ไอ้ชาญ กูเห็นนะ มึงสองคนยืนมองกูเนี่ย ไม่คิดจะช่วย เดี๋ยวก็คงเอาไปพูดเยาะเย้ย แล้วไอ้พวกชาวบ้านที่ยืนหน้าสลอนนั่นก็อีก
ชายหนุ่มสลัดตัวทีเดียว จึงหลุดออกมาจากพายุอารมณ์ของม้า แล้ววิ่งออกไปนอกร้าน
“มึงไปเลยนะ ไอ้ลูกไม่รักดี สอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจำ ไอ้ขี้ขโมย” ม้ากระพือพัดอย่างแรงเหมือนจะดับความรุ่มร้อนในใจ ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งผิดหวัง ทำไมมันไม่ได้อย่างใจเหมือนพี่ๆ ของมันบ้าง
กวงได้แต่คับแค้นใจ อะไรกัน แค่หยิบเงินไปซื้อทอง มันผิดมากนักเหรอ ถ้าม้าได้ลูกสะใภ้สวยๆ ก็น่าจะชอบไม่ใช่เหรอ ชายหนุ่มเดินแกมวิ่งออกไปให้พ้นจากร้านอย่างเร็วที่สุด เจ็บตัวก็ใช่ แต่ความอายมันยิ่งกว่า ไอ้ร้านข้างๆ ก็มายืนมองกันเต็มไปหมด แถมอีหมุย ไอ้ชาญอีก
เขาตรงรี่ไปปากซอย รถเมล์กำลังจะมาเข้าป้ายพอดี เขาออกแรงวิ่งไล่รถเมล์ แต่ไปไม่ทัน รถเมล์ก็ไม่จอดรอ นี่เขาจะต้องผิดหวังไปเสียทุกเรื่องเลยหรือไง ขนาดรถเมล์ยังหันหน้าหนี ชายหนุ่มจึงรอรถเมล์คันต่อไป จนเมื่อรถมาจอด เขาก็ขึ้นไปนั่งซึมอยู่บนรถเมล์ รถวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ จนสุดทาง กวงจึงลงจากรถ แล้วเดินสะเปะสะปะไปตามทาง เวลานี้มันก็เย็นมากแล้ว ร้านค้าแถวนั้นก็ทยอยปิด เขามองเห็นร้านข้างหน้ามีขายของชำ คล้ายๆ กับร้านของที่บ้าน แล้วอาแปะเจ้าของร้านกำลังจะปิดร้าน กวงจึงเอาตัวเข้าไปขวางกลางประตู
“เซี่ยงชุนขวดนึง!”
อาแปะเจ้าของร้านที่กำลังจะปิดประตูสะดุ้งตกใจ อยู่ๆ มีคนมาขวางประตู แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปหยิบเหล้ามาส่งให้แต่โดยดี ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วส่งเงินให้ ก่อนที่ร้านนั้นจะปิดประตู แล้วปิดไฟ
ชายหนุ่มเงยหน้ามองแสงไฟหน้าร้านที่ดับลง ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน จึงลงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์สักพัก มองรถที่วิ่งผ่านไปมาอย่างไร้ความหมาย เขานั่งรถเมล์สายเดิมกลับไปที่บ้าน จากนั้นจึงเดินถือขวดเหล้ากลับเข้าไปในซอย ผ่านร้านชำของตัวเองที่ปิดประตูดับไฟแล้ว แต่จะไปสนใจอะไรล่ะ วันนี้ยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ถึงจะต้องกลับเข้าไปในบ้าน เขาก็รู้ว่าหลังบ้านยังเปิดประตูได้ ก็แค่เดินลัดเลาะผ่านที่รกร้างเข้าไปด้านหลังนี่แหละ
ชายหนุ่มลงนั่งกับพื้นริมรั้วของที่รกร้างที่ติดกับร้านชำ แล้วก็เปิดขวดเหล้าแล้วยกขึ้นดื่ม เกิดมาก็ไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อน อึกแรกมันช่างบาดคอจนต้องส่งเสียงคำราม
“อาห์!!”
แต่เขาว่ายิ่งดื่ม มันจะยิ่งทำให้ลืม ดี…งั้นจะดื่มให้ลืมทุกอย่างในโลกใบนี้ จากนั้น เขาก็ค่อยๆ ดื่ม ดื่มเข้าไปอีก เพียงแค่ไม่กี่อึก แต่คนที่ไม่เคยดื่มเหล้าก็ล้มตัวลงนอนพิงรั้วแล้วหลับไป ในขณะที่มีเสียงฟ้าร้องอยู่ไกลๆ
“อาม่าตื่นแล้วเหรอคะ” เสีงเฉิดโฉมร้องทัก เมื่อเห็นอาม่าผลักประตูห้องนอนออกมา แล้วเดินออกไปยืดเส้นยืดสายหน้าบ้าน เสียงนกร้องที่มันได้ยินจากหูนี่มันเพราะกว่าได้ยินตอนอยู่ในเสาเสียอีก กลิ่นใบไม้ดอกไม้มันก็สดชื่นกว่ากลิ่นธูปที่ได้ดมตอนรับส่วนบุญเป็นไหนๆ
“อ้าว อาพีร์ จะไปทำงานแล้วเหรอ” อากงในร่างอาม่าทักขึ้นเมื่อเห็นหลานชายเดินออกมาจากบ้าน กำลังจะไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่
“ใช่ฮะ…เออ ผมลืมบอก วันนี้ป๊ากับแม่กลับมาจากไปเที่ยวแล้วนะ อากงต้องทำตัวให้เหมือนอาม่าล่ะ พูดน้อยๆ ทำตัวเป็นผู้หญิงเรียบร้อยน่ะ อย่าให้ป๊ากับแม่จับได้ล่ะ กลัวเขาจะตกใจน่ะ เข้าใจมั้ย”
“เออ รู้แล้วน่า ไปทำงานเหอะ” อากงส่ายหัว โบกมือไล่ให้หลานชายรีบไปทำงาน แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน ผ่านห้องนั่งเล่นจึงแวะนั่งดูรายการข่าวภาคเช้าทางโทรทัศน์อย่างสนใจ แหม ไอ้เก้าอี้ตัวโตนี่มันนั่งสบายเสียจริง
“อาม่า มากินข้าวเถอะค่ะ วันนี้มีข้าวต้มหมู” เสียงพี่เฉิดดังมาจากในครัวที่อยู่ไม่ไกลนัก พลางยกชามข้าวต้มมาวางที่โต๊ะกินข้าว อากงในร่างอาม่าจึงลุกจากเก้าอี้นวม มาที่โต๊ะกินข้าว มองชามข้าวต้มอย่างพอใจ
“เดี๋ยวอีกสักพัก คุณชัยกับคุณแจงน่าจะมาถึงแล้วนะคะ เห็นว่าเครื่องลงเช้านี้” พี่เฉิดนั่งที่เก้าอี้แล้วชวนอากงในร่างอาม่าคุย
“อั๊วลืมไปละ ปกติอั๊วแทนตัวเองกับพวกลื้อว่ายังไงมั่ง”
“กับเฉิด กับคุณชัย กับคุณแจง เรียกว่า ‘ม้า’ ไงคะ…นั่นแน่ ลืมใช่ไหมล่ะ ส่วนเวลาแทนตัวเองกับคุณพีร์ ก็เป็นอาม่า” พี่เฉิดอธิบายเจื้อยแจ้ว
“อ้าว…แล้วทำไมลื้อเรียกอั๊ว…เอ่อ อาม่า ว่าอาม่าล่ะ…ไม่ได้เป็นหลานซักหน่อย”
“ก็เฉิดเรียกตามคุณพีร์ เพราะเลี้ยงคุณพีร์มาตั้งแต่เกิดไง ก็เลยหัดให้คุณพีร์เรียกอาม่า ตั้งแต่นั้นมาเฉิดก็เรียกอาม่ามาตลอดไงคะ…เดี๋ยวเฉิดไปซักผ้าก่อนนะคะ ถ้าอาม่าอยากกินอีกก็เรียกเฉิดได้นะ อยู่ตรงเครื่องซักผ้าตรงนั้นเอง ไม่ไกล” พี่เฉิดชี้มือไปที่ห้องที่ติดกับห้องครัวทางหลังบ้าน
“ไปเหอะ…เดี๋ยวจะเดินเล่นรอบๆ บ้านเสียหน่อย ไม่ต้องห่วง”
พื้นที่ด้านหลังบ้านหลังนี้เคยเป็นที่รกร้าง ซึ่งอยู่ติดกันกับร้านชำที่ห้องแถวไม้นั่นเอง สุดทางเป็นลำรางที่เชื่อมไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาท้ายซอย สมัยก่อนเวลากลางคืนจะน่ากลัวมาก ไฟฟ้าก็ไม่ได้สว่างไสวเหมือนเดี๋ยวนี้ แค่อาศัยอาบน้ำที่ห้องน้ำด้านหลังบ้านเสร็จก็ต้องรีบเข้าบ้านแล้ว
ตอนที่ยังเป็นวิญญาณ อากงก็เดินเล่นได้แค่ในบริเวณบ้าน ไปสุดที่ลำราง ด้านหน้าบ้านก็สุดแค่ประตูรั้ว ไม่เคยที่จะมีโอกาสเดินเข้าไปในตัวบ้าน ส่วนต้นไม้ใหญ่ๆ ก็มีเทวดายึดครองหมดแล้วทุกต้น ตอนแรกก็ว่าจะไปอาศัยนอนตามกิ่งไม้ แต่ท่านรุกขเทวดาไม่ยอม เหลือแค่ต้นมะกรูดเล็กๆ นั่น รุกขเทวดาไม่ชอบ แต่มันเหลืออยู่แค่นี้ เขาเลยต้องยอมไปสิงอยู่พักใหญ่ แม้จะไม่ค่อยชอบเพราะหนามเยอะ ก่อนจะย้ายนิวาสสถานมาสิงที่เสา
เสียงเปิดประตูรั้ว พร้อมกับเสียงโหวกเหวกด้วยความดีใจของนางสาวเฉิดโฉม ทำให้อากงเดินไปที่หน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น นี่จะได้เจอกับลูกชายแล้วสินะ อากงยืนมองชายหญิงที่ลงจากรถแท็กซี่ แล้วขนกระเป๋าเข้ามาในบ้าน
“คุณชัย คุณแจง กลับมากันแล้ว…มา เฉิดช่วยยกกระเป๋า” พี่เฉิดกุลีกุจอยกกระเป๋าเดินทางมาวางกองรวมกันในห้องนั่งเล่น
“ม้า…สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ” สองสามีภรรยาพูดพร้อมกัน เมื่อเห็นผู้เฒ่ายืนมองอยู่ ทั้งสองจึงพาจูงมานั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น พร้อมกับนั่งลงขนาบแล้วกอดไว้คนละข้างอย่างคิดถึง ไม่ทันสังเกตสีหน้าแดงก่ำของอากง ที่หันมามองชัยไม่วางตา มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาเหมือนควบคุมไม่ได้ ค่อยๆ ประคองใบหน้าของผู้เป็นลูกชาย น้ำตาที่พยายามสะกดไว้ไหลพรากอย่างช่วยไม่ได้ ปากยังคงสั่นระริก ไม่สามารถเปล่งถ้อยคำอะไรออกมาจากหัวใจได้เลย
ชายวัยกลางคนที่กำลังกอดผู้ชราให้สมกับความคิดถึง รู้สึกได้ถึงร่างกายที่สั่นเทา จึงเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ด้วยความแปลกใจ โดยไม่รู้เลยว่าภายในร่างของหญิงชราคือใคร พลางสบตาภรรยาที่นั่งอยู่อีกด้านของผู้เฒ่าอย่างไม่เข้าใจ
“ม้า…เป็นอะไร ผมกลับมาแล้วนี่ไง ไปเที่ยวกันไม่กี่วันเอง…” พูดพลางจับมือทั้งสองของมารดามาประคองไว้
“พีร์มันไลน์มาบอก…ว่าม้าหายป่วยแล้ว …และก็พาไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วย เห็นว่าปกติดี ผมกะแจงดีใจมากเลยนะม้า” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวกอดแม่ซ้ำเข้าไปอีกที
“อ่า…เอ่อ…ลื้อสบายดีมั้ย…อาไช้” อากงเปล่งเสียงออกมาได้ในที่สุด จะบอกยังไงให้เข้าใจล่ะ ว่าอั๊วคือป๊าของลื้อนะอาไช้ แต่มันพูดไม่ได้
ตั้งแต่อาไช้เกิดมา ก็ยังไม่เคยได้กอดเลย ได้แต่มองเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายตัวเล็ก จนค่อยๆ โตเป็นผู้ใหญ่ ห้าสิบกว่าปีแล้วที่เฝ้ามองลูกชายอยู่ห่างๆ แต่นี่ลูกชายตัวเป็นๆ มานั่งอยู่ตรงหน้า มีเนื้อมีหนังให้จับต้อง เขาจึงค่อยๆ ลูบผมลูกชาย ตื่นเต้นกับสัมผัสแรก แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
“สบายสิครับ มา กอดกันๆ โอ๋ๆ ไม่ร้องไห้สิ ผมซื้อขนมมาฝากตั้งเยอะเลยนะ ช็อกโกแลตที่สั่ง มีครีมทาผิวด้วยนะ…ม้าจะได้สวยๆ ไง…มีมาฝากเฉิดด้วยนะ” ชัยหันไปมองเฉิดที่กำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ “อ้าว…ไหงงั้นล่ะ ร้องไห้ทำไม” พอหันไปมองภรรยาตัวเองก็ได้แต่ขำ “โอ๊ย…แจงก็ร้องด้วย เอ้า ร้องกันใหญ่เลย สาวๆ บ้านนี้เป็นอะไรกันไปหมด มาดูของฝากกันดีกว่า…เฉิดลากกระเป๋าใบเขียวมาหน่อย ในนั้นมีถุงใส่ของฝากอยู่ แล้วก็นี่ ในถุงพลาสติกขาวๆ ขนมทั้งนั้นเลย”
ชัยและแจงช่วยกันหยิบของฝาก ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยวอร่อยๆ ไว้ให้พีร์เอาไปแบ่งเพื่อนๆ ที่ทำงาน ครีมทาผิว เครื่องสำอางต่างๆ ที่มีมาฝากทั้งอาม่า และเฉิดโฉม เสื้อผ้าสวยๆ กระเป๋าใส่ของจุกจิกลายน่ารัก เป็นที่ถูกใจของผู้รับ
“คุณชัยกับคุณแจงเลือกของเก่งจังค่ะ พี่เฉิดชอบมากเลย กระเป๋านี่น่ารักจัง จะเอาไว้ใช้เวลาไปซื้อของที่ตลาด” พี่เฉิดหยิบกระเป๋าลายน่ารักมาลองถือดู “แล้วครีมนี่น่าใช้จังเลยค่ะ ฮ้อม…หอม พี่เฉิดต้องสวยขึ้นแน่ๆ เลย”
ในขณะที่อากงไม่ได้สนใจของฝาก สนใจก็แต่ลูกชาย ลูกสะใภ้ จึงนั่งมองลูกชายและลูกสะใภ้อย่างตื้นตัน ลูกชายที่ตนเองเคยได้แต่เฝ้ามอง โตเป็นหนุ่มใหญ่ ซ้ำยังมีหลานชายหน้าตาคมคาย หล่อเหมือนอากงมันน่ะแหละ แล้วลูกสะใภ้ ซึ่งแม้จะยังไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ก็คงดูแลอาไช้ได้เป็นอย่างดี หน้าตามันถึงมีความสุขขนาดนี้
อากงจำไม่ได้เลย ว่ากอดที่อบอุ่นจากครอบครัวมันเป็นอย่างไร นี่ดีแค่ไหน แม้ว่าจะตายไปนานแล้ว ก็ยังได้สัมผัสความรู้สึกนั้น เรียกว่า…ไม่เสียชาติเกิด
อาหารมื้อเที่ยงในวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวกับลูกชาย ผู้ชรานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฟังลูกชายและลูกสะใภ้ผลัดกันเล่าถึงสถานที่ที่ไปเที่ยวมา โดยมีนางสาวเฉิดโฉมคอยซักไซ้ไล่เลียง จะว่าไป อาหมุยเขาเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ
“อาไช้…เล่าเรื่องตอนลื้อเด็กๆ ให้ม้าฟังหน่อยสิ” อากงซึ่งเดิมเป็นคนไม่มีชั้นเชิงในการพูดอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น บุตรชายจึงนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยายามทำความเข้าใจอย่างยากเย็น ว่านี่คงเป็นอาการของคนชราที่เริ่มจะหลงๆ ลืมๆ
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 8 : ไม่ทันได้รักก็อกหักซะแล้ว
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 7 : ตกหลุมรัก
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 6 : พ.ศ.2512
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 5 : คำสั่งเทวดา
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 4 : แม่หมอลายการ์ตูน
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 3 : เรื่องที่รู้มากกว่าหนึ่งคน จะไม่เรียกความลับ
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 2 : ผู้ชำนาญการสิงเสา
- READ คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 1 : อยู่ตรงนี้นานไปก็เมื่อยขบ







