คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 14 : เห็นปีศาจ

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 14 : เห็นปีศาจ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

ต่อให้ไม่ต้องหยิบไพ่ แม่หมอฟ่างก็ทายถูก มองปร๊าดเดียวก็รู้ คงต้องเตือนกันก่อน…ก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน

“ให้ระวังความสัมพันธ์ที่เกิดจากความลุ่มหลง ไว้ใจอะไรไม่ได้ ที่ผู้ใหญ่เตือนน่ะถูกแล้ว เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน ถอยได้ก็ถอย มันไม่ปลอดภัย” แม่หมอพอเริ่มพูดแล้วก็หยุดการเตือนไม่ได้ เพราะตอนนี้สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวที่ไม่ต้องมีไพ่ก็รู้สึกได้

“อ้าว…ไอ้นี่…อยากมีเรื่องเหรอ…พูดจาแบบนี้ เป็นผู้ชายนี่คว่ำไปแล้ว…ไป น้องปันปัน อย่าไปฟังอีแม่หมอบ้านี่เลย” ว่าแล้วก็รีบฉุดมือสาวน้อยข้างตัวให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที

ข้าวฟ่างเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเก็บไพ่บนโต๊ะใส่กล่องให้เรียบร้อย แล้วใส่ลงในกระเป๋ามหาสมบัติลายปอมปอมปุรินอีกที ก่อนจะรีบเดินตามสองคนนั้นไป

“โอ๊ย พี่บ๊อบบี้อย่าดึงแรงสิ หนูเจ็บ” น้องปันปันร้องบอกชายหนุ่มที่มาด้วยกัน

“โอ๋…พี่ขอโทษนะครับ ไม่ดึงแรงก็ได้ แต่วันนี้พี่ไม่มีอารมณ์เที่ยวแล้วแหละ เรารีบไปกันเถอะ” ชายหนุ่มโอบไหล่เด็กสาวที่มาด้วยพาเดินออกไปที่ลานจอดรถ ซึ่งสาวน้อยก็ไม่กล้าขัดใจ จึงยอมเดินไปด้วยกัน

“เอ๊ะ พี่บ๊อบบี้ พาหนูมาตรงนี้ทำไมอะคะ” สาวน้อยเริ่มสงสัย เพราะรถคันที่นั่งมาไม่ได้จอดตรงนี้ แถมบริเวณนี้ไม่ค่อยมีรถคันไหนมาจอดด้วย เพราะมันต้องเดินไกล บ๊อบบี้ยังคงพาน้องปันปันเดินต่อไปจนถึงรถกระบะสองตอนคันหนึ่ง

“นี่เพื่อนพี่” บ๊อบบี้ชี้ไปที่ผู้ชายที่นั่งอยู่ในรถกระบะสองตอนที่จอดอยู่ด้านในติดกำแพง เขาพยักหน้าให้กัน โดยที่ชายผู้นั้นไม่ยอมลงจากรถ “ไปกันเถอะ” บ๊อบบี้ดึงแขนเด็กสาวแล้วเปิดประตูด้านหลังคนขับ

“พี่จะพาหนูไปไหนอะ หนูไม่ไปได้มั้ย หนูกลัวพี่คนขับรถ เขาหน้าตาน่ากลัว” ปันปันเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ จึงออกแรงขัดขืน

“เอ๊ะ…ชวนไปที่ห้องดีๆ ก็ไม่ไปเองนี่นา” ก็สาวน้อยที่เหมือนตู้มหาสมบัติเคลื่อนที่คนนี้น่าสนใจใช่ย่อย ถ้าลองได้สักครั้ง เขาน่าจะเรียกทรัพย์เป็นค่าปิดปากได้อีกนานเลย เผลอๆ มีเงินใช้สบายๆ ไปเป็นปี อย่างนี้ใครจะไม่เอาล่ะ

“ก็หนูไม่อยากไป พี่พาหนูกลับเหอะ หนูไม่อยากไป” เด็กสาวเริ่มขัดขืน ระหว่างกำลังฉุดกระชากอยู่นั้น อยู่ๆ ชายหนุ่มก็เจ็บที่หัวขึ้นมาเหมือนโดนอะไรหวดเข้าเต็มแรง บ๊อบบี้จึงหันกลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นแม่หมอฟ่างกำลังถือกระเป๋าปอมปอมปุรินเตรียมจะฟาดให้อีกรอบ เขาจึงล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบมีดขึ้นมาจี้ตัวสาวน้อย

“มึงฟาดมาอีก กูแทงอีนี่จริงๆ ด้วย…ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็เข้าไปนั่งในรถดีๆ นะจ๊ะ น้องปันปันของพี่” เขาลากเสียงกวนประสาท เด็กสาวกลัวมีดที่จี้อยู่ที่เอวใจจะขาด มันโดนเนื้อจนน่าจะมีเลือดออกมาซิบๆ แล้ว จึงเข้าไปนั่งในรถแต่โดยดี

“มึงด้วย อีแม่หมอ” มือหนึ่งยังถือมีด ส่วนอีกมือหนึ่งเอื้อมมาคว้ากระเป๋าที่แม่หมอถือไว้แน่น แล้วกระชากจนเจ้าตัวเสียหลักถลามาตามกระเป๋า พอหญิงสาวทรงตัวได้ก็พยายามจะขัดขืน บ๊อบบี้จึงปล่อยมือจากกระเป๋าแล้วตบข้าวฟ่างด้วยหลังมือจนหน้าหัน แล้วใช้มีดที่ถืออยู่จี้ให้หญิงสาวเข้าไปนั่งในรถ

“เข้าไปนั่งด้วยกันเลย อีนี่ อยู่ดีไม่ว่าดี…ซื้อหนึ่งได้ถึงสองโว้ย ลาภกูแล้ว” บ๊อบบี้หัวเราะชอบใจ ก่อนจะปิดประตูแล้วรีบก้าวขึ้นรถ คนขับรถก็รู้ดีใจหาย รีบออกรถไปทันที

บ๊อบบี้หันหลังกลับมาที่ผู้โดยสารทั้งสอง แล้วเอื้อมมือเอามีดจี้ที่คอข้าวฟ่าง เพราะอยู่ใกล้มือที่สุด

“เอากระเป๋ามา” แล้วหันไปบอกเด็กสาวที่นั่งข้างๆ “มึงด้วย ไม่งั้นอีนี่คอทะลุแน่” ไม่พูดเปล่า เขาจิ้มปลายมีดลงมา โดยที่ข้าวฟ่างพยายามดันตัวไปด้านหลังเพื่อหลบปลายมีด

“ไม่ต้องหลบเลยมึง อยู่ในรถคันเดียวกันเนี่ย มึงไม่รอดหรอก…ส่งมา” เด็กสาวจึงค่อยๆ ส่งกระเป๋าชาแนล 22 สีชมพูให้อย่างแสนเสียดาย ส่วนข้าวฟ่างก็ส่งกระเป๋าปอมปอมปุรินส่งให้อย่างเสียดายไม่แพ้กัน

บ๊อบบี้คว้ากระเป๋าทั้งสองใบมาโยนไว้ตรงที่วางเท้าเบาะหน้า ทำให้แผนที่จะกดโทรศัพท์หาพีร์จึงต้องคว่ำไปอย่างน่าเสียดาย หญิงสาวพยายามจะคิดหาทางหนีทีไล่ จึงพยายามมองเส้นทางที่รถกำลังพาไป แต่ยิ่งว้าวุ่นใจก็ยิ่งคิดไม่ออก เธอจึงตั้งสติ แล้วพยายามสงบใจ คงต้องหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียแล้วสิ ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า ได้แต่หวังว่าเสียงเรียกออกจะลั่นในหัวเธอ จะดังไปเข้าหูสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เธอจึงนั่งหลับตา

“เออ ดี ว่าง่ายๆ หลับตาไปซะ ส่วนอีนั่น” บ๊อบบี้ชี้ไปที่น้องปันปัน “มึงก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว…รำคาญ หนวกหู” เสียงอ่อนหวาน น้องปันปันคะ น้องปันปันขา หายไปไหนไม่รู้ กลายเป็นเสียงตะคอกที่ทำเอาเด็กสาวกลัวจับใจ

สักพัก รถก็เข้ามาจอดหน้าอาคารพาณิชย์ที่อยู่ในซอยตัน บ๊อบบี้และคนขับรถลงมาจากรถ โดยที่คนขับรถไปลากประตูเหล็กหน้าอาคารให้เปิดออก ระหว่างนั้น ข้าวฟ่างกำลังคิดจะเปิดประตูรถแล้ววิ่งหนี แต่พอหันไปมองเห็นปันปันยังทำอะไรไม่ถูก จึงเปลี่ยนใจ ระหว่างที่บ๊อบบี้ไปเปิดประตูอาคาร คนขับรถก็มายืนคุมเชิง สักพัก บ๊อบบี้ก็วิ่งมาเปิดประตูหลังรถแล้วดึงแขนข้าวฟ่างลงมา ในขณะที่คนขับรถก็มาลากแขนปันปันลงมาแล้วพาหญิงสาวทั้งสองเข้าไปในอาคารพาณิชย์หลังนั้นอย่างทุลักทุเล

“จะเดินเข้าไปดีๆ หรือต้องใช้กำลัง” บ๊อบบี้ฉุดกระชากแขนข้าวฟ่าง ส่วนคนขับรถก็ฉุดกระชากน้องปันปัน แต่เด็กสาวร้องกรี๊ดเสียงดัง คนขับรถจึงใช้หลังมือตบจนหน้าหัน ปันปันไม่เคยโดนใครทำร้ายร่างกาย จึงได้แต่น้ำตาไหล หากแต่ไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวจะโดนอีก

“อย่าได้ขัดขืนนะมึง จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว นังแม่หมอนี่แหละ ตัวดีนัก ทำมาเป็นเตือน สมน้ำหน้ามั้ยล่ะมึง มาซะด้วยกันเลย…เดี๋ยวมึงกับกูแบ่งกันคนละคนเลยแล้วกัน” บ๊อบบี้บอกคนขับรถ

 

พีร์กำลังขับรถพาอากงมาพบกับข้าวฟ่าง เขาเปิดเพลงในรถแล้วร้องตามอย่างอารมณ์ดี สักพัก อากงจับแขนพีร์แน่น แล้วละล่ำละลักบอกหลานชาย

“อาพีร์…ตี่จู้เอี๊ยะมาบอก…เฮ้ย กงดีใจ…กงสื่อสารกับท่านได้…เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ดีใจแล้ว…ข้าวฟ่างโดนคนจับตัวไป!” อากงพูดแทบไม่เป็นภาษาแล้วในเวลานั้น

“อากง ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด” ชายหนุ่มรีบปิดเสียงวิทยุในรถทันที

“พีร์ ไปตามทางที่กงบอกเดี๋ยวนี้เลย” คราวนี้อากงเสียงดังฟังชัด จนพีร์ไม่ทันสังเกตว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เสียงที่เปล่งออกมาเป็นเสียงอาม่า แต่ครั้งนี้เป็นเสียงของผู้ชาย…เสียงอากง

ชายหนุ่มขับรถไปอย่างร้อนใจ เขาพยายามควบคุมไม่ให้มือสั่น แล้วพอนึกขึ้นได้ก็หยิบโทรศัพท์แล้วโทร.ไปหาข้าวฟ่าง แต่ไม่มีคนรับ ชายหนุ่มโทร.ซ้ำเข้าไปอีก แต่ก็ยังไม่มีคนรับสายอยู่นั่น เขาจึงโทร.ไปหาตำรวจ ก็ไม่ติดสักที เขาจึงวางโทรศัพท์ลง แล้วตั้งใจขับรถให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จนกระทั่งรถเข้าไปจอดต่อท้ายรถกระบะ ทั้งสองคนจึงพากันเข้าไปในอาคารพาณิชย์แห่งนั้น

เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุดดังออกมาจากด้านในของตัวอาคาร คนที่อยู่ด้านนอกถึงกับใจสั่น เมื่อเห็นว่าประตูเหล็กงับไว้เฉยๆ จึงกระชากเปิดอย่างแรง พร้อมกับเสียงตะโกน “หยุดเดี๋ยวนี้นะ” และขณะที่กำลังยืนอยู่ตรงประตู มองไปด้านในทั้งบ๊อบบี้และคนขับรถพยายามจะทำร้ายหญิงสาวทั้งสอง ด้วยความกลัวว่าจะวิ่งเข้าไปช่วยไม่ทัน จึงเขวี้ยงกระบอกน้ำที่ทำจากโลหะเข้าไปโดนหัวบ๊อบบี้ที่กำลังคร่อมอยู่บนตัวหญิงสาวอย่างจัง จนเขาลุกขึ้นมายืนโงนเงน โชคดีทีถือกระบอกน้ำลงมาจากรถด้วย เพราะมองหาอาวุธในรถก็ไม่มี ของแข็งสุดก็กระบอกน้ำนี่แหละ

ข้าวฟ่างจึงลุกขึ้นมา พอตั้งหลักได้ จึงเหวี่ยงขาเตะเข้าไปที่หว่างขาของบ๊อบบี้อย่างจังจนตัวงอก้มลงกุมเป้ากางเกง เธอจึงได้จังหวะ เพราะคางของเขาอยู่ในระดับเหนือเข่าพอดี จึงตีเข่าแหลมๆ เสยเข้าที่คางในมุมที่พอเหมาะ จากที่บ๊อบบี้กำลังก้มกุมเป้า ถึงกับหน้าหงาย แล้วหมดสติไปทันที พีร์ที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาถึงตัวข้าวฟ่างเพราะเขวี้ยงกระบอกนำเข้ามาก่อน จึงวิ่งตามเข้ามาช่วยกระทืบซ้ำด้วยความแค้น

ในขณะที่คนขับรถกำลังตกใจ ทำท่าจะวิ่งหนี อากงจึงเข้ามาขวาง แล้วตะโกนถามด้วยเสียงของชายหนุ่มที่อยู่ในร่างของหญิงชรา

“จะไปไหน!” ทำเอาคนขับรถตกใจอ้าปากค้าง ทำไมหญิงชราตรงหน้าถึงมีเสียงดังเป็นผู้ชาย! แถมยังเป็นชายหนุ่มด้วย! ระหว่างที่กำลังงงจนทำอะไรไม่ถูก พีร์จึงหยุดกระทืบ แล้วหยิบเอากระบอกน้ำบนพื้นที่เพิ่งขว้างไปโดนหัวบ๊อบบี้เมื่อครู่ มาฟาดโครมเข้าที่หัวของคนขับรถไปอีกแผลจนหมดสติ ก่อนจะเข้าไปกระทืบซ้ำอีกสองสามทีให้สาแก่ใจ

ข้าวฟ่างซึ่งยังมีอาการตระหนกอยู่ พอตั้งสติได้ ก็รีบพุ่งตัวเข้ามากอดพีร์จนแน่น แล้วร้องไห้อย่างสุดกลั้น ชายหนุ่มจึงลูบหลังปลอบใจจนอาการค่อยๆ ดีขึ้น แล้วหญิงสาวค่อยๆ ตั้งสติได้ จึงหันไปมองน้องปันปันว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าเด็กสาวตกใจจนเป็นลมล้มพับไปเรียบร้อยแล้ว เธอจึงผละจากชายหนุ่ม แล้วประคองเด็กสาวนอนราบ เธอหันรีหันขวางอยู่สักพัก ไม่เห็นมีอะไรที่พอจะใช้เป็นพัดได้ จึงใช้มือโบกให้ลมผ่านจะได้พอมีอากาศถ่ายเท จนสักพักสาวน้อยก็รู้สึกตัวขึ้น พอมองเห็นว่าใครกำลังช่วยอยู่ ก็ลุกขึ้นกอดข้าวฟ่าง แล้วร้องไห้ไม่หยุดอย่างเสียขวัญ

หลังจากที่ปันปันฟื้นแค่ชั่วอึดใจ ตำรวจสองนายพุ่งตัวเข้ามาในอาคารพาณิชย์ ข้าวฟ่างเห็นดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นมาบอกตำรวจทั้งสองว่าโดนฉุดมา แล้วพีร์กับอากงมาช่วย

“โห…คุณ อุตส่าห์เอาตัวรอดกันมาได้ เก่งมากเลยฮะ แล้วคุณสองคนนี่ก็อีก มาช่วยได้ทันเวลาเลย…ไอ้พวกชั่วพวกนี้ ต้องจับไปลงโทษให้หลาบจำ”

จากนั้นตำรวจจึงเข้าไปรวบตัวคนใจโฉดทั้งสองที่ยังสติไม่เต็มร้อย ซึ่งพีร์และอากงยืนคุมเชิงอยู่ ใส่กุญแจมือ แล้วประสานงานเรียกรถจากสถานีตำรวจ เพื่อให้ช่วยนำคนร้ายไปสอบสวนที่สถานีฯ เพราะคุณตำรวจทั้งสองใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะในการเข้ามาจับกุม ถ้าจะต้องพาคนร้ายกลับไปด้วยมันจะทุลักทุเลจนเกินไป

“ขอบคุณนะครับ คุณตำรวจ” พีร์กล่าวกับคุณตำรวจ แล้วถามต่อด้วยความสงสัย “แต่เมื่อกี้ผมพยายามโทรไป 191 แต่โทรไม่ติด…คุณตำรวจรู้ได้ยังไงอะฮะ ว่ามีเหตุร้ายที่นี่”

“ผมก็ไม่รู้ พูดแล้วยังขนลุก…ผมกำลังขี่มอเตอร์ไซค์กำลังจะกลับเข้าสอนอ แต่เหมือนมีเสียงกระซิบอะไรบอกให้ผมเลี้ยวมาที่นี่ แล้วผมก็เหมือนถูกรถพามา ไม่ใช่ผมพารถมา พอถึงที่นี่ เครื่องก็ดับข้างหน้าตึกนี่แหละ”

“ผมก็เหมือนกัน ผมเพิ่งออกเวร กำลังจะกลับ แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนจ่าเลยนะ ได้ยินเสียงในหูนี่แหละ แล้วแฮนด์รถก็เลี้ยวได้เอง จากนั้นก็เข้ามาจอดที่นี่แหละ” ตำรวจทั้งสองนายมองหน้ากันอย่างแตกตื่น พลางเอามือลูบแขนตัวเอง ก่อนจะหันมาบอกทุกคน

“เดี๋ยวผมขอเชิญคุณทั้งหมดไปให้การที่สถานีตำรวจก่อนนะครับ” ขณะที่กำลังพยักหน้า ข้าวฟ่างเกิดนึกขึ้นมาได้ จึงร้องเรียกตำรวจทั้งสอง

“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณตำรวจ กระเป๋าของเราสองคนอยู่ในรถนั่น” หญิงสาวห่วงปอมปอมปุริน ดูเหมือนความเป็นห่วงจะมากกว่าที่สาวน้อยเป็นห่วงชาแนล 22 สีชมพูเสียอีก

พอตำรวจได้กุญแจรถจากคนขับรถกระบะ ก็เปิดเข้าไปในรถเพื่อหยิบกระเป๋าส่งให้ ปันปันรับไปสะพายอย่างสบายใจ ในขณะที่ข้าวฟ่างหยิบกระเป๋าตัวเองมาลูบเบาๆ เหมือนจะปลอบใจ…กลัวกระเป๋าจะเสียขวัญที่ต้องไปนอนในรถโจร

ทั้งสี่คนไปนั่งรวมกันต่อหน้าสารวัตรสืบสวน โดยที่คนร้ายทั้งสองถูกควบคุมตัวเรียบร้อย สักพัก คุณแม่น้องปันปันก็เดินทางมาถึง

“คุณแม่!” เสียงเด็กสาวร้องเรียกผู้เป็นมารดาอย่างหาที่พึ่ง “ปันปันขอโทษนะคะ ฮือ…ที่…ที่…ไม่เชื่อที่คุณแม่เตือน” เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น

ผู้เป็นแม่กอดลูกสาวไว้อย่างสุดหวง แล้วปลอบใจ “ไม่เป็นไรแล้ว ปลอดภัยแล้วเนอะลูก” สองแม่ลูกร้องไห้กอดกันทำเอาแม่หมอฟ่างได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ก็รู้แหละ ว่าการไปช่วยแบบนี้อาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน แล้วมันก็เดือดร้อนจริงๆ ด้วย ต้องมานั่งแหมะอยู่ตรงนี้ แถมเจ็บตัวอีก แต่มันก็คุ้มค่าไม่ใช่เหรอ

“ขอบคุณทุกคนนะคะ ที่ช่วยน้อง” ผู้เป็นแม่หันมายกมือไหว้ ขอบคุณทุกคนอย่างซาบซึ้งใจ แล้วกอดลูกสาวไว้อีกครั้งอย่างไม่ยอมปล่อย

จนกระทั่งทุกคนเสร็จธุระจากสถานีตำรวจ จึงพากันไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำแผลให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจึงพากันออกมานั่งพักในร้านกาแฟใกล้ๆ โรงพยาบาล

“หนูขอบคุณพี่ๆ มากเลยนะคะที่มาช่วยหนู แล้วพี่ฟ่างก็ต้องมาเจ็บตัวไปด้วยเลย” พูดถึงตรงนี้ ปันปันก็ทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันผ่านไปแล้ว ก็จำเป็นบทเรียนแล้วกัน โชคดีแค่ไหนที่รอดมาได้” ข้าวฟ่างจิบน้ำ ก่อนจะพูดต่อ “ทีนี้ถ้าอีกหน่อยผู้ใหญ่เขาเตือน ปันปันก็ฟังไว้ก่อน เราอาจจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร…เรื่องธรรมดา… แต่พี่จะบอกให้ว่าพวกผู้ใหญ่ ก่อนเขาจะนิ่ง เขาก็ซิ่งกันมาก่อน เขามองออกว่าใครเป็นยังไง” ข้าวฟ่างพูดพลางลูบผมเด็กสาว

“มันร้ายกาจมากเลยนะ หวังจะเคลมเด็ก แล้วแบล็กเมล์หลายรายแล้วด้วย…ไอ้ที่รอดมาได้นี่โชคดี ส่วนพวกที่พลาดไปนี่น่าสงสารมากเลย” ผู้เป็นแม่ยังขวัญเสียไม่หาย “พรุ่งนี้ แม่จะพาปันปันไปรดน้ำมนต์…เดี๋ยวคืนนี้แม่ไล่เรียงดูก่อนว่าต้องไปวัดไหนบ้าง…โชคดีแล้วลูกเอ๊ย แม่เตือนก็ฟังบ้าง เราไม่ได้โชคดีอย่างนี้ตลอดนะ” สองแม่ลูกนั่งกอดกันอยู่อีกสักพัก ก่อนจะร่ำลาจากกัน โดยไม่ลืมที่จะขอแลกเบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อ เพราะคงยังต้องมีการจัดการกับคดีอีกนาน

ตลอดเวลา อากงนั่งฟังนิ่งๆ เหมือนกำลังทบทวนอะไรอยู่ แต่ความที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับเรื่องที่เพิ่งผจญภัยด้วยกันมา จึงไม่มีใครทันสังเกต

 



Don`t copy text!