คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 7 : ตกหลุมรัก

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 7 : ตกหลุมรัก

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

ชายหนุ่มตรงหน้ายังทำท่าเคอะเขิน ระหว่างถามราคา เดี๋ยวก็เอามือล้วงกระเป๋า เดี๋ยวก็เอามือออกมาวางข้างตัว สักพักก็เอามือจับผม ดูวุ่นวายไปหมด

“สิบตัง” หญิงสาวตอบ แอบคำนวณในใจว่าถ้าขายได้สิบชิ้น คูณด้วยสิบสตางค์ เป็นหนึ่งบาท ถึงจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชาม ไอ้ครั้นจะขอคุณป้าเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ก็นึกถึงตอนหาเงิน กว่าจะขูดมะพร้าวคั้นกะทิ บดกล้วย เจียนใบตอง ไหนจะนึ่ง ไหนจะหอบมาขาย ก็เล่นเอาไม่อยากใช้เงินเลยทีเดียว

“เอาสองอัน” ชายหนุ่มส่งเงินให้ หญิงสาวหยิบขนมใส่ถุงส่งให้ พอได้รับขนมแล้วก็ไม่ยอมไปไหน ยังคงยืนกินขนมอยู่ใกล้ๆ กับที่หญิงสาวนั่งขายของ จนหญิงสาวเริ่มรู้สึกรำคาญ จึงตวัดตามอง แล้วพูดด้วยเสียงดุๆ

“มองอะไร!…กลับบ้านได้แล้ว…ไป”

ชายหนุ่มได้ยินก็รู้สึกดีใจที่หญิงสาวพูดด้วย ถึงกับยิ้มแฉ่งเห็นฟันสามสิบสองซี่ ไม่ได้รู้เอาเสียเลยว่าผู้หญิงเขารำคาญ แต่ก็เดินกลับไปบ้านอย่างเชื่อฟัง

 

จนสาย ขนมในตะกร้าก็หมดลง หนูเดือนจึงเอาม้านั่งสองตัวซ้อนกัน แล้วเอาแขนคล้องตะกร้า เพื่อจะใช้มือทั้งสองถือม้านั่ง แล้วเดินกลับไปที่บ้านท้ายซอย วันนี้เอามาขายสามสิบชิ้น ขายได้หมดเกลี้ยง จะว่าไป ขายของนี่มันก็สนุกดีนะ อยู่บ้านต่างจังหวัด พ่อแม่ไม่เคยให้ทำเลย ทั้งที่สนุกจะตาย ถ้ากล้วยรุ่นนี้หมด น่าจะเปลี่ยนเป็นขนมฟักทองบ้าง ป้าชบาบอกว่าวิธีทำเหมือนกัน หญิงสาวคิดอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาจากด้านในของร้านชำมองออกมาเมื่อเธอเดินผ่านหน้าร้าน

ตกเย็น ฟ้าก็เริ่มครึ้ม ฝนทำท่าจะตกลงมาอีก คนค้าคนขายทั้งหลายพากันยกข้าวของที่วางอยู่ใต้ชายคา หลบเข้ามาในตัวร้าน

“เอ้า เดี๋ยวช่วยกันยกของเข้ามาแอบไว้ก่อน ฝนจะมาอีกแล้วเนี่ย…เอ้า หมุย ช่วยหน่อย…ชาญ ไปช่วยกันลากกระสอบนั่นเขยิบมาหน่อย…เร็วเข้า เดี๋ยวข้าวของเสียหมด” เสียงม้าสั่งคนงานให้วุ่นวาย กวงรีบฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังยกของกันชุลมุน หยิบเอาเงินในเก๊ะใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนที่แอบทำมาแล้วหลายครั้ง

ทุกอย่างเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว แล้วชายหนุ่มก็รีบวิ่งไปช่วยคนงานชายขยับข้าวของ แต่ไม่ได้ออกแรงอะไรเยอะหรอก แค่ทำท่าว่าหนักแค่นั้นแหละ

“โอย เหนื่อย” หญิงวัยกลางคนพูดพลางหยิบพัดที่วางอยู่แถวนั้นมาโบกกระพือให้คลายร้อน ทั้งอากาศที่อบอ้าว รวมทั้งร่างกายที่อ้วนพี ยิ่งทำให้รู้สึกร้อนมากกว่าปกติ เด็กสาวคนเดียวในที่นั้นรีบไปรินน้ำชาลงในถ้วย แล้วส่งให้

“ขอบใจ ลื้อนี่รู้ใจอั๊วจริงๆ นะอาหมุย” เด็กสาวยิ้ม ไม่พูดอะไร

“ไอ้กวง แหม….ทำมาเป็นยกของ อย่าคิดนะว่าอั๊วไม่รู้…หน็อย…ทำเป็นออกแรง แต่ให้ไอ้ชาญยกน่ะ” พอน้ำชาเข้าปากก็ดูเหมือนจะมีแรงด่าลูกชายคนเล็กที่ไม่ค่อยจะได้อย่างใจ

“ให้เรียนหนังสือ…ก็ขี้เกียจ…ให้ทำงาน ก็ยังจะขี้เกียจ…ชีวิตมึงจะดีได้บ้างมั้ย” จากลื้อก็เปลี่ยนเป็นมึงได้ทันทีตามอารมณ์

“ทำไมไม่เอาอย่างพี่ๆ เราบ้าง ฮะ ตัวอย่างดีๆ ก็มี…ไม่ทำ” พอได้เริ่มแล้วเห็นทีจะหยุดยาก น้ำชาเข้าปากแล้วยากจะหยุด พอวางถ้วยชาก็คว้าพัดมากระพือไล่ความร้อนจากอากาศและอารมณ์

“โอ๊ย…รำคาญ…ไปดีกว่า” แล้วชายหนุ่มก็เดินปึงๆ ขึ้นไปที่ชั้นสองของเรือนไม้ เขาเดินไปที่หัวนอน มีหนังสือเรียนที่ไม่ค่อยได้อ่านวางซ้อนกันอยู่สามสี่เล่ม เขาหยิบเล่มที่สองออกมาเปิดออก แล้วสอดเงินที่เพิ่งหยิบมาวันนี้เข้าไปในหนังสือ แต่คิดไปคิดมา หยิบมานับอีกดีกว่า ตอนนี้ก็ได้ร้อยกว่าบาทแล้ว ขโมย…เอ้ย หยิบมาหลายเดือน ม้ายังไม่รู้เลยว่าเงินหาย ชายหนุ่มแอบยิ้มแล้วปิดหนังสือ จากนั้นจึงเอาอีกเล่มวางทับไว้

เดี๋ยวหนูเดือนเขาจะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเป็นผู้หญิง จะเรียนอะไรเยอะแยะ เดี๋ยวเกิดไปเจอหนุ่มหล่อๆ กวงจะทำยังไง ชายหนุ่มได้แต่คร่ำครวญในใจ พลางหยิบหนังสือมาเปิดแล้วนับเงินอีกเป็นรอบที่ร้อย รู้ทั้งรู้ว่านับให้ตายเงินก็ไม่เพิ่มขึ้นหรอก แต่มันสบายใจ

แต่ตอนนี้เห็นทีต้องตัดใจจากเงินก้อนนี้แล้ว มันมีเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เงินแล้วสินะ ชายหนุ่มหยิบเงินทั้งหมดออกมาแล้วใส่กระเป๋ากางเกง ค่อยๆ ย่องลงไปข้างล่าง

“จะไปไหน! ฝนก็จะตกอยู่แล้ว ยังจะไม่อยู่บ้าน” ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว

“เออน่า ไปบ้านฮง เดี๋ยวมา” เขาตอบส่งๆ ไปอย่างนั้นแหละ ม้าไม่ออกไปดูหรอกว่าเขาไปบ้านฮงจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีลูกค้า ม้าก็เฝ้าเก๊ะไม่ไปไหนอยู่แล้ว ชายหนุ่มคิดพลางรีบสาวเท้าออกไปจากบ้าน ก่อนจะต้องมาได้ยินเสียงบ่นไม่รู้จบ

พอเดินออกมาถึงปากซอย ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ แวะบ้านฮงหน่อยก็ดี บ้านฮงเป็นร้านถ่ายรูป เผื่อจะชวนฮงไปเป็นเพื่อน แต่เมื่อไปถึงบ้านฮง ป๊าของฮงกำลังยืนตัดขอบรูปถ่ายเพื่อรวบรวมใส่ซองให้ลูกค้า แล้วพูดขึ้นว่า

“ฮงมันไม่อยู่หรอก ม้าใช้ให้มันไปซื้อของ” ป๊าพูดแต่ตามองงานที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่ป๊าหรอกที่สนใจสิ่งตรงหน้า เพราะชายหนุ่มเพื่อนฮงคนนี้ก็กำลังสนใจรูปถ่ายที่ป๊ากำลังตัดขอบอยู่เหมือนกัน เพราะมันคือรูปของหญิงสาวที่เขาคิดถึงอยู่ทุกวินาที

“ช่วงนี้ป๊างานเยอะเหรอ” ชายหนุ่มชวนคุย แต่ตามองจ้องรูปถ่าย

“เรื่อยๆ แหละ” แล้วป๊าก็หันกลับไปที่โต๊ะด้านหลังเพื่อหยิบซองสำหรับใส่รูปที่ตัดเสร็จแล้ว จังหวะนั้น ชายหนุ่มเอื้อมมือมาหยิบรูปถ่ายในกองนั้นไปหนึ่งใบ แล้วใส่กระเป๋ากางเกง…แหม มันชื่นใจ ได้รูปมาไว้ดูต่างหน้า

“ไปละป๊า” ชายหนุ่มรีบเดินออกไปทันที เขารีบพุ่งตัวไปที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกล นั่งรถไปไม่กี่ป้ายหรอก เดี๋ยวก็ถึงที่หมาย

จนค่ำ กวงจึงเดินยิ้มมาตั้งแต่หน้าปากซอย สองมือล้วงกระเป๋า แน่ละ กระเป๋าข้างหนึ่งมีรูปถ่ายของหนูเดือน ส่วนอีกข้าง มีแหวนทองคำวงน้อยที่เพิ่งไปซื้อมา หวังจะใช้มัดจำมัดใจหญิงที่เขาใฝ่ฝันหา ทำเอาครึ้มอกครึ้มใจถึงกับผิวปากเพลงฮิต พร้อมกับส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น

“…ได้แต่ซบเซา เศร้าลำเค็ญ เป็นไปไม่ด้ายยยยยย” พร้อมกับเอื้อนเสียงจนหัวคิ้วชนกัน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเนื้อเพลงไม่เป็นมงคลต่อความรักที่มีต่อหนูเดือน

“เดินร้องเพลงอยู่นั่น งานการไม่เคยช่วยเลยไอ้นี่” เสียงม้าดังลั่นจนถึงปากซอย แหม…ทำเอาเสียบรรยากาศหมด แก่ๆ แบบม้าจะมาเข้าใจอะไร ชายหนุ่มรู้สึกขัดใจ เดินผ่านม้าและหมุยลี่ขึ้นไปชั้นบน

“เอ้า อาหมุย ปิดประตูได้ เสียเวลาจริง” หมุยลี่จึงพับประตูปิดแล้วคล้องสายยู ก่อนจะเดินออกไปหลังบ้าน ลมพัดเย็นจนหนาว เด็กสาวคดข้าวจากหม้อใส่จานสองจาน แล้วตักกับข้าวที่มีผัดผัก กับถั่วลิสงคั่วเกลือ ค่อยๆ ลำเลียงไปให้ม้า หรือที่หล่อนเรียกว่าอาอี๊ได้กิน

“เออ ดีๆ กินข้าวสวยมั่ง สลับไปนะอาหมุย เจี๊ยะม้วยทุกมื้อก็เบื่อ มานั่งกินด้วยกันมา ส่วนไอ้กวง เดี๋ยวมันหิวมันก็ลงมาเองแหละ” เด็กสาวจึงนั่งกินเงียบๆ

อาอี๊เป็นนายจ้างก็จริง แม้จะใช้งานหนัก แต่ก็ไม่เคยทำร้ายจิตใจเลย จะว่าไป หมุยลี่ก็รักอาอี๊ไม่ต่างจากแม่แท้ๆ คิดดูเถอะ เป็นลูกจ้างเขา แต่ได้นั่งกินข้าวกับนาย คงมีแต่บ้านนี้แหละ ส่วนลูกชายของเจ้านาย ก็ปล่อยเขาไป ไม่มายุ่งวุ่นวายก็ดีแค่ไหนแล้ว

คนที่นั่งกินข้าวกันอยู่ข้างล่าง คงไม่รู้ว่าคนที่อยู่บนบ้าน กำลังพยายามเขียนจดหมายอย่างตั้งอกตั้งใจ

“มันต้องขึ้นต้นว่าอะไรว้า …” ชายหนุ่มนึกถึงกลอนแปดที่ตอนเรียนประถมคุณครูให้ท่องปาวๆ แล้วก็นึกได้ ก้มหน้าลงเขียนไปในกระดาษ

“มา จะ กล่าว บท ไป…ถึงน้องเดือน..เดือน…อะไรต่อดี…อ่า…รำไร” ชายหนุ่มจดยึกยักลงไปเพราะเดี๋ยวจะลืม ให้มันคล้องจองเถอะ สาวเจ้าจะได้ซึ้ง อ่านแล้วน้ำตาจะต้องไหล เผลอๆ ไม่เรียนมหาวิทยาลัยนั่นหรอก มาขายของบ้านกวงดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มจนเหงือกแห้ง แล้วลงมือเขียนต่อ

“อ่า…พอมีแสงแล้วมันก็ต้องส่องสิ” กวงพึมพำแล้วก้มหน้าเขียนลงไปอีก “รับไว้เถอะหนาแม่ยาหยี” ถึงตรงนี้ชายหนุ่มแทบจะปรบมือให้ตัวเอง รับรองว่าถ้าอ่านถึงตรงนี้น้องเดือนจะต้องรับแหวนไว้แน่นอน แต่ต่อจากท่อนนี้จะต่อว่าอะไรดี พลางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มมืด มีแสงดาวพราวพราย ชายหนุ่มจึงรีบเขียนลงไปทันที “ตรงมือชี้ดาวเต่า โน่นดาวไถ…” คุ้นๆ นะ ท่อนนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหน แต่ช่างมันเถอะ มันคล้องจองก็เอามาใส่ไว้ดีกว่า หนูเดือนจะได้มองเห็นดวงดาว

กวงนั่งเขียนไป เพ้อเจ้อไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งความรักที่มันท่วมท้น จนสรุปจบด้วยคำว่า ‘แทนใจของพี่กวง’ ชายหนุ่มมองบทกลอนตรงหน้าอย่างปลื้มปริ่ม เกิดมาชาติหนึ่งก็อุตส่าห์เขียนกลอนกับเขาได้ด้วย ตอนเรียน ป.สี่ คุณครูก็ยังเคยชมว่าอ่านออกเขียนได้ดีเยี่ยม เสียอย่างเดียว ขี้เกียจ! เอาแต่เล่น วันนี้ถ้าคุณครูได้เห็นจะต้องปลื้มใจแน่นอน

เขาพับกระดาษแล้วใส่ซองจดหมายสีชมพู พร้อมกับแหวนแทนใจสอดไว้ในซอง เอาลิ้นเลียกาวจนทั่ว แล้วพับซองมาปิดให้สนิท พรุ่งนี้แหละ หนูเดือนจะต้องใจอ่อน อุตส่าห์แอบมองอยู่ตั้งนาน

จากนั้นชายหนุ่มก็หยิบหวีมาหวีผมให้เรียบแปล้ แล้วเดินผิวปากลงไปข้างล่าง แล้วเดินไปตักข้าวมานั่งกินไปยิ้มไป

“ท่าจะบ้าแล้ว ไอ้ลูกคนนี้” เสียงม้าบ่นเบาๆ “อาหมุย เดี๋ยวดูแลล้างถ้วยล้างจานด้วยนะ อี๊ไปอาบน้ำก่อน” เด็กสาวที่กำลังใช้ไม้ถูพื้นหันมาพยักหน้าแล้วทำงานต่อ

ฟ้ายังไม่ทันสาง ม้าก็ตื่นแล้วรีบลงไปช่วยกันจัดร้านเตรียมเปิดร้าน แต่หมุยลี่ก็ตื่นก่อนเพื่อมาจัดเตรียมข้าวปลาอาหารให้ทุกคน แล้วจึงไปเปิดประตูหน้าบ้าน รอเวลาที่ชาญ ซึ่งอาศัยอยู่ชุมชนใกล้วัดตรงท้ายซอย เดินมาถึงร้าน ก็จะเป็นคนคอยยกของหนักออกไปวางด้านหน้า

กวงเดินตามลงมาแล้วรีบไปอาบน้ำหวีผมเรียบแปล้ แล้วมานั่งกินข้าวเช้าอย่างสบายใจ

“โอ๊ย ฝนจะตกใหญ่แล้วโว้ย อากวงตื่นเช้า” เสียงม้าตะโกนลั่น ทุกทีกว่าพ่อเจ้าประคุณจะตื่นขึ้นมาได้ ถึงจะไม่สายจนตะวันโด่ง แต่คนอื่นเขาก็ลุกขึ้นมาทำงานกันหมดแล้ว

 

ชายหนุ่มยิ้ม ไม่ตอบว่าอะไร จนชาญมาถึง กวงก็กุลีกุจอไปช่วยยกของอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เล่นเอาชาญถึงกับกะน้ำหนักกระสอบไม่ถูก เพราะทุกทีที่ผ่านมากวงแค่ทำท่ายกแค่นั้น น้ำหนักลงที่ชาญเต็มๆ ครั้งนี้คนงานร่างกำยำจึงออกแรงเก้อ

“ไปหน้าปากซอยก่อนนะม้า” กวงพูดโดยไม่ได้สนใจว่าม้าจะบ่นว่าหรือด่าตามหลัง เพราะเขาเดินลิ่วไปแล้ว ทิ้งให้คนที่เหลือในร้านมองหน้ากันเองด้วยความแปลกใจ

จดหมายฉบับน้อยและแหวนทองที่อุตส่าห์ไปซื้อหามาเมื่อวานยังอยู่ในกระเป๋า เช้านี้ว่าจะไปยืนคอยหนูเดือนออกมาขายของ ยืนเฝ้าไว้ห่างๆ เดี๋ยวมีใครมาเกะกะ จะได้ให้คนรู้ว่ากวงหวง

สักพักใหญ่ๆ หญิงสาวที่เขาเฝ้ารอก็เดินมาถึงพร้อมกับป้าชบา สองคนช่วยกันวางม้านั่งและตะกร้าขนม รอเวลาลูกค้ามาซื้อ ชายหนุ่มที่แอบดูอยู่กำลังลุ้นแทบขาดใจ ว่าป้าชบาจะเดินกลับไปบ้านก่อนหรือไม่ แทบอยากจะให้มีพายุหอบเอาป้ากลับไปบ้าน จะได้เหลือหญิงสาวอยู่เพียงลำพัง

“ป้ากลับก่อนนะ เสร็จแล้วก็รีบกลับนะเดือน” หญิงสาวตอบว่าอะไรไม่ทันได้ฟัง แต่ชายหนุ่มที่ทำเป็นยืนไม่รู้ไม่ชี้มองดูพระอาทิตย์ที่ส่องแสงแยงตาจนตาหยีอยู่ แทบจะตีปีกพั่บๆ

จนสาย ขนมก็หมด หญิงสาวจึงเก็บร้าน เอาตะกร้าคล้องแขน แล้วเอาม้านั่งวางซ้อนกัน แล้วใช้สองมือยกม้านั่งเดินกลับไปที่บ้านท้ายซอย ไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินตามมาห่างๆ จนกระทั่งผ่านร้านชำ ชายหนุ่มก็รีบเดินจ้ำอ้าว เพราะไม่อยากให้ใครในร้านเห็น ถัดจากร้านชำเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ลึกเข้าไปถึงเริ่มจะมีบ้านคน ชายหนุ่มเห็นว่าจวนจะถึงบ้านของสาวเจ้าแล้ว จึงวิ่งโฉบไปหาหญิงสาว แล้วหย่อนซองจดหมายอ้วนๆ เพราะในซองมีแหวนทองแทนใจลงในตะกร้าที่หญิงสาวคล้องแขนไว้ แล้วกลับตัวอย่างรวดเร็ว แล้วก็วิ่งกลับบ้านในทันที

หญิงสาวได้แต่ยืนงง เหมือนมีลมอะไรพัดผ่านไปวืดใหญ่ สองมือก็กำลังถือม้านั่งอยู่ เมื่อก้มลงมองตะกร้าที่คล้องแขนจึงได้เห็นซองสีชมพู เธอเดินจนถึงบ้าน เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วจึงเอาม้านั่งวางลง แล้วหยิบจดหมายขึ้นมาเปิด พบว่าในซองนอกจากจะมีจดหมายแล้วยังแนบแหวนทองมาอีกหนึ่งวง หญิงสาวจึงนั่งอ่านจดหมาย ก่อนจะร้องเสียงลั่นจนป้าชบาตกใจ

“อะไร เจ้าเดือน เกิดอะไรขึ้น ร้องซะลั่น ตัวอะไรกัดหรือไง” ป้าชบารีบวิ่งออกมาจากบ้านด้วยความเป็นห่วงหลานสาว

“ให้หมากัดซะยังดีกว่าค่ะป้า หนูได้จดหมายมาจากไอ้กวงร้านชำ มันเขียนกลอน แล้วเอาแหวนทองให้หนูด้วย จะบ้าหรือไง กลอนนี่เขียนมาได้ยังไง มันประหลาด กลอนคนบ้าแล้วค่ะคุณป้า…โอ๊ย ใครจะไปชอบลง”

มาจะกล่าวบทไป

ถึงน้องเดือนรำไรในใจพี่

แน่งน้อยเปล่งแสงแรงโสภี

มาวันนี้พี่มีแหวนมาแทนใจ

รับไว้เถอะหนาแม่ยาหยี

ตรงมือชี้ดาวเต่าโน่นดาวไถ

ขอมอบรักเป็นเสาหลักให้พักใจ

แหวนทองไซร้แทนใจของพี่กวง

 



Don`t copy text!