คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 6 : พ.ศ.2512

คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 6 : พ.ศ.2512

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

 

“อาหมุย ยกให้มันดีๆ หน่อย เออ นั่นแหละๆ วางเบาๆ สิ” เสียงหญิงวัยกลางคนคอยส่งเสียงกำกับเด็กสาววัยรุ่นร่างเล็กตรงหน้า

ไม่เคยที่จะบ่นว่าเหนื่อย เพราะทุกวินาทีหมดไปกับการทำงาน ที่เริ่มตั้งแต่เช้ามืด เด็กสาวก็ต้องตื่นมาจัดของเพื่อเตรียมขาย เปิดบานเฟี้ยม กวาดพื้นหน้าบ้าน สาดน้ำเพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมา แล้วค่อยๆ ลำเลียงบรรดาสินค้าต่างๆ มาจัดให้เป็นระเบียบ หยิบง่าย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาบ่น

ในระหว่างวัน นอกจากคอยหยิบของขายให้ลูกค้า บรรจุของลงถุงกระดาษ บางทีก็จัดเรียงใส่ลังกระดาษ คอยรับเงินแล้วส่งให้อาอี๊ บ่อยครั้งก็ยังต้องขี่จักรยานคันใหญ่เพื่อไปส่งสินค้าตามบ้าน ข้าวสารถังละสิบห้ากิโลกรัม ยกวางคราวละสองถัง แล้วใช้เชือกมัดกับที่วางของด้านหลังจักรยานให้แน่นหนา จากนั้นก็ใช้เท้าซ้ายเหยียบบันไดจักรยาน เท้าขวาไถไปกับพื้นจนจักรยานทรงตัวได้ จึงค่อยตวัดขาขวาข้ามคานจักรยานแล้วถีบออกไปอย่างคล่องแคล่ว

จนเมื่อเย็นย่ำก็ต้องคอยดูแลเก็บร้าน อาอี๊ไว้ใจให้หมุยลี่เก็บของ เพราะเป็นคนสอนมากับมือว่าอะไรวางตรงไหนบ้าง กระปุกตั้งฉ่าย ไหเต้าหู้ยี้ โหลใส่มะนาวดอง และอีกจิปาถะ ไปวางซ้อนกันให้เป็นระเบียบที่ชั้นวางของที่ทำจากไม้กระดานวางพาดไว้ ฝั่งโน้นเป็นข้าวสารที่วางบนไม้กระดานอีกที ไม่ให้กระสอบสัมผัสโดยตรงกับพื้นปูน เพราะความชื้นจากพื้นจะทำให้ข้าวสารเสียหาย

อาจจะพอมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ร่างหล่อนเล็กนิดเดียว จึงไม่ต้องจัดการเรื่องข้าวของที่มีน้ำหนักมาก ให้เป็นหน้าที่ของชาญ แรงงานชายที่มาเช้า เย็นกลับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโชคดีไปเสียทั้งหมด เพราะเมื่อจัดเก็บข้าวของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องไปทำกับข้าว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ล้วนแต่ซื้อมาจากในตลาดใกล้ๆ กันกับร้านชำ เอามาผัดใส่ซีอิ๊วเค็มๆ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือถั่วลิสงคั่วเกลือกับไข่เค็ม กินกับข้าวที่ต้มจนเป็นยางข้น

จนเมื่ออาอี๊และลูกชายกินข้าว หมุยลี่ก็มานั่งกินด้วย เพราะอาอี๊ไม่เคยรังเกียจรังงอนว่าเป็นเด็กรับใช้ แต่พอกินเสร็จ หมุยลี่ก็ต้องมาเก็บกวาด ทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อย ปิดประตูบานเฟี้ยมที่ทำจากไม้กระดานแผ่นหนา ลงกลอนและคล้องสายยูให้เรียบร้อย

คนงานผู้ชายกลับบ้านไปแล้ว คงเหลือแต่หล่อนที่นอนค้างที่นี่ เมื่อสองปีก่อน ป๊ากับม้าพาเด็กหญิงมาฝากไว้กับอาอี๊ที่เป็นญาติห่างๆ เพราะลำพังสองคนผัวเมีย จะเลี้ยงลูกที่มีอยู่สิบคนมันก็เกินกำลัง ยิ่งเป็นลูกสาว จะมาช่วยแบ่งเบาภาระใช้แรงงานก็ดูจะยาก ถ้าเป็นลูกชายยังพอให้เข็นผักในตลาด หรือเป็นจับกังก็ยังจะหาเงินง่ายกว่า

เด็กหญิงจึงไม่ได้มีน้ำตา เมื่อวันที่ป๊ากับม้าพามาให้อยู่กับอาอี๊ ซึ่งเป็นญาติห่างๆ เพราะมันคงไม่มีอะไรลำบากไปกว่าที่เคยพบมาแล้ว อย่าว่าแต่เรียนหนังสือให้พออ่านออกเขียนได้เลย แค่จะกินข้าวให้ครบสามมื้อยังเป็นไปได้ยาก เด็กหญิงผมเปียยาวจึงได้มาอยู่ในบ้านอาอี๊ตั้งแต่วันนั้น

ข้าวแต่ละมื้อ เด็กสาวจ้วงกินอย่างหิวโหย วัยสิบห้าปี ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ทั้งยังต้องใช้แรงงานทั้งวัน กินเท่าไรก็ไม่ได้ทำให้ร่างเล็กนั้นสมบูรณ์ขึ้นมาได้มากนัก เพราะมันหมดไปกับแรงที่ใช้อย่างเกินกำลัง

จนล้างจานชามเสร็จเรียบร้อย จึงมีเวลาอาบน้ำอาบท่าที่ห้องน้ำด้านหลัง แต่นั่นก็หลังจากที่อาอี๊และลูกชายใช้ห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว เพราะหมุยลี่ก็ต้องล้างห้องน้ำให้สะอาดก่อนแล้วจึงจะได้เข้านอน

ด้านหลังเก๊ะที่ใช้เก็บเงิน ซึ่งอาอี๊ล็อกกุญแจเรียบร้อย ยังพอจะมีพื้นที่ว่างอยู่นิดหน่อย อาอี๊ไปหาไม้กระดานมาวางปูไว้ให้สูงกว่าพื้นปูนเล็กน้อย ซึ่งหมุยลี่ใช้เป็นที่พักผ่อนประจำวัน

เสื่อที่วางแอบอยู่ในซอก ถูกหยิบออกมาปูท่ามกลางความมืด เพราะอาอี๊ไม่ชอบให้เปิดไฟโดยไม่จำเป็น อาศัยความเคยชิน มุ้งหลังเล็กที่พับเก็บก็ถูกคลี่ออกมา ปลายเชือกทั้งสี่ด้าน เกี่ยวไว้กับตะปูที่ฝาผนัง สาวน้อยมุดเข้าไปในมุ้ง แล้วพับชายมุ้งแอบไว้ใต้เสื่อที่ปู จากนั้นก็หลับสนิทแทบจะทันทีที่หลับตา

จนเมื่อมีเสียงไก่ขันอยู่ไกลๆ จากบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำ หมุยลี่จึงรีบเก็บที่นอน พับมุ้ง ม้วนเสื่อ แล้วนำไปแอบในซอก จากนั้นก็เริ่มชีวิตประจำวันเหมือนที่เคยเป็น

เช้าวันอาทิตย์ต้นเดือน เป็นวันที่ป้าชบาจะต้องออกมาจับจ่ายข้าวของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำปลา น้ำตาล เพื่อที่จะเป็นเสบียงสำหรับครอบครัวไปทั้งเดือน

ร้านของชำตั้งอยู่ในห้องแถวซึ่งเลี้ยวเข้ามาจากปากซอยราวสามสิบเมตร ใกล้กับปากซอย ยังมีร้านขายต้มเลือดหมูควันฉุย น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ร้านค้าเล็กๆ เป็นที่ฝากท้องของคนในซอยนี้ รวมถึงบ้านเรือนที่อยู่ริมถนนใหญ่ หญิงวัยกลางคนเดินมาพร้อมกับหลานสาววัยไล่เลี่ยกับหมุยลี่ พากันจับจ่ายซื้อข้าวของต่างๆ จนมาหยุดที่ร้านของชำ

“อาเจ้ เอาข้าวสารสองถังนะ น้ำปลาขวดนึง น้ำตาลด้วย อะ…นี่จดมาให้แล้ว เดี๋ยวให้ใครไปส่งที่บ้านหน่อยนะ” ป้าชบายื่นกระดาษที่จดรายการสั่งซื้อของให้อาเจ้เจ้าของร้านชำ

“เอ๊ะ นี่อาชบาซื้อน้ำตาลเยอะนะ น้ำตาลปี๊บก็มี เอาไปทำอะไรอะ” แม่ค้าถามไถ่ ไม่ใช่เพียงแค่จำได้ว่าลูกค้าชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร แต่รู้ไปถึงว่าซื้อมากขึ้น หรือน้อยลง

“ว่าจะทำขนม กล้วยที่บ้านมันเยอะ กินไม่ทัน เดี๋ยวจะทำขนมกล้วยให้หนูเดือนเอามาขายหน้าปากซอย”

“ดีๆ เดี๋ยวจะไปอุดหนุน” หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านชำยิ้มให้อย่างอัธยาศัยดี แล้วเดินกลับไปคิดเงิน แล้วส่งกระดาษเขียนรายการสินค้าที่ป้าชบาจดรายการมาให้ ซึ่งเจ้เจ้าของร้านชำเขียนจำนวนเงินแต่ละรายการลงไป แล้วส่งคืนให้ป้าชบา

“ขายดีมั้ยล่ะ ช่วงนี้” ป้าชบาถามพลางหยิบเงินส่งให้

“ดีนะ ช่วงนี้ลูกค้าเยอะขึ้น ยิ่งเด็กๆ นี่เยอะเลย ว่าจะสั่งพวกขนมมาขายเพิ่ม” อาเจ้มองไปทางปากซอยที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันวิ่งเล่นกันอยู่ “เห็นว่าจะมีโรงเรียนอนุบาลมาเปิดใหม่ตรงโน้นด้วยนะ” อาเจ้ชี้มือไปทางปากซอย มีโรงเรียนอนุบาลเปิดใหม่กำลังสร้าง นัยว่าเพื่อรองรับเด็กที่เกิดเยอะขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง

“ดีแล้วละ จะได้ขายของได้เยอะขึ้นเนอะ” ป้าชบามองไปทางเด็กๆ อายุไล่เลี่ยกัน ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสบายใจ

“แล้วเดี๋ยวจะให้อาหมุยไปส่งของให้นะ” อาเจ้ส่งเงินทอนให้ป้าชบา แล้วยิ้มให้ก่อนจะเดินกลับไปจัดข้าวของด้วยกันกับหมุยลี่ บรรจุทุกอย่างใส่ลังกระดาษ แล้วเอาเชือกมัดให้เรียบร้อย ก่อนจะช่วยกันยกขึ้นวางที่ท้ายรถจักรยาน

ชายหนุ่มผิวขาวร่างผอมเดินก้มหน้าก้มตากำลังจะเข้ามาในร้านชำ หญิงวัยกลางคนที่กำลังง่วนจัดของ เงยหน้าขึ้นมาจากท้ายรถจักรยาน ปล่อยให้เด็กสาวเอาเชือกมัดลังให้แน่นหนา

“อากวง ไปไหนมา” เสียงอาเจ้ถามลูกชายคนเล็กเหมือนไม่อยากได้คำตอบ เพราะหญิงวัยกลางคนพูดประโยคถัดไปต่อทันที่ “บ้านช่องทำไมไม่ค่อยอยู่ จะได้คอยช่วยงานบ้าง”

“จะให้ช่วยไรอะม้า…” ชายหนุ่มถามอย่างขอไปที

“ไปส่งของให้หน่อย บ้านอาชบาท้ายซอย” อาเจ้ร้านชำได้ทีรีบใช้งานลูกชายที่อยู่ๆ ก็ทำท่ากระตือรือร้นขึ้นมากะทันหัน

“เอ้อ…” ชายหนุ่มรีบคว้าจักรยานจากมือของเด็กสาวที่เพิ่งมัดของกับท้ายจักรยานเสร็จเรียบร้อย แล้วขี่ไปทันทีด้วยความดีใจ ไม่ไยดีต่อสีหน้าแปลกใจของผู้เป็นมารดา

ก็แหม…แม่หนูเดือน หญิงสาวตาโตคนนั้นไง อุตส่าห์แอบมองมาเป็นปี ตั้งแต่ย้ายมาเรียน ม.ศ.สี่ที่โรงเรียนฝรั่งใกล้ๆ แม่น้ำนั่น ตอนนี้ก็อยู่ ม.ศ.ห้าแล้ว อย่าว่าแต่ปั่นจักรยานไปส่งเลย ต่อให้แบกของขึ้นบ่าไปส่งก็ยอม

ชายหนุ่มบังคับจักรยานคันใหญ่ให้มาจอดลงที่หน้าบ้านท้ายซอย ถัดไปไม่ไกลเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลมแม่น้ำพัดเอื่อยช่วยบรรเทาความร้อนของอากาศยามสายได้เป็นอย่างดี คนที่มาเปิดประตูรั้วคือหญิงสาวตากลมที่เขานึกถึงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

“เธอๆ…ขนของลงสิ…เธอ…” เสียงหญิงสาวย้ำเสียงดัง “ขนของลงสิ” จนชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ หัวเราะอย่างเก้อเขิน พลางแกะเชือกที่มัดอย่างแน่นหนาออก แล้วยกลังลงมาถือไว้

“เอ่อ…คือ…ง่า…ให้…ให้อั๊ว…เอ่อ…ผมไปวางตรงไหนครับ” ชายหนุ่มถามตะกุกตะกัก

“ในครัวนั่นเลย เดี๋ยวพาไป” หญิงสาวเดินนำหน้าผ่านประตูรั้ว เดินเลาะไปด้านข้างของบ้านไปจนถึงหลังบ้านที่เป็นครัวขนาดย่อม

“วางบนโต๊ะนั่นแหละ เดี๋ยวจัดเอง” หญิงสาวชี้มือมาที่โต๊ะไม้ที่วางอยู่กลางครัว ชายหนุ่มวางของลงแล้วยังยืนเก้ๆ กังๆ เอามือเสยผม แล้วเปลี่ยนมาล้วงกระเป๋า แต่นึกขึ้นได้ว่าคงไม่เหมาะ เลยเอามือมาวางข้างลำตัว

“อ้าว เสร็จแล้วก็กลับได้แล้ว…ป้าชบาเขาจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวพูดต่อ ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังยืนงงอยู่ได้สติ นึกขึ้นได้ว่าควรจะกลับได้แล้ว จึงยิ้มแห้งๆ แบบที่คิดว่าหล่อบาดใจให้หญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเดินออกไปนอกบ้าน แล้วทรงตัวขึ้นไปบนจักรยานคันใหญ่ แต่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว จักรยานเลยส่ายไปมา ก่อนจะล้มไม่เป็นท่า ชายหนุ่มไม่กล้าหันกลับไปดูว่าสาวน้อยคนนั้นมองอยู่หรือไม่ จึงรีบขี่จักรยานไปให้พ้นหน้าบ้านด้วยความอับอาย

หมุยลี่เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงขาตั้งจักรยาน ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในร้านเห็นเด็กสาวมอมแมมมองอยู่ จึงพูดเสียงสะบัด

“มองอะไร!” พูดเสร็จแล้วก็เดินผ่านไปทันที เด็กสาวจึงก้มหน้าทำงานต่ออย่างไม่สนใจ ใครจะไปอยากยุ่ง งานการก็ไม่ช่วย ดีแต่เที่ยวนอกบ้าน อาอี๊เขาก็อิดหนาระอาใจเต็มทน

อันที่จริง ลูกคนอื่นๆ ของอาอี๊เขาก็ดี ขยันขันแข็ง คนโตก็ไปทำงานรับราชการ เห็นว่าเรียนจบกฎหมาย อีกคนเป็นผู้หญิง ก่อนที่เธอจะแต่งงานย้ายไปอยู่บ้านสามี ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ช่วยงานแม่ทุกอย่าง แต่อากวง ลูกชายคนเล็กนี่สิ ไม่ค่อยเอาไหน เรียนหนังสือก็ร่อแร่เต็มทน พอจบ ม.ศ.สามก็เลิกเรียนแล้ว เห็นว่าตอนแรกตั้งใจจะเลิกตั้งแต่ ป.เจ็ดด้วยซ้ำ แต่โดนแม่เคี่ยวเข็ญ ซ้ำยังไม่ค่อยช่วยงานที่ร้านอีก โดนด่าเช้าด่าเย็น แต่ก็ทำหูทวนลม เด็กสาวได้แต่แปลกใจ ทำไมไม่ได้ความขยันของอาอี๊ติดตัวมาบ้างเลย

 

กล้วยน้ำว้าที่โตในรั้วบ้านเยอะเกินกว่าจะกินได้ทัน ลุงมนตรีจึงตัดลงมาแล้วบ่มจนสุกได้ที่ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ จากนั้นป้าชบาจึงปอกกล้วยใส่รวมไว้ในกะละมัง แล้วให้เด็กสาวตรงหน้าค่อยๆ บดกล้วยให้ละเอียดด้วยมือที่สะอาด

จนกล้วยละเอียดได้ที่ จึงใส่แป้งข้าวเจ้า เติมแป้งมันเพิ่มความเงาสวย แล้วจึงใส่กะทิที่เพิ่งคั้นไว้ก่อนหน้าลงไปเคล้าให้เข้ากันดี โดยไม่ลืมที่จะใส่น้ำตาลทรายและเกลือเล็กน้อยเพื่อตัดรส ไม่ให้มีแต่รสหวานเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ขนมไม่กลมกล่อม

จากนั้นจึงตักขนมหยอดลงในกระทงใบตองที่วางเรียงในลังถึง ซึ่งก่อนหน้า ป้าชบาสอนวิธีเย็บกระทงใบตอง ซึ่งกว่าจะได้เป็นกระทง ก็ต้องล้างทำความสะอาดใบตองให้ดี และไม่ลืมที่จะนำใบตองไปตากแดดสักครู่ เพื่อเพิ่มความเหนียวให้ใบตอง ทำให้ไม่ขาดง่ายเวลากลัด จากนั้นจึงเอาใบตองมาตัดให้ได้ขนาด ก่อนจะพับเป็นกระทงแล้วใช้ไม้กลัดค่อยๆ กลัดทีละอัน

กว่าจะหยอดขนมที่วางเรียงในลังถึงเสร็จ น้ำที่ใส่ไว้ในตัวหม้อด้านล่างก็เดือดพอดี หญิงสาวยกลังถึงไปวางแล้วเอาฝาปิดให้เรียบร้อย

“เดี๋ยวรอขนมสุก ก็เอาออกมาโรยมะพร้าวทึนทึก แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว เป็นไง ยากมั้ย” ป้าชบาถามหลานสาว ลูกของน้องชายสามี ที่พ่อแม่ฝากฝังมาให้เรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แม้ว่าบ้านป้าชบาจะยังนับว่าเป็นจังหวัดธนบุรีในยุคนั้น แต่การนั่งรถเมล์ข้ามแม่น้ำมาเรียนหนังสือก็ไม่ถือว่าไกลแต่อย่างใด

“ไม่ยากค่ะ” หญิงสาวยิ้มพลางตักขนมใส่กระทงสำหรับนึ่งในรอบถัดไป ไม่ยอมปล่อยให้เวลาว่างไปเปล่าๆ “เดี๋ยวเดือนจะเอาใส่ตะกร้าไปนั่งขายหน้าปากซอยนะคะ”

หญิงวัยกลางคนยิ้มรับ หนูเดือนเป็นเด็กเรียบร้อย พ่อแม่เขาอยากให้เรียนหนังสือในโรงเรียนที่กรุงเทพฯ และถ้าเป็นไปได้ก็จะให้เรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นหลานของสามี แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเอาถ่าน ขยันขันแข็ง ว่านอนสอนง่าย ชบาจึงเอ็นดูไม่ต่างจากลูกแท้ๆ

“เดี๋ยวป้าช่วยยกออกไป ถือคนเดียวไม่ไหวหรอก…แม่เราเขาคงไม่ว่าป้าหรอกนะ ที่ให้ลูกเขามาขายของ แต่หัดไว้เถอะเดือนเอ๊ย อับจนหนทางอะไรจะได้ทำมาหากินเองได้ ชีวิตมันไม่ง่ายไปทุกเรื่องหรอกนะ ป้าไม่อยากเลี้ยงเราแบบยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม เกิดอีกหน่อยทำอะไรไม่เป็น เสียชาติเกิดเปล่าๆ เข้าใจป้าใช่มั้ย”

“เข้าใจค่ะ เดือนรู้ว่าคุณป้าเป็นห่วง” เด็กสาวยิ้มรับอย่างเข้าใจ

ป้าชบาถือตะกร้าขนม พร้อมกับถุงกระดาษที่ให้หนูเดือนพับจากกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งพับเองก็ไม่ได้ยากอะไร ใช้แป้งเปียกที่กวนจากแป้งมันผสมน้ำ ตั้งไฟให้แป้งสุก เหนียว จากนั้นเอากระดาษที่ตัดได้ขนาดที่ต้องการเรียบร้อยแล้วก็นำมาวางเรียงต่อๆ กัน โดยให้มีความเหลื่อมกันเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้แปรงสีฟันเก่าๆ จุ่มแป้งเปียกแล้วทาทีเดียว ตามขอบกระดาษที่วางเหลื่อมไว้ กาวก็จะติดไปทุกแผ่น จากนั้นก็ต้องรีบพับให้เป็นรูปถุงก่อนที่กาวจะแข็งตัว

อะไรที่พอจะทำเองได้ก็ทำ ไม่ต้องไปซื้อหาถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ในตลาดที่เขาพับขาย หญิงสาวยังไม่รู้ว่าอีกหลายสิบปีต่อมา ไม่มีการใช้ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์สำหรับใส่อาหารอีกต่อไป

หญิงสาววางเก้าอี้ม้านั่งลงสองตัว ป้าชบาเอาตะกร้าขนมวางที่เก้าอี้อีกตัว แล้วยังคงรีๆ รอๆ

“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะป้า กลับบ้านไปเถอะ เดือนทำได้” หญิงสาวยิ้มให้อีกครั้ง หญิงวัยกลางคนจึงจำใจเดินกลับเข้าไปที่บ้านท้ายซอย

ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา เด็กสาวจึงร้องเรียกให้หันมาซื้อของ

“ขนมกล้วยค่ะ เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ เลยค่ะ” หญิงสาวร้องเรียกผู้คนที่ผ่านไปมา

“เอ่อ…เธอ…ขนม…ขายยังไงเหรอเธอ” เสียงลูกค้าหนุ่มยืนหน้าแดงก่ำ เอามือล้วงกระเป๋าเพราะไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน หญิงสาวเงยหน้ามอง

นี่มันนายกวง ลูกชายร้านชำเมื่อวานนี้นี่!!

 



Don`t copy text!