จาก ‘มหกรรมมนุษย์’ สู่ ‘ล่องลำนำกาล’ สีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนที่ทำตัวเองให้เป็นผู้กำกับ เมื่อเรื่องซับซ้อนก็ต้องค่อยๆ เล่า

จาก ‘มหกรรมมนุษย์’ สู่ ‘ล่องลำนำกาล’ สีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนที่ทำตัวเองให้เป็นผู้กำกับ เมื่อเรื่องซับซ้อนก็ต้องค่อยๆ เล่า

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

เคยไหมที่อ่านนิยายบางเรื่องแล้วกลับมาถามตัวเองหรือคนรอบตัวว่า นักเขียนเขาคิดได้อย่างไร ทำไมถึงเล่าเรื่องกันเก่งขนาดนี้ บางคนเล่าเรื่องด้วยพล็อตที่แสนล้ำจินตนาการ บางคนหยิบเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ บางคนเล่าเรื่องได้ลึกล้ำ น่าค้นหา หรือบางคนสามารถหยิบเรื่องราวแสนซับซ้อนมาเล่าให้อ่านง่าย สนุก และไม่ทำให้คนอ่านหลงทาง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะนักเขียน ‘อยากเล่า’ แล้วก็ลงมือเขียน หากเบื้องหลังนิยายหนึ่งเรื่องยังมีการบ้านอีกมากที่นักเขียนต้องทำ ทั้งการวางโครงเรื่อง จัดลำดับเหตุการณ์ คิดถึงตัวละคร และองค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้เรื่องราวทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

ไม่ต่างจากนักเขียนคนแรกของคอลัมน์ Anowl Rising Star ที่กำลังจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักในครั้งนี้ สีตลา สัตตสุวรรณ หรือ คุณชวชิต สุนทรศารทูล เจ้าของผลงาน ‘มหกรรมมนุษย์’ นิยายที่ได้รับการนำไปสร้างเป็นซีรีส์ทาง MONOMAX และกำลังออกอากาศให้ได้ชมกันอยู่ในขณะนี้

ด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยรายละเอียด มหกรรมมนุษย์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๓ มาได้สำเร็จ และในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๓๑ ช่วงปลายปีนี้ นักอ่านก็จะได้พบกับผลงานเรื่องใหม่ของเขาอย่าง ‘ล่องลำนำกาล’ ที่มาพร้อมความเข้มข้นแบบจัดเต็ม ทั้งแฟนตาซี ลึกลับ โรแมนติก และดราม่า

เห็นแล้วก็อดแซวนักเขียนไม่ได้ว่า ขยันเล่าเรื่องยาวเสียจริง ตัวละครก็เยอะ ชีวิตก็แสนจะซับซ้อน! แต่บางทีนั่นอาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสีตลา เพราะท่ามกลางเรื่องราวที่มีทั้งผู้คนมากมาย หลายช่วงเวลา และเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกัน เขากลับสามารถจัดการองค์ประกอบเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องที่คนอ่านตามได้อย่างสนุก โดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังแบกความซับซ้อนของเรื่องเอาไว้

แล้วเขาทำได้อย่างไร? คำตอบอาจอยู่ในวิธีคิดและการทำงานของนักเขียน ตั้งแต่การวางเรื่องหลักและเรื่องรอง การจัดการตัวละครและเส้นเวลา ไปจนถึงการเลือกว่าจะให้คนอ่านเห็นอะไร เมื่อไร และผ่านมุมมองของใคร

และกว่าจะมาเป็น สีตลา สัตตสุวรรณ นักเขียนที่รู้จักวิธีจัดการเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง เขาเองก็ต้องผ่านทั้งความพยายาม ความผิดหวัง การกลับไปเรียนรู้ และการ ‘เลาะซ่อม’ งานของตัวเองมาไม่น้อย ลองไปทำความรู้จักเส้นทางของเขา และค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า เบื้องหลังนิยายที่อ่านง่ายและสนุกนั้น นักเขียนต้องทำการบ้านมากแค่ไหน

“ไม่เขียนแล้วดีไหม” ครั้งหนึ่งเกือบถอดใจ

จนเกือบไม่ได้อ่าน มหกรรมมนุษย์

เรารู้กันดีว่า ชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ในเส้นทางต่าง ๆ อุปสรรคมักเป็นยาแรงรสขมที่เข้ามาทดสอบเราอยู่เสมอ แม้จะชื่นชอบการอ่านและการเขียนมาตั้งแต่เด็ก แต่การเขียนนิยายที่ต้องเล่าเรื่องราวยาวไกล กินเวลานับปี และมีตัวละครมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งสีตลาเลือกท้าทายความสามารถของตัวเองด้วยการเขียนนิยายแนวนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เส้นทางการเป็นนักเขียนของเขาจึงไม่ได้ราบรื่นนัก

ครั้งหนึ่งเขาเคยถึงขั้นถามตัวเองว่า “ไม่เขียนแล้วดีไหม” เพราะการเขียนไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทแล้ว ผลงานที่ตั้งใจส่งเข้าประกวดในเวลานั้นกลับไม่ผ่านเข้ารอบเวทีใดเลย ความผิดหวังค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความท้อ จนเส้นทางนักเขียนที่เคยคิดว่าจะเดินต่อไป กลับดูไกลและยากขึ้นทุกที

แต่ถ้าเรื่องมันยังไม่ดีพอจริง ๆ ก็คงต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดอยู่ เมื่อมีโครงการ อ่านเอาก้าวแรก เปิดขึ้นมาเพื่อสอนการเขียนนิยาย สีตลาจึงไม่ปล่อยโอกาสนั้นผ่านไป เขาสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อกลับมาเรียนรู้พื้นฐานของการเขียนอย่างจริงจัง ทว่าระหว่างทางกลับต้องเจอกับอีกหนึ่งบททดสอบ เมื่อโควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง จากคลาสที่ควรได้พบหน้ากัน กลายเป็นการเรียนผ่านหน้าจอ

แต่เรื่องนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เพราะสิ่งที่สีตลาได้จากการเรียน กลับเป็นการมองเห็นงานของตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม เขาพบว่า ทั้งโครงสร้างของเรื่องไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อย ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องกลับไปเลาะซ่อม ต้องรื้อ ต้องแก้ และต้องทำให้แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดหนึ่งจาก พี่ปุ้ย กิ่งฉัตร กลายเป็นเหมือนกุญแจที่ช่วยปลดล็อกบางอย่างในตัวเขา “เราเป็นนักเขียน เราเหมือนเป็นผู้กำกับการแสดง เราจะกำกับให้คนอ่านเห็นในแง่มุมไหนก็ได้ เรื่องทุกอย่างอยู่ที่เราที่เป็นคนเล่า”

ประโยคนี้ทำให้สีตลาเห็นอำนาจในการเล่าเรื่องของตัวเองชัดเจนขึ้น เขาไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำเรื่องราวทั้งหมดมาเรียงต่อกันแล้วบอกให้คนอ่านรู้ทุกอย่าง แต่ในฐานะนักเขียน เขาสามารถเลือกได้ว่าจะให้คนอ่านเห็นอะไรในตอนนี้ จะเก็บอะไรไว้ก่อน จะพาไปดูชีวิตของใคร และจะเปิดเผยอีกด้านหนึ่งของเรื่องเมื่อใด

เมื่อมองเห็นเช่นนั้น มหกรรมมนุษย์ จึงไม่ได้เป็นเพียงนิยายเรื่องเดิมที่นำกลับมาแก้ไข แต่เป็นงานที่ถูก เลาะซ่อม ครั้งแล้วครั้งเล่า จนโครงสร้างและรายละเอียดต่าง ๆ แข็งแรงขึ้น และกลายเป็นผลงานที่พร้อมจะออกไปพบคนอ่าน

จากวันที่เคยถามตัวเองว่า “ไม่เขียนแล้วดีไหม” ในที่สุด มหกรรมมนุษย์ ก็พาเขากลับมานั่งอยู่ในพื้นที่ของคนเขียนอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ได้กลับมาเพียงพร้อมต้นฉบับที่สมบูรณ์ขึ้น แต่ยังมีรางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๓ ติดมือกลับมาด้วย

เกินฝันจะบรรยาย

และก้าวใหม่ ล่องลำนำกาล

การมีผลงานชิ้นแรกออกมา ไม่ได้ทำให้สีตลาเป็นที่รู้จักเฉพาะในกลุ่มนักอ่านเท่านั้น เพราะหลังจาก มหกรรมมนุษย์ เริ่มเผยแพร่บนเว็บไซต์อ่านเอาได้ไม่นาน ผลงานเรื่องนี้ก็ไปเข้าตา พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง จนมีการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างเป็นละคร และวันนี้เรื่องราวที่เคยอยู่บนหน้ากระดาษก็กำลังออกอากาศในรูปแบบซีรีส์ทาง MONOMAX

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเกินฝันสำหรับผลงานชิ้นแรก แต่สำหรับสีตลา นั่นกลับไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดอยู่กับที่ หลังจาก มหกรรมมนุษย์ จบลง เขายังคงมีผลงานเรื่องสั้นทยอยออกมากับอ่านเอา รวมถึงผลงานที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง และล่าสุดกำลังจะมีนิยายเรื่องใหม่อย่าง ล่องลำนำกาล ออกมาให้ได้อ่านกันทางเว็บไซต์อ่านเอา ก่อนจะวางจำหน่ายฉบับเต็มในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

และดูเหมือนว่า ครั้งนี้เขาจะไม่ได้เลือกโจทย์ที่ง่ายขึ้นเลย ล่องลำนำกาล พาคนอ่านเดินทางข้ามกาลเวลา ผ่านช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ไปจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวความรักข้ามภพข้ามชาติของชายหญิงคู่หนึ่ง โดยพระเอกต้องเปลี่ยนร่างไปในแต่ละยุคสมัย เพื่อกลับมาพบกับนางเอกที่เวียนว่ายกลับมาเกิดอีกครั้ง

ฟังเพียงโครงเรื่องก็น่าจะพอเห็นแล้วว่า งานชิ้นนี้มีองค์ประกอบให้ต้องจัดการมากกว่าเดิม ทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความรักข้ามภพ ตัวละครจำนวนมาก รวมถึงช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านไปหลายยุค

เมื่อเรื่องมีองค์ประกอบมากขึ้น วิธีเล่าเรื่องจึงต้องละเอียดขึ้นตามไปด้วย สีตลาจึงนำวิธีคิดที่เคยเรียนรู้จาก มหกรรมมนุษย์ กลับมาใช้อีกครั้ง แต่ขยับการวางแผนให้ละเอียดกว่าเดิม เขาคิดตั้งแต่ต้นจนจบว่า ในแต่ละบทใครจะเข้ามา ใครจะเป็นคนเปิดบท ใครจะเป็นคนปิดบท และตัวละครแต่ละคนมีหน้าที่อะไรในเรื่อง ก่อนจะนำทั้งหมดมาผสมผสานกับการตัดสลับช่วงเวลาและมุมมอง

การเล่าเรื่องจึงไม่ได้เทข้อมูลทุกอย่างให้คนอ่านรู้พร้อมกัน แต่ค่อย ๆ พาไปทีละส่วน เปิดทีละชั้น ให้คนอ่านมีข้อมูลมากพอจะเข้าใจ แต่ยังเหลือพื้นที่ให้สงสัยและอยากรู้ต่อ

สีตลาบอกว่า เขากลับมาเป็น ‘ผู้กำกับ’ อีกครั้ง นักเขียนต้องรู้ว่าจะเปิดไฟตรงไหน ให้คนอ่านเห็นอะไร และเก็บอะไรไว้ก่อน เพราะเมื่อเรื่องมีองค์ประกอบมากขึ้น การควบคุมสิ่งที่คนอ่านจะได้รับในแต่ละช่วงเวลายิ่งสำคัญ

น่าสนใจตรงที่ ยิ่งโจทย์ยากขึ้น เขากลับรู้สึกว่าเสียงของตัวเองชัดขึ้นตามไปด้วย ถ้า มหกรรมมนุษย์ ยังมีกลิ่นอายของงานที่เขาเคยอ่านและได้รับอิทธิพลมาอยู่บ้าง ล่องลำนำกาล กลับเป็นอีกก้าวที่ทำให้สีตลาเห็นแนวทางการเล่าเรื่องของตัวเองชัดเจนขึ้น ทั้งวิธีจัดการกับเรื่องราวที่มีหลายชั้น การควบคุมจังหวะการเปิดเผยข้อมูล และการเลือกว่าจะพาคนอ่านไปเห็นอะไรในแต่ละช่วง

เรื่องเหนือธรรมชาติที่ต้องมีหัวใจเป็นมนุษย์

ใน ล่องลำนำกาล แม้สีตลาจะพาคนอ่านออกจากโลกของความเป็นจริง ผ่านการเปลี่ยนร่าง การข้ามภพข้ามชาติ และการเดินทางผ่านกาลเวลาหลายยุคสมัย แต่ท่ามกลางเรื่องราวเหนือธรรมชาติเหล่านั้น เขากลับไม่เคยปล่อยให้ตัวละครหลุดออกจากความเป็นมนุษย์

เพราะสำหรับสีตลา ต่อให้เหตุการณ์ในเรื่องจะเหนือจริงเพียงใด แต่ ความรู้สึกของมนุษย์ต้องจริง “ตัวละครอย่างขุนเทพซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง ไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เขามีทั้งความเหนื่อย ความท้อ ความลังเล และช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว รวมถึงความรัก การรอคอย การสูญเสีย หรือแม้แต่ความรู้สึกอยากปล่อยมือ ล้วนเป็นสิ่งที่คนอ่านเข้าถึงได้ครับ”

และเช่นเดียวกับการจัดการเรื่องราวหลายยุคสมัย สีตลาก็เลือกใช้วิธีเดียวกันกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เขาไม่ได้ต้องการให้ความรู้เหล่านั้นกลายมาเป็นพระเอกของเรื่อง แต่เลือกหยิบเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการพาคนอ่านเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละคร

เขาเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า “เหมือนการเดินทางไปเชียงใหม่ เราไม่จำเป็นต้องบอกคนอ่านทุกกิโลเมตรที่รถแล่นผ่าน แต่เลือกหยิบเฉพาะสิ่งที่ทำให้การเดินทางนั้นมีความหมาย”

ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้ถูกวางไว้เพื่อให้คนอ่านต้องหยุดอ่านเพื่อรับข้อมูล แต่ถูกคัดเลือกและนำมาผูกเข้ากับชีวิตของตัวละคร ให้ยุคสมัย ความเชื่อ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่ช่วยขับเรื่องราวให้มีน้ำหนักขึ้น

นักเขียนกับคนทำงานที่ต้องทำให้คนจำนวนมากเห็นภาพเดียวกัน

ปัจจุบัน สีตลายังคงมีอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นนักเขียน โดยดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ด้านธุรกิจเอส เคิร์ฟ) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หน้าที่การงานทำให้เขาต้องทำงานกับผู้คนจำนวนมาก ต้องสื่อสารข้อมูล นำเสนอความคิด และทำให้คนในทีมซึ่งมีมุมมองแตกต่างกันสามารถมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน

เมื่อลองมองกลับมาที่งานเขียน ความคล้ายคลึงกันจึงปรากฏขึ้นอย่างน่าสนใจ

“ในนิยาย ตัวละครแต่ละคนย่อมมีความคิด แรงจูงใจ และเป้าหมายของตัวเอง นักเขียนต้องเข้าใจว่าทุกคนกำลังมองเรื่องจากตรงไหน ก่อนจะจัดวางให้ทั้งหมดเดินไปด้วยกัน ในงานบริหารก็ไม่ต่างกันครับ เพราะคนในองค์กรอาจมองเรื่องเดียวกันจากคนละมุมคนละบทบาทกัน หน้าที่ของผู้บริหารจึงไม่ใช่แค่สั่งการหรือส่งต่อข้อมูล แต่ต้องจัดวางความคิด สร้างความเข้าใจร่วม และทำให้ทุกคนในทีมเห็นภาพปลายทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางที่กำหนด”

สิ่งที่เขาฝึกฝนทั้งในห้องทำงานและบนหน้ากระดาษจึงอาจเป็นทักษะเดียวกัน นั่นคือ การจัดการสิ่งที่มีรายละเอียดมากมาย แล้วทำให้มันถูกส่งต่อไปถึงคนอื่นได้อย่างชัดเจน

และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สีตลาเหมาะสมกับการเป็น Rising Star ของ Anowl เพราะเส้นทางของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนที่รู้ทุกอย่าง หากเริ่มจากคนรักการอ่านที่ลองเขียน ล้มเหลว ถอดใจ ตั้งคำถามกับงานของตัวเอง แล้วกลับไปเรียนรู้ใหม่ ก่อนจะค่อย ๆ ค้นพบว่า สิ่งที่ทำให้นิยายหนึ่งเรื่องน่าติดตาม ไม่ได้อยู่เพียงแค่พล็อตที่แปลกใหม่หรือจำนวนตัวละครที่มากมาย แต่อยู่ที่การรู้ว่าจะจัดวางทุกสิ่งอย่างไรด้วย

เขากล้าหยิบเรื่องใหญ่ เรื่องยาก และเรื่องที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมาท้าทายตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ความซับซ้อนกลายเป็นภาระของคนอ่าน เขารู้ว่าจะเปิดเผยอะไร เมื่อไร จะพาคนอ่านไปมองผ่านสายตาของใคร และจะเก็บอะไรไว้ให้ค้นพบในเวลาที่เหมาะสม

จาก มหกรรมมนุษย์ ที่ผ่านการเลาะซ่อม จนคว้ารางวัลชนะเลิศ และก้าวต่อมาสู่ ล่องลำนำกาล ซึ่งท้าทายตัวเองด้วยโลกหลายยุคสมัย ความรักข้ามภพ ความเชื่อ และเรื่องเหนือธรรมชาติ เส้นทางของสีตลาจึงไม่ได้มีเพียงผลงานที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเส้นทางของนักเขียนที่กำลังค้นพบวิธีเล่าเรื่องของตัวเองชัดขึ้นเรื่อย ๆ

บางที Rising Star จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในวันนี้ แต่อาจหมายถึงคนที่เราเห็นแล้วว่า ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก และน่าจับตามองว่าเขาจะพาเรื่องราวของตัวเองเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน

Don`t copy text!