กิ่งฉัตร กับ 333 หอนี้ผีรัก 2 | That Thing You Eat

กิ่งฉัตร กับ 333 หอนี้ผีรัก 2 | That Thing You Eat

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

หลังจากทำความรู้จักกับ ‘โพล้เพล้’ แมวดำสุดแสบไปแล้วใน ‘๓๓๓ หอนี้ผีรัก’ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๓๑ นี้ โพล้เพล้ แมวอ้วนสีดำ ตาแดง จะกลับมาอีกครั้งใน ‘๓๓๓ หอนี้ผีรัก ๒ That Thing You Eat’ พร้อมยกระดับความร้ายกาจขึ้นไปอีกขั้น แน่นอนว่าคู่ปรับเก่าซึ่งก็คือ ‘ผณิน’ นิติหอพักที่เป็นผีงูสาวหรือผีฉมบ ก็พร้อมกลับมาปะทะฝีปากและฝีมือกับเจ้าเหมียวจอมซ่าแบบไม่มีใครยอมใคร

“นิติกับโพล้เพล้เป็นคู่ปรับกันมาตั้งแต่เล่มแรกแล้วค่ะ ทั้งคู่ทะเลาะกันมาตลอด เรียกว่าต่อสู้ฟาดฟันกันทั้งในและนอกเกม แต่ในเล่มล่าสุด การแกล้งกันพัฒนาความรุนแรงขึ้นไปอีก จนกลายเป็นคดีที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่คดีแรกไปจนถึงคดีที่สองและคดีที่สาม” พี่ปุ้ย กิ่งฉัตร เล่าถึงความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นในเล่มล่าสุด

“ในเล่มนี้เปิดฉากมาก็ปะทะกันอย่างเต็มที่เลยค่ะ คนอ่านจึงต้องติดตามดูว่าโพล้เพล้จะใช้ความเจ้าเล่ห์และเล่ห์เหลี่ยมของตัวเองรับมือกับคดีต่าง ๆ อย่างไร”

สำหรับแฟนนิยายของกิ่งฉัตร คงจำกันได้ว่า ๓๓๓ หอนี้ผีรัก เล่มแรก เล่าเรื่องราวของมิตร ชายหนุ่มดวงซวยแบบที่เรียกได้ว่า เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด กระทั่งได้มาใช้ชีวิตในหอพัก ๓๓๓ และพบกับเพื่อนร่วมหอที่ไม่ธรรมดา ทุกคนมีพฤติกรรมแปลกประหลาดเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะเป็นกัน ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยังพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างน่าเอ็นดู

เรื่องราวของชาวหอเต็มไปด้วยสีสัน เรียกทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้อ่าน จนหลายคนอดลุ้นไม่ได้ว่าจะมีเรื่องราวต่อในเล่มถัดไปหรือไม่ และในที่สุด ความหวังของแฟน ๆ พี่ปุ้ยก็เป็นจริง เมื่อเหล่าตัวละครที่คุ้นเคยกลับมาโลดแล่นผ่านตัวหนังสืออีกครั้ง พร้อมเรื่องราวและคดีใหม่ ๆ ที่รอให้ติดตาม

“ตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าจะเขียนเป็นตอนต่อหรือจะเขียนให้จบในเล่มเดียว แต่พอเขียนเล่มแรกไปแล้วก็พบว่ายังมีตัวละครอีกเยอะมากที่น่าสนใจ รวมถึงยังมีคดีอีกหลายคดีที่น่าสนใจเหมือนกันค่ะ” พี่ปุ้ยเล่าถึงที่มาของการกลับมาเขียนเรื่องราวในเล่มที่สอง

อย่างไรก็ตาม แมจะมีเรื่องราวและตัวละครให้หยิบมาเล่าได้อีกมากมาย แต่เธอก็ไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวยืดยาวเกินความจำเป็น จึงเลือกหยิบคดีที่สามารถคลี่คลายได้ภายในระยะเวลาไม่นานมาเล่าต่อ โดยยังคงตัวละครหลักชุดเดิมเอาไว้ ขณะที่เหล่าผีที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องราวอาจเปลี่ยนไปตามคดี

“พี่ไม่อยากเขียนให้เรื่องยืดยาว เพราะบางคดีสามารถคลี่คลายและจบลงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็เลยหยิบเรื่องเหล่านี้มาเขียนต่อ ซึ่งในเล่มนี้ยังคงใช้ตัวละครหลักชุดเดิม”

เมื่อพูดถึงการสร้างตัวละครในโลกของหอ ๓๓๓ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือการเลือกให้แมวกลายมาเป็นตัวละครสำคัญ โดยเฉพาะโพล้เพล้ แมวผีที่มีบุคลิกโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ซึ่งเบื้องหลังการสร้างตัวละครนี้ก็มีที่มาจากความช่างสังเกตและความสนใจในเรื่องราวของผีไทย

“เวลาสร้างตัวละคร พี่มองว่าผีไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลเสมอไป แต่สัตว์ก็สามารถเป็นผีได้เหมือนกันค่ะ พอสังเกตไปรอบๆ ก็รู้สึกว่าแมวเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด สามารถอยู่ร่วมกับเราได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นผี หรืออาจมองว่าเป็นเพียงแมวที่มีพฤติกรรมแปลกๆ เท่านั้นเอง อีกอย่าง แมวยังเป็นสัตว์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีโลกส่วนตัว และมีบุคลิกโดดเด่นไม่เหมือนใคร ต่างจากสุนัขที่มีบุคลิกอีกแบบหนึ่ง แมวจึงเป็นตัวละครที่น่าสนใจ ยิ่งพอไปเจอเรื่องราวเกี่ยวกับจะกละ ซึ่งเป็นแมวผี ก็เกิดแรงบันดาลใจนำมาใช้เป็นตัวละครโพล้เพล้ค่ะ”

เล่ามาถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขอรีวิวตัวละคร ‘โพล้เพล้’ กันสักหน่อย เพราะนี่คือแมวเหนือแมวที่มีคุณสมบัติชวนสะพรึงอยู่หลายอย่าง แต่ขณะเดียวกันก็แอบน่ารัก มีท่าทางและวีรกรรมที่ทำให้คนอ่านอมยิ้มไปกับเจ้าแมวตัวร้ายตัวนี้ไม่ได้เช่นกัน

“ด้วยความที่โพล้เพล้เป็นจะกละที่มีอายุยืนยาวมาก จึงเป็นผีที่พัฒนาความเป็นตัวของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง และมีบุคลิกที่ร้ายกาจ ไม่เหมือนใคร แต่ถ้าถามว่าเธอเป็นตัวละครที่เลวร้ายไหม คิดว่าไม่ถึงขนาดนั้น เพราะอยู่กับหมอผีขาวมานานหลายปี ทำให้ความร้ายกาจบางอย่างลดลงไปบ้าง แต่ความแสบสันและความเจ้าเล่ห์ก็ยังคงมีอยู่ค่ะ”

นอกจากเรื่องของโพล้เพล้ ก็มาถึงอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือชื่อภาษาอังกฤษของเล่มนี้ That Thing You Eat ซึ่งดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารการกินอยู่ไม่น้อย

“ตอนแรกต้องการเขียนให้มีชื่อตอนที่แตกต่างจากเล่มแรกค่ะ อีกทั้งคดีในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอาหารการกินของคนด้วย กว่าจะได้ชื่อ That Thing You Eat ก็คิดชื่อไว้หลายแบบมาก ประเด็นสำคัญในเล่มนี้คืออยากให้ระวังสิ่งที่กินเข้าไป แต่ไม่ได้หมายถึงการกินในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว หมายถึงสิ่งที่เรากินเข้าไปทุกวันอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วยค่ะ”

หากเล่มแรกเล่าถึงการปรับตัวของชาวหอ ๓๓๓ ให้เข้ากับโลกในยุคปัจจุบัน ในเล่มนี้พี่ปุ้ยตั้งใจพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับอีกหลายแง่มุมของตัวละคร โดยเฉพาะเทคนิคและวิธีการต่างๆ ที่พวกเขาใช้เอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ

นอกจากเรื่องราวและคดีต่างๆ แล้ว อีกหนึ่งความสนุกของการเขียนนิยายเรื่องนี้คือการได้เห็นตัวละครค่อยๆ เผยบุคลิกของตัวเองออกมาผ่านเรื่องราวที่ดำเนินไป

“เรื่องนี้เขียนไปก็ขำไปค่ะ ความสนุกอย่างหนึ่งคือ เวลาที่เราเขียนไปเรื่อยๆ บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวจะค่อยๆ โดดเด่นขึ้นมาเอง เหมือนกับว่าพวกเขาสามารถบอกเราได้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีนิสัยแบบไหน คิดว่าการเขียนหนังสือ ถ้าเรามองเห็นภาพตัวละครอย่างชัดเจนว่ามีนิสัยอย่างไร เวลาลงมือเขียน ทั้งลักษณะการพูด การกระทำ และวิธีคิด ก็จะออกมาจากบุคลิกของตัวละครตัวนั้นเองค่ะ สิ่งนี้ทำให้สนุกในการเขียน และก็หวังว่าคนอ่านจะสนุกไปกับตัวละครเหมือนกับที่พี่สนุกด้วยค่ะ”

ส่วนใครที่แอบคาดหวังว่าจะได้เห็นมุมหวานๆ ของคู่พระนางในเรื่องนี้ อาจต้องเผื่อใจไว้สักนิด เพราะพี่ปุ้ยบอกว่าความรักไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง

“เราจะเน้นความตลก คดีต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับคนอื่นๆ มากกว่า ไม่ได้เน้นเรื่องความรักหวานๆ ดังนั้น ความสัมพันธ์ของตัวละครก็จะค่อยๆ พัฒนาไปตามเรื่องราวค่ะ”

เมื่อมีตัวละครมากมายที่ต่างก็มีบุคลิกและเรื่องราวเป็นของตัวเอง โจทย์สำคัญของการเขียนจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวละครแต่ละตัวมีชีวิต แต่ยังต้องจัดสรรพื้นที่ให้ทุกตัวได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวอย่างเหมาะสม ซึ่งพี่ปุ้ยยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในความยากของการเขียนนิยายเรื่องนี้

“ตัวละครบางตัว ถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคลิกของเขามากพอ ก็อาจถูกลืมหรือถูกผลักไปอยู่เบื้องหลังได้ เราจึงต้องพยายามดึงตัวละครเหล่านั้นกลับเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง อาจเป็นการเพิ่มบทพูดหรือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้คนอ่านรู้ว่ายังมีตัวละครตัวนี้อยู่ในฉาก

ความยากอยู่ตรงที่เรื่องนี้มีตัวละครเยอะค่ะ ส่วนตัวละครที่มีบทบาทเด่นอยู่แล้วจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแต่ละคนมีหน้าที่และบทบาทแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นทนาย เจ้าทุกข์ หมอผี ผี หรือญาติของผี ทุกตัวมีเรื่องราวของตัวเองอยู่แล้ว แต่ตัวละครที่มีบทบาทเล็กๆ นี่แหละค่ะที่ต้องระวัง เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ตัวละครตัวไหนตกหล่นไปจนไม่มีส่วนร่วมกับเรื่องราวเลย จึงต้องพยายามแทรกหรือเสริมบทบาทให้ทุกตัวมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใช่ให้ตัวหนึ่งมีบทเยอะมาก แต่อีกตัวกลับหายไปจากเรื่องโดยสิ้นเชิงค่ะ”

หลังจากปิดต้นฉบับ ๓๓๓ หอนี้ผีรัก ๒ That Thing You Eat นักเขียนของเราบอกว่า คงพักเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนไว้ก่อน เพราะยังมีพล็อตเรื่องอื่นๆ ที่รอให้หยิบมาเขียนอีกหลายเรื่อง

“งานต่อไปน่าจะลองเปลี่ยนไปเขียนแนวอื่นบ้าง อาจเป็นแนวโรแมนติกมากกว่าดรามา แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องคิดและพัฒนาพล็อตอีกหลายเรื่องค่ะ ปัญหาของแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน บางเรื่องต้องค้นคว้าข้อมูลเยอะมาก บางเรื่องก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าฉากที่คิดไว้จะเขียนออกมาอย่างไร หรือยังหาข้อมูลและหนังสือที่ต้องการไม่ได้ บางเรื่องก็รู้สึกว่าเนื้อหายังเบาเกินไป จึงต้องคิดต่อว่าจะเลือกเรื่องไหนและพัฒนาอย่างไรให้ลงตัวที่สุด”

สำหรับแฟนๆ กิ่งฉัตร การได้เห็น ๓๓๓ หอนี้ผีรัก ๒ That Thing You Eat ออกมาเป็นรูปเล่มในครั้งนี้ อาจเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย แต่เบื้องหลังผลงานเล่มนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเขียน เพราะกว่าพี่ปุ้ยจะเขียนต้นฉบับจนเสร็จสมบูรณ์ เธอต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งจากการสูญเสียคนสำคัญและการประคับประคองตัวเองให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

“นิยายเรื่องนี้เริ่มเขียนตั้งแต่ปลายปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นเริ่มเขียนระหว่างเฝ้าคุณพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล แต่พอคุณพ่อเสีย ก็หยุดเขียนไปเลย เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ ประกอบกับสภาพจิตใจยังไม่พร้อมจะทำงานต่อ กว่าจะกลับมาปัดฝุ่นและเริ่มเขียนอีกครั้งก็เมื่อสองถึงสามเดือนที่ผ่านมาเองค่ะ

เดิมทีเรื่องนี้มีกำหนดออกตั้งแต่งานหนังสือเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่ายังไม่พร้อมทำงานตรงนี้ จึงเลื่อนมาเรื่อยๆ เรียกว่ากว่าจะเขียนต้นฉบับจนส่งเข้าโรงพิมพ์ได้ ทั้งบรรณาธิการ ทีมงาน และโรงพิมพ์ต่างก็ต้องทำงานกันในช่วงเวลาที่กระชั้นชิด พี่สงสารเขามากค่ะ”

เมื่อได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลัง เราจึงชวนพี่ปุ้ยพูดคุยถึงการรับมือกับความสูญเสีย โดยเฉพาะการจากลาที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว และถามถึงสิ่งที่เธออยากแบ่งปันกับคนที่กำลังเผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน

“ช่วงแรกก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันค่ะ แต่หลังจากนั้นเราเริ่มรู้ว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างต่อไป เพียงแต่บางครั้งก็ยังรู้สึกไม่อยากทำงาน ไม่มีอารมณ์จะทำอยู่เหมือนเดิม เราเลยต้องลองถามตัวเองดูก่อนว่า ความรู้สึกที่ไม่อยากทำงานนั้นเกิดจากเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบจิตใจจริงๆ หรือเป็นเพราะใช้เรื่องนั้นเป็นข้ออ้างในการไม่อยากทำงาน ต้องพิจารณาตัวเองตรงจุดนี้ค่ะ ถ้าเป็นเพราะเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจจริงๆ และยังไม่พร้อม แนะนำว่าให้เวลากับตัวเองสักระยะหนึ่ง เพราะทุกคนมีอารมณ์ มีความรู้สึก และมีช่วงเวลาที่จิตใจดิ่งลงได้เหมือนกัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องพยายามก้าวเดินต่อไปค่ะ เรายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องพยายามลุกขึ้นให้ได้ พี่คิดว่าคุณพ่อกับคุณแม่ก็คงไม่อยากเห็นเราจมอยู่กับความทุกข์และความโศกเศร้าไปตลอด

ตอนที่คุณพ่อเสียใหม่ๆ รู้สึกหนักมากค่ะ เพราะเป็นการจากไปค่อนข้างกะทันหัน เพื่อนๆ หลายคนแนะนำให้ลองสังเกตตัวเองว่า ผ่านไปสักหกเดือนแล้วสภาพจิตใจดีขึ้นหรือยัง ถ้าผ่านไปหกเดือนแล้วยังรู้สึกไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องหาคนให้คำปรึกษา หรือถ้ารู้สึกหนักมากจนมีอาการซึมเศร้า ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ ส่วนตัวพี่ที่ยังพอประคับประคองตัวเองให้ผ่านมาได้ เพราะยังมีครอบครัวและพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน แต่ก็เข้าใจว่าบางคนอาจเป็นลูกคนเดียว หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนช่วยประคับประคองจิตใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ ทุกคนต้องเผชิญกับการสูญเสีย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ วันนี้บางคนอาจยังไม่เคยเผชิญ แต่วันหนึ่งในอนาคตก็ต้องพบเจอเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัวและพาตัวเองให้ก้าวต่อไปให้ได้ค่ะ”

สำหรับพี่ปุ้ยแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ช่วยให้เธอค่อยๆ ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อได้ คือภาระหน้าที่ที่ยังต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะการมีสำนักพิมพ์และบริษัทเป็นของตัวเอง แม้ในวันที่หัวใจยังเต็มไปด้วยความคิดถึงและความเศร้า แต่การได้กลับมาทำงานก็ช่วยให้เธอจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า และไม่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกสูญเสียตลอดเวลา

“ถามว่ายังคิดถึงไหม ก็ยังคิดถึงค่ะ ยังร้องไห้อยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ได้รู้สึกดิ่งมากเหมือนช่วงแรกแล้ว สุดท้ายพี่ก็เลยลุกขึ้นมาเขียนงานคอเมดีเสียเลยค่ะ”

การหันมาเขียนงานคอเมดีในช่วงเวลาที่หัวใจยังเต็มไปด้วยความเศร้า กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้พี่ปุ้ยได้ผ่อนคลาย และมองเห็นแง่มุมที่สดใสของชีวิต

“อาจไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ แต่คิดว่าเรื่องนี้ช่วยให้เราผ่อนคลายลงได้ ทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตว่า ถึงจะมีเรื่องราวที่ทำให้เศร้า แต่โลกก็ยังมีเรื่องสดใส มีเรื่องน่ารักๆ ให้ได้มองเห็นอยู่เหมือนกันค่ะ โลกยังคงหมุนต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

เมื่อถามว่ามีใคร หรืออะไรในเรื่อง ๓๓๓ หอนี้ผีรัก ๒ That Thing You Eat ที่ฮีลใจเธอได้มากที่สุด พี่ปุ้ยตอบว่า ‘โพล้เพล้’ แมวดำจอมแสบที่ทั้งเจ้าเล่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี่แหละ “ตัวละครตัวนี้มีทั้งความร้าย ความงก ความแสบสัน ความชอบแก้แค้น และความบ้าบอคอแตก แต่ทั้งหมดก็มีความน่ารักอยู่ในตัวด้วยค่ะ”

นอกจากโพล้เพล้จะเป็นตัวละครที่ช่วยเติมความสดใสให้กับเรื่องราว ช่วงนี้พี่ปุ้ยเองก็มีสมาชิกใหม่เป็นแมวส้มเข้ามาสร้างสีสันให้กับชีวิตด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องราวของเจ้าแมวตัวนี้ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจและทำให้เธอเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของแมวมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับใครที่คิดถึงกิ่งฉัตร อย่าลืมแวะมาพบกับเธอได้ที่บูธ D41 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๓๑ โดยครั้งนี้สำนักพิมพ์ลูกองุ่นยังนำผลงานเรื่อง ดั่งไฟใต้น้ำ และ นางบาป กลับมาพิมพ์อีกครั้ง ให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อกัน

“งานนี้มีของที่ระลึกธีมแมวดำด้วยนะคะ แวะมาหากันได้ งานหนังสือจัดปีละสองครั้งค่ะ ครั้งที่แล้วไม่ได้ออกบูธ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ได้เจอกับนักอ่านอีกครั้ง ถ้านักอ่านท่านไหนสะดวกก็แวะมาเจอกัน มาพูดคุยกันให้หายคิดถึงนะคะ คิดถึงนักอ่านมากค่ะ เหตุผลหนึ่งที่อยากมาออกงานก็เพราะอยากเจอและได้พูดคุยกับนักอ่านด้วยค่ะ”

 

Don`t copy text!