เวียนนา พาราเซตามอล

เวียนนา พาราเซตามอล

โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ

Loading

“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น

ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน Kettenbruckengasse กรุงเวียนนา เดินนิดเดียวก็ถึง Wombat City Hostel At The Naschmarkt สาวสวยรีเซ็ปชั่นยื่นคูปองเวลคัมดริงก์ให้ เธอขอบัตรนักศึกษาไว้สำหรับประกันคีย์การ์ด ผมบอกเธอว่า“ไม่มีบัตรนักศึกษาเพราะเรียนจบมานานหลายปีแล้ว” เธอทำหน้าแปลกใจ “ถ้างั้นบัตรอะไรก็ได้ที่มีรูปคุณอยู่ในนั้น” ผมจึงยื่นบัตรประชาชนพลเมืองไทยให้

เข้าห้องพัก อาบน้ำอาบท่าเสร็จผมก็เดินลงมายังบาร์ของโฮสเทลเพื่อแลกเวลคัมดริงก์ มีน้ำอัดลม ไวน์ และเบียร์ ผมเลือกเบียร์ ซึ่งเป็นเบียร์สดแก้วเล็กยี่ห้อ Ottakringer จิบได้ครึ่งแก้วก็รู้สึกอ่อนเพลีย คิดว่ากำลังจะป่วยในไม่ช้า สาเหตุน่าจะมาจากเชื้อไข้ของใครบางคนที่ทิ้งไว้ในรถบัสปราก-เวียนนาให้ผมรับช่วงต่อ รู้สึกแสบในลำคอแบบแปลกๆ ตั้งแต่ตอนอยู่บนรถแล้ว

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน และจัตุรัส Stephansplatz กรุงเวียนนา

ราวสี่ทุ่มผมแข็งใจนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Stephansplatz เดินขึ้นมาเจอ “มหาวิหารเซนต์สตีเฟน” อลังการอยู่ตรงหน้า นี่คือสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีความสำคัญมากที่สุดในกรุงเวียนนา ราชวงศ์ฮับส์บวร์กแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญมาเนิ่นนาน ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ในสไตล์ผสมระหว่างโรมาเนสค์และโกธิค หลังคาหลากสีของโบสถ์ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

ไม่ไกลกับมหาวิหารเซนต์สตีเฟนคือบ้านเลขที่ 5 ของถนน Domgasse อดีตอพาร์ตเมนต์ของ “โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท” คีตกวีคนสำคัญของโลก อพาร์ตเมนต์แห่งนี้เป็นนิวาสถานเดียวในกรุงเวียนนาของโมสาร์ท (จากจำนวนมากกว่าสิบแห่ง) ที่ยังคงสภาพอยู่ ซึ่งนักประพันธ์อัจฉริยะเคยใช้ชีวิตในกรุงเวียนนาระหว่างปี ค.ศ. 1781 – 1791 หลังจากที่เขาเดินทางมาจากเมืองซาลซ์บวร์กบ้านเกิดเพื่อความท้าทายที่มากขึ้น ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า Mozarthaus Wien (Mozart House Vienna) ซึ่งได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานและชีวิตของโมสาร์ท ทั้งยังเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตในบางโอกาสอีกด้วย

 

ที่มุมหนึ่งระหว่างยืนดูอะไรเพลินๆ “แจ็คกี้ ชาน, แจ็คกี้ ชาน” (เฉิน หลง) เมื่อหันไปตามเสียงก็เจอวัยรุ่นชาย 2 คนนั่งกินไอศกรีมอยู่ที่ฐานน้ำพุ แล้วพูดขึ้นอีกว่า “แจ็คกี้ ชาน” ผมเลยบอกไปว่าผมเป็นคนไทย ไม่ได้เป็นคนจีน “เรามีโทนี่ จา คุณรู้จักมั้ย” ทั้งคู่ส่ายหน้า

 

สนทนากันครู่หนึ่งได้ความว่าพวกเขามาจากตุรกีเพื่อเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเวียนนา ตอนนี้พักอาศัยในเขต 10 พอผมถามว่า“มาเวียนนาควรไปเที่ยวที่ไหน” เขาตอบว่า“เวียนนา เขต 10” มารู้ทีหลังว่าเป็นย่านชาวต่างชาติ ข้าวของราคาไม่แพง แต่มีอัตราเฉลี่ยการเกิดอาชญากรรมสูงกว่าเขตอื่น

 

ร้านอาหารทยอยปิด จนกินอะไรไม่ทัน ต้องลงเอยด้วยแฮมเบอร์เกอร์ที่แม็คโดนัลด์ แล้วนั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พัก สั่งเบียร์ Ottakringer มา 1 ไพนต์ในบาร์ของโฮสเทล รู้สึกว่ากินเบียร์ไม่อร่อยเลย เริ่มจามและน้ำมูกไหล จึงขึ้นห้องนอน เมื่อตื่นเช้าก็พบว่าไข้ขึ้นและป่วยสมบูรณ์แบบ กินมื้อเช้าแล้วออกไปหาซื้อยา ได้แต่พาราเซตามอลมา 10 เม็ด ยังไม่อยากซื้อยาแก้แพ้มากินเพราะจะง่วงหนักและนอนยาว

พระราชวังฮอฟบวร์ก

กินยาแล้วล้างหน้าล้างตา ออกไปนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Museumsquartier ถนนบริเวณนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่ ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูแผนที่กูเกิลแล้วเดินชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่านนี้เริ่มตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ พระราชวังฮอฟบวร์กที่ใหญ่ยักษ์ เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 มีพื้นที่ส่วนต่างๆ ที่เชื่อมต่อกันมากกว่า 20 ส่วน ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เกือบทั้งหมด เช่น พิพิธภัณฑ์ Albertina จัดแสดงภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย แปลนก่อสร้างอาคาร และเอกสารต่างๆ นับล้านชิ้น พิพิธภัณฑ์ Neue Burg หรือปีกพระราชวังใหม่ พิพิธภัณฑ์พระราชสมบัติ หอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติแห่งกรุงเวียนนา เป็นต้น

จากนั้นข้ามถนนใหญ่ที่ชื่อ Museumplatz ไปยัง Museumsquartier ศูนย์รวมของพิพิธภัณฑ์ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยเกือบ 10 พิพิธภัณฑ์ มีทั้งตึกเก่าสไตล์บาโร้กและอาคารสมัยใหม่ รวมเนื้อที่กว้างขวางถึงกว่า 60,000 ตารางเมตร เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 2001 นอกจากจัดแสดงของสะสมและนิทรรศการแล้ว ก็ยังใช้จัดงานเทศกาลและกิจกรรมทางด้านศิลปะวัฒนธรรมอยู่เสมอ ลานกว้างตรงกลางที่เกิดขึ้นจากการถูกโอบล้อมด้วยอาคารต่างๆ กลายเป็นที่รวมตัวของคนหนุ่มสาว ผมเห็นหลายคนซื้อเบียร์มานั่งดื่ม ที่นั่งหนุงหนิงโอบกอดพลอดรักกันอย่างเปิดเผยก็มีไม่น้อย

รูปปั้นจักรพรรดินี มาเรีย เทเรซาหน้าของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติกรุงเวียนนา

กลับถึงที่พักประมาณ 4 ทุ่ม ถามรีเซ็ปชั่นสาวสวยถึงร้านขายยาที่ยังเปิดอยู่เพื่อจะหาซื้อยาแก้แพ้ให้หายจามและหวังจะนอนหลับยาวๆ เธอดูในจอคอมพิวเตอร์แล้วบอกว่ามีอยู่ร้านหนึ่งในละแวกนี้ที่ยังเปิดอยู่ ผมเดินไปตามคำบอกทางทุกประการ แต่ไม่เจอร้านขายยา เดินไปเดินมาเจอบริกรสาวชาวเอเชียหน้าร้านอาหารติดถนน เธอไปถามเพื่อนในร้านแล้วกลับออกมาบอกทาง คราวนี้เดินถูก แต่ร้านขายยาปิดไปแล้ว จำต้องเดินกลับที่พักอย่างชอกช้ำ

ตื่นเช้าวันต่อมา นอกจากไข้ไม่หายแล้วยังมีอาการปวดท้องเพิ่มมาอีก แต่ช่วงบ่ายก็แข็งใจลงรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Schoenbrunn

พระราชวังเชินบรุนน์เป็นพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับบวร์กแห่งออสเตรีย เดิมทีเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงของแม่น้ำวีน (Wien)  “จักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 2” แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อ ค.ศ. 1569 ปรับปรุงให้เป็นสวน เอาสัตว์หลากหลายชนิดมาปล่อย แล้วก็ล่าเพื่อความสำราญ

สภาพของพระราชวังที่เห็นในปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1740 – 1750 ในสมัย “จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา” มีจำนวน 1,441 ห้องในสไตล์บาโร้ก ส่วนสถาปัตยกรรมภายนอกนั้นได้ปรับปรุงใหม่เป็นสไตล์นีโอคลาสสิคในสมัย “จักรพรรดิฟรานซ์ที่ 2” จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

บรรยากาศย่านเก่าแก่ชั้นใน หรือ Innere Stadt กรุงเวียนนา

พระราชวังเชินบรุนน์มีอาณาเขตกว้างใหญ่ถึง 186 เฮคตาร์ หรือเกือบ 2,000 ไร่ นอกจากส่วนที่เป็นอาคารพระราชวังซึ่งปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แล้วก็ยังมีลานอันกว้างใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคาร มีสวนต้นไม้และดอกไม้แยกย่อยจำนวนมาก สระน้ำ น้ำพุ รูปปั้นเหล่าองค์เทพ ซุ้มศาลาต่างๆ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ ค.ศ. 1996

อากาศที่ค่อนข้างร้อนด้วยแสงแดดจ้าทำให้ผมอาการแย่ลงไปอีก เดินดูนั่นดูนี่อยู่ได้ไม่นานนักก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับสถานี Kettenbruckengasse รับกระเป๋าแบ็กแพ็กใบใหญ่ที่ฝากไว้กับโฮสเทลแล้วเดินทางต่อไปยังที่พักแห่งใหม่ ผมต้องเปลี่ยนไปพักโรงแรมเพราะเกรงใจเพื่อนร่วมห้องในโฮสเทลที่ต้องทนฟังเสียงจามและอาจจะติดไข้จากผมได้ นั่งรถไฟใต้ดินถึงสถานี Westbahnhof ขึ้นบันไดเลื่อนมาก็เห็นสถานีรถไฟเวียนนาตะวันตก หรือ Westbahnhof ตั้งเด่นอยู่

น้ำพุ “เนปจูน” ภายในพื้นที่ของพระราชวังเชินบรุนน์ และศาลา “กลอริเอตเตอ” บนเนินเขา

ระหว่างมองหาร้านแม็คโดนัลด์เพราะเป็นแลนด์มาร์กที่อยู่ตรงข้ามโรงแรมที่จองไว้ เกิดเสียการทรงตัวล้มลงข้างทางรถรางอย่างน่าสมเพช ผู้คนหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน ผมรีบลุก หันไปหันมาเจอร้านแม็คโดนัลด์ หันไปอีกฝั่งถนนก็เห็น Fuerstenhof Hotel

สำรวจร่างกายพบว่าปวดฝ่ามือเพราะใช้ค้ำตอนล้ม เจ็บเข่าเล็กน้อย โทรศัพท์มือถือตกลงพื้นแต่จอไม่แตก กล้องถ่ายรูปที่ห้อยคออยู่ไม่ฟาดกับพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ ข้าวของไม่เสียหาย แต่อับอายเหลือเกิน

เช็กอินแล้วก็ออกไปหาซื้อยาบนถนน Mariahilfer ที่อยู่ใกล้ๆ เภสัชกรไม่ยอมขายยาแก้แพ้ให้ โดยบอกเหตุผลว่าสำหรับผู้ป่วยที่เป็น Allergy หรือภูมิแพ้เท่านั้น พวกที่เป็นหวัดจะไม่ให้กิน ผมจึงได้มาแค่ยาพาราเซตามอลเหมือนเดิม กินยาแล้วนอนพัก ตื่นขึ้นมาอาการดีขึ้นนิดหน่อยจึงนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Praterstern ติดกับสวนสนุกปราเตอร์ที่โด่งดัง แล้วเดินต่ออีก 1.5 กิโลเมตรถึงแม่น้ำดานูบ

ด้านหน้าของสวนสนุกปราเตอร์

แม่น้ำดานูบช่วงที่ไหลผ่านกรุงเวียนนาได้แยกออกเป็น 4 สาย เกิดเป็นเกาะดานูบ และมีสายหนึ่งที่เรียกว่าคลองดานูบซึ่งไหลผ่านเขตเมืองเก่า และแม่น้ำวีนก็ไหลมาสมทบกับคลองดานูบนี้ก่อนจะไหลออกไปรวมกับดานูบสายหลักอีกที

แม่น้ำดานูบส่วนที่ผมมาเห็นนี้บรรยากาศดูเงียบเหงา ร้านรวงไม่ค่อยมี เรือวิ่งอยู่ไม่กี่ลำ กิจกรรมริมน้ำมีน้อย เดินเล่นอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจนั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พัก

วันต่อมาอาการไข้ดีขึ้นมากแต่ฝนดันตกลงมาทั้งวันจนหมดโอกาสออกไปเที่ยว และคิดว่าได้เวลาแล้วที่จะต้องจากกรุงเวียนนาไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ตั๋วรถไฟราคาค่อนข้างแพงจึงค้นหาตั๋วรถบัสในอินเตอร์เน็ต ได้ของบริษัท Hellobus ในราคาแค่พันกว่าบาท รถออกเวลา 09.30 น. วันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันที่อากาศดีมากเหมือนอย่างแกล้งกัน อาการไข้ก็หายเกือบสนิท ผมเช็กเอาต์จากโรงแรมตั้งแต่ก่อน 8 โมงเช้า นั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Sudtiroler Platz HBF

ที่สถานีขนส่ง Busbahnhof Wiedner Gurtel ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ Wien HBF หรือสถานีรถไฟกลางของกรุงเวียนนา โชเฟอร์ขอดูตั๋วจากโทรศัพท์มือถือ ผมนึกว่าเขาจะใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดแต่เขาแค่ดูชื่อเท่านั้น เมื่อชื่อตรงกับที่เขามีในลิสต์ก็ขึ้นไปนั่งได้เลย บนรถมีผู้โดยสารแค่ประมาณ 10 คน คนที่นั่งด้านหลังของผมเป็นสาวเอเชีย ตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม เธอนอนหลับประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาการเดินทางทั้งหมด 10 ชั่วโมง

เพื่อสวัสดิภาพของทุกๆ คน กฎหมายที่นี่ระบุให้รถโดยสารจอดพัก 45 นาทีทุกการเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่ง รถบัสจอดในจุดจอดพักที่มีร้านแม็คโดนัลด์ตั้งอยู่ซึ่งผู้โดยสารเมื่อลงจากรถบัสแล้วต่างเดินเข้าไปอย่างอัตโนมัติ สาวเอเชียคนเดิมตื่นมาถามผมว่ารถจอดพักกี่นาที ผมตอบ 45 นาที แล้วก็ถามเธอกลับว่ามาจากประเทศอะไร เธอเดินสไลด์ๆ ไปตามทางเดินกลางรถ หันมายิ้มแล้วตอบ เซาท์โคเรีย”

พระราชวังเชินบรุนน์

หลังจากรถออก และไม่นานต่อมารถจอดอีกครั้ง คนขับก็เดินลงไปพร้อมสัมภาระ สวนทางกับโชเฟอร์คนใหม่ที่เดินขึ้นมา เขาเดินมานับจำนวนผู้โดยสาร แล้วกลับไปประจำการหน้าพวงมาลัย

รถจอดอีกครั้งที่เมืองเนิร์นแบร์ก ประเทศเยอรมนี ปล่อยคนลงและรับผู้โดยสารใหม่ขึ้นมา สาวเกาหลีตื่นมาเล่นโยคะอยู่ตรงทางเดินโดยไม่แคร์สายตาใครๆ แล้วเธอก็กลับไปนอนต่อ เวลาทุ่มครึ่งรถก็มาจอดที่อู่ในนครแฟรงก์เฟิร์ต ฟ้าเดือนมิถุนายนยังคงสว่าง

แม่น้ำดานูบบริเวณสะพาน Reichsbrucke

ดูเหมือนว่าสาวเกาหลีจะเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองนี้ ผมจึงถามว่า “สถานีรถไฟ Hauptbahnhof เดินไปยังไง” เธอชี้บอกทางแล้วเสริมว่า “ฉันก็จะเดินไปอยู่เหมือนกัน” เธอเดินนำไปก่อน และเดินเร็วมาก

ผมหยิบกระเป๋าจากใต้ท้องรถขึ้นสะพายหลัง จะเดินตามไปก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

Don`t copy text!